ระบบราชการสอนให้คนโกหก ฟุ่มเฟือย และตุกติกคดโกง!

ในที่สุด ผมก็ผ่านการทดลองงานขั้นแรก ในการที่จะเป็นข้าราชการที่สามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ ในระบบราชการเฮงซวยนี่ด้วยการ หัดโกหก ฟุ่มเฟือย แล้วก็ตุกติก — พี่มหา

ระบบราชการสอนให้คนโกหก ฟุ่มเฟือย และตุกติกคดโกง! — KT Thoughts, 6 ธันวาคม 2548

Update: พี่เค้าตอบกลับมาแล้ว

Published by

bact

bact' is a name

5 thoughts on “ระบบราชการสอนให้คนโกหก ฟุ่มเฟือย และตุกติกคดโกง!”

  1. ผู้เขียนเข้าใจระบบผิดไปอย่างมากนะครับ จริงอยู่ระบบอาจจะบกพร่องอยู่มาก แต่ต้องค่อยๆ แก้ไปแก้ที่ระบบ ไม่ใช่แก้ที่ตัวบุคคลข้อ 1 ในเมื่อเราขอใช้รถไปแค่ 5 โมงเย็นแต่กลับส่งคืนรถไปถึง สี่ทุ่ม การรายงานผิดจากที่ขอไปก็ต้องมีเหตุและมีผลที่สมควร ต้องให้เจ้านายรับรองอีกทีหนึ่งว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ยิ่งกรณีต้องมีคนขับรถไปด้วย การใช้งานเกินเวลาต้องถือเป็นการทำงานล่วงเวลาด้วยนะครับข้อ 2 เนี่ยเรียกว่าเป็นความผิดของตัวผู้เขียนเองเลยนะครับ เพราะไม่ได้ศึกษาระเบียบไว้ ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยแต่สมเหตุสมผล ข้าราชการระดับไหนก็มีระเบียบระบุไว้ชัดเจนว่าเบิกจ่ายได้เท่าไหร่ เพดานเป็นเท่าไหร่ ไม่โดนด่าก็บุญแล้วครับ (คิดได้ไงไปกับบริษัททัวร์ นี่ถ้าบริษัททัวร์เป็นญาติกันทำไง)ข้อ 3 เนี่ยก็ทำไม่ถูก (ไม่ได้ศึกษาก่อน) โดยปกติเวลาเบิกจ่ายจะแยกประเภทเป็นมีใบเสร็จและไม่มีใบเสร็จ กรณีที่ไม่มีใบเสร็จเช่นค่าแท็กซี่ไปสนามบิน ก็ให้ใช้การประมาณการเอา หรืออื่นๆกรณีนี้ถ้าเราแปลงค่าที่จอดรถไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถามว่ามันผิดตรงไหน มันไม่ผิด เพราะเป็นค่าใช้จ่ายจริง แต่ว่ากันตามจริงเงินเดือนผมก็น้อยนะ (ตอนนี้หมื่นหกร้อย)แต่เวลาเดินทางไปไหนให้ราชการบางทีผมก็คิดว่าผมได้ประโยชน์ ได้ประสบการณ์ได้พักผ่อนเงินที่หาใบเสร็จหรือเบิกไม่ได้ผมก็ไม่เบิกนะครับไม่ใช่ว่ารวยจริงอยู่ครับระบบมันทำให้เราต้องยืดหยุ่นนิดหน่อยเพราะไม่ได้มีการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยมานานมากแล้ว (การออกนอกระบบและแปรรูปเป็นแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนา) แต่ถ้าเราตั้งมั่นว่าไม่ได้โกง และศึกษาระเบียบแบบแผนให้ดีก่อนออกเดินทาง แล้วปฏิบัติตามนั้น อะไรที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยก็ยอมจ่ายไปถือว่าเราได้ประโยชน์แล้วอยู่ในระบบราชการมาระยะหนึ่งแล้ว ระบบมันยุ่งยากจริง แต่ไม่เคยสอนให้คนโกงหรือโกหกนะครับ

  2. เอ๋ เหมือนข้อ 2 นี่ ค่าตั๋วเครื่องบินเปล่า ๆ มันแพงกว่า แพคเกจทัวร์ (ตั๋ว+ที่พัก) นี่ครับ น่าจะต่ำกว่า'เพดาน'นี่นา

  3. ไปทัวร์แปลว่าไปเที่ยวครับ ไม่ได้ไปราชการ แค่นี้ก็ผิดแล้วครับ ซึ่งกรณีนี้ผมเห็นว่าการไปทัวร์ถึงจะประหยัดได้ แต่ในทางปฏิบัติมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมดครับ อย่างตอนผมไปต่างประเทศ ซื้อตั๋วเครื่องบินกับบริษัททัวร์ บริษัทออกเป็นบิลเงินสดให้อย่างเนี้ย ต้องร้องขอหลายทีถึงจะได้ใบเสร็จตัวจริงมา(เมื่อก่อน) การบินไทยเป็นของรัฐบาล การใช้จ่ายเิงินให้การบินไทย โดยรัฐบาล ก็ไม่เกี่ยวกับการฟุ่มเฟือยเลยครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้คิดกันอย่างไร ก็ต้องเปลี่ยนกฏกันก่อนแล้วค่อยปฏิบัติครับ การเลี่ยงกฏถึงจะดีกว่าอย่างไรก็ผิดอยู่แล้วครับ เวลาเราไปที่ไหน เราก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของที่นั่นครับ ถ้าเราเห็นว่าระเบียบไม่ดี ก็ต้องหาทางเปลี่ยนแปลงเอาก่อน ไม่ใช่แหกกฏครับ

  4. ขอชี้แจงคุณ "พ่อของหมาอ้วน" พร้อมรับข้อชี้แนะไปปรับปรุงดังต่อไปนี้ครับ1. นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะทำครับ คือให้ลงเวลากลับ ว่ากลับมาหลังจากเวลาที่กำหนด หรือขอใช้เกิน จะให้ต้องทำรายงานชี้แจงอะไรก็ว่ามา ผมยินดีแต่สิ่งที่ฝ่ายการเงินต้องการ ไม่ใช่สิ่งนี้ครับเขาให้ผมรายงานว่ากลับมา 5 โมงเย็น ซึ่งไม่ใช่เวลาจริง มันง่ายไหม มันก็ง่าย แต่มันทำลายเจตจำนงของการ "รายงาน" ไงครับ เพราะต่อไปไม่ว่าจะทำอะไร ก็ทำไป เขียนรายงานไม่ตรงกับความจริงก็ได้ ขอให้ตัวเลขมันตรงเท่านั้นเองแล้วจะเขียนรายงานนี้ไปทำไม? ถ้ามันจะไม่ต้องจริงก็ได้เนี่ย?2. น้อมศีรษะยอมรับครึ่งหนึ่ง ยืดอกไม่ยอมรับครึ่งหนึ่งครับส่วนที่ยอมรับ คือผมไม่ได้ศึกษาก่อน และที่ไม่ได้ศึกษาก่อนนี่เพราะนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาได้เพราะฉะนั้นต่อไป ผมจะทำการศึกษาก่อนแน่นอนครับ ส่วนที่ไม่ยอมรับก็คือตัวระเบียบที่ไม่อนุญาตให้ใช้บริการที่ราคาถูกกว่านี่แหละครับ หรือจริงๆแล้วระบบอาจจะอนุญาต แต่ตัวบุคคลไม่ยอมอนุญาต อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน3. ถ้าเติมน้ำมัน 1000 บาท แล้วต้องขอใบเสร็จเผื่อไว้เป็น 1200 บาท เพื่อจ่ายสิ่งที่จำเป็นต้องจ่าย แล้วเบิกไม่ได้นี่มันไม่ใช่รากเหง้าของการทุจริตหรือครับจะแก้ปัญหาทุจริต ผมคิดว่าต้องย้อนกลับมาดูระเบียบราชการก่อนนะครับ ว่าเอื้อให้คน "ไม่ต้องโกหก" สักแค่ไหนคนเรา ถ้าทำอะไรบ่อยๆ มันก็ชินครับ ถ้าเติมน้ำมันสัก 1000 ขอบิลเขาสัก 1200 นี่กลายเป็นเรื่องธรรมดา การที่เขาขอใบเสร็จเราเพื่อตรวจสอบการใช้เงิน มันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายสิครับ เพราะยังไงๆมันก็ไม่ตรงกับความจริงอยู่ดี สุดท้าย ขอแสดงจุดยืนว่า1. ที่ผมโวยวาย ไม่ใช่เพราะผมงกครับ ถ้าจำเป็นต้องจ่าย 200 ก็จ่ายได้ ถ้าไม่จำเป็นต้องจ่าย แม้ 2 บาท ผมก็ไม่อยากจ่ายครับ แต่เพราะผมเห็นว่าตัวระบบนี่แหละ ที่ทำให้เกิดการฉ้อราษฏร์บังหลวง เพราะอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา ทำจนชิน มันก็กลายเป็นสันดานเข้าจนได้2. ผมตั้งใจปฏิบัติตามกฏครับ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติหลายประการทำให้ "กฏ" ไร้ความหมาย (เช่นการต้องรายงานไม่ตรงตามจริง, การต้องทำบิลเผื่อค่าใช้จ่ายที่เบิกไม่ได้ทำให้บิลไม่ตรงกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงกับบิลนั้น, ฯลฯ)3. ในที่สุด ผมก็จะไม่โกงหรอกครับ แต่จะต้องอยู่รอดในระบบนี้ให้ได้ แม้จะต้องด้วยการโกหก หรือทำอะไรไม่ตรงไปตรงมาก็ตามอ้อ แล้วก็ต้องศึกษา "กฏ" และธรรมเนียมปฏิบัติทั้่งหลายเสียด้วย ไม่ลืมแน่ครับ

  5. จริงๆ ตอบยาวๆ ไปแล้วครับ แต่ไปอ่านหลายๆ เรื่องที่คุณมหาเขียนแล้วกลับมาเขียนอย่างนี้ดีกว่าครับอย่าไปก้มหัวหรือทำตามคนที่สอนให้โกงนะครับ สู้กับมันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย ที่คุณมหาเขียนมานั้นไม่เกี่ยวกับระบบเลยแม้แต่น้อย เกี่ยวกับคนรับมาปฏิบัติทั้งนั้น ถ้าเราเปลี่ยนคนรอบข้างให้ดีได้ ทุกคนก็จะดีตามได้ เรื่อง 20 บาทนั้น ผมตอบอีกทีว่า ผมยอมเสียและไม่คิดเจ็บใจอะไรเลยครับ และผมไม่ได้แนะนำให้โกงบิลนะครับเพราะที่ๆ ผมทำงานอยู่นั้น เค้ามีกรณีสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จอยู่แล้ว–ในกรณีของคุณมหาถ้าไม่มีช่องให้กรอก ก็ไปแก้ให้มันมีสิครับ(ต่อสู้ให้มันมี–เหมือนเจอบักแล้วแจ้งบักไง)

Leave a Reply