จำกัดความเร็ว-เพิ่มความปลอดภัย: การใช้การออกแบบและเทคโนโลยีมาช่วยให้คนทำตามกฎได้สะดวกขึ้น

ป้ายเตือนหน้ามหาวิทยาลัยทรินิตีคอลเลจดับลิน แจ้งให้รถใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.

เมื่อต้นปีนี้ ไปเที่ยวนอกเมืองตามเส้นทาง Wild Atlantic Way กับเพื่อนๆ ที่ดับลิน รถที่เช่าเป็น Volkswagen Golf ซึ่งระหว่างขับจะแสดงตัวเลขขีดจำกัดความเร็วของถนนช่วงนั้นขึ้นบนหน้าปัดเลย

ถ้าเกินขีดจำกัด ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
เกินนานๆ จะมีเสียงร้องเตือน
ถ้าเกินขีดไปมาก ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และยิ่งร้องดังหนัก

บนหน้าปัดยังมีกราฟิกแสดงระยะห่างจากรถคันหน้าที่เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้อยู่ในปัจจุบันด้วย โดยจะแสดงเป็นรูปรถและเส้นแสดงระยะ

นอกจากกฎที่เหมาะสมแล้ว เทคโนโลยี + การออกแบบก็ช่วยให้คนตัดสินใจทำตามกฎได้สะดวกขึ้น

รถยี่ห้ออื่นก็มีความสามารถเดียวกันนี้ ลองค้นในเน็ต เจอคู่มือภาษาไทยของ Volvo S90 รุ่นปี 2020 เรื่อง “การ​เตือน​สำหรับ​ขีดจำกัด​ความเร็ว​และ​กล้อง​ตรวจจับ​ความเร็ว​จาก​ระบบ​ข้อมูล​ป้ายถนน” ด้วย

ตัวอย่าง​​ตัว​จำกัด​ความเร็ว​บน​จอแสดงผล​สำหรับคนขับ ในรถวอลโว่ S90 (2020) จากเว็บไซต์ volvocars.com

การกำหนดขีดจำกัดความเร็วตามลักษณะการใช้สอยพื้นที่

โดยทั่วไป ความเร็วสูงสุดในเขตเมืองดับลิน (Dublin City Council – ประมาณเทศบาลนครของไทย) คือ 50 กม./ชม. — ส่วนย่านที่อยู่อาศัย ย่านชุมชน จะกำหนดที่ไม่เกิน 30 กม./ชม.

ยกเว้นทางหลวงในเขตเมืองซึ่งถนนแยกเป็นสัดส่วนเฉพาะ จะอยู่ที่ 60 หรือ 80 กม./ชม. — ถ้าพ้นเขตเมืองไปแล้วก็จะสูงกว่านี้

เว็บไซต์รัฐบาลท้องถิ่นมีแผนที่ข้อเสนอการจำกัดความเร็วให้ดาวน์โหลด

สีชมพูคือพื้นที่ที่ปัจจุบันจำกัดความเร็วที่ 30 กม./ชม. ส่วนพื้นที่สีเหลือง ฟ้า และแดง กำลังถูกเสนอให้จำกัดความที่ 30 กม./ชม. เช่นกัน จะเห็นได้ว่าตัวเมืองเองพยายามจะขยายเขตที่เป็น 30 กม./ชม. ออกไปให้มากขึ้น โดยในเว็บไซต์บอกว่ารัฐบาลท้องถิ่นตั้งใจจะกำหนดให้ทุกย่านที่อยู่อาศัย ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. ภายในสิ้นปีที่ผ่านมา

แผนที่แสดงเขตจำกัดความเร็วที่มีอยู่เดิมและที่เสนอใหม่ ในบริเวณนครดับลิน

เทคโนโลยีที่ช่วยให้ขับรถปลอดภัยขึ้น

สหภาพยุโรปออกกฎความปลอดภัยทั่วไปฉบับปรับปรุง (Regulation 2019/2144 หรือ “General Safety Regulation 2” หรือ “GSR2”) เมื่อ 27 พ.ย. 2562 กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2565 (ปีนี้) รถในประเภท M1 (รถยนต์นั่ง) และ N1 (รถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเบา) รุ่นใหม่ทุกรุ่นที่จะขออนุมัติเพื่อขายในยุโรป ต้องติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย เช่น ระบบช่วยเตือนเมื่อใช้ความเร็วเกินกำหนด (intelligent speed assistance – ISA) และเทคโนโลยีช่วยในกรณีฉุกเฉินให้ขับอยู่ในช่องจราจร (emergency lane keeping systems – ELKS) ซึ่งประกอบไปด้วยเทคโนโลยีอีกย่อย 2 อย่างประกอบกันคือ การเตือนเมื่อวิ่งคร่อมช่องจราจร (lane departure warning systems – LDWS) และ การช่วยขยับให้กลับช่องจราจรที่ถูกต้อง (corrective directional control functions – CDCF)

ทั้งนี้ภายใน 7 ก.ค. 2567 รถใหม่ทุกคัน ไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม จะต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ข้างต้น

นับจากวันที่ประกาศกฎหมายจนถึงวันบังคับใช้ขยักแรก (เฉพาะรถรุ่นใหม่) 2 ปี 7 เดือน และขยักสอง (รถใหม่ทุกคัน) 4 ปี 7 เดือน

เทคโนโลยีช่วยควบคุมความเร็วอัจฉริยะทำงานอย่างไร

วิดีโออธิบายการทำงานของระบบช่วยเตือนขีดจำกัดความเร็ว โดย Road Safety Authority Ireland

ที่หน้ารถจะมีกล้องที่อ่านป้ายแจ้งขีดจำกัดความเร็วที่ติดไว้ข้างถนน (ตัวป้ายมีมาตรฐานกำหนดหน้าตาไว้) ไม่จำเป็นต้องเชื่อมกับ GPS หรืออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ยังสามารถใช้แผนที่ดิจิทัลที่มีข้อมูลขีดจำกัดความเร็วของถนนแต่ละช่วง (ข้อมูลน่าจะมาจากหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องถนน) + ข้อมูลที่ตั้งของรถจาก GPS เสริมด้วย เผื่ออ่านป้ายไม่ได้ (ป้ายมีฝุ่น ถูกต้นไม้บัง กล้องถูกบัง มีหมอก ฯลฯ)

ระบบนี้จะถูกเปิดโดยอัตโนมัติเป็นค่าปริยายเมื่อจุดเครื่อง และผู้ขับสามารถเลือกกดปิดการทำงานได้

ตัวอย่าง​ของ​ป้าย​จราจร​ที่​รถ Volvo รุ่น S90 (2020) สามารถ​อ่านได้

ตัวอย่าง​ของ​ป้าย​จราจร​ที่​รถวอลโว่รุ่น S90 (2020) สามารถ​อ่านได้
ตัวอย่าง​ของ​ป้าย​จราจร​ที่​รถวอลโว่รุ่น S90 (2020) สามารถ​อ่านได้

กลไกตลาด กับ การส่งเสริมด้วยกฎหมาย

เมื่อต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง และเงินในกระเป๋ามีจำกัด คนมีแนวโน้มเลือกซื้อความปลอดภัยสำหรับตัวเองก่อน เช่น ถุงลมนิรภัย (คุ้มครองคนในรถ) ระบบกันเบรกล็อก (ช่วยมากกรณีใช้ความเร็วสูง ซึ่งคนในรถเสี่ยงจะเจ็บด้วย)

ในขณะที่เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของคนอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ช่วยลดโอกาสชนที่ความเร็วต่ำ (ที่คนในรถมักไม่เจ็บ แต่คนนอกรถเจ็บ) หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนขับรถบรรทุก รถลาก สามารถมองเห็นจักรยานหรือรถเล็กในจุดบอดสายตา จะถูกซื้อทีหลัง หรือถูกซื้อน้อยกว่า

การใช้ “กลไกตลาด” เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่มากพอหรือไม่เร็วพอ

การเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยการออกเป็นกฎหมายให้รถยนต์ใหม่ต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่คำนึงถึงความปลอดภัยของทุกคนบนถนนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าพิจารณา โดยคำนึงถึงผลกระทบและภาระของผู้ซื้อรถหรือใช้รถด้วย อาจจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างกรณีของสหภาพยุโรป ที่มาการออกกฎหมายล่วงหน้าหลายปี และเริ่มบังคับกับรถรุ่นใหม่ก่อน รถใหม่ที่ยังเป็นรุ่นเก่าอยู่ยังไม่ต้อง และให้เวลาอีก 2 ปี จึงจะขยับไปสู่รถใหม่ทุกคัน

ใครสนใจเรื่องเทคโนโลยีช่วยความปลอดภัยเชิงรุก (“active”) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแต่แรก [เทียบกับเทคโนโลยี “passive” เช่น ถุงลมนิรภัย ที่เป็นเรื่องลดความเสียหายเมื่อเกิดเหตุแล้ว] ดูได้เว็บไซต์ RoadSafetyFacts.eu — ซึ่งจะเป็นข้อมูลจากมุมมองของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ European Automobile Manufacturers’ Association (ACEA)

ระบบความปลอดภัยเชิงรุกของรถยนต์

สำหรับข้อมูลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนในสหภาพยุโรป ดูได้ที่เว็บไซต์ของ European Transportation Safety Council ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ได้รับเงินสนับสนุนจากทั้งภาครัฐที่เป็นผู้กำกับกิจการ และเอกชน ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และสมาคมผู้ผลิตสุรา จะมีข่าวสารเกี่ยวกับพวกกฎหมายใหม่ๆ ด้วย

เผยแพร่ต้นฉบับครั้งแรกเมื่อ 21 ก.พ. 2565 ในเฟซบุ๊ก

กรณีข้อมูลผู้ป่วยโรงพยาบาลเพชรบูรณ์หลุดรั่ว

ข้อมูลคนไข้ที่หลุดรั่วออกมา มีชื่อ-สกุลของคนไข้ วันเดือนปีเกิด เพศ ชื่อหมอ ค่าใช้จ่าย สถานะการจ่าย ประเภทสิทธิการรักษา ชื่อวอร์ด

ชื่อวอร์ดนี่ตั้งตามชื่อกลุ่มโรค ก็อาจเป็นข้อมูลอ่อนไหวได้

ประเภทสิทธิการรักษา บางประเภทบอกสถานะความพิการได้

ข้อมูลวันเดือนปีเกิด พอประกอบกับการที่หน่วยงานหลายแห่ง มักใช้วันเดือนปีเกิดเป็นรหัสผ่านตั้งต้น (ทั้งสำหรับลงทะเบียนเข้าระบบ หรือปลดล็อกเอกสาร PDF) มันก็เลยทำให้อันตราย

ข้อมูลชื่อคนไข้ ประกอบกับชื่อหมอ ชื่อกลุ่มโรค ประเภทสิทธิรักษา การเบิกจ่าย พวกนี่เอาไปสร้างความน่าเชื่อถือและหาจุดอ่อนของเป้าหมาย เป็น social engineering เพิ่มโอกาสสำเร็จในการหลอกลวง

ข้อมูลเหล่านี้จำนวนนึงเป็นข้อมูลที่ฝังติดตัวมาตั้งแต่เกิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (เช่นวันเกิด) หลุดแล้วหลุดเลย อีกส่วนสามารถเปลี่ยนได้ แต่ยุ่งยาก เช่นชื่อสกุลนี่จริงๆ ก็เปลี่ยนได้ แต่ต้องวุ่นวายตามไปเปลี่ยนอีกหลายที่ ไม่เหมือนรหัสผ่านที่อย่างน้อยยังเปลี่ยนได้ง่ายๆ (ถ้าจำได้ว่าเคยไปตั้งรหัสนี้เอาไว้ที่ไหนบ้าง)

ชุดข้อมูลเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องถูกใช้เดี่ยวๆ มันอาจเอาไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นที่หลุดมาก่อนหน้าหรือที่จะหลุดในอนาคตด้วยก็ได้

แม้จนถึงตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะถูก “เลื่อน” หรือยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับอยู่เกือบทุกมาตราที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง (เลื่อนมา 2 รอบละ) แต่มาตรา 4 วรรค 3 ยังไงก็ยังใช้บังคับอยู่นะ

“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (2) (3) (4) (5) และ (6) และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย”

และน่าจะมีอย่างน้อยอีก 4 พ.ร.บ.ที่พอจะใช้ได้ ในมุมของผู้ได้รับผลกระทบ

1) โดยตัวข้อมูล เนื่องจากเป็นข้อมูลสุขภาพ ก็มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แต่ในรายละเอียดน่าจะมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องจากไม่ได้ระบุเรื่องข้อมูลรั่วไหลตรงๆ แต่อาจจะไปพึ่ง “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” อีกต่อหนึ่ง ซึ่งไกลอยู่

ข้อ 69 ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 “ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภคสินค้าหรือการบริการต้องได้รับการชดเชยและเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรวดเร็ว”

ข้อ 1 (6) ในหมวดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 “สิทธิในการร้องเรียนและสิทธิในการได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายจากการบริโภค”

2) โดยตัวหน่วยงาน ถ้าเป็นโรงพยาบาลของกระทรวงเอง (ไม่ใช่ของมูลนิธิ ของบริษัท ของสภากาชาดไทย) ก็จะเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 23 ได้กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ดูแลข้อมูลอยู่

“หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังต่อไปนี้ จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้มีการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล […] ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบในกรณีมีการจัดส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใดซึ่งจะเป็นผลให้บุคคลทั่วไปทราบข้อมูลข่าวสารนั้นได้ […]”

3) ซึ่งพอเป็นหน่วยงานรัฐ ก็จะเข้าอีกกฎหมายคือ พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ในมาตรา 12

“เพื่อให้การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลเป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 4 […] ให้หน่วยงานของรัฐ […] ดำเนินการดังต่อไปนี้ให้เป็นไปตามธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐตามมาตรา 8 จัดให้มีมาตรการหรือระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าสู่บริการดิจิทัลของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้มีความพร้อมใช้ น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบได้ โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มี ระบบป้องกันหรือรับมือกับภัยคุกคามหรือความเสี่ยงทางไซเบอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ […]”

(ดูประกาศคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เรื่อง ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เพิ่ม)

  1. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ซึ่งถูกอ้างอิงจากกฎหมายอื่นๆ ข้างบน

ตอนนี้ขั้นต่ำสุดคือ โรงพยาบาลและกระทรวงต้องรีบแจ้งเจ้าของข้อมูล ว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวเขาจะได้ระวัง เพื่อลดผลกระทบ

ไม่ต้องรอประเมินหรือพิสูจน์ความเสียหาย เรื่องพวกนั้นมันสำหรับขั้นต่อไปที่เกรงว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้ ขั้นนี้คือ ข้อมูลหลุดเป็นเรื่องที่เกิดสำเร็จแล้ว การแจ้งนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ทันที กระทรวงบอกว่าได้ตรวจสอบรายชื่อแล้ว แปลว่ามีชื่อในมือแล้ว และโรงพยาบาลก็ควรมีช่องทางติดต่อกับคนไข้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุนต่างๆ

ช่วงที่ผ่านมามีกรณีหลุดรั่วแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ กับข้อมูลสุขภาพ/สาธารณสุข เช่นกรณีเว็บไซต์ลงทะเบียนรับวัคซีนของชาวต่างชาติในประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลผู้ลงทะเบียนกว่า 2 หมื่นคน มีทั้งชื่อ สกุล วันเกิด สัญชาติ ที่อยู่

หมอนวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ โพสต์ความเห็นส่วนตัวต่อเรื่องนี้ไว้ในเฟซ

สภากาชาดไทย – หน่วยงานที่รัฐให้อำนาจมาก แต่มีกลไกกำกับน้อย?

สภากาชาดไทยเป็นหน่วยงานรัฐหรือไม่?

สภากาชาดไทยนี่ก็เป็นอีกองค์กรที่สถานะงงๆ ในเว็บไซต์บอกว่าเป็นองค์กรการกุศล (ทำนองสมาคม เอ็นจีโอ) งบประมาณจำนวนมากมาจากงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งก็มาจากภาษี เงินรายได้ เงินกู้ ฯลฯ) ส่วนสภานายก/นายิกาและอุปนายกผู้อำนวยการ กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

ในแง่การได้รับงบประมาณจากรัฐ (ไม่ว่าสถานะหน่วยงานจะเป็นอะไรก็ตาม) เรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะก็มีหลายหน่วยงานได้รับอุดหนุนในลักษณะนี้ รวมไปถึงวัดต่างๆ ด้วย และแม้งบประมาณที่สภากาชาดไทยจะได้รับเป็นตัวเงินที่สูงมาก (ปี 63 ได้รับจัดสรร 10,651 ล้านบาท ปี 64 ได้ 8,872 ล้าน) คิดว่าหลายคนก็คงมองว่า ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะภารกิจที่ทำก็เป็นสิ่งสาธารณะได้ประโยชน์

แต่ก็มีคำถามในแง่ว่า แล้วในฐานะผู้อุดหนุนงบประมาณ ตัวรัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการดำเนินงานของสภากาชาดได้มากน้อยแค่ไหน หรือกระบวนการสรรหาผู้บริหารและการบริหารของสภากาชาด มันรับผิดรับชอบกับเจ้าของเงินมากน้อยแค่ไหน

เพราะบางทีก็ดูเหมือนว่าสภากาชาดจะได้รับอำนาจเหมือนหน่วยงานรัฐ แต่พอมีกรณีพิพาท ก็เหมือนกับว่าสภากาชาดจะไม่ต้องรับผิดรับชอบภายใต้กลไกเดียวกันกับหน่วยงานรัฐ

เคยมีคนจะขอข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำสั่งที่ สค 235/2558 (12 พ.ย. 2558) วินิจฉัยว่าสภากาชาดไทย (ซึ่งเป็นนิติบุคคลบุคคลที่ดำเนินงานโรงพยาบาลจุฬาฯ) ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นจึงขอข้อมูลไม่ได้

ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ มีอ้างถึงคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ว่าสภากาชาดไทย “มีลักษณะเป็นองค์การอาสาสงเคราะห์ ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง” ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง

นี่ก็เพิ่งรู้ เท่ากับว่าสำหรับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ อะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้สภากาชาดไทย เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อตรวจสอบการทำงานได้เลย รวมถึงไม่สามารถใช้กลไกทางปกครองมาคุ้มครองได้

ยังมีอีกที่แก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยสภากาชาดไทยล่าสุด ยกเว้นให้สภากาชาดไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ ประกันสังคม ซึ่งแพทเทิร์นการเขียนแบบนี้มันเหมือนพวกองค์การมหาชนทั้งหลายเลย เท่ากับคนทำงานในสภากาชาดนี่ ไม่ใช่ทั้งพนักงานรัฐ แต่ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองแบบพนักงานเอกชน (ในมุมคนทำงานที่สภากาชาด สภาพปัจจุบันก็อาจจะโอเคก็ได้ เพราะมีสวัสดิการนั่นนี่ตามที่หน่วยงานจะจัดให้ ซึ่งเผลอๆ ดีกว่าหลายที่ แต่ถ้าจะเกิดไม่พอใจ จะฟ้องร้อง เครื่องมือทางกฎหมายก็หายไปเยอะมาก)

อย่างศูนย์โลหิตแห่งชาตินี่ ถ้าจะให้มีสถานะ “แห่งชาติ” เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้ของทั้งประเทศ มีอำนาจตัดสินใจให้เกิดผลได้เสียกับประชาชนและหน่วยงานอื่นๆ ก็ควรจะทำให้มันมาอยู่ในกลไกที่ใช้กฎหมายปกครองถ่วงดุล คุ้มครอง และเยียวยาได้ หรือใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงสิทธิที่ประชาชนควรมีได้ตามปกติรึเปล่า

คืองานกาชาดและงานบริการเลือดมันเริ่มจากบริบทสงครามก็จริง (กรณีงานบริการเลือดคือสงครามกลางเมืองสเปน) แต่พอหลังสงคราม ในหลายประเทศก็คลี่คลาย เอางานบริการเลือดนี้ไปเป็นงานสาธารณสุขในภาวะปกติที่รัฐดูแลจัดการ ไม่ได้เป็นเรื่องภาวะพิเศษอีกต่อไปแล้ว เช่นงานเลือดและอวัยวะระดับชาติของสหราชอาณาจักร NHS Blood and Transpant จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ British Red Cross ซึ่งพอเป็น NHS มันก็เข้ากลไกร้องเรียน เยียวยา ตามปกติของหน่วยงานรัฐ รวมถึงในแง่การดำเนินนโยบาย มันก็จะประสานไปในทางเดียวกันกับ NHS หลัก — แต่ของไทย งานบริการเลือดของเรายังอยู่กับกาชาด เหมือนสมัยสงครามอยู่จริงๆ

คืองานบริการเลือด งานรับบริจาคอวัยวะ จะอยู่กับกาชาดต่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตราบใดที่กลไกคุ้มครองมันมีพอกันกับหน่วยงานบริการสาธารณะอื่นๆ

คำถามรวมๆ ก็คือ ทำไม power กับ accountability นี่มันไม่มาด้วยกัน

มีคนทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ด้วย จากมุมกฎหมายมหาชน

อัครพล อร่ามเจริญ. สถานะทางกฎหมายของสภากาชาดไทย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2561. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:165987 (ฉบับย่อเป็นบทความ ในวารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2562PDF)

กลุ่มองค์กรที่ใช้เงินรัฐ ใช้การอำนวยความสะดวกจากอำนาจรัฐ บุคลากรของรัฐ และทรัพยากรของรัฐ แต่ไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดรับชอบแบบที่องค์กรรัฐปกติต้องมี นี่น่าจะมีอีกเยอะ (ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์?) และน่าจะมีไปทั่วทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น

เช่นกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือด่วนที่สุด มท 0808.2/ว5426 (24 ก.ย. 2561) “ซักซ้อมแนวปฏิบัติ” กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในการตั้งงบประมาณเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนภารกิจของกาชาดจังหวัด

ในมุมการกระจายอำนาจ การที่ส่วนกลางมีหนังสือให้ส่วนภูมิภาค ไปซักซ้อมกับส่วนท้องถิ่นถึงการตั้งงบประมาณ เจาะจงให้ไปสนับสนุนงานของมูลนิธิอะไรเป็นการเฉพาะนี่ก็น่าตั้งคำถามอยู่ ว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า คือถ้าท้องถิ่นเขาจะให้เองนี่ก็เรื่องของเขา แต่ส่วนกลางไปยุ่งแบบนี้ได้เหรอ (แต่ในหนังสือก็มีความระมัดระวังในการใช้คำ เข้าใจว่าก็รู้ว่าไม่มีอำนาจ เลยเลี่ยงไปใช้คำว่า ซักซ้อม แนวปฏิบัติ เปิดช่องไว้ว่า จริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้นะ ดังนั้นไม่ใช่คำสั่ง)

คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 235/2558 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการรักษาพยาบาล (12 พ.ย. 2558) http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTEROPM/DRAWER01/GENERAL/DATA0004/00004684.PDF

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 585/2554 ระหว่าง นาย ส. ผู้ฟ้องคดี และเลขาธิการสภากาชาดไทย ที่ 1 อุปนายกผู้อํานวยการสภากาชาดไทย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี https://www.krisdika.go.th/data/article77/filenew/585-2554.pdf

ที่ มท 0808.2/ว5426 เรื่อง ซักซ้อมแนวปฏิบัติการตั้งงบประมาณและการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด (24 ก.ย. 2561) http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2020/12/24704_3_1608885882330.pdf

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 2 ก.ย. 2564

คนทำงานด่านหน้า-งานจำเป็น ที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ มีใครบ้าง

ลองไล่ๆ ดูในเว็บไซต์หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบายวัคซีนของประเทศต่างๆ ว่าใครคือ “คนทำงานด่านหน้า” (front-line workers) หรือ “คนทำงานสำคัญและจำเป็น” (essential workers) ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพบ้าง (กลุ่มสุขภาพเป็นกลุ่มที่เรานึกถึงและได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้ว) และใครคือกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ ในวิธีคิดของประเทศนั้นๆ

รวมๆ แล้ว ถ้าเราลองพิจารณาการปฏิบัติงานของคนในอาชีพจำพวก พนักงานคิดเงิน พนักงานส่งของ เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสายตรวจ พนักงานไปรษณีย์ ครูโรงเรียนเด็กเล็ก ผู้คุมเรือนจำ คนเหล่าทำหน้าที่จำเป็น เจอคนเยอะทุกวัน หลีกเลี่ยงสัมผัสลำบาก หรือเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังกลุ่มเปราะบาง

เช่นเด็กเล็กที่ไปโรงเรียนจะเชื่อมหลายครอบครัวเข้าหากัน และเด็กเล็กมีโอกาสสัมผัสกับคนแก่ที่บ้าน หรือผู้คุมเรือนจำที่ไปมาระหว่างภายนอก-ภายในเรือนจำ ซึ่งเรือนจำไทยนี่ก็แออัดมากๆ ไง การป้องกันตัวเองทำไม่ได้อยู่แล้ว

คนเหล่านี้นี่คือคนทำงานที่ด่านหน้า ที่นอกเหนือไปจากคนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพ และควรได้วัคซีนเป็นลำดับต้นๆ ด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงมาก (เป็นไปได้ด้วยว่าจะเสี่ยงกว่าคนที่ทำงานในโรงพยาบาลบางหน้าที่หรือบางพื้นที่ที่ไม่ได้พบเจอคนมากนัก) หรือหากเป็นอะไรไปจะกระทบกับหน้าที่งานที่จำเป็นสำหรับสังคม ซึ่งแต่ละประเทศ/เขตระบบสุขภาพก็ใช้เกณฑ์พิจารณาต่างๆ กันไป

กรมควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) ใช้เกณฑ์ ACIP Categories of Essential Workers ซึ่งแบ่งเป็น (1a) Essential Healthcare Workers (คนทำงานที่จำเป็นด้านสุขภาพ ระบุชัดว่าทั้งที่ได้รับค่าจ้างและไม่ได้รับค่าจ้าง) (1b) Frontline essential workers (Non-Healthcare) (คนทำงานที่จำเป็นที่อยู่ด่านหน้า ที่ไม่ใช่สายสุขภาพ ซึ่งทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานหรือคนทั่วไป เลี่ยงไม่ได้) และ (1c) Other essential workers (อื่นๆ ตามกำหนด)

รัฐบริติชโคลัมเบียในแคนาดา กำหนด Front-line priority workers มาตามภาพ มีทั้งครูโรงเรียนเด็กเล็ก คนดูแลเด็ก พนักงานไปรษณีย์ พนักงานร้านชำ คนทำงานในภาคการผลิต คนทำงานเรือนจำ คนทำงานขนส่งข้ามแดน ฯลฯ

ส่วนไอร์แลนด์จะเน้นที่คนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพเป็นหลัก และมีเพิ่มเติมคือ “key workers essential to the vaccine programme” คนทำงานที่สนับสนุนการจัดหาและกระจายวัคซีน และการฉีดจะเน้นกลุ่มเปราะบาง คนป่วย (มีการกำหนดชื่อโรคและเงื่อนไขของอาการอย่างชัดเจน) และผู้สูงอายุ ก่อนกลุ่มอื่น และหลังจากที่กลุ่มจำเป็นอื่นๆ ได้รับวัคซีนกันไปแล้ว ลำดับที่เหลือจะมีลักษณะไล่ตามกลุ่มอายุ

โดยในแต่ละกลุ่ม ก็จะมีการอธิบายเหตุผล (Rationale) และแจ้งถึงหลักการทางจริยศาสตร์ (Ethical Principles) ที่ใช้พิจารณาด้วย ว่าทำไมแบ่งแบบนี้และมาอยู่ที่ลำดับนี้

กลุ่มบางกลุ่มอาจจะไม่ได้อยู่ด่านหน้าในแง่การปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกกับคนทั่วไปแบบเห็นชัดๆ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ทำงานเบื้องหลัง อยู่ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานหรือที่อยู่อาศัยที่มีความเสี่ยง

ต้นเดือนมีนา 2564 ตอนที่สิงคโปร์ประกาศขยายกลุ่มที่ได้รับวัคซีน ก็ระบุถึงกลุ่มอย่างคนทำงานที่เสี่ยงสัมผัสสูงหรือมีโอกาสส่งต่อได้มาก “Essential workers with higher risk of exposure and onward transmission” ซึ่งรวมครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเด็กเล็กด้วย โดยระบุว่าเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก การฉีดคนอื่นในโรงเรียนจึงเป็นวิธีป้องกันเด็กที่ทำได้ในตอนนี้

นอกจากนี้ก็มีกลุ่มคนงานข้ามชาติ “Migrant workers living in dormitories” เนื่องจากคนงานข้ามชาติเหล่านี้อาศัยอยู่ในหอพักขนาดใหญ่ที่มีคนมาก (ประกาศของรัฐบาลไม่มีคำว่า “แออัด” แต่ก็นั่นแหละ เข้าใจกันได้ ว่ามันเสี่ยงเพราะคนอยู่เยอะด้วย)

สำหรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในสิงคโปร์ก็น่าสนใจ Grab ประกาศตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนพนักงาน พนักงานส่งของ พนักงานขับรถทั้งหมด ภายในสิ้นปีหน้า (2565) ในทุกประเทศที่ไปทำธุรกิจ (แปลว่ารวมประเทศไทยด้วย) โดยจะช่วยค่าใช้จ่ายให้กรณีที่แผนงานวัคซีนของประเทศนั้นไม่ครอบคลุม (ข่าวไม่ได้บอกว่าจะอุดหนุนยังไงเท่าไร)

ดูของหลายๆ ที่แล้ว แล้วก็น่าจะเป็นการประเมิน/จัดลำดับตาม โอกาสเกิด และ ความเสียหายที่จะเกิด เช่น

  • โอกาสสัมผัส (ลักษณะการทำงาน ระยะห่าง ความสามารถในการป้องกัน)
  • โอกาสกระจายต่อ (จำนวนคนในเครือข่าย ลักษณะเครือข่าย)
  • โอกาสเสียชีวิต (คนป่วย คนแก่ คนที่อยู่ห่างไกลการเข้าถึงการรักษา)
  • ความเสียหายต่อระบบสุขภาพ/ระบบการกระจายวัคซีน
  • ความเสียหายหากไม่มีคนทำงานนี้ (ความสำคัญของงาน จำนวนคนที่ทำงานนี้ได้ ความขาดแคลนหรือเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกเพื่อทดแทน)

เกณฑ์เหล่านี้แต่ละประเทศก็จัดระดับความสำคัญต่างกันไป ส่วนหนึ่งก็น่าจะเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรและลักษณะความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ว่ามีการพบปะพบเจอกันยังไง พึ่งพาอาชีพไหนมาก ลักษณะการผลิต-การไหลเวียนของสินค้าบริการเป็นยังไง จุดเปราะบางต่อความมั่นคงอยู่ตรงไหน ดังนั้นมันเลยไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยการมีเกณฑ์ให้พิจารณาเป็นหลักเป็นการบ้างก็น่าจะดี

ของไทยเองก็มีสิ่งที่คล้ายๆ เกณฑ์อยู่ โดยอิงกับช่วงการฉีด 3 ระยะ (ซึ่งแบ่งช่วงตามปริมาณวัคซีนที่มี) แล้วก็ระบุกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนในช่วงนั้นๆ ไว้กว้างๆ เช่น “ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก” แต่ไม่ได้มีรายละเอียดว่ามีอาชีพอะไรบ้าง (ข้อมูล 27 ม.ค. 2564)

ชอบที่ในเว็บไซต์ทางการของหลายประเทศ นอกจากจะแจ้งว่าลำดับการได้รับวัคซีนมีอะไรบ้าง ใครก่อนใครหลัง ยังพยายามอธิบายเหตุผล ที่มาที่ไปของการตัดสินใจ

ซึ่งพอประกาศล่วงหน้าให้ชัดเจนแบบนี้ นอกจากจะเป็นการสัญญากับสาธารณะ และทำให้คนลดกังวล ลดความสงสัยได้แล้ว เมื่อถึงเวลาดำเนินนโยบาย ก็จะสามารถถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นด้วย ว่าได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้หรือไม่

เผยแพร่ครั้งแรก 9 เมษายน 2564 บนเฟซบุ๊ก

ข่าวปลอมคือข่าวที่ทำให้คล้ายข่าวจริง

มิตรสหายสายวารสารศาสตร์และกฎหมายสื่อหลายคนเหนื่อยกับคำว่า “ข่าวปลอม” หรือ fake news มาหลายปี เพราะพอใช้กันอย่างลำลองไม่เคร่งครัด ไอ้นั่นก็เฟค ไอ้นี่ก็เฟค อะไรๆ ที่ “ไม่เป็นความจริง” ไม่ว่าจะ “ไม่จริง” เพราะ:

  • เข้าใจผิด
  • พูดผิด พิมพ์ผิด สะกดผิด
  • ตั้งใจทำปลอม กุขึ้น
  • ไม่ตรงกับที่เคยรับรู้
  • ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือไม่สามารถหาข้อสรุปได้
  • มันพูดละเอียดขนาดนั้นหรือเหมารวมขนาดนั้นไม่ได้
  • เคยจริงแต่ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว
  • จริงเกือบหมดแต่มีอยู่บางจุดที่ไม่จริง
  • ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าคลาดเคลื่อนไป
  • จะจริงหรือไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม
  • มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงโดยตัวมันเองและก็ได้แสดงโดยรูปแบบว่านี่คือเรื่องไม่จริง (เช่น นิทาน รูปล้อเลียน)
  • ฯลฯ

ก็ราวกับว่าจะเป็น “ข่าวปลอม” ไปเสียหมด

และเนื่องจากคำว่า “ปลอม” นี้ มีความหมายโดยนัยถึงความทุจริตด้วย มันก็อันตรายอยู่ ในแง่สร้างความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการ “เพื่อรักษาความจริง”

ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันเลยซีเรียส เพราะการใช้คำว่า “ข่าวปลอม” แบบไม่ระวังนี่ มันเป็นการแปะป้ายความ “ทุจริต” ให้กับกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ได้ทุจริต และทำให้กิจกรรมเหล่านั้นตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็นและโดยไม่เป็นธรรมน่ะ

(กฎหมายอย่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังถูกนำมาใช้จัดการควบคุมเรื่องทำนองนี้ โดยอาศัยการตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” อย่างในมาตรา 14)

วงวิชาการและวิชาชีพวารสารศาสตร์ ก็เลยพยายามจะใช้คำที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเป็นประเด็นเจตนาที่จะทำให้เข้าใจผิด (deceiving) ก็จะมีคำเพื่อแยกระหว่าง

1) ข้อมูลที่ไม่จริงหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน​ โดยผู้เผยแพร่อาจมีหรือไม่มีเจตนาทำให้เข้าใจผิดก็ได้ (และผู้เผยแพร่อาจเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ามันจริงก็ได้) หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “misinformation” กับ

2) ข้อมูลที่ไม่จริง และผู้เผยแพร่ก็รู้ว่ามันไม่จริง แต่ตั้งใจเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือมุ่งจะให้เกิดความเสียหาย – “disinformation”

3) ข้อมูลที่*ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง* แต่ถูกใช้ในลักษณะที่ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสียหายหรือความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล – “mal-information” (เช่นการบอกว่าคนนี้เป็นเกย์ คนนี้นับถือศาสนานี้ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ด้วยเจตนาร้ายหรือเจตนาเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา)

จะเห็นว่าสิ่งที่ disinformation และ mal-information นั้นมีร่วมกัน คือเจตนาร้าย-เจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ในขณะที่ misinformation นั้นไม่คำนึงถึงเจตนา

misinformation สะกดขึ้นต้นด้วย mis- เหมือนกับคำว่า mistake (ความผิดพลาด) และ misspelling (การสะกดผิด)

ส่วน ปลอม (fake) นี่คือการทำปลอม (fabricated) หมายความว่ามันไม่เคยจริงเลย *และ* มีความพยายามจะทำให้เข้าใจว่าจริง

นึกถึงธนบัตรปลอม มันไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย *และ* โดยหน้าตาและวิธีการใช้งานมันพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนแบงก์ในเกมเศรษฐีนี่ แม้มันจะไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย แต่เราก็ไม่เรียกมันว่าธนบัตรปลอม เพราะโดยรูปร่างหน้าตาเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ได้พยายามจะทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนคำว่า ข้อเท็จจริง (fact) นอกจากผูกกับเวลาแล้ว ยังผูกอยู่กับความสามารถในการรับรู้หรือความสามารถในการวัดของเราด้วย (ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีในการวัด สามารถ “เปลี่ยน” fact ได้)

นึกถึงการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ ที่มีการรายงานตัวเลขใหม่เข้ามาเป็นระยะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามเวลา) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งจะพบศพเพิ่มเติม (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามความสามารถในการรับรู้หรือการวัด)

ถามว่าที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้มัน fake ไหม ก็ไม่ เพราะไม่ได้เป็นการทำปลอม (และโดยลักษณะการรายงานที่ปรับปรุงตัวเลขเป็นระยะ ผู้ชมที่ติดตามก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นตัวเลข “เท่าที่ทราบ”) มันเป็น fact ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

เนื่องจาก fake นั้นต้องไม่เคยจริงเลย ข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว (outdated fact) จึงไม่ใช่ fake เช่น “ภูมิพลเป็นกษัตริย์ของไทย” “ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน” นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อมูลปลอม

พอข้อเท็จจริงมันผูกกับเวลาและวิธีการวัด การรายงานก็ควรจะระบุด้วย ว่าข้อเท็จจริงนี้ ได้รับรู้ ได้วัด ได้สอบถาม มาเมื่อใด คนอ่านก็จะได้ประเมินต่อเองได้ ว่าควรจะเชื่อถือข้อเท็จจริงนี้ในระดับใด

(แต่หลายอย่างก็ละไว้ได้ เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แม้จะมีขอบเขตเวลาอยู่ วันหนึ่งโลกอาจจะหลุดออกจากระบบสุริยะ หรือวันหนึ่งดวงอาทิตย์อาจจะดับแล้วทิ้งโลกหนาวๆ เอาไว้ แต่กรอบมันอาจจะล้านปี สมมติ ซึ่งพอเทียบกับอายุขัยมนุษย์หรืออายุของอารยธรรมมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุหรอก สมมติว่าจริงแบบไม่มีกำหนดไปละกัน กระชับดี)

นิยามเหล่านี้เป็นเรื่องซีเรียส (สำหรับผมอย่างน้อยคนหนึ่ง) เพราะกฎหมายที่กำหนดว่าเราจะพูดอะไรได้หรือไม่ได้ พูดอะไรแล้วจะมีความผิด (เช่น ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ก็ตั้งอยู่บนนิยามเรื่อง เจตนา, ข้อเท็จจริง, การทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ทำปลอม, ทุจริต เหล่านี้

ก่อนจะเรียกอะไรว่า “ข่าวปลอม” ให้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง ว่าเรากำลังคิดถึงอะไร กำลังจะสื่อสารอะไร ที่เราว่า “ปลอม” มันปลอมอย่างไร มีคำอธิบายอื่นที่จะเรียกสิ่งที่เราคิดว่าไม่จริงได้ชัดเจนกว่าคำว่า “ปลอม” ไหม

ไม่เช่นนั้นตัวเราเองนี่แหละที่กำลังทำให้ปัญหา “ข่าวปลอม” มันแย่ลง เพราะการใช้คำนี้อย่างลำลองไปทั่ว จนอะไรๆ ก็ถูกเรียกว่าข่าวปลอมไปหมด ทำให้เราระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบากขึ้น พอระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบาก การแก้ปัญหาก็ทำได้ไม่ค่อยตรงจุด เสียทั้งเวลาทั้งทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ทำอย่างไรต่อ

เพิ่มเติม: มีคนถามมาว่า แล้วจะจัดการยังไง คิดตอนนี้ได้ดังนี้

ทั้ง mis-, dis-, และ mal-information เป็นส่วนหนึ่งของ information disorder หรือความโกลาหลปั่นป่วนของข่าวสาร มาตรการลด information disorder ควรคิดถึงธรรมชาติของข่าวสารแต่ละแบบ

สิ่งที่มีร่วมกันของ dis- และ mal-information คือ เจตนาสร้างความเสียหาย (กรณี information operation หรือปฏิบัติการข่าวสารควรอยู่ในหมวดนี้ เพราะมีเป้าหมายและเจตนาชัดเจน)

ขณะที่ misinformation เป็นความพลาด-ไม่รอบคอบ คนทั่วไปก็อาจเคยเผลอ

เราควรสู้ mis- และ dis-information ด้วยการเปิดเผยข้อมูลจริงให้มากที่สุด อนุญาตให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้มากที่สุด ปกป้องคนที่ทำงานเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากที่สุด ไม่ว่าจะคนทำสื่อเป็นอาชีพหรือไม่

หนึ่งในวิธีที่ใช้กันเยอะ คือการมีหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact checking) อย่างในไทยก็มีทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัล และ cofact ซึ่งเป็นกลุ่มภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมมือกัน

ข้อสังเกตคือ กรณีคนเผยแพร่ disinformation คือรัฐ ศูนย์ต้านข่าวปลอมของรัฐก็อาจจะทำงานไม่ค่อยได้เต็มที่นักจากมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

หน่วยงานบริการสาธารณะที่กระเถิบออกมาจากรัฐอยู่หนึ่งระยะ มีโครงสร้างกำกับมาตรฐานจริยธรรม และมีทรัพยากรในการดำเนินงานที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากแหล่งทุน อย่างองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) น่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีศักยภาพในการเป็นคนกลางที่จะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับสังคม

สำหรับ dis- และ mal-information ด้วยการสกัดผู้เผยแพร่ข้อมูลที่มีเจตนาร้าย ทำให้ผู้ปฏิบัติการดังกล่าวทำงานได้ลำบาก และต้องเกรงกลัวกับผลกระทบทางกฎหมาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ

การต่อสู้ด้วยวิธีทางกระบวนการยุติธรรม (ด้วยความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังพึ่งพาได้) อย่างที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล, และนายวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลสั่งกองทัพบกยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ก็เป็นวิธีหนึ่ง

ผู้เผยแพร่ dis- และ mal-information ที่มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายชัดเจน ควรจะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานและสามารถลงโทษหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ และถ้าเรารู้ว่าบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ไปร่วมปฏิบัติการมีบริษัทอะไรบ้าง ประชาชนก็ควรช่วยกันประณาม ไม่คบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งสมาคมวิชาชีพโฆษณาก็ควรมีบทบาทตักเตือนและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพในเรื่องหลักการไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นโดยเจตนา

อย่างก็ตาม ในแง่การเอาผิดทางกฎหมายก็ควรมีความระมัดระวัง สำหรับกรณี misinformation ซึ่งเป็นความผิดพลาด-ไม่รอบคอบ และขาดเจตนาสร้างความเสียหาย ซึ่งไม่ควรมีความผิดทางอาญา และควรใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันในอนาคต (เช่นมาตรฐานวิชาชีพ หรือกลไกทางเทคนิคและกราฟิกในการช่วยลดความเข้าใจผิด)

อีกทางหนึ่งในการสกัดผู้ปฏิบัติการ dis- และ mal-information ก็คือการระงับหรือปิดกั้นบัญชีของผู้เผยแพร่ เช่นกรณีที่ทวิตเตอร์ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกและพุ่งเป้าโจมตีพรรคฝ่ายค้าน และเฟซบุ๊กระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งมีพฤติกรรมกระจายเนื้อหาที่ผิดธรรมชาติและแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรมีกฎหมายหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนอธิบายได้รองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นช่องทางในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกไปได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สวัสดิการและโอกาสที่ไม่ผูกกับนายจ้าง

แฟลตทหาร แฟลตตำรวจ บ้านพักผู้พิพากษา ฯลฯ โดยรวมๆ ควรเอาเงินไปกองรวมกันที่การเคหะไหม แล้วสร้างระบบ public housing ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ผูกกับนายจ้าง ไม่ให้การจะมีที่อยู่อาศัยต่อหรือไม่มาเป็นพันธนาการรั้งการตัดสินใจไปในทิศใดทิศหนึ่งระหว่างประกอบอาชีพ (ถ้าทำแบบนี้ ถูกไล่ออก ครอบครัวจะไปอยู่ไหน)

ไอเดียเดียวกันกับ สหกรณ์ออมทรัพย์(เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ)ที่สถานะสมาชิกไม่ควรผูกกับหน่วยงาน (อาจจะผูกกับวิชาชีพก็ได้ ถ้ามีความต้องการเฉพาะ แต่ไม่ผูกกับนายจ้าง)* ประกันสุขภาพที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการกับอาชีพอื่น (ประท้วงนายวันนี้ ถูกไล่ออกวันนี้ พรุ่งนี้พ่อแม่ก็ยังเข้าโรงพยาบาลได้มาตรฐานเดิม)

ถ้าจะสู้กับอำนาจนิยม-ระบบอุปถัมภ์ หนึ่งในแอกที่เราต้องปลดก็คือ เราต้องแยกการได้รับสวัสดิการพื้นฐาน (และการเข้าถึงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการขยับชั้นทางสังคม) [ที่อยู่-รักษาพยาบาล-การศึกษา-เงินออม-เงินกู้] ออกมาจากความสัมพันธ์ลูกจ้าง-นายจ้าง หรือ ข้า-นาย ให้มันไปอยู่ในความสัมพันธ์พลเมือง-รัฐ แทน เพื่อให้คนมีอิสระและตัดสินใจในชีวิตตัวเองได้มากขึ้น

(นี่ยังไม่นับประเด็น echo chamber ของการมีเพื่อนบ้านอยู่ในแวดวงอาชีพเดียวกันเท่านั้น – และความปลอดภัยของการที่นายจ้างสามารถระบุตำแหน่งและเข้าถึงที่พักของลูกจ้างได้ตลอดเวลา)

เราควรสนับสนุนให้คนทุกคนสามารถมีที่พักอาศัยที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ราคาเหมาะสม อยู่ใกล้งานและโอกาสอื่นๆ ใครได้ที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นก็ควรยินดีด้วย แต่มันควรเป็นสิทธิปกติ ไม่ใช่สิ่งตอบแทนพิเศษ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างองค์กร

*การพัฒนาสถาบันการเงินอย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน และ building society ยังทำให้เงินไม่ไปกระจุกอยู่กับกลุ่มทุนธนาคารเพียงไม่กี่กลุ่ม เป็นการบาลานซ์อำนาจด้วย

**เรื่องที่อยู่อาศัยที่ให้รัฐเข้ามาจัดการมากๆ ก็อาจจะต้องระวังเรื่องผลกระทบที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นจากการวิศวกรรมทางสังคม (social engineering) หรือการใช้อำนาจดังกล่าวในทางที่ผิดด้วย เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ (gerrymandering) ในสิงคโปร์ (ซึ่งมีนโยบาย public housing ครอบคลุมกลุ่มประชากรส่วนใหญ่)

สนับสนุนกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม สนับสนุนร่างแก้ไขฉบับ iLaw

ผมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเปิดทางให้กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ไอลอว์เสนอไว้ เพราะมันเน้น “กระบวนการ” และปล่อยให้เรื่อง “เนื้อหา” กลับไปอยู่ที่ประชาชนมากที่สุด

1) เป็นร่างฉบับที่คืนอำนาจให้ประชาชน สมาชิกสภาร่างทั้งหมดมาจากการสรรหาตัวแทนจากประชาชน ไม่มีโควตาแต่งตั้งจากสายอำนาจนำในปัจจุบัน

2) เปิดโอกาสให้สังคมคิดฝันจินตนาการถึงอนาคตที่เป็นไปได้ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดปลอมๆ ที่คนกลุ่มเล็ก (ที่ยึดอำนาจประชาชนมา-หรือที่เป็นอำนาจนำในขณะนี้) สร้างขึ้น ว่าหมวดนั้นหมวดนี้ห้ามแก้ไข

3) สร้างกติกาที่เป็นธรรมในระหว่างการทำประชามติ ปลดล็อกเงื่อนไขที่คณะรัฐประหารสร้างไว้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการสร้างกติกาที่สังคมจะทำงานร่วมกันได้ โดยไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบจากตัวกติกา ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่สังคมจะไปพูดคุยรณรงค์กันอย่างเสรีภายใต้การรับรองสนับสนุนของ (3) ผ่านตัวแทนใน (1) โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตามที่ (2) ได้เปิดโอกาสไว้

ดูคำอธิบายข้อเสนอ #5ยกเลิก5แก้ไข ของ iLaw

The Crown – กษัตริย์ในฐานะบุคลาธิษฐาน

ตะกี้อ่านใบตองแห้ง เรื่องว่าเราจะก้าวหน้าไปได้แค่ไหน แนวหน้าก้าวไป 7 ก้าว สังคมพร้อมก้าวด้วย 2-3 ก้าว ก็ต้องเอาตามสังคมไหม เพราะสุดท้ายขบวนมันต้องมีคนสนับสนุนและยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อไป (ดู https://www.facebook.com/baitongpost/posts/3277567832325023) เลยขอโพสต์เรื่อง “The Crown” นี้ใหม่ เพิ่มเติมนิดหน่อยจากที่โพสต์ไปเมื่อคืน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในการจัดที่ทางของอำนาจ เพื่อให้สิ่งที่เรียกว่า rule of law สามารถเกิดเป็นจริงได้มากขึ้น กลไกอำนาจทำงานเพื่อประชาชนได้จริงมากขึ้น

สังคมประชาธิปไตยที่เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีประโยชน์กับสาธารณะอยู่ (เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร) เขาจัดที่ทางให้สถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน ในระบอบที่หลักใหญ่ใจความตามชื่อนั้นหมายความว่า อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน

การอภิปรายและพิจารณาถึงที่ทางของสถาบันกษัตริย์นี้มีความจำเป็น เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจอธิปไตย (ดังจะได้กล่าวต่อไป) ถ้าจะไม่ให้พูดถึงสถาบันกษัตริย์เลยในบทสนทนาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย นั่นหมายความว่าเราจะต้องไปใช้ระบอบการปกครองแบบอื่นที่ไม่มีกษัตริย์ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนต้องการ

ในการคิดเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องกลับไปที่นิยาม/มโนทัศน์/หรือวิธีในการคิดถึงและเอ่ยถึง กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์

(ใครมีความรู้ความเห็นเรื่องนี้ก็เชิญเพิ่มเติม-แก้ไข-แลกเปลี่ยนนะครับ)

(1) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน

ใน Netflix มีซีรีย์ชื่อ The Crown เป็นรื่องราวในสถาบันกษัตริย์ของบริเตน

Crown นี้ไม่ใช่มงกุฎประดับหัวที่เป็นสิ่งของ แต่หมายถึงสัญลักษณ์แทนอำนาจอธิปไตย เป็น Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ – ทำนองเดียวกับ public prosecutor) Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

“The Crown” เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจอธิปไตยที่ใช้ผ่านกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm หรือเครือจักรภพด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจ ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch เช่น ในการฟ้องคดีอาญาที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า “Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v ผู้ถูกฟ้อง” แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า “The Crown (หรือไม่ก็ใช้ชื่อของอัยการ) v ผู้ถูกฟ้อง” ในความหมายว่า คดีความนี้รัฐมองว่าสาธารณะเป็นผู้เสียหาย จึงใช้อำนาจของปวงชนในการฟ้อง

(2) กษัตริย์เป็นร่างทรง กษัตริย์เป็นภาชนะว่างเปล่า

The Crown นี้ จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นช่องทางให้อำนาจวิ่งผ่าน แต่ไม่ใช่ต้นทางของอำนาจในตัวมันเอง

ประเด็นเรื่อง “The Crown” ซึ่งดูคล้ายบุคคล (monarch) แต่จริงๆ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นบุคลาธิษฐาน*ของอำนาจอธิปไตยของปวงชนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ชัดเจน พร่าเลือน ก็จะทำให้เข้าใจผิดไปหมดว่าอำนาจต่างๆ นั้นเป็นของกษัตริย์ที่เป็นบุคคลคนหนึ่ง ทั้งที่จริงนั้นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือ “ร่างทรง” (legal embodiment) หรือ “ทางผ่าน” ของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น

กล่าวคืออำนาจที่แท้จริงนั้นมาจากประชาชน เพียงแต่ในทางสัญลักษณ์ เพื่อให้ทำงานบางอย่างง่าย (เช่นการเอ่ยปากในพิธีหรือการลงชื่อในหนังสือ) ก็เอามนุษย์สักคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนปวงชนเสีย

เช่นที่เรียกกันโดยราชาศัพท์ว่าพิธี “ถวายสัตย์” นั้นไม่ใช่การสาบานกับบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประชาชน – เนื่องจากการจะเอาปวงชนทุกคนในประเทศมาอยู่ในที่พิธีเดียวกัน ให้รัฐมนตรีและข้ารัฐการทั้งหลายสาบาน ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้

หรือ Crown Property นั้นก็หมายถึงทรัพย์สินของสาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์สินของบุคคลหนึ่งคน จะปล่อยให้กษัตริย์ที่เป็นบุคคลบริหารจัดการ “ตามพระราชอัธยาศัย” ไม่ได้ (เนื่องจากตัวกษัตริย์ที่เป็นบุคคลนั้นไม่ได้มีอำนาจเป็นของตัวเอง) ต้องให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกของประชาชนเป็นคนจัดการ

หรือการที่ศาลเอ่ยว่าพิจารณาพิพากษาคดี “ในพระปรมาภิไธย” นั้น ก็หมายถึงว่าศาลใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นขาหนึ่งของอำนาจอธิปไตย (ตามหลักแบ่งแยกอำนาจคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ) โดยอำนาจที่ว่านี้ไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษาหรือของศาลเอง แต่เป็นอำนาจที่ได้ผ่านมาจากช่อง The Crown ซึ่งต้นทางของอำนาจก็คือปวงชน (ดูที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อภิปราย https://botkwamdee.blogspot.com/2012/07/n-oldcc.html)

กษัตริย์ในบริบทนี้จึงเป็นเหมือนท่อ หรือเป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่า ที่ถูกบรรจุด้วยอำนาจอธิปไตยของปวงชน ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

กรณีที่มีการเปลี่ยนภาชนะ ความผูกพันหรือสัมพันธ์ทางกฎหมายใดๆ ก็ยังดำเนินต่อไปโดยไม่ขึ้นกับภาชนะหรือกษัตริย์ที่เป็นบุคคลที่เปลี่ยนไป เนื่องจากอำนาจอธิปไตยของปวงชนก็ยังเป็นอำนาจเดิม ไม่ใช่ว่ากฎหมายที่ออกในสมัยกษัตริย์คนก่อนจะไม่มีผลในสมัยกษัตริย์คนใหม่ เพราะโดยแท้แล้ว อำนาจในการตรากฎหมายเหล่านั้น ไม่ใช่อำนาจของกษัตริย์คนใด ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีคนใด แต่เป็นอำนาจอธิปไตยจากปวงชนซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

(*บุคลาธิษฐาน/personification – การทำให้สิ่งไม่มีชีวิต พืช สัตว์ หรือสิ่งนามธรรม มีลักษณะของบุคคลขึ้นมา)

(3) ขีดเส้นความสัมพันธ์ที่ชัดเจน

สถาบันกษัตริย์กับระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชน ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” นั้นไปด้วยกันได้ ตราบใดที่กษัตริย์ยังเป็นตัวแทนบุคลาธิษฐานของอำนาจอธิปไตยของปวงชน และไม่ถือว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของกษัตริย์ซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งเสียเอง

นายทหารคนไหนที่เพ้อเจ้อหลงลืม พูดทำนองว่าเป็นทหารของพระราชา (ซึ่งเป็นคำที่เจาะจงกับมนุษย์หนึ่งคนหรือหนึ่งหน่วยครอบครัว) คนเหล่านี้ถือว่าทำผิดสัตย์ปฏิญาณ เพราะไม่ได้จงรักภักดีเฉพาะกับปวงชน แต่เอาใจออกห่างไปจงรักภักดีกับบุคคลคนหนึ่งคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นกบฏ

การแก้ไขกฎหมายจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งระลอกใหญ่ล่าสุดคือช่วงหลัง 2560 ทำให้การแบ่งแยก crown/สาธารณะ/ปวงชน และ monarch/บุคคล นั้นพร่าเลือนมากขึ้น เกิดความไม่ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมาจากปวงชนจริงหรือไม่, ถ้ากษัตริย์ในฐานะบุคคลใช้อำนาจได้เองโดยไม่ต้องมีผู้สนองโองการ อำนาจนั้นเป็นอำนาจจากไหน, ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังเป็นของสาธารณะอยู่หรือไม่, การใช้อำนาจและทรัพยากรยังต้องรับผิดรับชอบกับประชาชนอยู่หรือไม่

การแก้ไขกฎหมายที่ทำให้ขอบเขตอำนาจพร่าเลือนเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่ อานนท์ นำภา ได้นำเสนอในการปราศัยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 — ดูสรุปโดยไอลอว์ที่ https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551/10164208505220551/

สิ่งที่อานนท์พูดถึงโดยหลักจึงเป็นเรื่องการรักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชน

(4) รูปคำที่แข็งแรงเพื่อรักษาความชัดเจนของความคิด

เราไม่จำเป็นต้องตามประเทศใดเป๊ะๆ ในการนิยามแนวคิดลักษณะ The Crown แต่เราควรแบ่งแยกเรื่องบุคคลกับสาธารณะให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นการแบ่งแยกอำนาจ rule of law และความรับผิดรับชอบต่างๆ มันเกิดไม่ได้

และเราควรมีรูปคำสำหรับแนวคิดลักษณะ The Crown ที่เปล่งเสียงได้และเข้าใจตรงกัน จะได้สื่อสารกันได้อย่างชัดเจน ไม่ปะปน crown กับ monarch

คือจะตกลงกันเรื่องที่ทางอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ภาษาคือเครื่องมือพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อที่จะได้สามารถตกลงกันได้ ถ้าภาษามันไม่ชัด ก็ทำงานกันลำบาก

ใครทราบว่ามีคำที่เหมาะสมอยู่แล้ว หรืออยากจะเสนอคำ ก็เชิญได้นะครับ

ปรับปรุงบางส่วนจากโพสต์บนเฟซบุ๊ก 9 ส.ค. 2563 และ “The Crown” (28 พ.ย. 2559) และเผยแพร่ครั้งแรกที่ https://www.facebook.com/arthit/posts/10157020621931086

“เสื้อแดง” ในฐานะ “รุ่นทางการเมือง”

ความคิดต่อจากบทความชิ้นนี้ ความทรงจำของ ‘ปืนลั่นแสกหน้า’ : ว่าด้วยคนกรุงเทพฯ เสื้อแดง และปี 2553

“เสื้อแดง” ตอนนี้อาจไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” (political movement) แล้ว มันไม่มีขบวนอะไรที่เรามองเห็นชัดในตอนนี้ แต่มันยังเป็น “ชนชั้นทางการเมือง” (political class – โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นมองมา ในเซนส์ “อี๋ ไอ้พวกเสื้อแดง”) หรือ “กลุ่มความสำนึกรู้ทางการเมือง” (political consciousness) แบบนึงอยู่ ในลักษณะที่คนยังระบุได้อยู่ว่า “ฉันเป็นคนเสื้อแดง”

อย่างไรก็ตามมันอาจมีลักษณะผูกกับเหตุการณ์ในเวลาอยู่เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม เพื่อจะกลายสภาพตัวเองมาเป็นเสื้อแดง ในแง่นี้ ความเป็นเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะตรงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันมีลักษณะของการมีความทรงจำร่วมกัน และไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับคนอื่นในอดีต แต่เป็นความทรงจำที่มีร่วมกันก็เพราะได้สร้างร่วมกันในขณะเวลานั้น ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนความทรงจำนี้ได้ เพราะนี่เป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

“คนเสื้อแดง” จึงมีลักษณะเป็น “รุ่นทางการเมือง” (political generation?) ด้วย ในลักษณะเดียวกับ “คนเดือนตุลา(16+19)” “คนรุ่นพฤษภา(35)” เพียงแต่ความขัดแย้งยาวนาน รวมถึงการชุมนุมและการล้อมปราบต่างๆ ประกอบกับการที่การเมืองระดับรากหญ้ามันลงหลักแพร่หลาย มันเลยทำให้คนร่วมรุ่นนี้ มีจำนวนมากกว่ามาก

ทำนองเดียวกับที่คนรุ่นถัดมาอาจร้องและเต้นเพลง “เกรงใจ” ของแรพเตอร์ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสมัยที่เพลงนี้เปิดทุกที่ทุกผับมันเป็นยังไง แต่โอเค เราดีใจที่ผับยังเปิดเพลงนี้อยู่ และคนยังเต้นกับมันอยู่ แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้น แต่เราก็ร่วมความทรงจำนี้ได้ คือไม่ได้กีดกัน ไม่ได้แนวว่า อี๋ พวกเด็กอยากเรโทร (ทำนองที่ไปแซะ “ติ่งส้ม”) เพียงแต่ เฮ้ย มันมีความต่างอยู่จริงๆ ในแง่การเคยไปอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้หวงนะ ถ้าชอบก็มาเต้นด้วยกัน เต้นหลายคนก็สนุกหลายคน และนับจากตรงนี้ไป เราก็เป็นพวกเดียวกันได้ เต้นด้วยกันได้

การนับว่า “คนเสื้อแดง” คือรุ่นทางการเมืองแบบหนึ่ง น่าจะทำให้คำอธิบายมันง่ายขึ้นด้วย เพราะในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง คนเสื้อแดงเองก็มีเฉดต่างๆ กันไป

การอธิบายแบบนี้ไม่ได้ต้องการลดความซับซ้อนของความต้องการและแรงขับดันของแต่ละคนที่เคยอยู่หรือยังอยู่ในขบวน(ที่ใดที่หนึ่ง) แต่น่าจะช่วยรวมคนเสื้อแดงเข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น และอาจต้อนรับคนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ถ้าเรามองว่าภาวะที่เราอยู่กันตอนนี้ มันยังไม่จบ เป็นภาวะยาวนาน สามารถกินเวลาได้เป็นชั่วรุ่นคน

ว่าด้วยการเยียวยา – กรณี #TCAS วารสาร และอื่นๆ ในยุค #COVID19 นี้

การทำงานทั้งที่ตั้งใจและที่ผิดพลาดของผู้มีอำนาจ อาจนำมาสู่ความเสียหายของคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งถ้าสังคมยังพอจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ก็ควรมีการเยียวยาตามสมควรในระยะเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป ทั้งนี้ก็ควรคิดด้วยว่ามาตรการเยียวยานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มใหม่หรือไม่

เช่น จะเลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อช่วยหน่วยงานที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ก็ต้องพิจารณาด้วย ว่าหน่วยงานที่พร้อมแล้วและได้ดำเนินแผนงานต่างๆ ในอนาคตตามความเข้าใจว่าจะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้ในวันที่กำหนด จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ หากกฎหมายถูกเลื่อนออกไป (เช่นได้ทำสัญญาหรือทำแผนธุรกิจใดๆ ไว้ ต้องปรับแก้แผน หรือการไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลกลางนี้ จะทำให้ต้นทุนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศของเขาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องไปทำสัญญาลักษณะทวิภาคีต่างหาก ในระยะ 1 ปีตามที่จะเลื่อน จากเดิมที่เขาเคยคิดว่าไม่ต้องทำ หากกฎหมายบังคับใช้ตามกำหนด) – ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าเราลงโทษคนที่แข็งขันเตรียมความพร้อมเพื่อทำตามกฎหมาย

เรื่องประกาศ #TCAS เพื่อรับเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผิดพลาด นี่ก็มีประเด็นเยียวยาอยู่เหมือนกัน และมีแง่มุมของการเยียวยาคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งสมควรได้รับการเยียวยา) ที่อาจสร้างความเดือดร้อนใหม่ให้กับคนอีกกลุ่ม (ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)

ดูรายละเอียดลำดับเวลาของเรื่องนี้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-52688183

1. จริงๆ แนวทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) นั้นช่วยเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติมก็จะเป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบกับนักศึกษากลุ่มอื่นไปด้วย

2. ถ้าไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนตามประกาศที่ผิดพลาด และ ตัวระบบ TCAS ทั้งหมดไม่ปรับให้พวกเขาได้เข้าเรียนตามลำดับการเลือกอื่นๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่เรียน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา

3. พวกเขาอาจจะคะแนนไม่เข้าเกณฑ์คณะวารสาร มธ. แต่อาจเข้าเกณฑ์คณะอื่น เขาไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนั้น ต้องมีใครสักคนในระบบการรับเข้านี้ที่จะรับผิดชอบหาทางเยียวยา

4. แต่การที่มหาวิทยาลัยจะ “บังคับ” ให้คณะวารสารต้องรับนักศึกษาเข้า ในจำนวนที่เกินความสามารถที่คณะจะจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คณะวารสารไม่ควรต้องแบกรับ และนักศึกษาทุกคนไม่ควรจะต้องเจอ

5. ประเด็นที่อาจมองว่า “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาที่คะแนนถึงเกณฑ์ หากรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษา นั้นไม่ควรเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายการได้เข้าศึกษาหรือไม่ในแต่ละปีก็อยู่ที่จำนวนรับด้วย ถ้าจำนวนรับมากก็เป็นไปได้ที่คะแนนต่ำสุดที่จะเข้าเกณฑ์จะต่ำลง — และในแง่หนึ่ง การเปิดรับนักศึกษาให้มากขึ้น ก็เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย (ดูข้อ 6 ประกอบ)

6. ประเด็นที่จะ “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในรอบรับล่าสุดนี้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใด และนักศึกษาที่มีอยู่เดิม ก็คือคุณภาพในการจัดการศึกษาที่จะลดลง หากต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่ถูกบังคับให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีแผนรองรับไว้ก่อน ผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกรุ่นและทุกคณะที่ใช้ทรัพยากรและอาจารย์กลุ่มเดียวกันด้วย

7. หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการให้คณะวารสารศาสตร์ช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการรับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนในปีการศึกษานี้ มหาวิทยาลัยก็จะต้องสนับสนุนให้กับทางคณะวารสารมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาดังกล่าวรวมถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย การสนับสนุนนี้ เช่น การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนรับอาจารย์ใหม่ เพิ่มจำนวนจ้างอาจารย์พิเศษภายนอก เพิ่มการสนับสนุนสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามสัดส่วน ซึ่งการเพิ่มนี้ จะต้องเป็นการเพิ่มไปตลอดหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาที่จะรับเข้าปีนี้คืออย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะปีการศึกษานี้เท่านั้น

8. แต่ในทางหนึ่ง การสนับสนุนให้คณะวารสารสามารถรองรับการเยียวยาได้ ก็คือการให้ทุกคณะร่วมรับผิดชอบความผิดพลาดของมหาวิทยาลัยไปกลายๆ เพราะสุดท้ายอาจมีทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาเพื่อสนับสนุนการเยียวยานี้ แต่ก็น่าจะดีกว่าให้คณะวารสารแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่การให้รับเข้านั้นเป็นความประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในระยะยาว คณะวารสารอาจเปิดวิชาเพิ่มเติมที่นักศึกษาคณะอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้หรือให้อาจารย์ของคณะร่วมสอนในบางวิชาของคณะอื่นได้ เพื่อเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่พอจะแบ่งปันได้ออกไปให้เป็นธรรมที่สุด

9. มาตรการในการเยียวยาอีกประการก็คือ หากมีการรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยและคณะ จะต้องไม่แบ่งแยกนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม “รับเข้าตามปกติ” และ “รับเข้าเป็นการเยียวยา” เพื่อให้ตลอดการศึกษาจนจบการศึกษาของนักศึกษาทุกคน ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติเชิงลบ

ทั้งนี้เวลาเราคิดเรื่องการเยียวยา ต้องอย่าลืมว่า การเยียวยาไม่ใช่การทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิด

ผู้กระทำการหรือละทิ้งเพิกเฉยไม่กระทำการ ยังสามารถมีความผิดได้อยู่ และก็ต้องถูกพิจารณาความผิดตามปกติ และการเยียวยาจะต้องไม่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่ว่ากับคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์)