“เสื้อแดง” ในฐานะ “รุ่นทางการเมือง”

ความคิดต่อจากบทความชิ้นนี้ ความทรงจำของ ‘ปืนลั่นแสกหน้า’ : ว่าด้วยคนกรุงเทพฯ เสื้อแดง และปี 2553

“เสื้อแดง” ตอนนี้อาจไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” (political movement) แล้ว มันไม่มีขบวนอะไรที่เรามองเห็นชัดในตอนนี้ แต่มันยังเป็น “ชนชั้นทางการเมือง” (political class – โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นมองมา ในเซนส์ “อี๋ ไอ้พวกเสื้อแดง”) หรือ “กลุ่มความสำนึกรู้ทางการเมือง” (political consciousness) แบบนึงอยู่ ในลักษณะที่คนยังระบุได้อยู่ว่า “ฉันเป็นคนเสื้อแดง”

อย่างไรก็ตามมันอาจมีลักษณะผูกกับเหตุการณ์ในเวลาอยู่เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม เพื่อจะกลายสภาพตัวเองมาเป็นเสื้อแดง ในแง่นี้ ความเป็นเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะตรงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันมีลักษณะของการมีความทรงจำร่วมกัน และไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับคนอื่นในอดีต แต่เป็นความทรงจำที่มีร่วมกันก็เพราะได้สร้างร่วมกันในขณะเวลานั้น ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนความทรงจำนี้ได้ เพราะนี่เป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

“คนเสื้อแดง” จึงมีลักษณะเป็น “รุ่นทางการเมือง” (political generation?) ด้วย ในลักษณะเดียวกับ “คนเดือนตุลา(16+19)” “คนรุ่นพฤษภา(35)” เพียงแต่ความขัดแย้งยาวนาน รวมถึงการชุมนุมและการล้อมปราบต่างๆ ประกอบกับการที่การเมืองระดับรากหญ้ามันลงหลักแพร่หลาย มันเลยทำให้คนร่วมรุ่นนี้ มีจำนวนมากกว่ามาก

ทำนองเดียวกับที่คนรุ่นถัดมาอาจร้องและเต้นเพลง “เกรงใจ” ของแรพเตอร์ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสมัยที่เพลงนี้เปิดทุกที่ทุกผับมันเป็นยังไง แต่โอเค เราดีใจที่ผับยังเปิดเพลงนี้อยู่ และคนยังเต้นกับมันอยู่ แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้น แต่เราก็ร่วมความทรงจำนี้ได้ คือไม่ได้กีดกัน ไม่ได้แนวว่า อี๋ พวกเด็กอยากเรโทร (ทำนองที่ไปแซะ “ติ่งส้ม”) เพียงแต่ เฮ้ย มันมีความต่างอยู่จริงๆ ในแง่การเคยไปอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้หวงนะ ถ้าชอบก็มาเต้นด้วยกัน เต้นหลายคนก็สนุกหลายคน และนับจากตรงนี้ไป เราก็เป็นพวกเดียวกันได้ เต้นด้วยกันได้

การนับว่า “คนเสื้อแดง” คือรุ่นทางการเมืองแบบหนึ่ง น่าจะทำให้คำอธิบายมันง่ายขึ้นด้วย เพราะในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง คนเสื้อแดงเองก็มีเฉดต่างๆ กันไป

การอธิบายแบบนี้ไม่ได้ต้องการลดความซับซ้อนของความต้องการและแรงขับดันของแต่ละคนที่เคยอยู่หรือยังอยู่ในขบวน(ที่ใดที่หนึ่ง) แต่น่าจะช่วยรวมคนเสื้อแดงเข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น และอาจต้อนรับคนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ถ้าเรามองว่าภาวะที่เราอยู่กันตอนนี้ มันยังไม่จบ เป็นภาวะยาวนาน สามารถกินเวลาได้เป็นชั่วรุ่นคน

การร่วมสร้างอัตลักษณ์ “คนดี” โดยมวลมหาประชาชน: กรณีศึกษาสื่อส่วนบุคคล

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ธันวาคม 2560

งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “มีม” (meme) ศึกษาการมีส่วนร่วมในขบวนการทางการเมืองในประเทศไทยช่วงปี 2556-2557 ผ่านการผลิตมีมของผู้สนับสนุนขบวนการ โดยใช้นิยามของมีมว่า “หน่วยของการส่งผ่านวัฒนธรรม”

  • มีม (meme) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่ล้อกับ ยีน (gene) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม
  • มีมที่ประสบความสำเร็จ คือมีมที่ถูกคัดลอก ทำซ้ำ
  • Mike Godwin เสนอว่า มีมคือสิ่งที่สามารถรวบยอดความคิดของทั้งสายความคิด

หนึ่งในข้อเสนอของงานก็คือ ในแง่กระบวนการ มวลชนนั้นร่วมผลิตเนื้อหาที่ไหลเวียนในขบวนการด้วย ความคิดในขบวนการไม่ได้มาจากด้านบน (โดยแกนนำ) และไหลลงสู่ผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ผู้สนับสนุนก็ร่วมผลิตด้วย (และบางส่วนก็ไหลขึ้นไปสู่แกนนำ) — สิ่งที่คิดต่อไปจากข้อเสนอนี้ได้ก็คือ เมื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกที่ไหลไปตามกระแสที่แกนนำกำหนด แต่ยังตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ดังนั้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

สิ่งที่พบจากงานศึกษานี้อีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะร่วมในมีมที่ถูกผลิตที่พอจะอธิบายได้ว่า อะไรคือ “คนดี” ในสายตาของผู้สนับสนุนการเมืองในแนวทางของ กปปส.

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอและรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ท้ายโพสต์นี้ – มีลิงก์วิดีโอนำเสนอที่ด้านท้ายด้วย

When a meme catches on, it may crystallize whole school of thoughts.

โจทย์วิจัยและวิธีการศึกษา

โจทย์วิจัย

มวลชนร่วมผลิตอะไร – อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน?

วิธีการศึกษา
เราจะดู การร่วมผลิต ผ่านอะไรได้บ้าง? โครงการวิจัยนี้เลือกดู

  • มีม – การผลิตออนไลน์
  • สินค้ารักชาติ – การผลิตออฟไลน์
  • เซเล็บ – บุคคลในฐานะที่เป็นสื่อ

โดยมองว่าสื่อส่วนบุคคลทั้ง 3 สิ่งนี้คือ “ภาชนะ”

โจทย์วิจัย: มวลชนร่วมผลิตอะไร - อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน? (ภาพสินค้ารักชาติจากการชุมนุม กปปส.)

ทุนกับการผลิตสื่อ

เราพบว่า “ทุน” ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนมี ทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถผลิตสื่อส่วนบุคคลที่มีพลังทั้งทางรูปแบบ เนื้อหา และปฏิบัติการได้

  • มีม – ส่งต่อความคิด แสดงอัตลักษณ์ออนไลน์ ช่วยในการเปล่งความคิดออกมาเป็นคำพูด (articulate) ผลิตง่าย-รู้สึกได้ร่วมขบวนการ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมากขึ้น
  • สินค้ารักชาติ – แสดงอัตลักษณ์และจุดยืนบนร่างกาย พาการชุมนุมออกไปนอกพื้นที่การชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไปสู่พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคนแปลกหน้า เช่น ในรถโดยสารสาธารณะ ทำให้เห็นคนที่มีจุดยืนแบบเดียวกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเปล่งเสียง
  • เซเล็บ – ได้รับความสนใจจากสังคม เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด โอกาสถูกผลิตซ้ำจากสื่อกระแสหลัก/สื่อดั้งเดิม เป็นตัวอย่างในการแสดงออก พื้นที่สื่อสังคมส่วนตัวในฐานะพื้นที่สาธารณะ
แผนผังแสดงพื้นที่แลกเปลี่ยน รูปแบบของสื่อ (ที่อยู่ของมีม) และเทคโนโลยีการผลิต

การผลิตสื่อส่วนบุคคลที่เป็นภาชนะส่งต่อความคิดและร่วมสร้างอัตลักษณ์ของขบวนการนี้ ใช้ “ทุน” (ในลักษณะที่ Pierre Bourdieu จำแนกไว้ใน “The Forms of Capital” [1986]) เป็นปัจจัยในการผลิตและการเข้าถึง “ตลาด”

ผลผลิตของมวลมหาประชาชน: การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ไม่เป็นการเมือง

ในกรณีของขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) งานศึกษาพบว่าสิ่งที่มีร่วมกันในมีมต่างๆ ที่ถูกผลิตนั้น คือการหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง ความเป็นการเมืองคือสิ่งไม่ดี

  • การกลายเป็นแฟนชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง
  • ลักษณะร่วมของ 3 สื่อ: สื่อสารประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่(พยายามทำให้)ดูไม่เป็นการเมือง
  • การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ดูไม่เป็นการเมือง (depoliticized political movement)
  • “ขบวนการทางการเมืองแบบคนดี” คือขบวนการทางการเมืองที่(ดู)ไม่เป็นการเมือง (apolitical political movement)
  • อัตลักษณ์: การหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง

งานศึกษาแยก: กรณีมีมอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การผลิตมีมจำเป็นต้องอาศัยทุน การบริโภคมีมเองก็ต้องอาศัยทุน ซึ่งในแง่การเข้าใจมีมชุดหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างภาษาเฉพาะเพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น (ทั้งจากรัฐหรือจากสังคม) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคในการส่งต่อความคิดออกไปยังวงสังคมที่กว้างขึ้น

The Art of Speaking on the Line

การนำเสนอจบโครงการ

การนำเสนอในสัมมนาสรุปโครงการวิจัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียรอาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ดูกำหนดการ)

การนำเสนอของ อาจินต์ และ อาทิตย์ จะอยู่ในคลิปที่ 3 ของ playlist ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 26:40 เป็นต้นไป หลังการนำเสนอของ ประจักษ์ ก้องกีรติ (ประเด็นว่า ศีลธรรม กับ ความรุนแรง ไปด้วยกันได้อย่างไรในขบวนการ)

ดาวน์โหลด

โครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ การเมืองของคนดี: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน “ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (“Good Man’s Politics”: Political Thoughts, Practices and Identities of the “Change Thailand Movement” Supporters) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) — ดูการสังเคราะห์จากงานของทั้งชุดโครงการวิจัยได้ใน อภิชาตและอนุสรณ์ 2560

ขอบคุณรายการ คนสวยเรียนสูงออนแอร์ EP. 5 ตอน hashtag the movement: ปั่นยังไงให้จีนสะดุ้ง (19 เม.ย. 2563) ที่ทำให้สลัดความขี้เกียจ รวบรวมลิงก์ต่างๆ มาโพสต์เสียที

“สุดงดงาม!!! นศ.ม.ศรีปทุม จัดทำภาพชุดพี่ตูน ใส่กรอบอย่างดี ติดชื่อผู้บริจาค นำรายได้สมทบ“ก้าวคนละก้าว”..โซเชียลแห่แชร์สนั่นหวั่นไหว!!!” — ทีนิวส์ 7 ธ.ค. 2560

เก็บตกวันแรงงาน #MayTheForthBeWithYou #8hourday

  • กราฟิกคั่นรายการของไทยพีบีเอส บอกว่าที่หยุดวันแรงงาน เพราะหยุดให้พักผ่อน หลังจากตรากตรำมาทั้งปี
  • เท่าที่ดูข่าวสามสี่ช่องและออนไลน์ ไม่มีใครพูดถึงการเฉลิมฉลอง “การทำงานวันละไม่เกินแปดชั่วโมง”
  • การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันในทุกวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากข้อเรียกร้องของคนทำงานในสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแรงงานทั่วโลก) ที่ต้องการให้ลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ในสมัยนั้นชั่วโมงการทำงานอยู่ในช่วง 10-16 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์

“By extending the working day, therefore, capitalist production…not only produces a deterioration of human labour power by robbing it of its normal moral and physical conditions of development and activity, but also produces the premature exhaustion and death of this labour power itself.”
Karl Marx

  • สหพันธ์สหภาพแรงงาน กำหนดเป้าหมายว่า วันที่ 1 พฤษภาคม 1886 จะเป็นวันเริ่มต้น ของการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
  • ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1886 สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานทั่วสหรัฐ เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว
  • การนัดหยุดงานที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในชิคาโก มีผู้เข้าร่วมประมาณ 30,000 ถึง 40,000 คน
  • การนัดหยุดงานในชิคาโกยืดเยื้อ ในวันที่ 3 พฤษภาคม คนงานสองคนถูกตำรวจยิงเสียชีวิต จากเหตุความรุนแรงดังกล่าวคนงานนัดชุมนุมในวันรุ่งขึ้นที่จตุรัสเฮย์มาร์เก็ต
  • 4 พฤษภาคม 1886 การชุมนุมเริ่มขึ้นในตอนเย็น ประมาณการจำนวนผู้ชุมนุมระหว่าง 600 ถึง 3,000 คน มีการปราศรัยต่างๆ
  • เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง การปราศรัยเพิ่งจบลง ตำรวจกลุ่มหนึ่งเดินหน้าเข้าไปหากลุ่มผู้ปราศรัย ระหว่างนั้นมีระเบิด (ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนขว้าง) ถูกโยนเข้ามาระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตหนึ่งนาย และหลังจากนั้นก็เกิดความอลหม่าน มีการยิงใส่กัน รวมมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บมากกว่า 60 ด้านผู้ชุมนุมเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บมากกว่า 70 และถูกจับกุมมากกว่า 100 คน
  • เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การกวาดล้างจับกุมสหภาพแรงงานต่างๆ ประชาชนและบริษัทห้างร้านจำนวนมากให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการบริจาคค่ารักษาพยาบาลให้กับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บ ส่วนกลุ่มคนงานและผู้อพยพถูกจับตาสงสัย โดยเฉพาะผู้อพยพชาวเยอรมันและโบฮีเมียน การจับกุม การดำเนินคดี การพิพากษาและการตัดสินประหารชีวิตแกนนำการชุมนุม ยังคงเป็นประเด็นที่มีข้อสงสัยให้วิพากษ์วิจารณ์จนถึงทุกวันนี้

Socialists in Union Square, N.Y.C., 1 May 1912
Socialists in Union Square, N.Y.C., 1 May 1912

  • ปี 1889 “สากลที่สอง” หรือ องค์กรสากลที่รวมพรรคสังคมนิยมและพรรคแรงงานจากทั่วโลก เสนอให้ทั่วโลกร่วมเดินขบวนในเดือนพฤษภาคมปี 1890 เพื่อรำลึกถึงการครบรอบเหตุการณ์เฮย์มาร์เก็ต
  • ปี 1904 สากลที่สองประกาศเชิญชวนให้พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยและสหภาพแรงงานทุกแห่งทุกประเทศร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องการรับรองตามกฎหมายของการทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน ความต้องการของชนชั้นแรงงาน และสันติภาพทั่วโลก โดยให้หยุดงานวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อร่วมขบวน เป็นจุดเริ่มต้นของ “วันแรงงานสากล” (International Workers’ Day)
  • พนักงานกินเงินเดือนทุกคนนี่ก็คือชนชั้นแรงงานทั้งนั้นนะครับ นั่งทำงานในออฟฟิศนี่ก็ใช่ — ถ้าคุณไม่มีปัจจัยการผลิตอื่น แต่เอาแรง(ใจ/กาย/สมอง)ไปทำให้เกิดงาน เพื่อแลกค่าจ้าง ก็เป็นคนทำงานแลกค่าจ้าง (wage-earner) อยู่ในชนชั้นแรงงานเหมือนกันหมด
  • และที่ทุกวันนี้เรามีระบบทำงานวันละแปดชั่วโมง (รวมไปถึงวันหยุด วันลาคลอด) ก็เพราะขบวนการแรงงานสากล
  • 1 พฤษภาคม จึงไม่ได้เป็นวันหยุดพักผ่อนเฉยๆ แต่เป็นวันระลึกถึงสิ่งที่ต้องต่อสู้จึงจะได้มา (ไม่ต้องไปสู้กับอริราชศัตรูที่ไหน สู้กับพวกขูดรีดแรงงานนี่แหละ)
  • ส่วนวันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกว่า สิทธิที่เรามีอยู่ ใช้อยู่ ทุกวันนี้ มีคนในอดีต (ที่อาจจะไม่ใช่บรรพบุรุษโดยตรงของเรา) สูญเสียอะไรบางอย่างเพื่อแลกมันมา
  • ขอพลังจงอยู่กับท่าน

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 4 พ.ค. 2018)

 

เอกสาร ม.409 สัมมนาทางมานุษยวิทยา 2/2559

ทำเอกสารประกอบวิชาสัมมนาเทอมนี้ จะอัปโหลดรายการบรรณานุกรมที่ WordPress.com มันไม่ให้ (.rdf .xml .zip .txt ไม่ได้สักกะอัน) เลยต้องมาฝากไว้ในบล็อกตัวเอง

TU AN409 2/2559 Bibliography

โลกของเราขาวไม่เท่ากัน: ข้อคำนึงเพื่อเว็บขาวดำแต่พอดี

ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากโศกเศร้า การแสดงออกนั้นมีได้หลากหลาย ผู้ดูแลเว็บไซต์และบัญชีสื่อสังคมจำนวนหนึ่งเลือกที่จะแสดงผลหน้าเว็บทั้งหมดเป็นขาวดำ (จริงๆ คือเทาไล่ระดับ หรือ grayscale แต่ก็เรียกกันติดปากว่า “ขาวดำ” อ่ะนะ) หรือสีโทนหม่นๆ หน่อย (ด้วยการปรับ saturate)

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้งานหรือเกิดความผิดพลาดระหว่างใช้งาน โพสต์นี้ผมรวมเอาข้อแนะนำจากหลายๆ คนที่เจอบนเฟซบุ๊กมารวมเอาไว้ ขอขอบคุณคุณ @Nutn0nFufu Dogu, และ Kasiti Panthanom ด้วยครับ

ในช่วงแรกจะพูดถึงข้อควรระวังพื้นฐาน วิธีเฉพาะหน้าเพื่อทำสีโทนขาวดำ จากนั้นจะพูดถึงปัญหา ทางแก้ไขระยะยาว โดยอ้างอิงส่วนหนึ่งจาก Web Content Accessibility Guidelines ของ W3C และ human interface guidelines ของแอปเปิล

ปรับสี ให้คำนึงถึงการใช้งานด้วย

สิ่งแรกสุดเลยสำหรับการปรับโทนสี คือการพิจารณาว่าลักษณะการใช้งานของเว็บไซต์นั้น เหมาะสมกับสีโทนขาวดำหรือสีที่ผิดไปจากปกติหรือไม่

สีเบเยอร์

เลือกสี iPhone

ถัดมาคือพิจารณาว่า การปรับเปลี่ยนแก้ไขหน้าเว็บ จะทำให้การทำงานของบริการนั้นผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่

สำหรับเว็บไซต์ที่

  • สีสำคัญต่อการให้บริการ เช่น เว็บไซต์ขายสินค้าที่ต้องแสดงตัวอย่างสินค้าในสีต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้สีอย่างที่ต้องการไม่สั่งผิดสี หรือแผนที่บอกสภาพการจราจร
  • การปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ทำได้ยาก เพราะอาจกระทบหลายส่วน หรือจำเป็นต้องทดสอบอีกมากหากมีการเปลี่ยนแปลง UI เพื่อความถูกต้องในการใช้งานและความปลอดภัย เช่น เว็บไซต์ธนาคาร หน้าจอยืนยันการชำระเงิน

ไม่ควรปรับสี “ทั้งเว็บไซต์” ให้เป็นขาวดำ แต่ให้พิจารณาปรับเฉพาะจุด และอาจพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ปรับเฉพาะภาพโลโก้เป็นขาวดำ แสดงแบนเนอร์ด้านบนของทุกหน้า แสดงภาพใหญ่ในหน้าแรกหน้าเดียว หรือทำเป็น landing page แยกออกมาต่างหากก่อนเข้าหน้าเว็บหลัก (ไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่สำหรับ landing page)

วิธีเฉพาะหน้า

ก่อนอื่นขอพูดถึง 2 เทคนิคที่ขณะนี้หลายเว็บไซต์ใช้อยู่ก่อน คือการใช้ CSS filter (ทั้ง grayscale() และ saturate()) กับการใช้ JavaScript แบบ “หว่านแห” ครอบจักรวาล เพื่อเปลี่ยนสี “ทั้งเว็บไซต์”

  • ข้อดี: ทำง่าย ใช้โค้ดสั้นๆ แต่ให้ผลได้ทั้งหน้าเว็บหรือทั้งเว็บไซต์
  • ข้อเสีย: อาจกระทบกับประสิทธิภาพ และความถูกต้องในการใช้งาน

พูดถึงข้อเสียหรือปัญหาแรกก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีร่วมกันของทั้ง JavaScript และ CSS filter แบบครอบจักรวาล ปัญหานี้เกิดจากการที่ตัวเว็บเบราว์เซอร์ต้องประมวลผลเพิ่มขึ้น คือดาวน์โหลดรูปสีเสร็จและแสดงผลส่วนต่างๆ ของเว็บเสร็จไม่พอ ยังต้องแปลงทุกการแสดงผลให้เป็นขาวดำอีกทีด้วย ส่งผลให้เบราว์เซอร์อาจจะหน่วงๆ โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่แรงนักอย่างพวกเน็ตบุ๊ก หรือยังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่าอยู่

แม้เบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ หน่อยปรับปรุงประสิทธิภาพของ filter grayscale() และ filter saturate() ให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ถ้าใช้ทั้งหน้ากับทุก element ก็อาจจะหน่วงบ้าง

จริงๆ แล้วในเรื่องนี้นั้น CSS filter ก็ยังทำงานได้เร็วกว่า JavaScript แต่สาเหตุที่บางคนเลือกใช้ JavaScript (เช่น grayscale.js) ก็เพราะตัว Internet Explorer ยังรองรับ CSS filter ได้ไม่เต็มที่

ซึ่งก็มาถึงปัญหาที่สอง คือ CSS filter ในแต่ละเบราว์เซอร์นั้นทำงานแตกต่างกันอยู่บ้าง และอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

ตัวอย่าง CSS filter ที่ใช้กันมาก

[*|html|body|Element] {
    -webkit-filter: grayscale(100%);
    filter: grayscale(100%);
    filter: url('grayscale.svg#grayscale');
    filter: gray;
}

คุณ Fufu Dogu สรุปปัญหาที่พบบนเบราว์เซอร์ต่างๆ ไว้ดังนี้

  • Chrome – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง z-index จะคำนวณผิดไปจากเดิม
  • Safari – แสดงผลขาวดำได้ อาจมีหน่วงบ้างถ้าเว็บใหญ่
  • Firefox – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง position, z-index, ถ้าใช้ * เว็บหน้าเสียเลย
  • IE <= 9 แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง pseudo Element จะไม่ขาวดำ, IE 10-12 ใช้งานไม่ได้, IE 13-14 ใช้งานได้

z-index ในที่นี้คือเลขระบุตำแหน่ง “แกนลึก” หรือระดับชั้นของหน้าเว็บ นึกถึงว่าหน้าเว็บก็เหมือนกระดาษ และเราเอากระดาษมาซ้อนกันได้หลายๆ แผ่น วิธีระบุว่าเรากำลังพูดถึงกระดาษแผ่นไหนอยู่ ก็คือเลข z-index นั่นเอง (เลขยิ่งมากยิ่งอยู่บน, เลข 0 คือแผ่นหลังสุด) การอ้างอิง z-index ผิด จะทำให้อินเทอร์เฟซบางส่วนทำงานผิดพลาดได้ และส่งผลต่อการใช้งาน (เช่นโปรแกรมอาจจะสั่งให้เปลี่ยนการแสดงผลข้อความที่อยู่บนกระดาษแผ่นที่ 3 แต่พอใช้ filter ปุ๊บ โปรแกรมมันหากระดาษแผ่นที่ 3 ไม่เจอแล้ว ก็เลยเปลี่ยนข้อความไม่ได้)

ดังนั้นเว็บไซต์ไหนที่ซีเรียสกับความถูกต้องในการใช้งาน หลังแทรก CSS filter เข้าไป อย่าลืมทดสอบพวกการใช้งานหลักๆ ที่สำคัญๆ ด้วย ว่ายังใช้ได้ผลถูกต้องเหมือนเดิมไหม

สรุปคือ 2 วิธีนี้ ทำสะดวก ทำน้อยได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบกับประสิทธิภาพและความถูกต้องในการใช้งาน ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งาน “แก้ขัด” เฉพาะหน้าไปก่อน ในระหว่างแก้ไขแบบงานละเอียด

ปรับสีแบบงานละเอียด

“งานละเอียด” ที่ว่า มี 2 ระดับความละเอียด (ไม่มีหลักอะไร แบ่งเอาเองนี่แหละ)

แบบแรกคือ ใช้ CSS override ทำ stylesheet ขึ้นมาใหม่อีกชุด แล้วแก้ไข CSS เพื่อแสดงผลขาวดำเป็นจุดๆ ไป (ไม่ได้สั่งให้ทำแบบครอบจักรวาลทุกจุด) เช่น แก้เฉพาะตัว img หรือกำหนด class ขึ้นมาเฉพาะอันหนึ่งแล้ว element ไหนต้องการให้เป็นขาวดำก็เพิ่ม class ดังกล่าวเข้าไป จากนั้นก็ไปประกาศใช้หลัง stylesheet หลัก เพื่อให้ค่าต่างๆ ตัว stylesheet ที่ประกาศทีหลังนี้ ไปทับ (override) ค่าเดิมของตัว stylesheet หลัก

แบบสอง ละเอียดขึ้นไปอีก คือออกแบบธีมใหม่เลย โดยให้คำนึงถึงด้วยว่า เมื่อ UI ถูกลดสีลงแล้ว จะส่งผลต่อการใช้งานอย่างไรบ้าง ผู้ใช้จะยังแยกแยะปุ่มต่างๆ ข้อความเตือนต่างๆ ได้เหมือนเดิมหรือไม่ (ซึ่งตรงนี้มันปรับด้วย CSS อย่างเดียวไม่ได้) มี visual element หรือ visual cue อะไรที่จะเสริมการแยกแยะได้อีกบ้าง

ทั้งสองวิธีนี้จะทำให้เรากำหนดแบบเจาะจงได้ ว่าตรงไหนของหน้าเว็บที่จะเป็นขาวดำบ้าง เช่นให้ทั้งหน้าเป็นขาวดำ ยกเว้นตรงส่วนที่เป็นรูปข่าวหรือแผนที่

ท้องฟ้าเรียงเป็นชั้นสีคล้ายธงชาติไทย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกคู่สีที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ของเราได้ คู่ไหนที่ contrast พอดี ใช้แล้วไม่ปวดตา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อความสำหรับการอ่านควรใส่ใจให้มาก เพราะเป็นจุดที่สายตาของผู้ใช้จะอยู่กับมันมากที่สุด (อักษรสีขาวสว่างบนพื้นเทาแบบที่ Pantip.com ใช้อยู่นี่จะลายตามากสำหรับการอ่านข้อความยาวๆ)

W3C แนะนำไว้ใน Web Content Accessibility Guidelines (WCAG) ว่า contrast ratio ของสีตัวอักษรขนาดเล็กและพื้นหลังควรอยู่ที่อย่างน้อย 4.5:1 และตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) ควรมี contrast ratio ที่อย่างน้อย 3:1

ผู้ออกแบบเว็บไซต์จำเป็นต้องสื่อสารกับผู้ดูแลด้านเนื้อหาหรือกองบรรณาธิการ ว่าเนื้อหาส่วนใดหรือแบบไหนของเว็บไซต์ที่เป็นสาระสำคัญและจำเป็นต้องคงสีเอาไว้ เช่น แผนผัง แผนภูมิ กราฟ และแผนที่ เพื่อความชัวร์ นักออกแบบต้องปรึกษาฝ่ายเนื้อหา อย่าตัดสินใจเอง

ชิ้นไหนที่สีมีความสำคัญต่อความเข้าใจ อย่างแผนที่แสดงความหนาแน่นการจราจร (แดงรถติด เขียวรถไม่ติด) แผนที่ทางภูมิศาสตร์ (สีแสดงถึงความสูงจากระดับน้ำทะเล หรือแสดงว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นสิ่งปลูกสร้าง) กราฟ (แต่ละสีแทนงบประมาณแต่ละประเภท) เหล่านี้ ทางเพจและเว็บไซต์ ควรพิจารณายกเว้นให้แสดงเป็นสีเป็นชิ้นๆ ไป หรือออกแบบใหม่ให้สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องพึ่งสี

ทั้งหมดนี้ควรคำนึงถึงสาระที่ต้องการจะสื่อหรือประโยชน์ใช้สอย รวมถึงประโยชน์ของสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ

bw-map

bw-js100

แปลงรูปเป็นขาวดำทีละเยอะๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการแปลงรูปจำนวนมากให้เป็นขาวดำ บน Windows มีโปรแกรมฟรีอย่าง IrfanView และ XnView ช่วยได้ (สามารถปรับขนาด ตัดภาพ แปลงฟอร์แมต เปลี่ยนสีรูป เปลี่ยนชื่อรูป ได้ทีละเยอะๆ) ดูตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน batch processing จากคลิปนี้

สำหรับคนใช้ OS X (หรือ macOS .. ฮ่วย) และถนัด Automator (มากับโอเอสอยู่แล้ว) ลองทำ Workflow ตามรูปนี้ (กล่องล่างสุดคือ Apply ColorSync Profile: Gray Tone ถ้าไม่มี ใช้ Apply Quartz Composition Filter: Black and White แทนก็ได้ แต่มันจะออกแนวทำรูปเก่า ไม่ใช่ปรับสีเทาอย่างเดียว)

Convert to B&W Automator Workflow

เรียนรู้ร่วมกันเรื่องการใช้สีกับ UI

นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดี ที่คนทำเว็บ จะมาสนใจเรื่องสีและกลุ่มผู้ใช้ที่ตาแยกสีได้ต่างจากเราๆ ทั่วไป มาศึกษาการออกแบบที่ไม่พึ่งเฉพาะสีเท่านั้นในการแยกแยะชิ้นส่วนของอินเทอร์เฟซ

พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นโอกาสที่จะเราเข้าอกเข้าใจคนตาบอดสีได้มากขึ้น ผ่านประสบการณ์ใช้งานจริง พอเข้าใจแล้วจะได้ออกแบบ UI ที่รองรับกับคนทุกคน แม้หลังจากนี้เราจะกลับมาออกแบบเว็บที่มีสีสันหลากหลายได้ตามปกติ แต่หลักการออกแบบที่ยังคำนึงถึงคนตาบอดสีเราก็ไม่ลืม

ตัวอย่างคำแนะนำจากแอปเปิลในการใช้สีในอินเทอร์เฟซของ iOS:

Be aware of colorblindness and how different cultures perceive color. People see colors differently. Many colorblind people, for example, find it difficult to distinguish red from green (and either color from gray), or blue from orange. Avoid using these color combinations as the only way to distinguish between two states or values. For example, instead of using red and green circles to indicate offline and online, use a red square and a green circle. Some image-editing software includes tools that can help you proof for colorblindness. Also consider how your use of color might be perceived in other countries and cultures. In some cultures, for example, red is used to communicate danger. In others, red has positive connotations. Make sure the colors in your app send the appropriate message.

ถอดความได้ดังนี้

“ให้คำนึงถึงภาวะตาบอดสีและการที่สีถูกรับรู้ต่างกันในต่างวัฒนธรรม

ผู้คนเห็นสีแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอดสีจำนวนมากพบว่ามันยากจะที่จะแยกสีแดงออกจากสีเขียว (และแยกสีทั้งสองสีนั้นจากสีเทา) หรือแยกสีน้ำเงินออกจากสีส้ม ให้หลีกเลี่ยงการใช้สีดังกล่าวคู่กันในลักษณะที่มันจะเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะแยกแยะระหว่างสถานะ 2 สถานะหรือค่า 2 ค่า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้วงกลมสีแดงและวงกลมสีเขียวเพื่อบ่งบอกถึงสถานะออฟไลน์และออนไลน์ ให้ใช้สี่เหลี่ยมสีแดงและวงกลมสีเขียวแทน

ซอฟต์แวร์แก้ไขภาพบางตัวจะมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตรวจสอบการใช้งานในภาวะตาบอดสี

ในตระหนักด้วยว่า วิธีที่คุณใช้สีนั้นอาจถูกรับรู้ต่างกันในประเทศอื่นและวัฒนธรรมอื่น ตัวอย่างเช่น ในบางวัฒนธรรม สีแดงนั้นใช้เพื่อสื่อสารถึงอันตราย ขณะที่ในวัฒนธรรมอื่น สีแดงมีความหมายโดยนัยในทางบวก ทำให้แน่ใจว่าสีต่างๆ ในแอปของคุณส่งสารที่เหมาะสมกับงานออกไป”

สัญลักษณ์หรือรูปทรงที่ต่างกันอย่าง สี่เหลี่ยม วงกลม ที่ยกตัวอย่าง เป็นสิ่งที่ทั้งคนตาเห็นสีปกติและคนตาบอดสี เห็นเหมือนกันได้ ดังนั้นจึงควรนำมาประกอบ เพื่อทำให้สังเกตและแยกแยะชิ้นส่วน UI ได้ง่ายขึ้น

ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ที่ Understanding WCAG 2.0: Contrast และถ้าอยากทดลองว่าคนตาบอดสีเห็นสีอย่างไร มีซอฟต์แวร์จำลองให้ใช้ฟรีทั้งบน Windows และ Mac ชื่อว่า Color Oracle หรือถ้าจะลองกับหน้าเว็บไซต์แบบไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรในเครื่อง ไปที่เว็บ Colorblind Web Page Filter

สรุป/ตัดจบ

  • พิจารณา ประโยชน์ใช้สอย+ความปลอดภัย ว่าเหมาะสมไหมที่จะปรับสีของทั้งเว็บไซต์ (ด้วยการแทรกโค้ดที่ยังไม่ได้ทดสอบผลกระทบ) หรือจะใช้วิธีอื่นแทน (เช่น ปรับสีเฉพาะโลโก้ หรือขึ้นแบนเนอร์เอา)
  • การบังคับปรับสีด้วยโค้ดลัดแบบ “หว่านแห” อาจทำได้หากเป็นการทำเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ควรตรวจสอบตามหลังด้วย เพื่อซ่อมปัญหาที่น่าจะเกิดตามมาแน่ (โดยเฉพาะเรื่อง contrast) และหากทำได้ก็ควรเปลี่ยนไปใช้โค้ดที่เฉพาะเจาะจง ปรับสีเฉพาะจุด เลือกปรับสีด้วยมือจะดีกว่า
  • การใช้สีให้คำนึงถึงการใช้งาน
    • แผนภูมิ แผนภาพ แผนที่ หรือภาพถ่าย ที่สีมีความสำคัญ ให้พิจารณาคงสีเดิมไว้ หรือปรับลดสีลงให้ยังอยู่ในระดับที่ยังแยกแยะและใช้ประโยชน์จากภาพได้
    • ตัวอักษร ให้มี contrast ที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับพื้นหลัง contrast ratio ที่แนะนำคือ 4.5:1 ขึ้นไป (สำหรับตัวอักษรขนาดเล็ก) และ 3:1 ขึ้นไป สำหรับตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) – ลองดูตัวอย่างคู่สีโทนขาวดำ ที่คุณ Fufu Dogu ทำมา และดูตัวอย่างคู่สีอื่นๆ เพิ่มเติมที่ Color Contrast for Better Readability
    • ปุ่ม ป้ายแจ้งเตือน UI อื่นๆ ให้ตรวจสอบว่า หลังจากปรับสี ยังสามารถแยกแยะปุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะคำถามที่ให้ผู้ใช้เลือก 2 ทาง หากแยกลำบากให้เพิ่ม visual element เช่นสัญลักษณ์ต่างๆ เข้าไปเป็นตัวช่วย
  • ถ้าทำได้ ควรมีโหมดปกติให้ผู้ใช้สลับกลับมาได้ด้วย (เช่นที่เว็บไซต์ Jeban.com ทำ)
  • หากมีเวลา ลอง(ขอเวลาจากบอส)ศึกษา Web Content Accessibility Guidelines เพื่อการทำเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

ขอให้ทุกคนผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน ใช้โอกาสนี้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างนี้และหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเห็นสีเหมือนกันหรือไม่ก็ตาม

 

(“โลกของเราขาวไม่เท่ากัน” เป็นชื่อหนังสือที่ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขียนร่วมกัน – สำนักพิมพ์ openbooks)

Remixing: Network, People, and Rendez-Vous

“Houston, we’ve had a problem.”

อินเทอร์เน็ต วิกิพีเดีย และยูทูบ ก็ทำให้เรารู้อะไรใหม่ๆ เยอะแยะ ซึ่งก็ไม่รู้จะรู้ไปทำไม และมันก็สนุกดี (ในตอนนี้ ก่อนจะต้องวิ่งไปเคลียร์ดินที่พอกหาง)

ในอัลบั้ม “เพลงประกอบ” บอลโลก France 98 มีเพลงฮิตเพลงนึงที่เปิดบ่อยๆ ตอนนั้น คือ “Rendez-Vous 98” โดยสองศิลปิน Jean-Michel Jarre (ฝรั่งเศส) และ Apollo 440 (อังกฤษ) ประมาณว่าเป็นเพลงประจำทีมชาติฝรั่งเศสและอังกฤษ ในเพลงมีมิกซ์เพลงชาติฝรั่งเศสเข้าไปด้วย (ที่เลวทรามมากคือ เพลงของสกอตแลนด์ โดย Del Amitri นั้นชื่อว่า “Don’t come home to soon”)

Rendez-Vous 98 เป็นรีมิกซ์ของ Fourth Rendez-Vous แทร็คที่สี่ในอัลบั้ม Rendez-Vous โดย Jean-Michel Jarre ซึ่งมีทั้งหมดหกแทร็ค ชื่อเพลงก็ไล่ไปเรื่อย First, Second, … Fifth, และแทร็กสุดท้ายชื่อว่า Last Rendez-Vous (Ron’s Piece)

ทำไมต้อง Ron’s Piece?

rendezvous นั้นหมายถึงการพบกัน last rendezvous ก็คือการพบกันครั้งสุดท้าย

เดิมทีแทร็คสุดท้ายนั้นจะใช้เสียงแซ็กโซโฟนที่นักบินอวกาศ Ron McNair จะเล่นในกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ แต่ไม่ทันจะไปถึงอวกาศยานก็ระเบิดตูมเสียก่อน เมื่อ 28 มกราคม 1986

“In space no one can hear you scream.”

นอกจากหาคนมาเล่นในอัลบั้มนั้นแทนแล้ว ที่วางไว้ว่า เดือนเมษาจะจัดคอนเสิร์ตที่ Houston เมืองที่เป็นฐานปล่อยกระสวยอวกาศ และจะให้ Ron เล่นสดๆ ส่งสัญญาณมาที่โลก ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน หาคนอื่นมาเล่น และตัวคอนเสิร์ตเองก็กลายเป็นการร่วมรำลึกให้กับเหล่านักบิน

ตัวเลขประมาณการของคนมาร่วมคอนเสิร์ตนี้ อยู่ที่ 1-1.5 ล้านคน กินเนสบุ๊กบันทึกไว้ตอนนั้นว่าเป็นคอนเสิร์ตร็อคกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Rendezvous with Rama เป็นชื่อนิยายวิทยาศาสตร์เล่มสำคัญของ Arthur C. Clarke ที่ได้ทั้งรางวัลฮิวโกและรางวัลเนบิวลา

ทั้ง Ron และ Clarke เป็นเพื่อนสนิทของ Jarre

1 มกราคม 2001 วันแรกของสหัสวรรษใหม่ Jarre และศิลปินญี่ปุ่น Tetsuya “TK” Komuro ทำโปรเจกต์ร่วมกันในชื่อ The Vizitors จัดคอนเสิร์ต Rendez-Vous In Space ที่โอกินาวา มีวีดิโอของ Arthur C. Clarke ที่ Jarre ไปอัดมาจากศรีลังกา เปิดฉายตอนต้นของคอนเสิร์ต ซึ่งใช้เพลงธีมจากหนัง 2001: A Space Odyssey ซึ่ง Clarke บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเพลงของ Jarre

“Houston, we’ve had a problem.” เป็นประโยคจากยาน Apollo 13 ตอนที่ยานกำลังพบกับวิกฤต เซอร์วิสโมดูลใช้การไม่ได้หลังแทงก์ออกซิเจนระเบิด แต่ชะตากรรมของนักบินต่างไปจากแชเลนเจอร์ พวกเขายังหาทางกลับบ้านมาพบคนรักได้

rendezvous นั้นหมายถึงการพบกัน การเอา Jarre และ Apollo 440 มาร่วมทำเพลง Rendez-Vous ใหม่ในปี 1998 นั้นลงตัวอย่างตั้งใจ-แม้ไม่อยากให้เกิด

อัลบั้ม Rendez-Vous นั้นออกในปี 1986 ปีเดียวกับที่แชเลนเจอร์ระเบิด และเป็นปีที่มีบอลโลกที่เม็กซิโก ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งทีมชาติฝรั่งเศสและทีมชาติอังกฤษได้ไปบอลโลกพร้อมกัน และ 1998 ที่ฝรั่งเศสนี่แหละ ที่ทั้งสองทีมได้มาพบกันอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เจอกันในสนามก็ตาม

Jarre อาจจะอยากให้ Rendez-Vous 98 พาเหล่านักบินกลับโลกอีกครั้งก็ได้

….

ขอบคุณอินเทอร์เน็ต ทำให้เรามีโอกาสได้พบข้อมูลอะไรก็ไม่รู้มากมาย celebrating celebrating rendezvous rendezvous

โพสต์เรื่องนี้เพราะวันนี้กรุ๊ป GodungMusic ชวนกันแชร์เพลง “ทำใหม่” ที่ชอบ ไปโพสต์ไปลองฟังกันได้ครับ

#CAMRA องค์กรเพื่อ #สิทธินักดื่ม

Campaign for Real Ale (CAMRA) logo

กินเหล้ากันได้จริงจังมากครับ

Campaign for Real Ale (CAMRA) หรือ “กลุ่มรณรงค์เพื่อเอลของแท้” เป็นองค์กรผู้บริโภคที่โปรโมตเรื่อง เอลของแท้ ไซเดอร์ของแท้ ผับบริติชแบบดั้งเดิม และสิทธิของนักดื่ม เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทำประเด็นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นสมาชิกก่อตั้งของสหภาพผู้บริโภคเบียร์แห่งยุโรป (European Beer Consumers’ Union – EBCU)

เอลนี่คือเบียร์ชนิดหนึ่ง ส่วนไซเดอร์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำผลไม้หมัก โดยมากจะเป็นน้ำแอปเปิล

จุดประสงค์ของ CAMRA นั้นเพื่อ

  1. คุ้มครองและพัฒนาสิทธิผู้บริโภค
  2. ส่งเสริมคุณภาพ ตัวเลือก และความคุ้มค่า
  3. สนับสนุนผับในฐานะศูนย์รวมของชีวิตชุมชน
  4. รณรงค์เพื่อให้คนเห็นคุณค่าของเบียร์ ไซเดอร์ และแพรี่* แบบดั้งเดิม ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีของชาติ
  5. ผลักดันการปรับปรุงร้านขายเบียร์ทุกแห่ง ตลอดจนทั่วทั้งอุคสาหกรรมผลิตเบียร์

(* perry เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำลูกแพร์หมัก บางทีก็เรียกว่า pear cider – แต่ CAMRA ไม่ยอมให้เรียกแบบนั้นนะครับ)

ทุกปี CAMRA จะจัดพิมพ์หนังสือแนะนำผับและโรงเบียร์ Good Beer Guide และยังมี Good Cider Guide และ Good Bottled Beer Guide เป็นรายสะดวก

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนเทศกาลเบียร์และไซเดอร์ทั่วประเทศ และจัดงาน Great British Beer Festival เป็นประจำทุกปี ที่ Earl’s Court (แถวนั้นผับดีๆ เยอะมาก / ไม่นับผับไทยนะ / ไม่ใช่ว่าผับไทยไม่ดี แต่มันคนละอย่างอ่ะ / วงเล็บมรึงยาวแซบซ้อนแมรก)

แล้วก็มีมอบรางวัล National Pub of the Year โดยกระบวนการตัดสินในรอบแรกจะให้สมาชิกในแต่ละสาขาโหวตผับที่ชอบมาก่อน แล้วผับที่ชนะโหวตก็จะเข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค ซึ่งจะมีกรรมการแวะไปนั่งกิน แล้วก็เลือกผับที่คิดว่าดีที่สุด มีรางวัล Pub Design Awards (จัดร่วมกับ English Heritage และ The Victorian Society) และรางวัล Champion Beer of Britain

ในทางหนึ่ง CAMRA ก็เรียกร้องสิทธิของนักดื่ม ที่จะได้เบียร์ดีๆ ผับดีๆ รวมไปถึงการยอมรับจากสังคมว่า การดื่มก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนะเว้ย ไม่ใช่เรื่องบาปหนาสาหัส และโดยตัวการดื่มเองก็ไม่ใช่ปัญหาสังคม ในอีกทางหนึ่งองค์กรอย่าง CAMRA ก็ช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ที่ผลิตของมีคุณภาพ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด ผ่านการส่งเสริม งานเทศกาล และการให้รางวัล ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะเป็นผลดีกับทั้งอุตสาหกรรมภาพรวมและกับผู้บริโภคเองด้วย

#สิทธินักดื่ม สุดๆ ครับ

แต่อะไรแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเรายากครับ เพราะกฎหมายยังไม่อนุญาตให้มีบริเวอรีขนาดเล็ก คือสุราแช่อะไรทำได้หมด แต่ถ้าเป็นเบียร์นี่ต้องทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป และผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี ก็เลยมีแต่สิงห์ ช้าง ไฮเนเก้น หรือโรงเบียร์ขนาดใหญ่อย่างตะวันแดง

ที่ตลกคือ ตอนนี้ตลาดเบียร์จากไมโครบริเวอรีในเขตเมืองเขตนักท่องเที่ยวโตขึ้นมาก มีการนำเข้าเบียร์จากไมโครบริเวอรีเล็กๆ ในเบลเยียม นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นมาขายในเมืองไทย บางล็อตนี่ทำแบบน้อยมากๆ จากบริเวอรีแบบกิจการครอบครัว ซึ่งหลายอันถ้ามาทำในเมืองไทยก็คงทำไม่ได้ แต่เรานำเข้าของพวกนี้ได้ :p กิจการที่โตในเมืองไทย ก็เลยเป็นกิจการนำเข้าเบียร์พวกนี้ครับ บริโภคอย่างเดียว ผลิตไม่ได้

เลยนึกถึงที่ กานดา นาคน้อย เขียนไว้เรื่องนี้ (เปิดเสรี “ข้าว เหล้า ไวน์” ก้าวให้พ้นจำนำข้าว) ว่าตลาดข้าวไทยจะพัฒนากว่านี้ ถ้าเปิดโอกาสให้ชุมชนแปรรูปข้าวเป็นเครื่องดื่มได้หลากหลาย รองรับตลาดภายในประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสตลาดต่างประเทศ

ตะกี้นึกได้อีกเรื่อง ว่าเราควรจะมีงานวิจัยเรื่อง ร้านเหล้าต๊อกในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้มีวัฒนธรรม public house ร้านเหล้าต๊อก ร้านน้ำชา ร้านของชำปากซอย อะไรพวกนี้น่าจะเข้ากะบริบทสังคมไทยมากกว่า

หลายเรื่องปนๆ กันครับ โพสต์นี้

ข้อมูล CAMRA จากวิกิพีเดีย โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’  6 ก.ค. 2556

Techno Generation Anthem (Who is the Queen?)

“ผมว่ามันถึงเวลาแล้วน่ะ ที่จะมีเพลงชาติใหม่ คุณนึกออกมั๊ย
เพลงที่ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวผม

♫ ผมพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจคนทุกๆ คน
ก็เป็นเป้าหมายที่ดูจะมากไปหน่อย

มองไปที่คนทุกคน
พยายามจะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ผมก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
มันยากนะจะเป็นคนคูลๆ เนี่ย

รุ่นของพวกเรานี่
แปลกแยกแตกต่าง
เรามีชีวิตกันรึเปล่า

เหตุฉุกเฉินเทคโนโลยี
ความจริงเสมือน
เราไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วหรือไง

ราชินีนี่ใครนะ?”

“I think it’s time for new national anthem, you know?
One that I can related myself to.

♫ I’m trying to be myself.
Understand everyone.
It’s a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It’s hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We’re running out of new ideas?

Who is the Queen?”

(a song from “Human Traffic” – parody of “God Save the Queen”, British national anthem, sing it that way)

[a repost+expanded from a post in 2004]

ครุฑ สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ

15

ครุฑมีเสรีภาพในการจะบินไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ถ้าพระนารายณ์อยากจะไปไหนมาไหนมั่ง ครุฑต้องแบกพระนารายณ์ไปน่ะครับ

ก็เหมาะกับการเป็นสัญลักษณ์แทน “เสรีภาพ” แบบไทยๆ นะครับ เราทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกเรื่อง ขอให้รามาอยู่เหนือหัวก็พอ

อแดปเตอร์แมค

“กูเดินวนไปวนมาหาที่นั่งใน TCDC ไอ้พวกใช้แมคนี่มันเป็นอะไร ปลั๊กแม่งมีสองเต้าเสียบ มึงก็ต้องเสียบแบบให้อแดปเตอร์มึงบังไอ้รูที่มึงไม่ได้เสียบไปด้วย กูเดินสามที่เจอสามที่ หันอแดปเตอร์ไปอีกข้างแล้วพ่อมึงจะตายรึไงวะ”

มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าว