เอกสาร ม.409 สัมมนาทางมานุษยวิทยา 2/2559

ทำเอกสารประกอบวิชาสัมมนาเทอมนี้ จะอัปโหลดรายการบรรณานุกรมที่ WordPress.com มันไม่ให้ (.rdf .xml .zip .txt ไม่ได้สักกะอัน) เลยต้องมาฝากไว้ในบล็อกตัวเอง

TU AN409 2/2559 Bibliography

โลกของเราขาวไม่เท่ากัน: ข้อคำนึงเพื่อเว็บขาวดำแต่พอดี

ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากโศกเศร้า การแสดงออกนั้นมีได้หลากหลาย ผู้ดูแลเว็บไซต์และบัญชีสื่อสังคมจำนวนหนึ่งเลือกที่จะแสดงผลหน้าเว็บทั้งหมดเป็นขาวดำ (จริงๆ คือเทาไล่ระดับ หรือ grayscale แต่ก็เรียกกันติดปากว่า “ขาวดำ” อ่ะนะ) หรือสีโทนหม่นๆ หน่อย (ด้วยการปรับ saturate)

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้งานหรือเกิดความผิดพลาดระหว่างใช้งาน โพสต์นี้ผมรวมเอาข้อแนะนำจากหลายๆ คนที่เจอบนเฟซบุ๊กมารวมเอาไว้ ขอขอบคุณคุณ @Nutn0nFufu Dogu, และ Kasiti Panthanom ด้วยครับ

ในช่วงแรกจะพูดถึงข้อควรระวังพื้นฐาน วิธีเฉพาะหน้าเพื่อทำสีโทนขาวดำ จากนั้นจะพูดถึงปัญหา ทางแก้ไขระยะยาว โดยอ้างอิงส่วนหนึ่งจาก Web Content Accessibility Guidelines ของ W3C และ human interface guidelines ของแอปเปิล

ปรับสี ให้คำนึงถึงการใช้งานด้วย

สิ่งแรกสุดเลยสำหรับการปรับโทนสี คือการพิจารณาว่าลักษณะการใช้งานของเว็บไซต์นั้น เหมาะสมกับสีโทนขาวดำหรือสีที่ผิดไปจากปกติหรือไม่

สีเบเยอร์

เลือกสี iPhone

ถัดมาคือพิจารณาว่า การปรับเปลี่ยนแก้ไขหน้าเว็บ จะทำให้การทำงานของบริการนั้นผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่

สำหรับเว็บไซต์ที่

  • สีสำคัญต่อการให้บริการ เช่น เว็บไซต์ขายสินค้าที่ต้องแสดงตัวอย่างสินค้าในสีต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้สีอย่างที่ต้องการไม่สั่งผิดสี หรือแผนที่บอกสภาพการจราจร
  • การปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ทำได้ยาก เพราะอาจกระทบหลายส่วน หรือจำเป็นต้องทดสอบอีกมากหากมีการเปลี่ยนแปลง UI เพื่อความถูกต้องในการใช้งานและความปลอดภัย เช่น เว็บไซต์ธนาคาร หน้าจอยืนยันการชำระเงิน

ไม่ควรปรับสี “ทั้งเว็บไซต์” ให้เป็นขาวดำ แต่ให้พิจารณาปรับเฉพาะจุด และอาจพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ปรับเฉพาะภาพโลโก้เป็นขาวดำ แสดงแบนเนอร์ด้านบนของทุกหน้า แสดงภาพใหญ่ในหน้าแรกหน้าเดียว หรือทำเป็น landing page แยกออกมาต่างหากก่อนเข้าหน้าเว็บหลัก (ไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่สำหรับ landing page)

วิธีเฉพาะหน้า

ก่อนอื่นขอพูดถึง 2 เทคนิคที่ขณะนี้หลายเว็บไซต์ใช้อยู่ก่อน คือการใช้ CSS filter (ทั้ง grayscale() และ saturate()) กับการใช้ JavaScript แบบ “หว่านแห” ครอบจักรวาล เพื่อเปลี่ยนสี “ทั้งเว็บไซต์”

  • ข้อดี: ทำง่าย ใช้โค้ดสั้นๆ แต่ให้ผลได้ทั้งหน้าเว็บหรือทั้งเว็บไซต์
  • ข้อเสีย: อาจกระทบกับประสิทธิภาพ และความถูกต้องในการใช้งาน

พูดถึงข้อเสียหรือปัญหาแรกก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีร่วมกันของทั้ง JavaScript และ CSS filter แบบครอบจักรวาล ปัญหานี้เกิดจากการที่ตัวเว็บเบราว์เซอร์ต้องประมวลผลเพิ่มขึ้น คือดาวน์โหลดรูปสีเสร็จและแสดงผลส่วนต่างๆ ของเว็บเสร็จไม่พอ ยังต้องแปลงทุกการแสดงผลให้เป็นขาวดำอีกทีด้วย ส่งผลให้เบราว์เซอร์อาจจะหน่วงๆ โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่แรงนักอย่างพวกเน็ตบุ๊ก หรือยังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่าอยู่

แม้เบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ หน่อยปรับปรุงประสิทธิภาพของ filter grayscale() และ filter saturate() ให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ถ้าใช้ทั้งหน้ากับทุก element ก็อาจจะหน่วงบ้าง

จริงๆ แล้วในเรื่องนี้นั้น CSS filter ก็ยังทำงานได้เร็วกว่า JavaScript แต่สาเหตุที่บางคนเลือกใช้ JavaScript (เช่น grayscale.js) ก็เพราะตัว Internet Explorer ยังรองรับ CSS filter ได้ไม่เต็มที่

ซึ่งก็มาถึงปัญหาที่สอง คือ CSS filter ในแต่ละเบราว์เซอร์นั้นทำงานแตกต่างกันอยู่บ้าง และอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

ตัวอย่าง CSS filter ที่ใช้กันมาก

[*|html|body|Element] {
    -webkit-filter: grayscale(100%);
    filter: grayscale(100%);
    filter: url('grayscale.svg#grayscale');
    filter: gray;
}

คุณ Fufu Dogu สรุปปัญหาที่พบบนเบราว์เซอร์ต่างๆ ไว้ดังนี้

  • Chrome – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง z-index จะคำนวณผิดไปจากเดิม
  • Safari – แสดงผลขาวดำได้ อาจมีหน่วงบ้างถ้าเว็บใหญ่
  • Firefox – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง position, z-index, ถ้าใช้ * เว็บหน้าเสียเลย
  • IE <= 9 แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง pseudo Element จะไม่ขาวดำ, IE 10-12 ใช้งานไม่ได้, IE 13-14 ใช้งานได้

z-index ในที่นี้คือเลขระบุตำแหน่ง “แกนลึก” หรือระดับชั้นของหน้าเว็บ นึกถึงว่าหน้าเว็บก็เหมือนกระดาษ และเราเอากระดาษมาซ้อนกันได้หลายๆ แผ่น วิธีระบุว่าเรากำลังพูดถึงกระดาษแผ่นไหนอยู่ ก็คือเลข z-index นั่นเอง (เลขยิ่งมากยิ่งอยู่บน, เลข 0 คือแผ่นหลังสุด) การอ้างอิง z-index ผิด จะทำให้อินเทอร์เฟซบางส่วนทำงานผิดพลาดได้ และส่งผลต่อการใช้งาน (เช่นโปรแกรมอาจจะสั่งให้เปลี่ยนการแสดงผลข้อความที่อยู่บนกระดาษแผ่นที่ 3 แต่พอใช้ filter ปุ๊บ โปรแกรมมันหากระดาษแผ่นที่ 3 ไม่เจอแล้ว ก็เลยเปลี่ยนข้อความไม่ได้)

ดังนั้นเว็บไซต์ไหนที่ซีเรียสกับความถูกต้องในการใช้งาน หลังแทรก CSS filter เข้าไป อย่าลืมทดสอบพวกการใช้งานหลักๆ ที่สำคัญๆ ด้วย ว่ายังใช้ได้ผลถูกต้องเหมือนเดิมไหม

สรุปคือ 2 วิธีนี้ ทำสะดวก ทำน้อยได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบกับประสิทธิภาพและความถูกต้องในการใช้งาน ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งาน “แก้ขัด” เฉพาะหน้าไปก่อน ในระหว่างแก้ไขแบบงานละเอียด

ปรับสีแบบงานละเอียด

“งานละเอียด” ที่ว่า มี 2 ระดับความละเอียด (ไม่มีหลักอะไร แบ่งเอาเองนี่แหละ)

แบบแรกคือ ใช้ CSS override ทำ stylesheet ขึ้นมาใหม่อีกชุด แล้วแก้ไข CSS เพื่อแสดงผลขาวดำเป็นจุดๆ ไป (ไม่ได้สั่งให้ทำแบบครอบจักรวาลทุกจุด) เช่น แก้เฉพาะตัว img หรือกำหนด class ขึ้นมาเฉพาะอันหนึ่งแล้ว element ไหนต้องการให้เป็นขาวดำก็เพิ่ม class ดังกล่าวเข้าไป จากนั้นก็ไปประกาศใช้หลัง stylesheet หลัก เพื่อให้ค่าต่างๆ ตัว stylesheet ที่ประกาศทีหลังนี้ ไปทับ (override) ค่าเดิมของตัว stylesheet หลัก

แบบสอง ละเอียดขึ้นไปอีก คือออกแบบธีมใหม่เลย โดยให้คำนึงถึงด้วยว่า เมื่อ UI ถูกลดสีลงแล้ว จะส่งผลต่อการใช้งานอย่างไรบ้าง ผู้ใช้จะยังแยกแยะปุ่มต่างๆ ข้อความเตือนต่างๆ ได้เหมือนเดิมหรือไม่ (ซึ่งตรงนี้มันปรับด้วย CSS อย่างเดียวไม่ได้) มี visual element หรือ visual cue อะไรที่จะเสริมการแยกแยะได้อีกบ้าง

ทั้งสองวิธีนี้จะทำให้เรากำหนดแบบเจาะจงได้ ว่าตรงไหนของหน้าเว็บที่จะเป็นขาวดำบ้าง เช่นให้ทั้งหน้าเป็นขาวดำ ยกเว้นตรงส่วนที่เป็นรูปข่าวหรือแผนที่

ท้องฟ้าเรียงเป็นชั้นสีคล้ายธงชาติไทย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกคู่สีที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ของเราได้ คู่ไหนที่ contrast พอดี ใช้แล้วไม่ปวดตา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อความสำหรับการอ่านควรใส่ใจให้มาก เพราะเป็นจุดที่สายตาของผู้ใช้จะอยู่กับมันมากที่สุด (อักษรสีขาวสว่างบนพื้นเทาแบบที่ Pantip.com ใช้อยู่นี่จะลายตามากสำหรับการอ่านข้อความยาวๆ)

W3C แนะนำไว้ใน Web Content Accessibility Guidelines (WCAG) ว่า contrast ratio ของสีตัวอักษรขนาดเล็กและพื้นหลังควรอยู่ที่อย่างน้อย 4.5:1 และตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) ควรมี contrast ratio ที่อย่างน้อย 3:1

ผู้ออกแบบเว็บไซต์จำเป็นต้องสื่อสารกับผู้ดูแลด้านเนื้อหาหรือกองบรรณาธิการ ว่าเนื้อหาส่วนใดหรือแบบไหนของเว็บไซต์ที่เป็นสาระสำคัญและจำเป็นต้องคงสีเอาไว้ เช่น แผนผัง แผนภูมิ กราฟ และแผนที่ เพื่อความชัวร์ นักออกแบบต้องปรึกษาฝ่ายเนื้อหา อย่าตัดสินใจเอง

ชิ้นไหนที่สีมีความสำคัญต่อความเข้าใจ อย่างแผนที่แสดงความหนาแน่นการจราจร (แดงรถติด เขียวรถไม่ติด) แผนที่ทางภูมิศาสตร์ (สีแสดงถึงความสูงจากระดับน้ำทะเล หรือแสดงว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นสิ่งปลูกสร้าง) กราฟ (แต่ละสีแทนงบประมาณแต่ละประเภท) เหล่านี้ ทางเพจและเว็บไซต์ ควรพิจารณายกเว้นให้แสดงเป็นสีเป็นชิ้นๆ ไป หรือออกแบบใหม่ให้สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องพึ่งสี

ทั้งหมดนี้ควรคำนึงถึงสาระที่ต้องการจะสื่อหรือประโยชน์ใช้สอย รวมถึงประโยชน์ของสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ

bw-map

bw-js100

แปลงรูปเป็นขาวดำทีละเยอะๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการแปลงรูปจำนวนมากให้เป็นขาวดำ บน Windows มีโปรแกรมฟรีอย่าง IrfanView และ XnView ช่วยได้ (สามารถปรับขนาด ตัดภาพ แปลงฟอร์แมต เปลี่ยนสีรูป เปลี่ยนชื่อรูป ได้ทีละเยอะๆ) ดูตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน batch processing จากคลิปนี้

สำหรับคนใช้ OS X (หรือ macOS .. ฮ่วย) และถนัด Automator (มากับโอเอสอยู่แล้ว) ลองทำ Workflow ตามรูปนี้ (กล่องล่างสุดคือ Apply ColorSync Profile: Gray Tone ถ้าไม่มี ใช้ Apply Quartz Composition Filter: Black and White แทนก็ได้ แต่มันจะออกแนวทำรูปเก่า ไม่ใช่ปรับสีเทาอย่างเดียว)

Convert to B&W Automator Workflow

เรียนรู้ร่วมกันเรื่องการใช้สีกับ UI

นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดี ที่คนทำเว็บ จะมาสนใจเรื่องสีและกลุ่มผู้ใช้ที่ตาแยกสีได้ต่างจากเราๆ ทั่วไป มาศึกษาการออกแบบที่ไม่พึ่งเฉพาะสีเท่านั้นในการแยกแยะชิ้นส่วนของอินเทอร์เฟซ

พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นโอกาสที่จะเราเข้าอกเข้าใจคนตาบอดสีได้มากขึ้น ผ่านประสบการณ์ใช้งานจริง พอเข้าใจแล้วจะได้ออกแบบ UI ที่รองรับกับคนทุกคน แม้หลังจากนี้เราจะกลับมาออกแบบเว็บที่มีสีสันหลากหลายได้ตามปกติ แต่หลักการออกแบบที่ยังคำนึงถึงคนตาบอดสีเราก็ไม่ลืม

ตัวอย่างคำแนะนำจากแอปเปิลในการใช้สีในอินเทอร์เฟซของ iOS:

Be aware of colorblindness and how different cultures perceive color. People see colors differently. Many colorblind people, for example, find it difficult to distinguish red from green (and either color from gray), or blue from orange. Avoid using these color combinations as the only way to distinguish between two states or values. For example, instead of using red and green circles to indicate offline and online, use a red square and a green circle. Some image-editing software includes tools that can help you proof for colorblindness. Also consider how your use of color might be perceived in other countries and cultures. In some cultures, for example, red is used to communicate danger. In others, red has positive connotations. Make sure the colors in your app send the appropriate message.

ถอดความได้ดังนี้

“ให้คำนึงถึงภาวะตาบอดสีและการที่สีถูกรับรู้ต่างกันในต่างวัฒนธรรม

ผู้คนเห็นสีแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอดสีจำนวนมากพบว่ามันยากจะที่จะแยกสีแดงออกจากสีเขียว (และแยกสีทั้งสองสีนั้นจากสีเทา) หรือแยกสีน้ำเงินออกจากสีส้ม ให้หลีกเลี่ยงการใช้สีดังกล่าวคู่กันในลักษณะที่มันจะเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะแยกแยะระหว่างสถานะ 2 สถานะหรือค่า 2 ค่า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้วงกลมสีแดงและวงกลมสีเขียวเพื่อบ่งบอกถึงสถานะออฟไลน์และออนไลน์ ให้ใช้สี่เหลี่ยมสีแดงและวงกลมสีเขียวแทน

ซอฟต์แวร์แก้ไขภาพบางตัวจะมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตรวจสอบการใช้งานในภาวะตาบอดสี

ในตระหนักด้วยว่า วิธีที่คุณใช้สีนั้นอาจถูกรับรู้ต่างกันในประเทศอื่นและวัฒนธรรมอื่น ตัวอย่างเช่น ในบางวัฒนธรรม สีแดงนั้นใช้เพื่อสื่อสารถึงอันตราย ขณะที่ในวัฒนธรรมอื่น สีแดงมีความหมายโดยนัยในทางบวก ทำให้แน่ใจว่าสีต่างๆ ในแอปของคุณส่งสารที่เหมาะสมกับงานออกไป”

สัญลักษณ์หรือรูปทรงที่ต่างกันอย่าง สี่เหลี่ยม วงกลม ที่ยกตัวอย่าง เป็นสิ่งที่ทั้งคนตาเห็นสีปกติและคนตาบอดสี เห็นเหมือนกันได้ ดังนั้นจึงควรนำมาประกอบ เพื่อทำให้สังเกตและแยกแยะชิ้นส่วน UI ได้ง่ายขึ้น

ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ที่ Understanding WCAG 2.0: Contrast และถ้าอยากทดลองว่าคนตาบอดสีเห็นสีอย่างไร มีซอฟต์แวร์จำลองให้ใช้ฟรีทั้งบน Windows และ Mac ชื่อว่า Color Oracle หรือถ้าจะลองกับหน้าเว็บไซต์แบบไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรในเครื่อง ไปที่เว็บ Colorblind Web Page Filter

สรุป/ตัดจบ

  • พิจารณา ประโยชน์ใช้สอย+ความปลอดภัย ว่าเหมาะสมไหมที่จะปรับสีของทั้งเว็บไซต์ (ด้วยการแทรกโค้ดที่ยังไม่ได้ทดสอบผลกระทบ) หรือจะใช้วิธีอื่นแทน (เช่น ปรับสีเฉพาะโลโก้ หรือขึ้นแบนเนอร์เอา)
  • การบังคับปรับสีด้วยโค้ดลัดแบบ “หว่านแห” อาจทำได้หากเป็นการทำเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ควรตรวจสอบตามหลังด้วย เพื่อซ่อมปัญหาที่น่าจะเกิดตามมาแน่ (โดยเฉพาะเรื่อง contrast) และหากทำได้ก็ควรเปลี่ยนไปใช้โค้ดที่เฉพาะเจาะจง ปรับสีเฉพาะจุด เลือกปรับสีด้วยมือจะดีกว่า
  • การใช้สีให้คำนึงถึงการใช้งาน
    • แผนภูมิ แผนภาพ แผนที่ หรือภาพถ่าย ที่สีมีความสำคัญ ให้พิจารณาคงสีเดิมไว้ หรือปรับลดสีลงให้ยังอยู่ในระดับที่ยังแยกแยะและใช้ประโยชน์จากภาพได้
    • ตัวอักษร ให้มี contrast ที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับพื้นหลัง contrast ratio ที่แนะนำคือ 4.5:1 ขึ้นไป (สำหรับตัวอักษรขนาดเล็ก) และ 3:1 ขึ้นไป สำหรับตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) – ลองดูตัวอย่างคู่สีโทนขาวดำ ที่คุณ Fufu Dogu ทำมา และดูตัวอย่างคู่สีอื่นๆ เพิ่มเติมที่ Color Contrast for Better Readability
    • ปุ่ม ป้ายแจ้งเตือน UI อื่นๆ ให้ตรวจสอบว่า หลังจากปรับสี ยังสามารถแยกแยะปุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะคำถามที่ให้ผู้ใช้เลือก 2 ทาง หากแยกลำบากให้เพิ่ม visual element เช่นสัญลักษณ์ต่างๆ เข้าไปเป็นตัวช่วย
  • ถ้าทำได้ ควรมีโหมดปกติให้ผู้ใช้สลับกลับมาได้ด้วย (เช่นที่เว็บไซต์ Jeban.com ทำ)
  • หากมีเวลา ลอง(ขอเวลาจากบอส)ศึกษา Web Content Accessibility Guidelines เพื่อการทำเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

ขอให้ทุกคนผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน ใช้โอกาสนี้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างนี้และหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเห็นสีเหมือนกันหรือไม่ก็ตาม

 

(“โลกของเราขาวไม่เท่ากัน” เป็นชื่อหนังสือที่ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขียนร่วมกัน – สำนักพิมพ์ openbooks)

Remixing: Network, People, and Rendez-Vous

“Houston, we’ve had a problem.”

อินเทอร์เน็ต วิกิพีเดีย และยูทูบ ก็ทำให้เรารู้อะไรใหม่ๆ เยอะแยะ ซึ่งก็ไม่รู้จะรู้ไปทำไม และมันก็สนุกดี (ในตอนนี้ ก่อนจะต้องวิ่งไปเคลียร์ดินที่พอกหาง)

ในอัลบั้ม “เพลงประกอบ” บอลโลก France 98 มีเพลงฮิตเพลงนึงที่เปิดบ่อยๆ ตอนนั้น คือ “Rendez-Vous 98” โดยสองศิลปิน Jean-Michel Jarre (ฝรั่งเศส) และ Apollo 440 (อังกฤษ) ประมาณว่าเป็นเพลงประจำทีมชาติฝรั่งเศสและอังกฤษ ในเพลงมีมิกซ์เพลงชาติฝรั่งเศสเข้าไปด้วย (ที่เลวทรามมากคือ เพลงของสกอตแลนด์ โดย Del Amitri นั้นชื่อว่า “Don’t come home to soon”)

Rendez-Vous 98 เป็นรีมิกซ์ของ Fourth Rendez-Vous แทร็คที่สี่ในอัลบั้ม Rendez-Vous โดย Jean-Michel Jarre ซึ่งมีทั้งหมดหกแทร็ค ชื่อเพลงก็ไล่ไปเรื่อย First, Second, … Fifth, และแทร็กสุดท้ายชื่อว่า Last Rendez-Vous (Ron’s Piece)

ทำไมต้อง Ron’s Piece?

rendezvous นั้นหมายถึงการพบกัน last rendezvous ก็คือการพบกันครั้งสุดท้าย

เดิมทีแทร็คสุดท้ายนั้นจะใช้เสียงแซ็กโซโฟนที่นักบินอวกาศ Ron McNair จะเล่นในกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ แต่ไม่ทันจะไปถึงอวกาศยานก็ระเบิดตูมเสียก่อน เมื่อ 28 มกราคม 1986

“In space no one can hear you scream.”

นอกจากหาคนมาเล่นในอัลบั้มนั้นแทนแล้ว ที่วางไว้ว่า เดือนเมษาจะจัดคอนเสิร์ตที่ Houston เมืองที่เป็นฐานปล่อยกระสวยอวกาศ และจะให้ Ron เล่นสดๆ ส่งสัญญาณมาที่โลก ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน หาคนอื่นมาเล่น และตัวคอนเสิร์ตเองก็กลายเป็นการร่วมรำลึกให้กับเหล่านักบิน

ตัวเลขประมาณการของคนมาร่วมคอนเสิร์ตนี้ อยู่ที่ 1-1.5 ล้านคน กินเนสบุ๊กบันทึกไว้ตอนนั้นว่าเป็นคอนเสิร์ตร็อคกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Rendezvous with Rama เป็นชื่อนิยายวิทยาศาสตร์เล่มสำคัญของ Arthur C. Clarke ที่ได้ทั้งรางวัลฮิวโกและรางวัลเนบิวลา

ทั้ง Ron และ Clarke เป็นเพื่อนสนิทของ Jarre

1 มกราคม 2001 วันแรกของสหัสวรรษใหม่ Jarre และศิลปินญี่ปุ่น Tetsuya “TK” Komuro ทำโปรเจกต์ร่วมกันในชื่อ The Vizitors จัดคอนเสิร์ต Rendez-Vous In Space ที่โอกินาวา มีวีดิโอของ Arthur C. Clarke ที่ Jarre ไปอัดมาจากศรีลังกา เปิดฉายตอนต้นของคอนเสิร์ต ซึ่งใช้เพลงธีมจากหนัง 2001: A Space Odyssey ซึ่ง Clarke บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเพลงของ Jarre

“Houston, we’ve had a problem.” เป็นประโยคจากยาน Apollo 13 ตอนที่ยานกำลังพบกับวิกฤต เซอร์วิสโมดูลใช้การไม่ได้หลังแทงก์ออกซิเจนระเบิด แต่ชะตากรรมของนักบินต่างไปจากแชเลนเจอร์ พวกเขายังหาทางกลับบ้านมาพบคนรักได้

rendezvous นั้นหมายถึงการพบกัน การเอา Jarre และ Apollo 440 มาร่วมทำเพลง Rendez-Vous ใหม่ในปี 1998 นั้นลงตัวอย่างตั้งใจ-แม้ไม่อยากให้เกิด

อัลบั้ม Rendez-Vous นั้นออกในปี 1986 ปีเดียวกับที่แชเลนเจอร์ระเบิด และเป็นปีที่มีบอลโลกที่เม็กซิโก ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งทีมชาติฝรั่งเศสและทีมชาติอังกฤษได้ไปบอลโลกพร้อมกัน และ 1998 ที่ฝรั่งเศสนี่แหละ ที่ทั้งสองทีมได้มาพบกันอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เจอกันในสนามก็ตาม

Jarre อาจจะอยากให้ Rendez-Vous 98 พาเหล่านักบินกลับโลกอีกครั้งก็ได้

….

ขอบคุณอินเทอร์เน็ต ทำให้เรามีโอกาสได้พบข้อมูลอะไรก็ไม่รู้มากมาย celebrating celebrating rendezvous rendezvous

โพสต์เรื่องนี้เพราะวันนี้กรุ๊ป GodungMusic ชวนกันแชร์เพลง “ทำใหม่” ที่ชอบ ไปโพสต์ไปลองฟังกันได้ครับ

#CAMRA องค์กรเพื่อ #สิทธินักดื่ม

Campaign for Real Ale (CAMRA) logo

กินเหล้ากันได้จริงจังมากครับ

Campaign for Real Ale (CAMRA) หรือ “กลุ่มรณรงค์เพื่อเอลของแท้” เป็นองค์กรผู้บริโภคที่โปรโมตเรื่อง เอลของแท้ ไซเดอร์ของแท้ ผับบริติชแบบดั้งเดิม และสิทธิของนักดื่ม เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทำประเด็นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นสมาชิกก่อตั้งของสหภาพผู้บริโภคเบียร์แห่งยุโรป (European Beer Consumers’ Union – EBCU)

เอลนี่คือเบียร์ชนิดหนึ่ง ส่วนไซเดอร์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำผลไม้หมัก โดยมากจะเป็นน้ำแอปเปิล

จุดประสงค์ของ CAMRA นั้นเพื่อ

  1. คุ้มครองและพัฒนาสิทธิผู้บริโภค
  2. ส่งเสริมคุณภาพ ตัวเลือก และความคุ้มค่า
  3. สนับสนุนผับในฐานะศูนย์รวมของชีวิตชุมชน
  4. รณรงค์เพื่อให้คนเห็นคุณค่าของเบียร์ ไซเดอร์ และแพรี่* แบบดั้งเดิม ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีของชาติ
  5. ผลักดันการปรับปรุงร้านขายเบียร์ทุกแห่ง ตลอดจนทั่วทั้งอุคสาหกรรมผลิตเบียร์

(* perry เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำลูกแพร์หมัก บางทีก็เรียกว่า pear cider – แต่ CAMRA ไม่ยอมให้เรียกแบบนั้นนะครับ)

ทุกปี CAMRA จะจัดพิมพ์หนังสือแนะนำผับและโรงเบียร์ Good Beer Guide และยังมี Good Cider Guide และ Good Bottled Beer Guide เป็นรายสะดวก

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนเทศกาลเบียร์และไซเดอร์ทั่วประเทศ และจัดงาน Great British Beer Festival เป็นประจำทุกปี ที่ Earl’s Court (แถวนั้นผับดีๆ เยอะมาก / ไม่นับผับไทยนะ / ไม่ใช่ว่าผับไทยไม่ดี แต่มันคนละอย่างอ่ะ / วงเล็บมรึงยาวแซบซ้อนแมรก)

แล้วก็มีมอบรางวัล National Pub of the Year โดยกระบวนการตัดสินในรอบแรกจะให้สมาชิกในแต่ละสาขาโหวตผับที่ชอบมาก่อน แล้วผับที่ชนะโหวตก็จะเข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค ซึ่งจะมีกรรมการแวะไปนั่งกิน แล้วก็เลือกผับที่คิดว่าดีที่สุด มีรางวัล Pub Design Awards (จัดร่วมกับ English Heritage และ The Victorian Society) และรางวัล Champion Beer of Britain

ในทางหนึ่ง CAMRA ก็เรียกร้องสิทธิของนักดื่ม ที่จะได้เบียร์ดีๆ ผับดีๆ รวมไปถึงการยอมรับจากสังคมว่า การดื่มก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนะเว้ย ไม่ใช่เรื่องบาปหนาสาหัส และโดยตัวการดื่มเองก็ไม่ใช่ปัญหาสังคม ในอีกทางหนึ่งองค์กรอย่าง CAMRA ก็ช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ที่ผลิตของมีคุณภาพ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด ผ่านการส่งเสริม งานเทศกาล และการให้รางวัล ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะเป็นผลดีกับทั้งอุตสาหกรรมภาพรวมและกับผู้บริโภคเองด้วย

#สิทธินักดื่ม สุดๆ ครับ

แต่อะไรแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเรายากครับ เพราะกฎหมายยังไม่อนุญาตให้มีบริเวอรีขนาดเล็ก คือสุราแช่อะไรทำได้หมด แต่ถ้าเป็นเบียร์นี่ต้องทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป และผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี ก็เลยมีแต่สิงห์ ช้าง ไฮเนเก้น หรือโรงเบียร์ขนาดใหญ่อย่างตะวันแดง

ที่ตลกคือ ตอนนี้ตลาดเบียร์จากไมโครบริเวอรีในเขตเมืองเขตนักท่องเที่ยวโตขึ้นมาก มีการนำเข้าเบียร์จากไมโครบริเวอรีเล็กๆ ในเบลเยียม นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นมาขายในเมืองไทย บางล็อตนี่ทำแบบน้อยมากๆ จากบริเวอรีแบบกิจการครอบครัว ซึ่งหลายอันถ้ามาทำในเมืองไทยก็คงทำไม่ได้ แต่เรานำเข้าของพวกนี้ได้ :p กิจการที่โตในเมืองไทย ก็เลยเป็นกิจการนำเข้าเบียร์พวกนี้ครับ บริโภคอย่างเดียว ผลิตไม่ได้

เลยนึกถึงที่ กานดา นาคน้อย เขียนไว้เรื่องนี้ (เปิดเสรี “ข้าว เหล้า ไวน์” ก้าวให้พ้นจำนำข้าว) ว่าตลาดข้าวไทยจะพัฒนากว่านี้ ถ้าเปิดโอกาสให้ชุมชนแปรรูปข้าวเป็นเครื่องดื่มได้หลากหลาย รองรับตลาดภายในประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสตลาดต่างประเทศ

ตะกี้นึกได้อีกเรื่อง ว่าเราควรจะมีงานวิจัยเรื่อง ร้านเหล้าต๊อกในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้มีวัฒนธรรม public house ร้านเหล้าต๊อก ร้านน้ำชา ร้านของชำปากซอย อะไรพวกนี้น่าจะเข้ากะบริบทสังคมไทยมากกว่า

หลายเรื่องปนๆ กันครับ โพสต์นี้

ข้อมูล CAMRA จากวิกิพีเดีย โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’  6 ก.ค. 2556

Techno Generation Anthem (Who is the Queen?)

“ผมว่ามันถึงเวลาแล้วน่ะ ที่จะมีเพลงชาติใหม่ คุณนึกออกมั๊ย
เพลงที่ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวผม

♫ ผมพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจคนทุกๆ คน
ก็เป็นเป้าหมายที่ดูจะมากไปหน่อย

มองไปที่คนทุกคน
พยายามจะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ผมก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
มันยากนะจะเป็นคนคูลๆ เนี่ย

รุ่นของพวกเรานี่
แปลกแยกแตกต่าง
เรามีชีวิตกันรึเปล่า

เหตุฉุกเฉินเทคโนโลยี
ความจริงเสมือน
เราไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วหรือไง

ราชินีนี่ใครนะ?”

“I think it’s time for new national anthem, you know?
One that I can related myself to.

♫ I’m trying to be myself.
Understand everyone.
It’s a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It’s hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We’re running out of new ideas?

Who is the Queen?”

(a song from “Human Traffic” – parody of “God Save the Queen”, British national anthem, sing it that way)

[a repost+expanded from a post in 2004]

ครุฑ สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ

15

ครุฑมีเสรีภาพในการจะบินไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ถ้าพระนารายณ์อยากจะไปไหนมาไหนมั่ง ครุฑต้องแบกพระนารายณ์ไปน่ะครับ

ก็เหมาะกับการเป็นสัญลักษณ์แทน “เสรีภาพ” แบบไทยๆ นะครับ เราทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกเรื่อง ขอให้รามาอยู่เหนือหัวก็พอ

อแดปเตอร์แมค

“กูเดินวนไปวนมาหาที่นั่งใน TCDC ไอ้พวกใช้แมคนี่มันเป็นอะไร ปลั๊กแม่งมีสองเต้าเสียบ มึงก็ต้องเสียบแบบให้อแดปเตอร์มึงบังไอ้รูที่มึงไม่ได้เสียบไปด้วย กูเดินสามที่เจอสามที่ หันอแดปเตอร์ไปอีกข้างแล้วพ่อมึงจะตายรึไงวะ”

มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าว

อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา

การบ้านเมื่อปี 2552 เอาเรื่องที่เรียนในวิชาสัมมนา 1 (มานุษยวิทยาภาษา) มาใช้ในวิชาสัมมนา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์)

@pittaya ถามถึงบทความนี้ เกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ เลยเอามาโพสต์ในบล็อกละกัน ด้านล่างเป็นส่วนแรกของบทความ บทความมีความยาวทั้งหมด 11 หน้า A4 — ดาวน์โหลด PDF | OpenDocument

—-

อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา:
การเลือกและการลืม วัตถุศึกษาและวิธีศึกษา ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ข้อเสนอเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม

รายงานชิ้นนี้1 เสนอการพิจารณาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) ต่าง ๆ ที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เห็นว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่อาจดูเหมือนเป็นวัตถุชิ้นเดียวชนิดเดียวนั้น สามารถเป็นวัตถุศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม แวดวง (habitus) หรือขอบเขตความรู้ (domain) ได้อย่างไร รวมถึงอุปลักษณ์แต่ละแบบซึ่งกำหนดวัตถุศึกษานั้น ได้ซ่อนหรือปกปิดประเด็นอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา และทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของอุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจหรือสร้างวัตถุศึกษาหนึ่ง ๆ ขึ้นมา2 รายงานชิ้นนี้เสนอว่า เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตนั้น ได้สร้างกรอบความเข้าใจต่อประเด็นอินเทอร์เน็ต และลักษณะทางการเมืองในการกำหนดความเข้าใจนี้ ได้ส่งผลต่อนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต.

พลังของอุปลักษณ์

ในบทนำของหนังสือ Remix ลอว์เรนซ์ เลซสิก นักวิชาการนิติศาสตร์ชาวสหรัฐ ได้พูดถึงข้อควรระวังของการใช้อุปลักษณ์ สงคราม กับความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. แม้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา แต่ข้อสังเกตถึงการยอมรับอุปลักษณ์บางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การวางนโยบายสาธารณะ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ก็น่าสนใจอย่างมาก. เขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัศนคติต่อ “สงคราม” ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมเยอรมัน. ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามมีความหมายแง่ลบสำหรับคนเยอรมัน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้จากประสบการณ์เลวร้ายของพวกเขาในประวัติศาสตร์, สงครามนั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายแง่ลบเสมอไปสำหรับคนอเมริกัน. เลซสิกอธิบายว่าไม่ใช่ว่าคนอเมริกันนั้นชอบสงคราม แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา สงครามไม่ได้นำมาเฉพาะความสูญเสีย ในบางครั้งพวกเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างไปกับสงคราม เพื่อจำกัดสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น. ด้วยประสบการณ์โรแมนติกเช่นนี้นี่เอง ที่อนุญาตให้อุปลักษณ์ สงคราม ถูกใช้ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. อเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด กับความยากจน กับการก่อการร้าย กับการเหยียดผิว กับโรคร้ายต่าง ๆ ไปจนถึงกับจดหมายขยะ (Lessig 2008: xiii-xiv).

แต่ก็เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์ สงคราม ก็มี สิ่งทอดตาม (entailments) อันเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งทอดตามนี้ได้กรอบและผลักดันนโยบายทางสังคม. เลซสิกอ้างถึงการอภิปรายโดย George Lakoff และ Mark Johnson ถึงปาฐกถา “moral equivalent of war” ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์:

มี “ศัตรู” ต่อ “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ทำให้มีความต้องการที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” “จัดระเบียบลำดับความสำคัญ” “สถาปนาสายการบังคับบัญชาใหม่” “ร่างยุทธศาสตร์ใหม่” “รวบรวมข่าวกรอง” “ระดมกำลัง” “บังคับการลงโทษ” “เรียกร้องให้เสียสละ” และอีกต่าง ๆ นานา. อุปลักษณ์ สงคราม ขับเน้นความจริงบางประการ และปิดบังความจริงที่เหลือ. อุปลักษณ์ไม่เพียงเป็นวิถีในการมองความจริง มันยังได้ออกใบอนุญาตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ. การยอมรับอุปลักษณ์ได้มอบฐานในทางเหตุผลให้กับการแทรกแซงบางอย่าง: มันมีศัตรูที่มีเจตนาร้ายจากต่างชาติภายนอก (วาดภาพโดยนักวาดการ์ตูนเป็นชาวอาหรับโพกหัว); เรี่ยวแรงพละกำลังที่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด; ประชาชนต้องยอมเสียสละ; ถ้าเรารับมือกับการคุกคามดังกล่าวไม่ได้ เราก็จะไม่รอดชีวิต.

เลซสิกชี้ว่าสิ่งทอดตามนั้นมาจากความหมายโดยนัยที่ชัดเจนของ “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด”: การต่อสู้ดังกล่าวจะดำเนินอย่างไม่มีข้อจำกัด มันเป็นการขี้ขลาดที่จะถามถึงสาเหตุ, การไม่เห็นพ้องกันเป็นการช่วยเหลือศัตรู เป็นดังการกบฎหรือใกล้เคียง, ชัยชนะคือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งหมายได้ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง, การประนีประนอมคือความพ่ายแพ้. ซึ่งโดยสรุปก็คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องสู้ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะชนะ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม. แม้สิ่งทอดตามเหล่านี้ จะเข้าใจได้ในสถานการณ์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจริง ๆ แต่สิ่งที่เลซสิกพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ มันอันตรายเพียงใดเมื่ออุปลักษณ์ สงคราม ได้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดไม่ใช่เดิมพัน.

อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์และสิ่งทอดตามเหล่านี้ไม่ได้ล่องลอยมาจากอากาศ แต่มาจากประสบการณ์ทางร่างกายของเราและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว. ในบทกล่าวตามของหนังสือ Metaphors We Live By, Lakoff และ Johnson (2003: 254-255) อธิบายว่า อุปลักษณ์เชิงซ้อน (complex metaphor) นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก อุปลักษณ์พื้นฐาน (primary metaphor) ซึ่งมีฐานอยู่บนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมันได้เชื่อมโยงประสบการณ์ทางความรู้สึก-การเคลื่อนไหวของเรา เข้ากับขอบเขตความรู้ในการตัดสินให้คุณค่าของเรา. Lakoff และ Johnson ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ความรัก คือ ความอบอุ่น (Affection Is Warmth) ว่ามาจากประสบการณ์เริ่มแรกของเรา ที่ความรักนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ทางร่างกายที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกกอด, หรืออุปลักษณ์ การเห็น คือ การรู้ (Seeing Is Knowing) ซึ่งสำหรับเด็กในตอนเริ่มแรกแล้ว “เห็น” มีความหมายตามอักษร คือเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์เท่านั้น. ต่อมาจึงมีสถานการณ์ที่การเห็นกับการรู้นั้นรวมเข้าด้วยกัน เช่น ในเวลาที่เด็กพูดว่า “เห็นพ่อเข้ามา” การเห็นและการรู้นั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน. จนหลังจากนั้นมันจึงชัดเจนว่ามีการใช้ “เห็น” ในเชิงอุปลักษณ์ เช่น “เห็นที่ฉันคิดไหม” ซึ่งเป็นเรื่องการรู้ ไม่ใช่การเห็นตามอักษร.

ไม่น่าแปลกใจถ้าผู้คนในต่างวัฒนธรรมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์และบริบทต่างกัน หรือแม้จะเป็นสถานการณ์และบริบทเดียวกัน แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งได้สร้างอุปลักษณ์พื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็ได้นำไปสู่การใช้อุปลักษณ์เชิงซ้อนสำหรับอินเทอร์เน็ตที่อาจต่างกันกันไปตามวัฒนธรรม และนั่นหมายถึงสิ่งทอดตามที่ต่างกันไปด้วย.

(จบส่วนแรก อ่านฉบับเต็ม [PDF])

—-

[1] รายงานวิชาสัมมนามานุษยวิทยา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) ภาคการศึกษา 2/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: ยุกติ มุกดาวิจิตร)

[2] อุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจวัตถุศึกษานี้ หากพิจารณาจากผู้ใช้ อาจพูดได้ว่ามีสองประเภท คือ 1) อุปลักษณ์ที่ใช้ทำความเข้าใจวัตถุศึกษาจากในวัฒนธรรม เป็นอุปลักษณ์ที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์รอบตัว ซึ่งรวมถึงวัตถุศึกษาด้วย (แม้ตัวเขาจะไม่ได้ถือว่ามันเป็นวัตถุศึกษา หรือแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตระหนักถึงการใช้อุปลักษณ์ก็ตาม); และ 2) อุปลักษณ์ที่สร้างวัตถุศึกษาขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์จากนอกวัฒนธรรม ในที่นี้คือนักวิชาการที่พยายามอธิบายวัตถุศึกษาด้วยอุปลักษณ์บางตัว ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์คนละตัวกับที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นใช้ ที่สุดอุปลักษณ์ดังกล่าวได้ขับเน้นประเด็นบางอย่างของสิ่งที่เขาตั้งใจจะศึกษาขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างให้หายไป พูดอีกอย่างคือ เขาได้สร้างวัตถุศึกษาใหม่ขึ้นมา โดยถอดเอาบางแง่มุมของวัตถุที่ตั้งใจจะศึกษาออกมา (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม). อย่างไรก็ตาม อุปลักษณ์ทั้งสองประเภทนี้โดยทฤษฎีอุปลักษณ์แล้วไม่ต่างกัน เพราะต่างก็พยายามจะเข้าใจขอบเขตความรู้ใหม่ด้วยการใช้มโนทัศน์จากขอบเขตความรู้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีว่าด้วยอุปลักษณ์.

สถาปัตยกรรม ความคิด คำ คน / เดินทางไปในที่

หนังสือสองเล่มชื่อคล้าย ๆ กัน เล่มแรกเก็บได้จากร้านหนังสือก็องดิด เมื่อปีที่แล้ว เล่มสองฉกมาจากร้านหนังสือใกล้ ๆ สตาร์บั๊คส์ นิมมาน เชียงใหม่ เมื่อไม่นานนี้

“คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” โดย ต้นข้าว ปาณินท์ (สำนักพิมพ์สมมติ, 2553) เล่มนี้อ่านจบแล้วรอบนึงแบบงง ๆ และอยากจะอ่านซ้ำอีก หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่จับได้ คือคอปเซปต์ของ Raum ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ เมื่อจะอ่านทฤษฎีพื้นที่สำนักเยอรมัน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ “space” ที่ว่าง ที่ไม่ว่าง ในฐานะนักเรียนมานุษยวิทยา ผมชอบคำว่า “คน” ในชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าโจทย์ของสถาปัตยกรรมคือ คุณจะเอาคนไปไว้ตรงไหน ผมไม่คิดว่าเราจะมีความสุขในเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถ ผมไม่ชอบสะพานลอย สะพานลอยคือวัตถุแห่งความชั่วร้าย มันคือตัวแทนของแนวคิดที่เอารถยนต์เป็นใหญ่

“คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” โดย ปิยลดา เทวกุล ทวีปรังษีพร (สำนักพิมพ์ลายเส้น, 2554) ยังไม่ได้อ่านเยอะนัก พลิกผ่าน ๆ แต่บทที่ว่าด้วยโพสต์โมเดิร์นนั้นน่าสนใจดี คืออยากอ่านเพิ่มเติม เพื่อจะได้เห็นว่า โพสต์โมเดิร์นในฐานะขบวนการและในฐานะโลกทัศน์ของยุคสมัย ในทางสถาปัตยกรรมแล้วมันยังไง

เมื่อตอนที่ “ดีไซน์+คัลเจอร์” เล่มแรก โดย ประชา สุวีรานนท์ (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2551) ออกมา ผมกรี๊ดหนังสือเล่มนี้มาก จำได้ว่าซื้ออยู่หลายเล่ม เอาไปฝากคนนั้นคนนี้ รวมถึงห้องสมุดที่คณะ คือปลื้มน่ะ อยากจะมีคนคุยเรื่องเดียวกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเดินข้าวสาร เห็นเสื้อยืดลายสวยดี สกรีนคำว่า “คนชั้นกลาง” เป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ (หลายคนคงเคยเห็นผมใส่) ก็ได้คุยกับคนขาย บอกว่าเป็นนักศึกษา เรียนสถาปัตย์อยู่บางมด มีวิศวะคนนึง ในกระเป๋าผมวันนั้นมี “ดีไซน์+คัลเจอร์” อยู่พอดี นึกขึ้นมาได้ ก็เลยเอามาเปิด ๆ ให้เขาดู เล่าเรื่องหนังสือ และคะยั้นคะยอให้น้องเขาไป

เมื่อปีที่แล้ว ไปลิทัวเนียกะฮังการี ก็พก “คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” ไปด้วย ช่วงเวลาที่เดินทาง ใกล้ไกล น่าจะเป็นช่วงที่ได้อ่านหนังสือเยอะที่สุดสำหรับผม ที่บูดาเปสต์พวกเราได้พบกับนักเรียนไทยนางหนึ่ง ที่ต้อนรับขับสู้แนะนำโน่นนี่กับพวกเราเป็นอย่างดี ก็นึกขึ้นมาได้อีกว่า อืม ตอนที่เราอยู่ไกลจากเมืองไทย ก็มีความรู้สึกว่าหนังสือภาษาไทยนี่มันเป็นของมีค่าว่ะ คือหาอ่านลำบาก (ไม่นับ “คู่สร้างคู่สม” ที่พบได้ในแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตเวียดนาม) ก็เลยฝากเอาหนังสือที่ว่าเล่มนั้น พร้อมกับ “วารสารอ่าน” ฉบับล่าสุด ให้กับเธอ (ตอนที่พก “อ่าน” ไปนั้น ก็คิดในใจอยู่แล้วว่า จะไม่เอากลับ จะฝากใครสักคนนี่แหละ)

เมื่อคืน ไปนั่งกินเบียร์แถวพระอาทิตย์ เนื่องในโอกาสอากาศเย็น เอา “คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” ไปอ่านด้วย ปกติร้านที่ไป คนจะไม่เยอะ เงียบ ๆ แต่สงสัยเพราะอากาศดี คนเต็มทุกโต๊ะเลย มีฝรั่งจากเฮมล็อกมาแจมด้วย ใส่สูทมาเต็มยศ พร้อมเด็กตัวเล็กตัวใหญ่สองคน โต๊ะตรงข้ามเป็นนักศึกษากลุ่มเบ้อเร่อ เฮฮา ได้คุยด้วย เป็นนักศึกษาสถาปัตย์ธรรมศาสตร์กับบางมด

กลับมาบ้าน หนังสือเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่นอีกแล้วล่ะ

ผมเป็นพวกเรี่ยราดนะ

(โพสต์ครั้งแรกในโน๊ตเฟซบุ๊ก 19 มี.ค. 2011)

พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา