Visualizing power relations of actors (in Data Protection Bill)

วาดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (actor) ในกฎหมาย

This whole week I will participate in Internet Policy and Advocacy: Research Methods Workshop for South and Southeast Asia Actors at National Law University Delhi. (Nice way to spend my Songkran :p)

Shown at the bottom of this post is a presentation that I gave yesterday during the Case Study 1: The Power of Mapping Stakeholders, Decision Makers, and Implementers in Thailand’s Cyber Policy session, where we discussed examples of visualizing bills in graph (noun –verb-> noun), how this method can quickly reveal unbalanced power relations of actors(-to-be), and show why data protection mechanism in the current bill is probably structurally designed to fail.

Of course, the examples only rely on one type of source (written laws). Ideally, incorporating also data from other types of source (actual enforcement, unspoken rules, policy ethnographies, etc.) is encouraged, for a more complete picture.

Examples included Data Protection Committee relationships with National Cybersecurity Committee, Data blocking/removal mechanism from Article 20 of 2017 Computer-related Crime Act, media control after the 2014 Coup (NCPO Announcements and Orders), and the Ministry of ICT under NCPO structure.

Actor --Action-> Actor

Draw.io is a nice online drawing tool that you may like to try. No installation is required. Graph can also be drawn in a descriptive way using tools like GraphvizGephi and NodeXL.

‪#‎ไม่เอาพรกฉุกเฉิน‬

อย่างน้อยก็ยังดีนะครับ มีคนเห็นร่วมกันมากขึ้นว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินมันแย่

กลไก “ตลาดนโยบาย” ที่ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนใจเลือกของใหม่ได้ทุกๆ ระยะเวลาที่กำหนด 4 ปี 5 ปีก็ว่าไป อย่างน้อยมันก็เปิดโอกาสให้อำนาจมันเปลี่ยนมือไปมานะครับ

ซึ่งก็จะทำให้เราแต่ละคน ไปอยู่ในสถานะทางการเมืองต่างๆ กัน อยู่ข้างผู้มีอำนาจบ้าง อยู่ข้างผู้ไม่มีอำนาจบ้าง เวียนๆ กันไป ทั้งการเมืองระดับชาติระดับท้องถิ่น สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ครับ ว่ามันรู้สึกยังไง เวลาอยู่ยืนอยู่ตรงนั้นและตรงนี้

น่าจะทำให้คนเราเข้าอกเข้าใจกันได้มากขึ้น และไม่เลวใส่กันจนเกินพอดี

ประสบการณ์การไปอยู่ต่างประเทศอย่างหนึ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมคือ การเป็น “พลเมืองชั้นสอง” อย่างเต็มตัว

ใครที่อยู่กับอำนาจนำมานานๆ อาจจะรู้สึกไม่สะดวกหรืออึดอัด แต่ก็อยู่ที่ว่าเราจะมองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้หรือเปล่าน่ะครับ

ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี (และการควบคุมที่ดีและการควบคุมไม่ดี)

ภาพโดย ชัย ราชวัตรภาพโดย ชัย ราชวัตร สำเนาจากเพจ เรารักในหลวง

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(พิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, 11 ธันวาคม 2512)

 

เวลาคนอ้างโควตนี้ แชร์ภาพนี้ ผมคิดว่าจำนวนมาก โฟกัสไปที่ “คน” (คนดี, คนไม่ดี)

แต่ในคำพูดนี้ ยังมีอีกเรื่องสำคัญ คือ “กระบวนการ” (ส่งเสริม, ควบคุม) ที่ไม่ค่อยถูกมอง

ถ้าเราเอาแต่มองที่คน วันนี้เราก็อาจจะได้คนดีไปปกครอง แต่ลืมคิดถึงกระบวนการว่า ถ้าวันนึงคนเหล่านี้เลิกดีขึ้นมา แล้วจะทำไง จะเอาเขาออกจากตำแหน่งปกครองได้ยังไง หรือถ้าคนดีเลิกเป็นคนแล้ว (คือตายห่าไปแล้ว) แล้วเราจะหาคนต่อไปมาปกครองต่อยังไง หรือใช้กระบวนการหรือกลไกอะไรในการจะบอกว่าคนนี้ ดีพอ กับตำแหน่งหน้าที่หนึ่งๆ

แล้วมนุษย์เรามันก็ดีๆ ชั่วๆ ตามเวลาและโอกาส ระบบมันจึงสำคัญ เราจะได้สิ่งที่ดีมากที่สุดและเลวมากที่สุดจากคน แต่จะได้สิ่งที่ดีน้อยที่สุดและเลวน้อยที่สุดจากระบบ การคิดถึงทั้งสองอย่างจะทำให้เรายังมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุดและการันตีว่าอย่างไรเสียก็จะไม่ได้อะไรเลวไปกว่าที่เราพอรับได้

ยังไม่ต้องพูดถึงการ “ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ” ว่าทำได้ในขอบเขตแค่ไหน ที่จะป้องกันไม่ให้ absolute คนดี มี absolute power ที่จะ absolutely corrupts

แต่เราจะคิดอะไรกับคำพูดนี้ได้มากน้อยแค่ไหนกัน เพราะถ้าลองกดไปดูคอมเมนต์ของรูป ก็มีแต่ “ทรงพระเจริญ” เราไม่ได้อนุญาตตัวเองให้อยู่ในโหมดที่จะคิดอะไรกับคำพูดนี้ได้นัก

 

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 18 ส.ค. 2556

“This IS Thailand, you don’t understand. We’re unique.” #amessinthailand

13 ก.พ. 2556 คู่สามีภรรยา Mary Thompson และ Peter Root นักปั่นรอบโลก โดนรถกระบะเสยตายบนถนนเมืองไทย

นี่อีกเคส Felix Cooper Robinson อายุ 19 ปีจากไบรตัน มาเที่ยวเมืองไทยหลังเรียนจบ ตายในอุบัติเหตุรถทัวร์ เมื่อ 11 พ.ค. 2553

แต่อันนี้ไม่ใช่ว่าถนนเมืองไทยห่วย หรือระบบขนส่งเราแย่นะครับ
คือฝรั่งเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเมืองไทย เมืองไทยเรานั้นไม่เหมือนใครในโลก
เราต้องให้การศึกษาเขาครับ เขาจะได้อยู่กับระบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเราได้

หน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่ของกระทรวงคมนาคมหรือกรมขนส่งทางบก
แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยครับ
ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของเรา ว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้ และคนไทยมีความสุขดีกับระบบแบบนี้

ไอ้จะมาเรียกร้องหาความยุติธรรมตามมาตรฐานตะวันตก ฟ้องศาล ทำแคมเปญเรียกร้องให้ปรับปรุง ฯลฯ อะไรแบบคุณแม่ชาวฝรั่งคนนี้ทำ ไม่เข้าท่าครับ
จะอยู่เมืองไทยก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมแบบไทยๆ ครับ

ไม่งั้นก็ออกไปจากประเทศนี้ครับ ง่ายๆ

RIP

Man of His Words สรรเสริญ แก้วกำเนิด

Man of His Words สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก

“ผมอยากขยายความหลักการทำงานนิดหนึ่ง สสารทุกอย่างในโลกมนุษย์ จะมีสนามแม่เหล็กของมัน ซึ่งจะแตกต่างกัน หลักการของการใช้เครื่อง GT200 ก็คือ เราจะตรวจหาอะไร เราก็เอาสารชนิดนั้นมาทำเป็นเซ็นเซอร์การ์ดแล้วใส่เข้าไปในนี้ ซึ่งก็จะมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้น สมมติว่าเราใส่เรื่องของยาเสพติด ยาไอซ์เข้าไป เมื่อเครื่องทำงานก็จะไปตรงกับยาไอซ์ ซึ่งอยู่ในภูมิประเทศที่เรากำลังหา เนื่องจากมีสนามแม่เหล็กที่ตรงกัน ตัวเสาสัญญาณจะเบนไปหา”

— พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก
ให้สัมภาษณ์เรื่อง GT200 ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อปี 2553

24 เม.ย. 2556: ศาลอังกฤษตัดสินให้นักธุรกิจขาย GT200 มีความผิดฐานต้มตุ๋น

พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา

“Unfortunately, some people died.” — Abhisit Vejjajiva

ดูแปลไทยที่ http://prachatai.com/journal/2012/12/44161 (ประชาไท, 10 ธ.ค. 2555) — พร้อมลิงก์ไปยังข่าวและคดีที่ถูกอ้างถึงในสัมภาษณ์

English transcript (source: Rush transcript of the 10 Dec 2012 Abhisit’s interview with BBC World News, Prachatai Facebook page, 10 Dec 2012)

IMO, the most comprehensive investigation is the one by People’s Information Center (The April-May 2010 Crackdown): PIC (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)). You can find the full report, stats, infographics, and maps from the site.

—-

Abhisit: Everybody knows what happened, and we are the ones that said that the judicial process has to run its course so that they were inquest into the death of the protesters and stand (you know) people who were there and uh…the has to be the accountability

BBC: And that includes you because you were the presence in the house when 90 people died in the protest

Abhisit: Of course we set up an independent commission in terms of fact finding and at the same time the police…and the law enforcing organizations would have to get to work but the charges that are charge placing against me from so many people seem very far-fetched …

BBC: Why very far-fetched? You were the person in power use of force in tearing down the protest camp.

Abhisit: But if you recall we had a situation basically a group of people occupy the middle of city and also had armed people, infused within the protest. They were actually firing grenade, firing at people. We didn’t even go in to disperse the protest. what we did was set up the check points .These check points were attacked. And there were fighting on the street and unfortunately some people died.

BBC: Well and almost everyone who died was by the hands of the military gunfire

Abhisit: That’s not the case.

BBC: Human Rights Watch who has done the most comprehensive investigation of the incident in 2010 said almost every dead was caused by the military gunfire.

Abhisit: The most comprehensive account has been made by the independent truth and reconciliation commission. And as far as the charges are concerned, already about 20 cases have been the work of the protestors, or the armed elements.

BBC: But that’s the least of the majority, we’re talking about 90 deaths. You would accept the majority of the death was caused by the military?

Abhisit: No, no because so far we have had about 20 inquest. And only two so far have concluded that these people died by bullets that were used in the military. But you also have to remember that the protestors already robbed some of the arms that were used by the military, and for this particularly accuse, you have to know the charges first.

BBC: But you do accept that you’re responsible for some of the deaths. You do accept that?

Abhisit: No, the charge that’s being put against me, at the moment, is a death of a person who wasn’t even protesting. What happened was that, a van was trying to crush through the barrier by the military. There were shots being fired. This person ran out to see what happened and unfortunately was shot and got caught.

BBC: This happened to be the first case of that has been investigated….

Abhisit: Sure. But to say that the government ordered the military to kill people, isn’t exactly what happened.

BBC: You did authorize the use of live ammunition.

Abhisit: We did authorize the use of live ammunition.

BBC: Do you regret that decision?

Abhisit: But then how else do you fight people with arms?

BBC: So you don’t’ regret the use of live ammunition.

Abhisit: I regret the losses of people. But the instructions were clear as to how they could use the live ammunition, under which circumstance. The issue was ordered the Deputy PM, first of all it was self defense. It’s preventing possible loss to other people, and they must use it with extreme care. And if there’s a possibility to use the arms against those people who were somehow mixed with the crowd of … they should avoid it. And to say that this ordering meant that we’re ordering the killing of people, I think it’s unfair. and Let me say this, I’ve been around at a number of meetings, around the world, G-20 somebody died because somebody was trying to do their work, there had to be inquest. The death could be justified or not, according to the law, but I don’t see anywhere that the Prime Minister then has to take responsibility for any operations.

BBC: But PM, this is the worst violent political incident your country have seen for decades. The scale of what we’re talking about is considerable. And this is going to be the defining issue of your time in power.

Abhisit: Because this is the first time that we had protest with armed people being involved. If these were peaceful protest, the constitutional protest, legal protest, none of this wouldn’t have happened. If they didn’t have the black shirt people, with weapons, firing at the police firing at the people, firing at the military. None of the losses wouldn’t have occurred.

BBC: How do you feel that this is going to be defining issue of your time and how people would remember your time in power?

Abhisit: I don’t think that’s the case. I think that the people know full well what happened in 2009 and 2010. And the difference is this. As the government, we’re the first , that allows the police, the DSI and the attorney general and the court to work through this. And I will accept whatever verdict, even if it’s a death penalty, I will accept that. And I’m asking the former PM and members of this government that they should do the same, because they’re always looking to find a way to pass the bill to grant themselves the amnesty. That’s all I ever ask. I’m willing to face the charge. I will fight. I will prove my innocence in the court, and if the court for whatever reasons passed the guilty verdict I would accept it .

—-

อยากให้ใครอยู่ในแบงก์?

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ "เพนิซิลลิน"

การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน

สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ (สองอันหลังนี้ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงทั้งคู่ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England) ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์

สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง เพียงแต่วาดขึ้นมาให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป

เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :

ชุด “ชาวต่างชาติที่มาร่วมพัฒนาประเทศสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ

ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้

ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ

(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)

Country IS Body. Bangkok IS Head. #thaiflood

เห็นด้วยในหลักการว่า จำเป็นต้องรักษาบางส่วนที่สำคัญเอาไว้เพื่อให้รักษาส่วนอื่น ๆ ต่อไปได้ … แต่:

1) ทำไมต้องเป็นกรุงเทพ
2) ทำไมต้องมีที่เดียว ประเทศมันตั้งใหญ่
3) เมืองมันตั้งใหญ่ เวลาบอกว่ารักษาไว้ จะจิ้มตรงไหนของเมือง เหตุผลคืออะไร สมมติ เอสพลานาดนี่มันเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือไหม

สำหรับคนจำนวนมาก คำพูดแบบ “ต้องรักษาส่วนน้อยไว้ เพื่อรักษาส่วนใหญ่” พูดยังไงมันก็ถูก – ถูกแบบเหมาโหลเลย ไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ แล้ว – เพราะเราเป็นคน เป็นคนที่มีหัว อยู่ได้ด้วยหัว

ดังนั้นมันเป็น ‘ธรรมชาติ’ มากสำหรับเรา ที่จะอยู่ในโหมดคิดที่เอาอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย> มามองสิ่งต่าง ๆ

พอเทียบบ้านเมืองเป็นร่างกาย หัวเลยสำคัญ มาก และต้องมีหัวเดียวด้วย

ซึ่งพอบวกกับแนวคิด “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มันเลยเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหลายศูนย์กลางในการจัดการ/จัดการตัวเอง (จะมีอาณาจักรล้านนาหรือปัตตานีไม่ได้) เพราะมันไม่ฟิตกับอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย>

การกระจายอำนาจและทรัพยากร (และการกระจายความชิบหายวายป่วงทั้งหลาย) จะไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ายังไม่เลิกคิดในโหมดเหล่านี้

บ้านเมืองต้องไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกอย่างต้องรับใช้และเอาทรัพยากรมาป้อนหัว หัวสั่งอย่างเดียว

ประเทศมันต้อง ‘แบ่งแยก’ ได้ หัวมันเดียวจะ fits all ได้ยังไง

UNIQLO มัน made for all เพราะมันทำเสื้อหลายแบบหลายไซส์ ไม่ใช่ว่าทำแบบเดียวไซส์เดียว แล้วบังคับให้ทุกคนใส่เหมือน ๆ กัน รักเหมือน ๆ กัน ยืนเหมือน ๆ กัน

 

เพิ่มเติม คนละประเด็นกัน เพิ่งคิดคำถามได้ตะกี้

ถ้าทางราชการแจ้งว่า มีผลการศึกษาวิจัยชัดเจนที่ชี้ว่า จำเป็นต้องทุบบ้านคุณทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว คุณจะยอมไหมครับ?

ให้ไปอยู่ที่อื่น มีค่าชดเชยให้คุ้มค่า ประกอบอาชีพทำมาหากินแบบเดิมได้ คุณจะยอมไหมครับ ทุบบ้านที่เคยอยู่ทิ้ง

Google เปิดเผยข้อมูลการเซ็นเซอร์ละเอียดขึ้น

กูเกิลเปิดให้ใช้บริการ “รายงานความโปร่งใส” (Transparency Report) มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเมื่อวาน (27 มิ.ย. 2554) ก็ได้ประกาศปรับปรุงหน้าตาใหม่ พร้อมกับข้อมูลที่ละเอียดขึ้น

Thailand - Google Transparency Report

Transparency Report ดังกล่าวประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1) การจราจร (Traffic) และ 2) คำร้องจากรัฐบาล (Government Requests)

โดย Traffic จะแสดงปริมาณการจราจรที่เข้ามายังบริการต่าง ๆ ของกูเกิล ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเมื่อดูในภาพรวมแล้ว จะทำให้เห็นได้ว่า เกิดเหตุผิดปกติอะไรกับการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศหนึ่ง ๆ หรือเปล่า

เช่น ถ้าอยู่ดี ๆ ปริมาณการจราจรจากประเทศหนึ่งแทบจะหายไปเลย ก็พอจะบอกได้ว่า ไม่ 1) บริการของกูเกิลถูกแบนในประเทศดังกล่าว ก็ 2) อินเทอร์เน็ตของประเทศนั้นมีปัญหาอะไรสักอย่าง เช่น ช่องสัญญานออกนอกประเทศอาจจะขาด หรือบางทีอาจจะถูกตัดอย่างตั้งใจ (เช่นกรณีซีเรียหรือพม่า)

ส่วน Government Requests จะบอกจำนวนคำร้องและเหตุผลที่ส่งมาจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ (ให้เอาเนื้อหาออกจากบริการของกูเกิล หรือขอข้อมูลผู้ใช้จากกูเกิล) และรายงานว่ากูเกิลทำอย่างไรกับคำร้องดังกล่าว

เช่น ในปี 2553 รัฐบาลไทย ร้องขอไปยังกูเกิล 1 ครั้ง ให้เอาวิดีโอที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเลียนแบบกษัตริย์ จำนวน 43 ชิ้น ออกจาก YouTube — โดยกูเกิลตอบสนองคำขอดังกล่าว ด้วยการห้ามไม่ให้ผู้ใช้จากประเทศไทยดูวิดีโอทั้ง 43 ชิ้น (100% ของคำขอ)

เครื่องมือลักษณะนี้ เป็นการสื่อสารกับสาธารณะอย่างหนึ่ง ว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ เขาจัดการกับปัญหาอย่างไร และมันส่งผลอย่างไรบ้าง กับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตของพวกเรา

เราสามารถใช้ Google Transparency Report ผ่านทาง HTTPS (เข้ารหัสการเชื่อมต่อ) โดยใช้ที่อยู่ https://www.google.com/transparencyreport/

สำหรับข้อมูลการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยในภาพรวม (เฉพาะเท่าที่มีการขอหมายศาล – ยังมีเว็บที่ถูกบล็อคโดยไม่ได้ใช้หมายศาลอีก) ซึ่งนอกเหนือไปจากการร้องขอไปยังกูเกิล ดูได้ที่ สรุปสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ พ.ศ. 2550-2553 โดยทีมวิจัย iLaw

ที่มา – Updated and more detailed Transparency Report, 27 มิ.ย. 2554