อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา

การบ้านเมื่อปี 2552 เอาเรื่องที่เรียนในวิชาสัมมนา 1 (มานุษยวิทยาภาษา) มาใช้ในวิชาสัมมนา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) @pittaya ถามถึงบทความเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ชิ้นนี้ เลยเอามาโพสต์ในบล็อกละกัน ด้านล่างเป็นส่วนแรกของบทความซึ่งแก้ไขเล็กน้อยก่อนการเผยแพร่ในปี 2553

ส่วนบทความฉบับปรับปรุงใหม่ในปี 2559 และแก้ไขชื่อเป็น “อุปลักษณ์ในการศึกษาอินเทอร์เน็ต” เพื่อตีพิมพ์ใน วารสาร สื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ ของภาควิชาสื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความยาว 13 หน้า A4 — ดาวน์โหลดได้ตามลิงก์นี้ PDF | OpenDocument


อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา:
การเลือกและการลืม วัตถุศึกษาและวิธีศึกษา ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ข้อเสนอเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม

รายงานชิ้นนี้1 เสนอการพิจารณาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) ต่าง ๆ ที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เห็นว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่อาจดูเหมือนเป็นวัตถุชิ้นเดียวชนิดเดียวนั้น สามารถเป็นวัตถุศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม แวดวง (habitus) หรือขอบเขตความรู้ (domain) ได้อย่างไร รวมถึงอุปลักษณ์แต่ละแบบซึ่งกำหนดวัตถุศึกษานั้น ได้ซ่อนหรือปกปิดประเด็นอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา และทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของอุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจหรือสร้างวัตถุศึกษาหนึ่ง ๆ ขึ้นมา2 รายงานชิ้นนี้เสนอว่า เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตนั้น ได้สร้างกรอบความเข้าใจต่อประเด็นอินเทอร์เน็ต และลักษณะทางการเมืองในการกำหนดความเข้าใจนี้ ได้ส่งผลต่อนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต.

พลังของอุปลักษณ์

ในบทนำของหนังสือ Remix ลอว์เรนซ์ เลซสิก นักวิชาการนิติศาสตร์ชาวสหรัฐ ได้พูดถึงข้อควรระวังของการใช้อุปลักษณ์ สงคราม กับความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. แม้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา แต่ข้อสังเกตถึงการยอมรับอุปลักษณ์บางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การวางนโยบายสาธารณะ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ก็น่าสนใจอย่างมาก. เขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัศนคติต่อ “สงคราม” ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมเยอรมัน. ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามมีความหมายแง่ลบสำหรับคนเยอรมัน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้จากประสบการณ์เลวร้ายของพวกเขาในประวัติศาสตร์, สงครามนั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายแง่ลบเสมอไปสำหรับคนอเมริกัน. เลซสิกอธิบายว่าไม่ใช่ว่าคนอเมริกันนั้นชอบสงคราม แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา สงครามไม่ได้นำมาเฉพาะความสูญเสีย ในบางครั้งพวกเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างไปกับสงคราม เพื่อจำกัดสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น. ด้วยประสบการณ์โรแมนติกเช่นนี้นี่เอง ที่อนุญาตให้อุปลักษณ์ สงคราม ถูกใช้ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. อเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด กับความยากจน กับการก่อการร้าย กับการเหยียดผิว กับโรคร้ายต่าง ๆ ไปจนถึงกับจดหมายขยะ (Lessig 2008: xiii-xiv).

แต่ก็เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์ สงคราม ก็มี สิ่งทอดตาม (entailments) อันเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งทอดตามนี้ได้กรอบและผลักดันนโยบายทางสังคม. เลซสิกอ้างถึงการอภิปรายโดย George Lakoff และ Mark Johnson ถึงปาฐกถา “moral equivalent of war” ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์:

มี “ศัตรู” ต่อ “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ทำให้มีความต้องการที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” “จัดระเบียบลำดับความสำคัญ” “สถาปนาสายการบังคับบัญชาใหม่” “ร่างยุทธศาสตร์ใหม่” “รวบรวมข่าวกรอง” “ระดมกำลัง” “บังคับการลงโทษ” “เรียกร้องให้เสียสละ” และอีกต่าง ๆ นานา. อุปลักษณ์ สงคราม ขับเน้นความจริงบางประการ และปิดบังความจริงที่เหลือ. อุปลักษณ์ไม่เพียงเป็นวิถีในการมองความจริง มันยังได้ออกใบอนุญาตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ. การยอมรับอุปลักษณ์ได้มอบฐานในทางเหตุผลให้กับการแทรกแซงบางอย่าง: มันมีศัตรูที่มีเจตนาร้ายจากต่างชาติภายนอก (วาดภาพโดยนักวาดการ์ตูนเป็นชาวอาหรับโพกหัว); เรี่ยวแรงพละกำลังที่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด; ประชาชนต้องยอมเสียสละ; ถ้าเรารับมือกับการคุกคามดังกล่าวไม่ได้ เราก็จะไม่รอดชีวิต.

เลซสิกชี้ว่าสิ่งทอดตามนั้นมาจากความหมายโดยนัยที่ชัดเจนของ “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด”: การต่อสู้ดังกล่าวจะดำเนินอย่างไม่มีข้อจำกัด มันเป็นการขี้ขลาดที่จะถามถึงสาเหตุ, การไม่เห็นพ้องกันเป็นการช่วยเหลือศัตรู เป็นดังการกบฎหรือใกล้เคียง, ชัยชนะคือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งหมายได้ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง, การประนีประนอมคือความพ่ายแพ้. ซึ่งโดยสรุปก็คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องสู้ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะชนะ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม. แม้สิ่งทอดตามเหล่านี้ จะเข้าใจได้ในสถานการณ์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจริง ๆ แต่สิ่งที่เลซสิกพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ มันอันตรายเพียงใดเมื่ออุปลักษณ์ สงคราม ได้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดไม่ใช่เดิมพัน.

อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์และสิ่งทอดตามเหล่านี้ไม่ได้ล่องลอยมาจากอากาศ แต่มาจากประสบการณ์ทางร่างกายของเราและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว. ในบทกล่าวตามของหนังสือ Metaphors We Live By, Lakoff และ Johnson (2003: 254-255) อธิบายว่า อุปลักษณ์เชิงซ้อน (complex metaphor) นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก อุปลักษณ์พื้นฐาน (primary metaphor) ซึ่งมีฐานอยู่บนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมันได้เชื่อมโยงประสบการณ์ทางความรู้สึก-การเคลื่อนไหวของเรา เข้ากับขอบเขตความรู้ในการตัดสินให้คุณค่าของเรา. Lakoff และ Johnson ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ความรัก คือ ความอบอุ่น (Affection Is Warmth) ว่ามาจากประสบการณ์เริ่มแรกของเรา ที่ความรักนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ทางร่างกายที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกกอด, หรืออุปลักษณ์ การเห็น คือ การรู้ (Seeing Is Knowing) ซึ่งสำหรับเด็กในตอนเริ่มแรกแล้ว “เห็น” มีความหมายตามอักษร คือเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์เท่านั้น. ต่อมาจึงมีสถานการณ์ที่การเห็นกับการรู้นั้นรวมเข้าด้วยกัน เช่น ในเวลาที่เด็กพูดว่า “เห็นพ่อเข้ามา” การเห็นและการรู้นั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน. จนหลังจากนั้นมันจึงชัดเจนว่ามีการใช้ “เห็น” ในเชิงอุปลักษณ์ เช่น “เห็นที่ฉันคิดไหม” ซึ่งเป็นเรื่องการรู้ ไม่ใช่การเห็นตามอักษร.

ไม่น่าแปลกใจถ้าผู้คนในต่างวัฒนธรรมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์และบริบทต่างกัน หรือแม้จะเป็นสถานการณ์และบริบทเดียวกัน แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งได้สร้างอุปลักษณ์พื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็ได้นำไปสู่การใช้อุปลักษณ์เชิงซ้อนสำหรับอินเทอร์เน็ตที่อาจต่างกันกันไปตามวัฒนธรรม และนั่นหมายถึงสิ่งทอดตามที่ต่างกันไปด้วย.

(จบส่วนแรก อ่านฉบับเต็ม [PDF])

—-

[1] รายงานวิชาสัมมนามานุษยวิทยา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) ภาคการศึกษา 2/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: ยุกติ มุกดาวิจิตร)

[2] อุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจวัตถุศึกษานี้ หากพิจารณาจากผู้ใช้ อาจพูดได้ว่ามีสองประเภท คือ 1) อุปลักษณ์ที่ใช้ทำความเข้าใจวัตถุศึกษาจากในวัฒนธรรม เป็นอุปลักษณ์ที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์รอบตัว ซึ่งรวมถึงวัตถุศึกษาด้วย (แม้ตัวเขาจะไม่ได้ถือว่ามันเป็นวัตถุศึกษา หรือแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตระหนักถึงการใช้อุปลักษณ์ก็ตาม); และ 2) อุปลักษณ์ที่สร้างวัตถุศึกษาขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์จากนอกวัฒนธรรม ในที่นี้คือนักวิชาการที่พยายามอธิบายวัตถุศึกษาด้วยอุปลักษณ์บางตัว ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์คนละตัวกับที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นใช้ ที่สุดอุปลักษณ์ดังกล่าวได้ขับเน้นประเด็นบางอย่างของสิ่งที่เขาตั้งใจจะศึกษาขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างให้หายไป พูดอีกอย่างคือ เขาได้สร้างวัตถุศึกษาใหม่ขึ้นมา โดยถอดเอาบางแง่มุมของวัตถุที่ตั้งใจจะศึกษาออกมา (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม). อย่างไรก็ตาม อุปลักษณ์ทั้งสองประเภทนี้โดยทฤษฎีอุปลักษณ์แล้วไม่ต่างกัน เพราะต่างก็พยายามจะเข้าใจขอบเขตความรู้ใหม่ด้วยการใช้มโนทัศน์จากขอบเขตความรู้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีว่าด้วยอุปลักษณ์.

สถาปัตยกรรม ความคิด คำ คน / เดินทางไปในที่

หนังสือสองเล่มชื่อคล้าย ๆ กัน เล่มแรกเก็บได้จากร้านหนังสือก็องดิด เมื่อปีที่แล้ว เล่มสองฉกมาจากร้านหนังสือใกล้ ๆ สตาร์บั๊คส์ นิมมาน เชียงใหม่ เมื่อไม่นานนี้

“คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” โดย ต้นข้าว ปาณินท์ (สำนักพิมพ์สมมติ, 2553) เล่มนี้อ่านจบแล้วรอบนึงแบบงง ๆ และอยากจะอ่านซ้ำอีก หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่จับได้ คือคอปเซปต์ของ Raum ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ เมื่อจะอ่านทฤษฎีพื้นที่สำนักเยอรมัน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ “space” ที่ว่าง ที่ไม่ว่าง ในฐานะนักเรียนมานุษยวิทยา ผมชอบคำว่า “คน” ในชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าโจทย์ของสถาปัตยกรรมคือ คุณจะเอาคนไปไว้ตรงไหน ผมไม่คิดว่าเราจะมีความสุขในเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถ ผมไม่ชอบสะพานลอย สะพานลอยคือวัตถุแห่งความชั่วร้าย มันคือตัวแทนของแนวคิดที่เอารถยนต์เป็นใหญ่

“คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” โดย ปิยลดา เทวกุล ทวีปรังษีพร (สำนักพิมพ์ลายเส้น, 2554) ยังไม่ได้อ่านเยอะนัก พลิกผ่าน ๆ แต่บทที่ว่าด้วยโพสต์โมเดิร์นนั้นน่าสนใจดี คืออยากอ่านเพิ่มเติม เพื่อจะได้เห็นว่า โพสต์โมเดิร์นในฐานะขบวนการและในฐานะโลกทัศน์ของยุคสมัย ในทางสถาปัตยกรรมแล้วมันยังไง

เมื่อตอนที่ “ดีไซน์+คัลเจอร์” เล่มแรก โดย ประชา สุวีรานนท์ (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2551) ออกมา ผมกรี๊ดหนังสือเล่มนี้มาก จำได้ว่าซื้ออยู่หลายเล่ม เอาไปฝากคนนั้นคนนี้ รวมถึงห้องสมุดที่คณะ คือปลื้มน่ะ อยากจะมีคนคุยเรื่องเดียวกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเดินข้าวสาร เห็นเสื้อยืดลายสวยดี สกรีนคำว่า “คนชั้นกลาง” เป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ (หลายคนคงเคยเห็นผมใส่) ก็ได้คุยกับคนขาย บอกว่าเป็นนักศึกษา เรียนสถาปัตย์อยู่บางมด มีวิศวะคนนึง ในกระเป๋าผมวันนั้นมี “ดีไซน์+คัลเจอร์” อยู่พอดี นึกขึ้นมาได้ ก็เลยเอามาเปิด ๆ ให้เขาดู เล่าเรื่องหนังสือ และคะยั้นคะยอให้น้องเขาไป

เมื่อปีที่แล้ว ไปลิทัวเนียกะฮังการี ก็พก “คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” ไปด้วย ช่วงเวลาที่เดินทาง ใกล้ไกล น่าจะเป็นช่วงที่ได้อ่านหนังสือเยอะที่สุดสำหรับผม ที่บูดาเปสต์พวกเราได้พบกับนักเรียนไทยนางหนึ่ง ที่ต้อนรับขับสู้แนะนำโน่นนี่กับพวกเราเป็นอย่างดี ก็นึกขึ้นมาได้อีกว่า อืม ตอนที่เราอยู่ไกลจากเมืองไทย ก็มีความรู้สึกว่าหนังสือภาษาไทยนี่มันเป็นของมีค่าว่ะ คือหาอ่านลำบาก (ไม่นับ “คู่สร้างคู่สม” ที่พบได้ในแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตเวียดนาม) ก็เลยฝากเอาหนังสือที่ว่าเล่มนั้น พร้อมกับ “วารสารอ่าน” ฉบับล่าสุด ให้กับเธอ (ตอนที่พก “อ่าน” ไปนั้น ก็คิดในใจอยู่แล้วว่า จะไม่เอากลับ จะฝากใครสักคนนี่แหละ)

เมื่อคืน ไปนั่งกินเบียร์แถวพระอาทิตย์ เนื่องในโอกาสอากาศเย็น เอา “คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” ไปอ่านด้วย ปกติร้านที่ไป คนจะไม่เยอะ เงียบ ๆ แต่สงสัยเพราะอากาศดี คนเต็มทุกโต๊ะเลย มีฝรั่งจากเฮมล็อกมาแจมด้วย ใส่สูทมาเต็มยศ พร้อมเด็กตัวเล็กตัวใหญ่สองคน โต๊ะตรงข้ามเป็นนักศึกษากลุ่มเบ้อเร่อ เฮฮา ได้คุยด้วย เป็นนักศึกษาสถาปัตย์ธรรมศาสตร์กับบางมด

กลับมาบ้าน หนังสือเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่นอีกแล้วล่ะ

ผมเป็นพวกเรี่ยราดนะ

(โพสต์ครั้งแรกในโน๊ตเฟซบุ๊ก 19 มี.ค. 2011)

พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา

karoshi – มาถวายชีวิตเพื่อองค์กรกันเถอะ!

“สิ่งหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดสภาพการทำงานที่ย่ำแย่สุดๆ ในบริษัทญี่ปุ่น ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าคุณมีบริษัทจัดหาลูกจ้างชั่วคราวเหล่านี้เต็มไปหมด. ถ้าใครในบริษัททำงานเกินห้าปี นั่นหมายถึงเขาควรจะได้รับข้อเสนอตำแหน่งงานเต็มเวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเวลาใกล้ครบห้าปี พวกเขาก็ถูกไล่ออก. คำมั่นสัญญาถึงการจ้างงานตลอดชีวิตหรือการจ้างงานจริงๆ ถูกฉวยไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา แล้วก็ถูกดึงออกไปเหมือนกับพรมเช็ดเท้า” เจค อเดลชไตน์ นักข่าวชาวอเมริกันที่หนังสือพิมพ์โยมิอูริ บอกกับเรา.

เพราะคนต้องกินอาหารเพื่อมีชีวิตอยู่ และต้องจ่ายค่าเช่า ถ้าเขาอยากจะมีความหรูหราในชีวิต อย่างการไม่ต้องป่วยหนักจากการนอนหนาวทุกคืน เงามืดของความไม่มั่นคงในการงานที่ว่านี้ ทำให้การทำงานหนักกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะกับบริษัทที่เอาเปรียบหรือที่รู้จักกันในชื่อ “บริษัทดำ” ที่รีดเอาประโยชน์จากพนักงานจนพังพินาศ. ในความกลัวอย่างต่อเนื่องถึงการถูกแทนตำแหน่งอย่างฉับพลัน คนทำงานได้พัฒนาความสามารถที่จะทำให้นายจ้างพอใจ – ทำงานอย่างบ้าคลั่งล่วงเวลา โดยไม่รับค่าจ้าง และกระทั่งปลอมบันทึกเวลาทำงานของตัวเอง เพื่อที่ว่าบริษัทจะได้พ้นจากปัญหา เจคอธิบาย.

“ตอนที่ผมทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง เรามีสมุดบันทึกสองชุด. เรามีสมุดบันทึกที่จดเวลาที่เราทำงานจริงๆ และอีกชุดที่เราจะแสดงให้สำนักงานมาตรฐานแรงงานดู. หน้าที่หนึ่งของคุณ ในฐานะคนงานกะดึกก็คือ การปลอมชั่วโมงทำงานของพนักงานทุกคน. คุณอาจจะทำงานมาทั้งสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด และคุณก็เขียนลงไปว่า คุณเพิ่งมีวันหยุดมาสามวัน.”

 

ถอดความบางส่วนจาก Japan’s Suicide Salarymen Are Dying For Work ใน VICE โดย @sambobclements / แชร์มาจาก @onlyying

คำ “ออกตัว” — มาราธอน เล่มแรก

หนังสือ มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว

ด้านล่างนี้น่าจะเป็น “คำนำ” หนังสือเล่มครั้งแรกของผม วันนี้เพิ่งจะได้จับ ผมเลือกใช้คำว่า “มาราธอน” กับกิจกรรมของเครือข่ายพลเมืองเน็ตนี้ เพราะเห็นด้วยว่าการศึกษาและรณรงค์ประเด็นใดก็ตาม ไม่สามารถสำเร็จได้ชั่วข้ามคืน มาราธอนคือการวิ่งระยะไกล ข้ามเขตแดนและส่งข่าวสาร หนังสือเล่มวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดสตาร์ท ดังคำออกตัว

—-

“เราเดินด้วยคำถาม” ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกจากบล็อกของพี่แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มานานหลายปี ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำอย่างคำพูดดังกล่าวได้บ้าง

หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความและบทสนทนาว่าด้วยอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จากกิจกรรมที่เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้มีส่วนร่วม ในช่วงปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเป็นสองปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมปรากฏอย่างชัดเจนกว้างขวางบนพื้นที่ออนไลน์ที่เชื่อมกับออฟไลน์ ตั้งแต่การชุมนุมและการสลายการชุมนุมเมื่อต้นปี 2010 ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011*

ขอบคุณ นฤมล กล้าทุกวัน ที่รับเป็นบรรณาธิการให้หนังสือเล่มนี้ กระบวนการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน “มาราธอน” เกินกว่าที่ผมบอกกับเธอไว้ในคราวแรกมาก ผมน่าจะรู้จักนฤมลที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ท่าพระจันทร์ คนรอบตัวผมหลายคนรู้จักนฤมลในวาระต่างกันไป จำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อใหม่และความเคลื่อนไหว “ไม่เอารัฐประหาร”

ในช่วงปี 2004-2007 สื่อออนไลน์อย่างประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โอเพ่นออนไลน์ วิกิพีเดียไทย พลวัต ดูโอคอร์ เว็บบอร์ดและบล็อกต่างๆ รวมทั้งวงสนทนาที่จัดโดยเว็บไซต์บล็อกนัน กลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ในประเทศไทย ยูเฟส บาร์แคมป์ ไบโอสโคป ไทยอินดี้ และงานแสดงศิลปะดอคูเมนทา ได้ทำให้ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ผมจะได้ร่วมงานด้วยในอีกหลายปีให้หลัง เป็นการเปลี่ยนสายงานจากที่เคยอยู่ในแวดวงซอฟต์แวร์และภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งรู้จักคนเหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งเดินทางมากขึ้น

“ชีวิตคือการเดินทาง” และสำหรับคนรุ่นผม (เกิด 1979 เรียนโรงเรียนเอกชนชายล้วน อาศัยอยู่ในเขตเมือง และสามารถเข้าถึงเครื่องเล่นเกมแฟมิคอม) ตัวอย่างที่ให้ภาพได้ชัดที่สุดอันหนึ่งก็คือ วิดีโอเกมอาร์พีจี (role-playing game: RPG) อย่างไฟนอลแฟนตาซีหรือดราก้อนเควสต์ที่ผู้เล่นสวมบทบาทตัวละครสมมติออกเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ เพื่อ “เก็บเพื่อน” หรืออีกนัยหนึ่งคือการเก็บประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อถึงจุดหนึ่งจะได้คลี่คลายปริศนาของเกมและเตรียมความพร้อมไปสู่การปราบเจ้าจอมมารบอสใหญ่อันจะเป็นจุดสิ้นสุดของเกม

ในระหว่างทางของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกบันทึกรวบรวมลงหนังสือเล่มนี้ ผมได้พบเจอบุคคลต่างๆ จำนวนมาก บ้างตั้งใจ บ้างเป็นเหตุบังเอิญอันน่ายินดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง แม้อุปลักษณ์เกมอาร์พีจีในแบบดั้งเดิมอาจไม่ทาบสนิทเสียทีเดียวกับชีวิตของเราหลายคน เพราะเราไม่มีหรือไม่เคยนึกถึงบอสใหญ่ที่จะต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่อย่างน้อยการได้พบสิ่งต่างๆ รวมทั้งผู้คนระหว่างเดินทาง ก็ทำให้เราได้ทราบถึงภารกิจหรือที่ภาษาเกมเรียกว่า “เควสต์” ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่เราอยากจะเอาชนะให้ได้ น่าจะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้นักเดินทางจำนวนหนึ่ง มักบอกว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินทางโดยตัวของมันเอง พูดหล่อๆ แบบให้เอาไปทวีตต่อได้ก็อาจจะพูดว่า เรามองไปที่จุดหมายเพื่อมองเข้ามาในตัวเราเอง

ความน่าสนใจของการศึกษา “โลกเสมือน” หรือ “โลกออนไลน์” สำหรับผม จึงอยู่ที่การที่มันหยิกตัวเราให้ตื่นจากความเคยชิน และเดินกลับมาดู (revisit) ทบทวนแนวคิดที่เราเคยยอมรับเกี่ยวกับ “โลกจริง” หรือ “โลกออฟไลน์” ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม หรือจำเป็นต้องปรับแก้ ยืดขยาย หรือล้มมันทิ้งเสียให้หมด? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งคำถาม แต่คนทั่วไปในสังคมเองก็คิดกับมันหรือคิดผ่านมันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน บันทึกการเดินทางแบบ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ใน กวน มึน โฮ หนังรักตลกที่ดังที่สุดในปี 2010 เปิดประเด็นให้เราคิดมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นนิรนาม และ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังอิงประวัติผู้ประกอบการในปี 2011 ก็เดินเรื่องด้วยสัญลักษณ์จากวิดีโอเกมอาร์พีจี ความเป็นดิจิทัล (digitality) และการเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสถานะ (mobility) ได้ปรากฏสู่ภาษาในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานที่ส่วนใหญ่ในงานเทศกาล เน็ตติเซ่นมาราธอน เมื่อปี 2010 อยู่ในบริเวณที่เดินถึงกันได้ คือย่านสี่แยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และท่าพระจันทร์ (อีกสามแห่งอยู่ไกลออกไป ที่สีลม เกษตร และเชียงใหม่) เราตัดสินใจเลือกที่พักย่านถนนข้าวสารให้กับวิทยากรที่มาจากต่างเมือง ดัดแปลงห้องปรับอากาศในร้านอาหารใต้โรงแรมให้เป็นห้องสัมมนา ด้วยจุดประสงค์อยากให้วิทยากรได้เจอคนแปลกหน้า/นักเดินทาง ได้เดินสัมผัสเมืองเพราะหัวข้อหนึ่งในงานจะว่าด้วยเมืองกับอินเทอร์เน็ต และทดลองจัดงานในพื้นที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก เพราะสิ่งที่เรามองหานั้นก็เหมือนกับที่ผู้ใช้เน็ตจำนวนมากมองหาตามร้านกาแฟ คือ ที่นั่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต – ด้วยความไม่พร้อมหลายประการในปี 2011 ขนาดของงานได้ลดลงและไม่ได้มีสถานะเป็นเทศกาล – ปี 2012 นี้เราอยากกลับมาคึกคักอีกรอบ

ขอบคุณร้านหนังสือก็องดิด, The Reading Room, Cubic Creative Play Cube, Chiang Mai Commons, โรงแรมวิลล่า ชาช่า, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับสถานที่และการประสานงานวิทยากร จิราพร ธิโสภา, ธัญญธร สายปัญญา, นุตประวีณ์ สมดี, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ณัฐเมธี สัยเวช, วิชัย แสงดาวฉาย, ยอดพงษ์ จริยวิทยาวัฒน์, วสุมล บุณยเกียรติ, วนัสนันท์ ศรีไพศาล, พิสิฐ ศรีปราสาททอง, พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ, ทวีพร คุ้มเมธา, วรงค์ หลูไพบูลย์, และเยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล สำหรับการบันทึกและการประสานงานอื่นอีกสารพัด และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ที่วิ่งมาด้วยกันตลอด

ด้วยความระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จของเขา

กรุงเทพ, มีนาคม 2012

* ผู้สนใจสถานการณ์อินเทอร์เน็ตไทยตามลำดับเวลาในปี 2011 สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน “รายงานประจำปีเครือข่ายพลเมืองเน็ต: เสรีภาพและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตไทย พ.ศ. 2554” (เครือข่ายพลเมืองเน็ต 2555) และดูการอภิปรายเรื่องสื่อใหม่กับสิทธิเสรีภาพ การเคลื่อนไหว และการหาเสียงได้ใน “สื่อใหม่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ 2555)

—-

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ “มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว”
จัดจำหน่ายโดย สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด 0-2225-9536~40

สั่งซื้อออนไลน์: เคล็ดไทย | ซีเอ็ด | นายอินทร์
ห้องสมุดและองค์กรสาธารณประโยชน์ ติดต่อ contact (at) thainetizen.org เพื่อรับหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายชื่อผู้ร่วมก่อการจำนวนหนึ่ง

พฤหัด 1 + พบค่ำ 4: สร้างวัตถุดิบเพื่อสังคมความคิด [19 พ.ค. 2555]

สไลด์งานพฤหัด ThursDIY เมื่อวันพฤหัส
รอบนี้หัดทำแผนที่ OpenStreetMap โดย @kenggggg โอเพ่นดรีม พี่เทพก็มาด้วย

ตามลิงก์นี้เลย http://opd.me/osmpresentation

ผมเองสำรวจแค่แถวลิโด เดินนิดเดียว เหนื่อย คนอื่น ๆ เขาไปทั่วสยามเลย ได้จุดโน่นนี่มาใส่แผนที่เต็มเลย ใช้ Walking Papers ช่วย สะดวกดี ฝรั่งในกรุ๊ป Thai OpenStreetMap แนะนำมา

—-

โน๊ตงานโรงเรียนพ(ล)บค่ำ ครั้งที่ 4 เมื่อค่ำวาน @nuling สมบัติ บุญงามอนงค์ มาบรรยายและแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “โลกคู่ขนาน Online-Offline กับอัตราเริ่งดิจิทัล พายุ Social Network”

แน่นอนว่าโน๊ตนี้มันผ่านการบันทึก/ความเข้าใจของผม ส่วนไหนที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปชัดๆ ที่หนูหริ่งไม่ได้พูดเลย จะอยู่ใน […] แล้วก็มันไม่ได้ตามลำดับเวลานะครับ ผมนึกอะไรได้ก็ใส่ ๆ ไป บรรทัดต้น ๆ นี่โน๊ตระหว่างฟัง หลัง ๆ นี่เอาจากที่จำได้ละ เอาไว้รอดูวิดีโอเต็ม ๆ จาก YouTube ของ @ReadingRoomBKK ได้

  • การปฏิวัติดิจิทัล คลื่นนี้ได้ไล่ตีไล่พังสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ
  • หนูหริ่งพูดถึงการเรียงพิมพ์ ทำปรินต์คอมพิวต์สมัยก่อน โปรแกรม PageMaker (สมัยก่อนทำหนังสือให้เอ็นจีโอ)
  • ไม่เคยรู้ว่ามัน copy & paste Ctrl-C Ctrl-V ได้ การก๊อปปี้เป็นพลังของดิจิทัล [/me Kopimism!!]
  • เศร้าในเน็ตแบบขำๆ เรื่องโทรเลขหายไป สิ่งต่างๆ เริ่มหายไป
  • แต่เราเศร้าแบบหวนรำลึก เราไม่ได้ใช้มันจริงๆ หรอก เหมือนเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ มาตั้งเก๋ๆ เป็นเครื่องประดับ
  • บิล เกตส์ บอกว่า อินเทอร์เน็ตวิ่งด้วยความเร็วหมา (1 ปีหมา = 7 ปีคน)
  • อัตราเร่งมันทบขึ้นไปเรื่อยๆ BlackBerry สองปีหายไปแล้ว
  • เครื่องบินถ้าเร่งไม่ถึงจุดหนึ่งมันบินไม่ได้ เป็นจุดเปลี่ยน
  • อาหรับสปริง ข้างนอกก็พร้อมแล้ว สภาพมันแห้งมาก พอข้างในอินเทอร์เน็ตร้อนได้ที่ จุดไฟ ข้างนอกก็ติดทันที สภาวะมันพร้อม ไม่มีแกนนำ
  • ประวัติศาสตร์ประชาชนไม่ถูกบันทึก (เดี๋ยวอันนี้จะโยงไปเรื่อง Wikipedia ที่คุยตอนหลัง)
  • ต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้การผลิตแบบเดิมล่มสลาย
  • แต่มันไม่ได้ ล้มของเก่า แล้วเอาของใหม่ขึ้น มันเหมือนต้นไทร
  • มีต้นไม้เก่าอยู่ นกบินผ่าน ขี้เมล็ดไทรใส่ ต้นไทรค่อยๆ ขึ้น ค่อยๆ ครอบต้นเก่า
  • โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเดิมถูกสิ่งใหม่ค่อยๆ โอบ จนกลืนของเก่าหายไป
  • พูดถึงคนทำธุรกิจ web hosting สมัยก่อน คุยแล้วเขาบอกว่าไม่ได้ทำเพื่อทำกำไรวันนี้ แต่เพื่อวางที่ทางของตัวเองในอนาคตข้างหน้า
  • คนที่มีวิสัยทัศน์ จะเริ่มทำสิ่งที่เขาเห็นว่าอนาคตจะเกิด จะสะสมทุนทางสังคมตั้งแต่ตอนนี้
  • โกดัก เจ๊งเพราะไม่ยอมเปลี่ยน
  • โกดักมีห้องวิจัยที่ทำกล้องดิจิทัลเป็นรายแรกๆ แต่ผู้บริหารตัดสินใจไม่สนับสนุน
  • โกดักยึดกับโมเดลธุรกิจเดิม ยึดกับคุณค่าของฟิลม์ที่ตอนนั้นคุณภาพยังเหนือกว่ามาก ไม่เห็นว่าดิจิทัลจะมาแทนได้
  • การส่งสคส.แต่ละปี บอกอะไรบางอย่างกับเรา มียุคส่งการ์ดออนไลน์ ส่ง SMS ล่าสุดส่ง Whatsapp มันบอกถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป [เหมือนเป็นหมุดหมายของแต่ละปี]
  • โลกเราตอนนี้มีคนทุกสปีด คนไม่เข้าใจเรา เพราะมองโลกด้วยสปีดที่ต่างกับเรา
  • พูดถึงโฆษณาการรถไฟแห่งประเทศไทยตัวล่าสุด คนอีกสปีดหนึ่ง
  • ตอนหลังมาพูดถึงเรื่องการทำงานและการไม่ปรับตัวของเอ็นจีโอไทย
  • มีคนถามเรื่องเซ็นเซอร์ หนูหริ่งบอก รถก็ต้องมีเบรก เบรกเป็นไอเดียที่น่าจะขัดกับการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของรถ แต่รถก็ต้องมีเบรก การเซ็นเซอร์ก็อาจจะเป็นงั้น มันจำเป็นต้องมี ไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกัน บางทีมันต้องไปด้วยกัน เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตอนนี้ มีเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ ต้องมีทั้งสองฝั่ง มันเป็นของกันและกัน
  • ผู้เข้าร่วม (หมี) บอกว่า ไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่า เบรกนี่เราเลือกได้ว่าจะเหยียบเมื่อไหร่ แต่เซ็นเซอร์นี่มันเหมือนสิ่งกีดขวางบนถนน เราเลือกไม่ได้ มันเต็มไปหมด
  • ผู้เข้าร่วม (ดิว) ถามเรื่องความเห็นออนไลน์ ที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้เสรี แล้วจะไม่ยุ่งเหยิงเหรอ มันต้องมีการจัดระเบียบไหม – หนูหริ่งตอบว่า เสียใจด้วยที่จะต้องบอกว่า โลกข้างหน้ามันจะต้องยุ่งเหยิงแน่ แต่คนก็จะต้องปรับตัวเข้ากับมัน
  • [ถึงตรงนี้ผมจะบอกว่า สิ่งที่รัฐจำนวนหนึ่งใช้สำหรับจัดการความยุ่งเหยิงอาจจะเป็นการเซ็นเซอร์ แต่อีกสิ่งที่ใช้จัดการมันได้เหมือนกัน ก็คือ curator หรือ moderator ที่คอยคัดเลือก ตัด noise บางอย่างให้เราสะดวกขึ้น โดยที่เราเลือก curator เองได้ ตอนนี้องค์กรข่าวอย่าง New York Times หรือ The Guardian ก็มีตำแหน่ง curator คอยคัดเลือกข่าวจากความยุ่งเหยิงในโซเชียลมีเดีย – แต่สุดท้ายไม่ได้พูดนะ ประเด็นมันไหลไปเรื่องอื่นละ]
  • ผู้เข้าร่วม (แอม) ถามเรื่องการแคมเปญออนไลน์ว่ามันช่วยได้จริงหรือ หรือจะเป็นเพียง clicktivism [หรือ slacktivism] ที่คนก็แค่รู้สึกว่า ฉันได้ทำบางอย่างนะ แต่จริง ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หนูหริ่งตอบว่าจากประสบการณ์ มันมีคนมาทำอะไรออฟไลน์จริง ๆ
  • หนูหริ่งพูดเรื่องโครงการรับบริจาคเสื้อนักเรียนมือสอง ความร่วมมือกันทางออนไลน์ ตั้งแต่สมัยฟอร์เวิร์ดเมล โครงการบริจาคคอมพิวเตอร์ ซ่อมคอมให้ใช้ได้ ปีนึงให้โรงเรียน 3,000 เครื่อง
  • โครงการบริจาคหนังสือของมูลนิธิกระจกเงา ปีนึงเกือบแสนเล่ม คัดแยกหนังสือ อันไหนใช้ไม่ได้เอาไปขายเป็นกระดาษ อันไหนใช้ได้เอาใส่เว็บ ทำเหมือน Amazon ให้โรงเรียนมาเลือกหนังสือที่อยากได้
  • ตอนนี้ติดปัญหาการคีย์ข้อมูลหนังสือเข้าระบบ ผู้ร่วมงาน (จุ๋ม) เสนอให้ใช้โปรแกรมอ่านบาร์โค้ด
  • ผมถามเรื่อง ทำไมหนูหริ่งสนใจเรื่อง Wikipedia ตอบว่า จะผลิตอะไรมันต้องใช้วัตถุดิบ การจะผลิตของในยุคนี้ [ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจฐานความรู้] มันต้องอาศัยข้อมูลความรู้ วิกิพีเดียก็เหมือนเป็นวัตถุดิบอย่างนึง ที่จะใช้ในการผลิตความคิด เราต้องหาทางผลักดันลงทุนกับเรื่องนี้ ต้องสร้างวัตถุดิบรอเอาไว้ จะหวังแค่การศึกษาในระบบ หรือการจัดงานสัมมนาเสวนาไม่ได้
  • [หนูหริ่งเคย Voxer มาถามว่า วิกิพีเดียภาษาไทยมีคนเขียนกี่คน แอดมินกี่คน มีกี่บทความแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ในขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียง อย่างภาษาบาฮาซา (เกือบสองแสนบทความ) และเวียดนาม (สี่แสนเศษ) ภาษาไทยมีขนาดเล็กกว่าอย่างชัดเจน (ราวๆ 74,000 บทความ)]
  • ในยุค search engine คนจะวิ่งหาที่เขาต้องการ เราแค่ทำมันรอไว้ ให้คนหาเจอ [พูดในบริบทการหาอาสาสมัครมาทำงานเพื่อสังคม แต่ผมว่าก็ใช้กับเรื่องวิกิพีเดียได้เหมือนกัน สร้างวัตถุดิบรอไว้]
  • ก่อนหน้านี้พูดถึงเรื่อง คนเราทำไมถึงต้องตาย [จากปาฐกถาในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “เหมือนอยู่คนละโลก” เมื่อเดือนก่อน] คนเราตายเพราะโลกมีทรัพยากรจำกัด เราต้องให้โอกาสในการใช้ทรัพยากรกับคนอื่นที่เกิดใหม่ ตายเพราะมันมีปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ ต้องให้โอกาสคนใหม่ ๆ เข้ามาแก้
  • เอ็นจีโอไทยมีปัญหา คนแก่ไม่ยอมตาย องค์กรก็ไปต่อไม่ได้ วิธีแก้แบบเก่า ใช้กับปัญหาแบบใหม่ไม่ได้แล้ว
  • หนูหริ่งบอกโชคดีที่ตอนมาเป็นเอ็นจีโอ ไม่มีสำนัก ไม่มีสาย สำนักคิดมันก็ดี ช่วยให้มีหลักในการทำงาน แต่ถึงวันนึงถ้ายังยึด มันจะตัน
  • จะใช้ของเก่าหรือใหม่ก็ได้ ขอให้มันทำงานได้ ไม่ใช่ใช้ของใหม่เพราะเห่อ
  • บอกว่าตอนทำงานศปพ. ตอนทำงานภัยพิบัติ เจอคนเยอะ ยังมีคนที่คิดว่าขอให้มีเทคโนโลยีดี ทุกอย่างก็จบ แก้ไขทุกอย่างได้ เวลาพรีเซนต์ก็จะโชว์เทคนิคตื่นตา คนจะตื่นเต้น
  • หนูหริ่งบอก ผมเบื่อพูดเรื่องการเมือง ผมเป็นอะไรมากมาย แต่พอมีเรื่องการเมือง คนลดผมให้เหลือแค่มิติทางการเมือง ศศินก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเขาทำงานเรื่องป่า แต่คนจำเขาแค่เรื่องน้ำ เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ตอนนั้นออกมาพูดเพราะมันรู้สึกว่าต้องพูดเป็นเรื่องบ้านของเขา แต่คนก็ลดมิติหรือติดป้ายให้ศศิน ว่าศศิน=เชี่ยวชาญน้ำท่วม

อีกส่วนหนึ่งจากโรงเรียนพบค่ำ @isAmAre ทวีตเอาไว้ที่ @thainetizen กดดูได้ตามลิงก์ครับ https://twitter.com/thainetizen

โรงเรียนพบค่ำนี่ มีทุกวันศุกร์ที่ 3 ของเดือน (เดือนหน้าก็ ศุกร์ 15 มิถุนา) เริ่มทุ่มครึ่ง จัดที่ The Reading Room เป็นห้องสมุดศิลปะ ที่ สีลม ซอย 19 (อยู่ชั้น 4 มองหาบันไดเล็ก ๆ หลังร้าน Milk Plus) จัดโดย The Reading Room ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต (มีมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สนับสนุน)

ปีนี้ธีมของโรงเรียนคือ “วัฒนธรรมเคลื่อนไหว – Moving Culture” ก็จะเกี่ยวกะเรื่อง mobile technology, mobility, mobilization, mobs, social movement ทั้งในทางเทคโนโลยี สื่อ ศิลปะ การเคลื่อนไหวทางสังคม

—-

ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปร่วมงานทำนองนี้ในจังหวัดต่าง ๆ นะครับ @pruet ชวนไปเวิร์กช็อป DIY ที่เชียงใหม่
ส่วนเมื่อวาน พี่บอย นักข่าวภาคใต้ ก็บอกว่า ลองไปทำที่ปัตตานีมั่งสิ ตอบตกลงไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะ ชวนมาก็ไปอ่ะ

—-

วันนี้ 19 พฤษภาคม 2555 ครบรอบ 2 ปีการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ครับ #ที่นี่มีคนตาย

แห่ศพ — ประชานิยมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

Church on Spilled Blood, St. Petersburg

บทความ Rites of Protest: Populist Funerals in Imperial St. Petersburg, 1876-1878 ของ Tom Trice ตีพิมพ์ใน Slavic Review Vol. 60, No. 1, Spring, 2001 พูดถึงแง่มุมด้านสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินขบวนที่นำโดยนักศึกษา ในช่วงการเคลื่อนไหวสังคมนิยมในรัสเซียสมัยซาร์.

บนถนนมีขบวนของนักศึกษาและชาวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พวกเขาโห่ร้อง ตะโกนคำปฏิวัติ และแบกโลงศพของชายหนุ่ม ที่พวกเขาก็ไม่รู้จัก หรือคนที่คิดว่ารู้จักก็อาจเข้าใจผิด-จำเขาสลับกับชายอีกคนที่ตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว. แต่ใครจะอยู่ในโลงก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ขบวนนั้นใหญ่เสียจนทุกคนในเมืองหลวงของรัสเซียต้องสนใจ แม้แต่ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองเองด้วย.

แน่นอนว่าการเดินขบวนโดยปกตินั้น จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ชายหนุ่มหญิงสาวบนท้องถนนกำลังฉวยเอาการแห่ศพ มาหลบเลี่ยงการปราบปรามและเซ็นเซอร์โดยรัฐ. แม้ในนั้นยุคระบอบซาร์จะทรงอำนาจ แต่พลังของศาสนาก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ ผู้ไม่พอใจกับระบบซาร์ จึงใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือท้าทายรัฐ และพิธีศพในที่สาธารณะเช่นนี้ เป็นช่องทางในการรวมตัวและประท้วง-พร้อมกับเจือความคิดทางโลก/ทางการเมืองเข้าไปด้วย. การแสดงบนท้องถนนในระหว่างพิธีกรรม นำเอาศพของเพื่อนที่ตายเพราะระบอบซาร์มาโชว์ เรียกความเห็นใจจากชาวเมือง และขยายปริมณฑสาธารณะของรัสเซียออกไป.

คนที่ตายคือนักโทษการเมืองชื่อ Pavel Feoktistovich Chernyshev. เขาเคยเรียนแพทย์ที่ St. Peterburg’s Military Medicinal Academy ซึ่งหนึ่งในคนรุ่นนั้นบอกว่าเป็น “สวรรค์ของนักกิจกรรมประชานิยม.” ชีวิตและกิจกรรมของ Chernyshev นั้นไม่ได้มีอะไรหวือหวาสำคัญ แต่นักศึกษาก็สามารถนำเอาชีวิตของเขามาเฉลิมฉลอง เพื่อที่จะวิพากษ์ระบบเผด็จการ.

Chernyshev ถูกตำรวจจับเนื่องจากเข้าใจผิดว่าคือผู้ลี้ภัยชื่อ Ivan Chernyshev แต่ภายหลังที่ตำรวจพบว่าได้ทำผิดพลาด พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อย Chernyshev. กรณีของ Chernyshev เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจและละเลยหลักการกฎหมายของรัฐบาลเผด็จการ. เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากของเขา ความตายของ Chernyshev นั้นมาจากโรคที่มักพบพร้อมกับความยากจนและการถูกกักขัง.

ในตอนแรกพิธีศพเป็นที่รู้กันไม่กี่ร้อยคน เฉพาะในวงญาติและผู้จัดงาน. ต่อมาชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งได้ติดต่อ และโน้มน้าวญาติ ๆ ของ Chernyshev ให้ “สหาย” ต่าง ๆ ของเขาเป็นผู้จัดงานให้.

แม้รูปแบบของขบวนแห่จะมีลักษณะตามธรรมเนียมทั่วไป แต่การปฏิบัติต่าง ๆ ในขบวนแห่ศพของ Chernyshev นั้นไม่ธรรมดา. คนในขบวนร้องเพลง Orthodox เสียงดัง เพื่อเรียกความสนใจ เมื่อมีคนถามว่าใครตาย พวกเขาก็จะตอบว่า “เหยื่อของความอยุติธรรมและสหายที่แสนดี.” เมื่อเดินผ่านสถานกักกัน พวกเขายกโลงขึ้นลงไปในอากาศสามครั้ง ราวกับจะโชว์ให้ทุกคนเห็นศพ. เมื่อถึงตอนนี้ พระที่ร่วมขบวนมาด้วย ก็กลัวและออกไปจากขบวน.

ขบวนการสังคมนิยม ประสบความสำเร็จในการรวมเอาภาพคริสเตียนของการตัดสิน ผู้ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา (martyr) และดินแดนพันธะสัญญา มาเป็นกรอบให้ประชาชนมองการปฏิวัติ – ถึงระบอบเผด็จการจะยังมีอำนาจมากมาย แต่สักวันนึงสวรรค์ของสังคมนิยมจะต้องมาถึง. สิ่งที่ขบวนแห่ทำ คือการหยิบเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีพลังในสังคมขณะนั้น มาใส่ความหมายทางโลกซึ่งก็คือสังคมนิยมเข้าไป เพื่อใช้รังสีบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังให้กับอุดมการณ์สังคมนิยม.

“His faith is socialism, the people is god.”

ขบวนแห่ให้ประสบการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับศาสนาและการปฏิวัติที่ผ่านมาในรัสเซีย ฉวยเอาโอกาสในช่วงเวลาและพื้นที่ “ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งถูกสร้างโดยการแสดงของพิธีกรรมงานศพตามประเพณี เพื่อเสนอพลเมืองร่วมชาติของเขา ถึงทางเลือกที่นอกเหนือไปจากระบอบในขณะนั้น. ด้วยรูปแบบที่ไม่ได้มีลักษณะทางการเมืองในแบบเดิม ๆ พิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะพิธีเปลี่ยนผ่าน (rites of passage) เช่น พิธีศพซึ่งเกี่ยวกับความตาย นั้นมักดึงดูดผู้ต่อต้านระบอบ ผู้ซึ่งหวังให้พลังของพิธีกรรมช่วยให้กลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจเสียใหม่.

ด้วยการใช้ถนนสายหลักในเมืองหลวงเป็นเวทีแสดงของพวกเขา คนหนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้ท่าทางของพิธีกรรมและท่วงทำนองของศาสนาที่ผู้คนคุ้นเคย แสดงออกมาอย่างเด่นชัดถึงการอยู่ขั้วตรงข้ามของพวกเขาต่อระบอบเดิม ที่ผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทั้งยังปฏิเสธหลักการกฎหมายสมัยใหม่ซึ่งเริ่มแพร่หลายในช่วงก่อนการปฏิรูปครั้งใหญ่. การแสดงศพเหยื่อของระบอบต่อสาธารณะ แม้เป็นเวลาสั้น ๆ แต่นั่นก็สะท้อนถึงอุดมคติทางการเมืองและทางสังคมของพวกเขา ที่พวกเขาได้ยอมสละชีวิต. ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้แปลงเอานักโทษที่น้อยคนจะรู้จัก ให้กลายเป็นแกนสำคัญของการประท้วง.

แทบจะทันทีหลังจากการเดินขบวนแห่ศพของ Chernyshev หนังสือพิมพ์ Vpered! ก็ใส่ชื่อของ Chernyshev ไว้ใน “Martyology of the New Era”, หนังสือพิมพ์ดังกล่าวมอบพื้นที่ให้กับบทความสองสามชิ้นเกี่ยวกับการเดินขบวน. ในเวลาต่อมา Vpered! ก็ได้อ้างว่า การเดินขบวนดังกล่าวได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ในฐานะที่มันเป็นการเดินขบวนอุดมการณ์สังคมนิยมครั้งแรกในนประวัติศาสตร์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก.

ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดในมุมมองของผู้เขียน ถึงอิทธิพลของพิธีศพของ Chernyshev ก็คือเมื่อเวลาหนึ่งปีครึ่งถัดมา ที่หนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้พิธีศพสาธารณะของนักโทษการเมือง Anton Padlewski เพื่อประกาศความไม่พอใจของพวกเขาต่อระบอบซาร์.

สิ่งที่ผู้คนที่เดินไปสู่สุสานกับ Chernyshev และ Padlewski ได้ทำ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวในขบวนปฏิวัติให้ทำสิ่งดังกล่าวต่อไปอีก. เหมือน ๆ กับที่เพื่อน ๆ ของเขาในยุโรปตะวันตกทำ เหล่าผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบซาร์หนุ่มสาวเหล่านี้ ได้ปรับเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ผสมความหมายทางโลกเข้าไปในองค์ประกอบการปฏิบัติต่าง ๆ ของพิธี เพื่อถ่ายโอนเอาความศักดิ์สิทธิ์และประวัติศาสตร์ที่เดิมถูกใช้แต่เฉพาะกับความเชื่อของทางการ ให้มาเสริมความเชื่อของพวกเขา. พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากการให้เกียรติยกย่องและให้ความเคารพต่อพิธีศพเพื่อที่จะแสดงความเคารพต่อศพ ในการแสดงให้สาธารณะเห็นถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และได้ทำให้ผู้ที่ต้องการจะโต้เถียงนั้น ไม่สามารถที่จะโต้ได้ เนื่องจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ตาย. พร้อม ๆ กับโฆษกของหนังสือพิมพ์ใต้ดินและของตำรวจ หนุ่มสาวเหล่านี้ได้ใช้ศิลปะโน้มน้าวให้ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้ว ได้มีคุณสมบัติของการโค่นล้มระบอบและการเป็นผู้ยอมสละชีพ และได้แปลงพวกเขาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ต้องการจะโค่นล้มระบอบและผู้คนที่ต้องการจะหยุดมัน.

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้คนที่ได้ทำให้นักโทษการเมืองที่น้อยคนจะรู้จักสองคนให้กลายเป็นผู้ยอมสละชีพนั้น ได้ใช้ทักษะเป็นอย่างดีในการต่อรองกับขีดจำกัดที่ระบอบซาร์ได้เซ็นเซอร์และจำกัดการสนทนาสาธารณะด้วยตำรวจการเมือง, สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยจินตนาการและการกล้าตัดสินใจ แม้แต่พิธีศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ดูเหมือนจะไม่มีช่องให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้อีก ก็ยังสามารถถูกใช้เพื่อเปิดพื้นทั้งทางกายภาพและทางสัญลักษณ์ ในการอ้างและปกป้องสิทธิได้.

—-

ภาพประกอบดัดแปลงจากรูปถ่าย Church on Spilled Blood โดย On The Go Tours (ซึ่งสร้างหลังอเล็กซานเดอร์ที่สองตายนะ)

อยากให้ใครอยู่ในแบงก์?

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ “เพนิซิลลิน”

การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน

สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ (ไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงเหมือนอังกฤษและเวลส์ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England)

สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง แต่วาดขึ้นใหม่ให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป โดยไม่เจาะจงกับประเทศใดประเทศหนึ่ง

เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :

ชุด “ชาวต่างชาติที่ร่วมพัฒนาสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ

ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้

ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ

(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)

[17 ธ.ค.] งานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์” @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง "แท่งอัปลักษณ์"

ถ้าศิลปะคือความงดงาม ถ้าศิลปะคือความซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่ศิลปะ
ถ้าศิลปะเปลือยให้เห็นความอัปลักษณ์ นี่(อาจจะ)เป็นศิลปะ

ขอเชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์”
เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า ที่ใดไม่รัก ที่นั่นติดคุก

เสาร์ 17 ธ.ค. 2554 @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ร่วมสร้างงาน เที่ยงตรง เปิดงาน 5 โมงเย็น

“รวมมิตร” บาร์แคมป์เวียงจันทน์ #barcampvte

กฎข้อสองของบาร์แคมป์: “คุณต้องบล็อกเกี่ยวกับบาร์แคมป์” (You do blog about BarCamp)

ที่บาร์แคมป์เวียงจันทน์, เอียน ชายอเมริกัน บอกผมถึงข้อสังเกตหนึ่ง เกี่ยวกับคนในภูมิภาคนี้

เขาพบว่าคนลาว เขมร เวียดนาม พยายามจะสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่คนไทยพูดน้อยกว่ามาก

เราคุยกันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พิดจิน, ครีโอล, และสภาวะหลายภาษา-ข้ามภาษา

อัลวิน เป็นคนจีน-มาเลย์ ที่ครอบครัวพูดฮกเกี้ยนและแมนดาริน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ทำงานให้กับบริษัทสิงค์โปร์ เขาเข้าใจภาษา Singlish

เอียน เป็นคนอเมริกันที่เกิดที่ฮาวาย เคยทำงานและอาศัยที่นิวยอร์ก

แม็กกี้ เพื่อนของเอียน ก็เกิดที่ฮาวายเช่นกัน เธอไปทำงานที่โตรอนโต เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากแห่งหนึ่งของอเมริกาเหนือ

เอียนและแม็กกี้พูดพิดจินที่ใช้ในแถบฮาวายได้ ทั้งสองคนลาออกจากงานเพื่อเดินทาง

เอียนบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย และจำนวนมากก็พูดภาษาแค่ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ

แม็กกี้เองก็อยากจะรู้ว่าโลกมันเป็นยังไง เลยเริ่มออกเดินทาง ทั้งสองคนเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาได้แปดเดือนแล้ว

ผมเล่าเรื่องโจ๊กของคนเอดินบะระที่แซวสำเนียงของคนกลาสโกว์ และนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมจำชื่อและอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นคนอพยพจากยุโรปตะวันออกมาอยู่อเมริกา และเรียนภาษาอังกฤษจากช่องกีฬา

หลังจากเล่าจบ โธมัสก็ถามเราว่ารู้จัก เหยา หมิง ไหม เขาคือนักบาสตัวสูง โคตรสูง จากจีนที่ไปเล่นเอ็นบีเอ

โธมัสบอกว่า ตอนแรกที่เขาฟังเหยาหมิงพูดภาษาอังกฤษทางวิทยุ เขานึกว่าคนอเมริกันผิวดำพูดอยู่

ตอนเหยาหมิงไปอเมริกา เขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย และจากการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เขาก็ได้สำเนียงและสไตล์การพูดแบบนั้นมา

ก่อนหน้านั้น ผมเล่าให้เอียนฟังเกี่ยวกับความซีเรียสของคนไทย กับการออกเสียงให้ ‘ถูกต้อง’

เอียนบอกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยรู้สึกประหม่า ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง เพราะกลัวออกเสียงผิด

เอียนน่าจะเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องนี้ ตลอดมื้ออาหารเขาพยายามพูดภาษาลาวกับคนรอบ ๆ ตลอดเวลา
สำเนียงของเขาเพี้ยนไปจากที่คนลาวพูดแน่ ๆ “โค้กหนึ่งป๋อง” เขาได้กินตามที่สั่ง

โธมัสพูดลาวและเขมรได้นิดหน่อย บางคำ แต่บ่นว่าภาษาเวียดนามยาก และคนเวียดนามดูจะไม่สนับสนุนการพยายามหัดภาษาของเขาเลย ทุกคำที่เขาพูดจะถูกล้อ จนเขาเบื่อ และเลิกเรียนมันในที่สุด

โธมัสและภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ทั้งสองคนอยู่ในประเทศแถบนี้มาได้หลายปีแล้ว เริ่มที่กัมพูชา ไปอยู่เวียดนามอีกสองปี จากนั้นก็มาลาว

ก่อนจากเยอรมนี โธมัสมีโอกาสไปงานบาร์แคมป์ที่แฟรงก์เฟิร์ต เขาชอบ และเอาไอเดียนั้นไปเผยแพร่ต่อในประเทศที่เขาเดินทางไปถึง

ระหว่างเดินข้ามถนนไปร้านอาหาร ผม เอียน กับแม็กกี้ คุยถึงทิศทางของเลนรถที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความเคยชินที่ทำให้เกิดอันตราย

แม็กกี้บอกว่าหลังจากเดินทางมาเยอะ ๆ ความเคยชินใหม่ของเธอก็คือ ต้องดูถนนมันทั้งสองทาง อย่าไปคิดเอาเอง

อัลวินก็ดูจะเป็นคนชอบเดินทาง เขาอายุ 27 ปี ทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และตกลงกับบริษัทที่สิงคโปร์ว่าจะทำงานผ่านเน็ต
เขาย้ายเมืองอยู่ไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่เชียงใหม่ได้สามเดือนแล้ว

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางเยอะ ตาได้เห็นความไม่ปกติอันเป็นปกติ และหูได้ฟังภาษาและสำเนียงอันหลากหลาย

สมัยมัธยมเรามีครูภาษาอังกฤษจากอินเดียและฟิลิปปินส์ อาจารย์จำนวนหนึ่งของผมในมหาลัยที่เมืองไทย เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จำนวนหนึ่งเป็นคนจากเอเชียใต้

ตอนไปอยู่เอดินบะระ ผมก็ยิ่งได้ยินสำเนียงภาษาสารพัด ทั้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนตามร้านค้า และโต๊ะข้าง ๆ ในผับ ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษแบบสก็อตมีไวยากรณ์บางอย่างต่างจากอังกฤษ ‘แบบบีบีซี’

ผมนึกถึงคำว่า ‘แก้ว’ ในภาษาลาว (ขวด) และ ‘แก้ว’ ในภาษาไทย

โธมัสบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไม Z จึงต้องเรียกว่า ‘ซี’ เขาคิดว่าการเรียกแบบอังกฤษว่า ‘เซ็ด’ นั้นก็เมกเซนส์อยู่แล้ว (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาอ้างนี้ถูกรึเปล่า มันน่าจะเป็น ‘แซ็ด’ สิ ‘เซ็ด’ มันดูเยอรมันไปหน่อย)

แม็กกี้เห็นด้วย เธอบอกว่าสมัยเด็ก ๆ เธองงมากว่าทำไมตอนต้นเริ่มด้วย เอ บี ซี แล้วตอนท้ายต้องไปจบที่ ซี อีก (โอเค โดยเคร่งครัดแล้ว มันอาจเป็นคนละซีกัน แต่เราคงพอนึกออกถึงความสงสัยนี้)

สมัยเด็ก ๆ ผมเรียก H ว่า ‘เฮช’ มาโดยตลอด จนสมัยวัยรุ่น ใครก็ไม่รู้มาบอกว่า ต้องเรียกว่า ‘เอช’ สิ มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละสอนกันผิด ๆ ว่า ‘เฮช’ … ผมเพิ่งได้รู้อีกครั้งตอนไปอยู่สกอตแลนด์ ว่าอย่างน้อยคนแถวนั้นก็เรียกมันว่า ‘เฮช’

การได้เห็นอะไรที่ผิดความคาดหมายบ่อย ๆ มันก็สอนให้เราเผื่อใจ และไม่ตัดสินคนจากความแผก หรือไปมองว่ามันเป็นสาระสำคัญ จนมองข้ามเรื่องอื่น

ผมคิดว่าปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็มาจากแค่นี้แหละ

ทัศนคติที่ตัดสินว่า แผก คือ ผิด

แบ่คเต้นกับตินติน ที่เวียงจันทน์
เต้นรำกับตินตินที่ริมน้ำโขง เวียงจันทน์. ตินติน (แตงแตง) เป็นนักข่าวที่ไปทุกที่ ใต้ทะเลจนถึงดวงจันทร์.

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก 21 พ.ย. 2554

เพิ่มเติม

พิดจิน (pidgin) คือภาษาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ต้องการจะสื่อสารกัน แต่ไม่มีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องคิดภาษาใหม่ขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมักเกิดบ่อยกับพ่อค้าทางเรือในสมัยก่อน ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพิดจินก็คือ มันไม่ใช่ภาษาแม่ของคนกลุ่มใดเลย ทุกคนเรียนมันเป็นภาษาที่สอง (หรือสามสี่…)

ครีโอล (creole) เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมกันของภาษาตั้งแต่สองภาษาขึ้นไป และถูกทำให้กลายเป็นภาษาถิ่น ลักษณะสำคัญของมันที่ต่างจากพิดจินก็คือ มันสามารถเป็นภาษาแม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็น เช่น Bahasa Indonesia ซึ่งถือว่าเป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษามาเลย์ผสมกับภาษาถิ่นและภาษาจากยุโรป มีผู้พูดมันเป็นภาษาแม่เฉพาะในเขตเมือง (อย่างจาการ์ตา) เท่านั้น และเอาเข้าจริงแล้ว Bahasa Indonesia ที่พูดตามเมืองต่าง ๆ ในอินโดนีเซียเองก็จะได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเข้าไป Singlish ในสิงคโปร์ก็เป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษามาเลย์ จีน ทมิฬ และภาษาถิ่นอื่น ๆ

ครีโอลนั้นเคยถูกมองว่ามีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า “ภาษามาตรฐาน” (กระทั่งในวงวิชาการภาษาศาสตร์เองก็เคยมีมุมมองแบบนี้ คือมองว่าครีโอลเป็นภาษาที่ “ถูกปนเปื้อน”) แต่ภายหลังยุคอาณานิคม ความคิดเช่นนั้นก็เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางประเทศประกาศให้ครีโอลเป็นภาษาประจำชาติ แต่ก็มีบางประเทศอย่างสิงคโปร์ที่สถานะทางสังคมของ Singlish ก็ยังต่ำกว่า “ภาษาอังกฤษมาตรฐาน” รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนให้ใช้มันในสื่อ แต่เหมือนนักวาดการ์ตูน Troy Chin จะไม่สนใจ เขาเลือกใช้ Singlish ในการ์ตูน The Resident Tourist