กฎหมายคุ้มครองข้อมูลไทย จะเดินตามโมเดลไหนดี: สหภาพยุโรป หรือ เอเปค?

เวลาคุยกันว่า ประเทศไทยควรจะเลือกเดินตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ EU (สหภาพยุโรป) หรือ APEC (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก) ก็มักจะมีคำอธิบายว่า ของ EU นั้นเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ของ APEC มองเรื่องเศรษฐกิจนะ (แล้วโน้มน้าวโดยนัยว่า ไทยน่าจะมองเรื่องเศรษฐกิจก่อน ตอนนี้เศรษฐกิจแย่)

ผมก็เคยอธิบายแบบเร็วๆ อย่างนั้นเหมือนกันนะ คือในแง่ที่มามันก็น่าจะทำนองนั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่ากรอบกฎหมายของ EU มันไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจเลย มันก็คิดในทุกมิติ เศรษฐกิจก็เป็นหนึ่งในนั้น นวัตกรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ใช่ (เอาจริงๆ ก็พอพูดได้ว่า EU นี่เริ่มต้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ย้อนไปสมัยประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป)

เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง สิทธิมนุษยชนกับเศรษฐกิจทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลที่มันต้องตั้งอยู่บนฐาน “ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”

ถ้าเอาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่สนสิทธิมนุษยชนเลย ลองดูอุตสาหกรรมอาหารทะเลสิ ตอนนี้เป็นยังไง พอจะโดนแบนจริงๆ ก็ต้องรีบมาทำให้มันได้มาตรฐานอยู่ดี ตลาดที่เสียไปแล้วบางส่วนก็เสียไปเลย

การมีมาตรฐานด้านสิทธิที่ดี ก็เพื่อให้คู่ค้าของเราไว้ใจเรา เชื่อใจเรา ว่าเราให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เขาให้ความสำคัญ มันแยกกันไม่ขาด

….

อีกประเด็นคือ ของ EU ที่เราคุยกันเนี่ย อันนึงคือ General Data Protection Regulation (Regulation (EU) 2016/679) กับอีกอันคือ Directive (EU) 2016/680 ซึ่งทั้งคู่เพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้ว (2016 และจะมีผลบังคับใช้ในปี 2018)

ในขณะที่ APEC Privacy Framework ออกเมื่อปี 2005 (เริ่มร่างปี 2003 adopted ปี 2004 แต่ finalized ปี 2005)

ตอนปี 2005 นี่โลกเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างไรบ้าง?

  • hi5 กำลังเริ่มเป็นที่นิยม (ตั้งปี 2004)
  • MySpace เป็นสื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่ง (ตั้งปี 2003)
  • Facebook เพิ่งตั้งได้ปีเดียว (2004) แต่ยังจำกัดสมาชิกอยู่เฉพาะนักศึกษาในสหรัฐ (เปิดให้ลงทะเบียนทั่วไปปี 2006)
  • Gmail ก็เพิ่งเปิดให้บริการแบบจำกัดได้หนึ่งปีเหมือนกัน (2004) ต้องมี invite ถึงจะสมัครได้ และกว่าจะเปิดให้บริการทั่วไปก็ปี 2009
  • โทรศัพท์ “สมาร์ตโฟน” ในตอนนั้นคือ Nokia รุ่น 9300i (ประกาศพ.ย. 2005 วางขายจริง ม.ค. 2006) ระบบปฏิบัติการ Symbian 7.0S หน่วยความจำ 80 MB เบราว์เซอร์รองรับ HTML 4.01 กับ WML 1.3 ราคาเกือบสามหมื่น
  • ยังไม่มี iPhone (ออกปี 2007)
  • ยังไม่มี Google Android (กูเกิลซื้อบริษัทแอนดรอย์มาปี 2005 แล้วเอามาพัฒนาต่อ แล้วออกรุ่นแรกในปี 2008)
  • ยังไม่มี Line (ออกปี 2011)
  • ยังไม่มี Amazon Web Services (เริ่มปี 2006)

คือหยิบมือถือของเราขึ้นมาดูนี่ แทบไม่มีอะไรที่มีมาก่อนปี 2005 เลย หรือถ้ามีก็เปลี่ยนสภาพไปจนจำไม่ได้แล้ว พวกคอนเซปต์อย่าง cloud อะไรนี่ สมัยนั้นยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายในทางการค้าเลย (เมื่อก่อนเรียกในชื่ออื่น เช่น utility computing)

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ มันก็ลำบากอยู่เหมือนกัน ที่จะคาดหวังให้กรอบกฎหมายจากปี 2005 อย่าง APEC Privacy Framework มันจะมาเห็นประเด็นอะไรในปัจจุบันแบบละเอียดๆ คือสมัยนั้นมันยังไม่มี (เอาจริงๆ มันก็พอมี เช่น APEC Cross-border Privacy Enforcement Arrangement จากปี 2010 แต่เราไม่ยอมอ้างกัน ไปอ้างแต่ของเก่า)

ในขณะที่ตอนร่าง General Data Protection Regulation ของ EU มันก็มีกรณีศึกษาอะไรให้สรุปเป็นบทเรียนเยอะแล้ว โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและการประมวลผลข้อมูลที่มันเปลี่ยนไปอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา เขาเลยปรับปรุงออกมาแบบนี้

ถ้าไทยจะมีกฎหมายใหม่ ก็ควรคิดถึงอนาคตไหม ไม่ใช่เอาวิธีคิดจากเมื่อ 12 ปีที่แล้วมาใช้ ประกาศปุ๊บ ล้าสมัยทันที เสียเวลาไหม

 

ภาพประกอบ: Nokia 9300i จาก Nokia Museum

ออกแบบหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ: บทเรียนจากสหภาพยุโรป

สรุปบางส่วนจากรายงานศึกษาเปรียบเทียบ Data Protection in the European Union: the role of National Data Protection Authorities (Strengthening the fundamental rights architecture in the EU II) ของ European Union Agency for Fundamental Rights [พ.ค. 2010]

วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices) สำหรับหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล (Data Protection Authority) ว่าด้วยโครงสร้างขององค์กร, อำนาจ, ทรัพยากร, และความร่วมมือกับองค์กรอื่น

ในด้านหนึ่ง รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปหลายแห่งได้มอบอำนาจเจาะจงบางประการและมอบอิสระอย่างสูงให้กับหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลก็ได้สร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย 3 ประเภท อันได้แก่ สถาบันของรัฐ หน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐที่ทำงานแข็งขันในด้านนี้ และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของรัฐสมาชิกอื่นๆ

โครงสร้างและความเป็นอิสระของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล

  • ความเป็นอิสระของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการที่จะรับประกันว่าจะมีการคุ้มครองข้อมูลเป็นอย่างดี
  • ด้วยเหตุนี้ มาตรการในเชิงโครงสร้างสถาบัน เช่น การกำหนดลักษณะทางนิติบุคคลเป็นพิเศษสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูล (เช่นในสเปนและมอลตา) หรือการระบุลงไปในรัฐธรรมนูญถึงอำนาจและหน้าที่ (เช่นในรัฐธรรมนูญของโปรตุเกสและกรีซ) เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเพิ่มความเป็นอิสระของหน่วยงานกำกับดูแล
  • แม้การเลือกตั้งคณะกรรมการหรือผู้บริหารหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล โดยฝ่ายนิติบัญญัติ (เช่นในเยอรมนีและในสโลเวเนีย) จะไม่ได้รับประกันเสมอไปว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานคุ้มครองจะมีความเป็นอิสระ แต่กระบวนการที่จำเป็นต้องให้มีฉันทามติระหว่างสมาชิกสภานิติบัญญัติเสียงข้างมากและฝ่ายค้าน (เช่นในกรีก) ก็ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด
  • รัฐสมาชิกบางแห่งได้ออกแบบมาตรการลดอิทธิพลและแรงกดดันทางการเมือง เพื่อเป็นการรับประกันความเป็นอิสระของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล เช่นการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานจะพ้นตำแหน่งก่อนกำหนดวาระได้ก็ต่อเมื่อประพฤติขัดกับหลักการที่ได้ระบุไว้ล่วงหน้า และก็ต่อเมื่อได้ผ่านกระบวนการเช่นเดียวกับที่ใช้ในตอนแต่งตั้งเท่านั้น (เช่นในสโลเวเนีย โปแลนด์)

อำนาจในการกำหนดระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล

  • วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ที่จะรับประกันความเป็นอิสระของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูล คือการที่หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลมีสิทธิที่จะนำกฎหมายเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลพิจารณาว่ากฎหมายดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ (เช่นในสโลเวเนีย)
  • อำนาจของหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลที่จะจัดเตรียมระเบียบปฏิบัติ (code of conduct) ก็เป็นวิธีปฏิบัติที่ดีเช่นกัน การมีส่วนร่วมในการร่างระเบียบปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลนั้นไม่เพียงเพิ่มการคุ้มครองข้อมูลสำหรับประชาชน แต่ยังช่วยให้หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลเป็นที่รู้จักและถูกมองเห็นในสังคม และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลควรเข้าร่วมกระบวนการนี้ในเชิงรุกอย่างแข็งขัน
  • ในไอร์แลนด์ กฎหมายมอบอำนาจให้กับหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติในการเสนอและจัดเตรียมระเบียบปฏิบัติ ซึ่งถ้าหากได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ก็จะมีผลบังคับตามกฎหมาย (Ireland Data Protection Act [1988-2003], Section 13)

ทรัพยากร

  • นอกเหนือจากความเป็นอิสระและอำนาจที่จำเป็น หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลจำเป็นต้องได้รับประกันว่าจะได้รับทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางการเงินที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถบังคับใช้ระบบการคุ้มครองข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในรัฐสมาชิกส่วนใหญ่ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นจากงบประมาณของรัฐ (เช่นในอิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเอสโตเนีย) ซึ่งโดยมากจะอยู่ในงบประมาณกระทรวงยุติธรรม
  • อย่างไรก็ตาม ในบางรัฐสมาชิก หน่วยงานคุ้มครองก็สามารถหาทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมได้อย่างมีนัยสำคัญ จากรายได้ที่ได้มาจากค่าแจ้งเตือนผู้ประมวลผลข้อมูล และ/หรือ จากค่าปรับที่เป็นตัวเงินที่มาจากการลงโทษการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูล (เช่นในลักเซมเบิร์กและมอลตา)

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

  • ความร่วมมือและการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างหน่วยงานรัฐและหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลจะทำให้ระบบการคุ้มครองข้อมูลโดยรวมทำงานอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
  • ในเยอรมนี โครงการอบรมขนาดใหญ่ดำเนินงานในรูปแบบโรงเรียนคุ้มครองข้อมูล ซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรอบรมที่ครอบคลุมและเป็นระบบ สำหรับการบริหารงานปกครองในทุกด้าน
  • ความร่วมมือและการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐ (เอ็นจีโอ) ที่ทำงานในด้านนี้ มีประโยชน์หลายประการ
  • ประการแรกคือ หน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐหรือเอ็นจีโอนั้นอยู่ในฐานะที่จะสามารถส่งสัญญาณว่ามีการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่ชัดเจนหรืออย่างเป็นระบบ ให้หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลหรือให้กับประชาสังคมได้รับทราบ ซึ่งเท่ากับว่าเราจะมีหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่ใช่รัฐเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งในหลายกรณี การมีหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐเพิ่มขึ้นมานี้ ก็ช่วยให้การตรวจตราการคุ้มครองข้อมูลเป็นไปได้ครอบคลุมมากขึ้น
  • ประการที่สอง เอ็นจีโอนั้นทำให้มีช่องทางสื่อสาร ‘จากล่างขึ้นบน’ ซึ่งทำให้พลเมืองมีโอกาสที่จะเสนอการแก้ไขปรับปรุงกรอบกฎหมาย
    • จากมุมมองนี้ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของฮังการีได้ช่วยเหลือและร่วมมือกับเอ็นจีโอหลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ในปี 2000 หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลได้ทบทวนแผนงานคุ้มครองข้อมูลสำหรับโครงการวิจัยสิทธิของชาวโรมา (ยิปซี) ซึ่งดำเนินงานโดยคณะกรรมการเฮลซิงกิฮังการี และในปี 2004 เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานได้ร่วมกับสหภาพสิทธิพลเมืองฮังการีทำการทดสอบสถานพยาบาลจำนวนหนึ่งเพื่อดูว่าการตรวจเชื้อเฮชไอวีนั้นได้ทำไปอย่างเป็นนิรนามและไม่มีค่าใช้จ่ายจริงอย่างที่ได้ประกาศหรือไม่ และหลังจากนั้นก็ได้ออกข้อแนะนำซึ่งตั้งอยู่บนฐานของข้อค้นพบระหว่างการทดสอบดังกล่าว
  • ประการสุดท้าย ความร่วมมือและการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของรัฐอื่นๆ ทั้งในและนอกสหภาพยุโรป ก็เป็นประโยชน์เช่นกัน
    • ในระดับสหภาพยุโรป สิ่งนี้ถูกทำให้เป็นจริงหลักๆ ผ่านทางคณะทำงานซึ่งก่อตั้งตามมาตรา 29 ของ Data Protection Directive เวทีนี้ทำให้มีสภาพแวดล้อมเชิงสถาบันที่จำเป็น เพื่อให้หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลจากรัฐต่างๆ สามารถปรับประสานการใช้กฎหมายของตัวเองให้สอดคล้องเข้ากันได้กับรัฐอื่นๆ
    • ความร่วมมือแบบทวิภาคีและพหุภาคีก็เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมให้เกิด ทั้งในภายในสหภาพยุโรปและกับประเทศนอกสหภาพยุโรป ตัวอย่างที่ดีเช่นการที่โปรตุเกสกับสเปนมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการร่วมกันเป็นประจำทุกปี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับพัฒนาการที่สำคัญในการคุ้มครองข้อมูล

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ออกแบบอำนาจ: อ่านโครงสร้างคณะกรรมการในกฎหมายไทย

เอกสาร ม.409 สัมมนาทางมานุษยวิทยา 2/2559

ทำเอกสารประกอบวิชาสัมมนาเทอมนี้ จะอัปโหลดรายการบรรณานุกรมที่ WordPress.com มันไม่ให้ (.rdf .xml .zip .txt ไม่ได้สักกะอัน) เลยต้องมาฝากไว้ในบล็อกตัวเอง

TU AN409 2/2559 Bibliography

Hacking Team RCS กับการดู “ข้อมูลเข้ารหัส” โดยไม่ต้องถอดรหัส

(ต่อเนื่องจากโพสต์นี้และโพสต์นี้ในเฟซบุ๊ก)

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าอุปกรณ์ชื่อ “SSLX-GEO” และ “SSLX-T200” ที่ทางกลุ่ม “พลเมืองต่อต้าน Single Gateway” พบในระบบที่อ้างว่าเป็นของกองทัพบกนั้นคืออะไร และทางกองทัพบกก็ได้ปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวแล้ว

แต่เมื่อปีที่แล้ว มีเอกสารอีกชุดใน Wikileaks เป็นอีเมลและเอกสารส่งสินค้าของบริษัท Hacking Team ที่ระบุว่ามีการส่งสินค้า ติดตั้ง และทดสอบระบบส่งโปรแกรมฝังตัวเพื่อเข้าควบคุมเครื่องปลายทางที่ชื่อ Remote Control System (RCS) Galileo ในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558

—-

RCS ไม่ใช่อุปกรณ์หรือระบบถอดรหัสการสื่อสาร แต่ทำงานโดยไปฝังตัวที่เครื่องปลายทางเพื่อเข้าควบคุมเครื่อง จากนั้นก็สามารถอ่านข้อมูลที่เครื่องเป้าหมาย ก่อนข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและส่งออกไป และหลังข้อมูลถูกส่งเข้ามาและได้รับการถอดรหัส (แอปสื่อสารเป็นผู้ถอดรหัสเอง แล้ว RCS ค่อยไปอ่าน)

พูดอีกอย่าง แม้ RCS จะไม่ได้ถอดรหัส แต่มันทำให้การเข้ารหัสหมดความหมาย

เมื่อ RCS เข้าควบคุมเครื่องได้แล้ว ก็แน่นอนว่าจะสามารถดูข้อมูลอื่นๆ ในเครื่องได้ด้วย ไม่เฉพาะข้อมูลการสื่อสาร

Citizen Lab พบหลักฐานว่าระบบนี้ถูกใช้ในหลายประเทศ เช่น อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ เอธิโอเปีย ฮังการี อิตาลี คาซัคสถาน เกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน ปานามา ซาอุดิอาระเบีย ซูดานอาหรับเอมิเรสต์ ตุรกี และประเทศไทย

—-

ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายนั้น จำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่คือ

1) ข้อมูลที่อยู่นิ่งๆ ในเครื่อง หรือ ข้อมูล ณ จุดพัก (data at rest)

2) ข้อมูลที่วิ่งไปมาระหว่างเครื่อง 2 เครื่อง หรือ ข้อมูลระหว่างเดินทาง (data in transit)

—-

การเข้ารหัสการสื่อสารด้วย SSL (Secure Sockets Layer) หรือ TLS (Transport Layer Security) นั้นเป็นการเข้ารหัสข้อมูลประเภทที่ 2 (ข้อมูลระหว่างเดินทาง) เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งจากปลายทางหนึ่งไปยังอีกปลายทางหนึ่งมีความปลอดภัย ไม่สามารถถูกดูได้โดยเครื่องที่ต้องผ่านระหว่างทาง (ระบบอินเทอร์เน็ตทำงานคล้ายระบบไปรษณีย์ในแง่ที่ว่ากว่าข้อมูลจะถึงจุดหมาย ต้องฝากส่งกันหลายต่อหลายทอด)

การถอดรหัสข้อมูลที่ส่งด้วย SSL/TLS นั้นเป็นเรื่องยากหากไม่มีกุญแจที่ใช้ส่งข้อมูลแต่ละครั้ง (และระบบทำงานปกติไม่มีรูรั่ว)

เมื่อการดักและถอดรหัสข้อมูลประเภทที่ 2 (ข้อมูลระหว่างเดินทาง) ทำได้ยาก อีกวิธีที่จะดูข้อมูลได้ก็คือ พุ่งเป้าไปยังข้อมูลประเภทที่ 1 (ข้อมูล ณ จุดพำนัก) แทน

—-

หาก “จุดพำนัก” ดังกล่าวสามารถระบุที่ตั้งได้ชัดเจน เป็นเครื่องในความครอบครองของบุคคลหรือหน่วยงานที่ติดต่อได้ การ “ขอ” ข้อมูลตรงๆ จากบุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ (ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม)

แต่ในกรณีที่ไม่ทราบว่าจุดพำนักข้อมูลชัดๆ ทราบแต่เพียงว่าเป็นของผู้ใช้บัญชีอีเมลหรือโซเชียลมีเดียอะไร หรืออยู่ในระบบเครือข่ายไหน ระบบ RCS จะสามารถช่วยได้ โดยการล่อให้เป้าหมายติดกับ (เช่น เปิดไฟล์แนบหรือคลิกลิงก์ที่มากับอีเมลหรือเว็บไซต์ล่อลวง) ติดตั้งโปรแกรมไปฝังตัวในเครื่อง ทำให้สามารถดูข้อมูลและสั่งการควบคุมเครื่องได้

—-

อ่านความสามารถส่วนหนึ่งของ RCS และรายละเอียดเกี่ยวกับอีเมลสอบถามและการติดตั้งทดสอบในประเทศไทยเมื่อพฤษภาคม 2558 — ระบบนี้อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคำสั่งกระทรวงไอซีทีที่ 163/2557 ตั้งคณะทำงานทดสอบระบบเฝ้าติดตามออนไลน์ เมื่อ 15 ธ.ค. 2557

—-

ในแง่นี้ แม้ระบบ Remote Control System จะไม่ใช่ระบบที่ถอดรหัสข้อมูลการสื่อสาร แต่ก็เป็นระบบที่ทำให้การเข้ารหัสข้อมูลการสื่อสารระหว่างเครื่องไม่มีความหมายอีกต่อไป

และในกรณีข้อมูลการสื่อสารที่เป็นการสื่อสาร 2 ฝั่งนั้น แม้ปลายทางอีกฝั่งจะไม่ติดเชื้อ RCS แต่เนื่องจากข้อมูลการสื่อสาร (เช่นการแชต) นั้นมีการแลกเปลี่ยนรู้เท่ากันทั้ง 2 ฝั่ง ก็แปลว่าตัว RCS ก็จะรู้ข้อมูลการสื่อสารของอีกฝั่งได้ด้วย (เฉพาะที่มีการแลกเปลี่ยนกับเครื่องที่ติดเชื้อ)

มากไปกว่านั้น เนื่องจาก RCS สามารถควบคุมเครื่องเป้าหมายได้ มันจึงสามารถจับภาพหน้าจอ เปิดปิดกล้อง ไมค์ และเซ็นเซอร์อื่นๆ รวมไปถึงการติดตั้งโปรแกรมหรือข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมลงในเครื่องได้ด้วย ไม่ใช่เพียงการดูข้อมูลอย่างเดียวเท่านั้น

—-

สิ่งที่พอจะสบายใจได้บ้าง (หรืออาจจะไม่ก็ได้นะ) ก็คือ

1) RCS นั้นจะต้องทำอย่างเจาะจงเป้าหมาย (ส่วนเป้าหมายจะมีได้กี่เป้าหมายนั้น ก็แล้วแต่ทรัพยากร)

2) RCS ฝังตัวที่เครื่องเป้าหมายโดยอาศัยรูรั่วของแอปและระบบปฏิบัติการ (exploits) ถ้าเราหมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปเสียหน่อย (ใครใช้ระบบรุ่นเก่าๆ ที่โดนผู้ผลิตลอยแพแล้วก็เสียใจด้วย) ไม่ติดตั้งแอปน่าสงสัย และใช้เน็ตอย่างระมัดระวัง ไม่คลิกลิงก์มั่ว ไม่เปิดไฟล์แนบแปลกๆ (RCS Agent สามารถติดมากับไฟล์เช่น PDF, PowerPoint, Word) ก็พอจะปลอดภัยระดับหนึ่ง

ภาพหน้าจอจากเอกสาร RCS Certificates Case Study (หน้า 1-5) ของ Hacking Team

RCS Exploit Portal
RCS Exploit Portal

คำถาม-ข้อกังวลที่ต้องตอบ

คำถามเร็วๆ ตอนนี้คือ 

1) ใครเป็นคนควบคุมระบบนี้? ใช้อำนาจตามกฎหมายใด?

2) กลไกอะไรจะตรวจสอบการใช้อำนาจจากระบบนี้ เป็นกลไกที่ทำงานได้จริงไหม?

3) ความสามารถของ RCS นี่มีมากกว่าดักข้อมูล มันควบคุมเครื่องเป้าหมายได้ เปิดปิดกล้องได้ จะดาวน์โหลดข้อมูลอะไรมาใส่เครื่องเป้าหมายก็ได้ ถ้ามีการขอหมายหรือคำสั่งศาล คำสั่งจะอนุญาตให้ทำอะไรได้บ้าง?

4) ในซอร์สโค้ดที่หลุดออกมา มีการตั้งชื่อไฟล์ปลอมๆ ที่บ่งถึงรูปโป๊เด็ก เช่น “childporn.avi” และ “pedoporno.mpg” ซึ่งแม้อาจจะเป็นเรื่องตลกในกลุ่มโปรแกรมเมอร์ของ Hacking Team แต่ก็ทำให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ในการ “สร้างพยานหลักฐาน” – เรื่องนี้น่าห่วงมากๆ

วิดีโอโฆษณาของ Hacking Team

วิดีโอสาธิต RCS Galileo บน Windows

ปลาดาวออฟฟิศ

วันนี้พี่นุสรณ์โพสต์ ขอเก็บไว้หน่อย 14 ปีละ

Pladao Office Credits

ตอนนั้นนอกจากทำ spec ทำ test case ตรวจคำแปล UI ก็ยังเขียนเอกสารด้วย โชคดีมีคนเก็บไว้บ้าง วันนี้ลองกูเกิล “Pladao Office” ก็เจอ

ข้อมูลทั่วไป
http://ftp.ji-net.com/pladao/2.0/readme.html

The Crown

เข้าใจว่า The Crown ในชื่อซีรีส์ มันไม่ใช่มงกุฎ แต่หมายถึงหน่วยทางการเมือง เป็น Crown เดียวกับ Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ, ทำนองเดียวกับ public prosecutor), Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

The Crown เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจของกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm ด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจในทางปกครอง ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch
เช่น ในการฟ้องคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v … แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า The Crown v …

….

อันนี้คิดต่อเฉยๆ ว่า การพยายามนำแนวคิด The Crown มาใช้ในไทย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่พอไม่มีรูปคำมารองรับ (ไม่มีคำที่ใช้แทนคำว่า crown ได้ตรงๆ) ก็ทำให้แนวคิดมันไม่มีที่อยู่ที่แข็งแรงรึเปล่า

Crown Property Bureau หรือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในตอนแรกของไทยพยายามแยกทรัพย์สินตรงนี้ออกมาจากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ แรกๆ รัฐบาลก็มีอำนาจจัดการส่วนนี้จริง แต่ทำไปทำมา กลายเป็นดินแดนที่คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ (monarch แบบมีเลือดเนื้อ) ในแบบที่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเข้าไปยุ่งได้ยากแล้ว

ทำไปทำมา สำหรับเมืองไทย crown กับ monarch ก็ดูจะค่อยๆ กลืนกลับไปเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นไหม? อย่างน้อยก็ในเชิงมโนทัศน์ เพราะเวลาเราเปล่งเสียงในภาษาไทย เพื่อให้หมายถึงความหมายอย่าง crown กับ monarch อย่างแยกกัน ยังลำบากเลย

ออกแบบอำนาจ: อ่านโครงสร้างคณะกรรมการในกฎหมายไทย

ช่วงที่ผ่านมา นั่งดูร่างกฎหมายจำนวนหนึ่ง อย่างร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และร่างพ.ร.บ.กสทช. ก็เลยผ่านตาพวกที่มา คุณสมบัติ สัดส่วน ของคณะกรรมการนั่นนี่ตามกฎหมาย เลยขอโน๊ตที่สังเกตเห็นไว้ตรงนี้หน่อย จำนวนนึงเคยเขียนไว้บนเฟซบุ๊กแล้ว [1] [2] แต่อันนี้มาเขียนเพิ่ม และจะได้หาได้ง่ายๆ ด้วย เฟซบุ๊กมันหายาก (เขียนค้างมาจะสามเดือน เพิ่งจะเสร็จ…)

คำถามที่อยากค้นหาคือ เราจะดูตรงไหนได้บ้าง ว่าคณะกรรมการหนึ่งๆ มีที่มาและกระบวนการสรรหาที่เหมาะสม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีอิสระในการทำงาน มีอำนาจในการทำงาน และอำนาจนั้นมีกลไกตรวจสอบชัดเจน

ประเภทและที่มาของกรรมการ

กรรมการในคณะกรรมการนี่มีที่มาหลายได้แบบ เช่น

  • กรรมการที่สรรหามาเพื่อทำงานในคณะกรรมการนั้นโดยเฉพาะ — เป็นกรรมการที่ทำงานกรรมการให้กับคณะกรรมการนั้นๆ เต็มเวลา ห้ามทำงานอื่น (อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย) วิธีสรรหานั้นก็แล้วแต่กฎหมายจะกำหนด เช่น ให้สภาเลือกกรรมการสรรหามาคัดเลือกกรรมการอีกที หรือให้ตัวแทนสมาคมวิชาชีพและองค์กรที่เกี่ยวข้องเสนอตัวแทนเข้ามาเพื่อทำการคัดเลือกกันเอง ตัวอย่างของกรรมการที่ทำงานเต็มเวลาลักษณะนี้เช่น กรรมการกสทช. และกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส
  • กรรมการโดยตำแหน่ง (ex officio) — เป็นกรรมการที่ผู้ร่างกฎหมายมองว่า โดยตำแหน่งงานประจำของเขาแล้วเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจของคณะกรรมการ ควรจะมาช่วยคิดช่วยทำในเรื่องนี้ด้วย ก็เลยใส่เข้ามา นั่นคือกรรมการแต่ละท่านเขาก็ทำงานเต็มเวลาที่อื่นอยู่ด้วย เช่น เป็นรัฐมนตรีกระทรวง เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรม เป็นนายกสมาคมวิชาชีพ แต่ก็มาช่วยงานของคณะกรรมการด้วย กรรมการโดยตำแหน่งนี้ตามชื่อก็คือผูกอยู่กับตำแหน่ง ไม่ใช่ตัวบุคคล วันหนึ่งถ้ารัฐมนตรีกระทรวงเปลี่ยนเป็นคนใหม่ กรรมการโดยตำแหน่งก็จะเปลี่ยนตามไปเป็นคนใหม่ด้วย
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ — เป็นกรรมการที่คณะกรรมการหรือรัฐมนตรีหรือผู้ที่กฎหมายให้อำนาจ แต่งตั้งเข้ามา เพราะต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์เฉพาะบางอย่าง เช่น ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ว่าไป หรืออาจจะต้องการให้มีสัดส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มันครบถ้วนขึ้น เช่นให้มีจากภาคเอกชนด้วย จากภาคประชาสังคมด้วย จากภาควิชาการด้วย กรรมการประเภทนี้อาจทำงานอยู่ที่อื่นด้วย
  • กรรมการเฉพาะกิจ — เป็นกรรมการที่ถูกเชิญมาเฉพาะการประชุมหนึ่งๆ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังจะพิจารณาหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวข้อง กรรมการประเภทนี้โดยเหตุผลที่ถูกเชิญมาจะคล้ายกรรมการโดยตำแหน่ง (อำนาจเกี่ยวข้อง) หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ความรู้เกี่ยวข้อง) แต่เป็นการเชิญมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

กรรมการที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลาให้กับคณะกรรมการ

ข้อจำกัดหนึ่งของกรรมการที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลา ไม่ว่าจะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือการไม่ได้ทำงานเต็มเวลานั่นแหละ ซึ่งถ้าเป็นคณะกรรมการที่มีขอบเขตงานกว้าง มีภารกิจหลายอย่าง มีภาระงานสูง หรือต้องตัดสินใจเรื่องละเอียดที่จะส่งผลกระทบเยอะ ต้องใช้เวลา ก็อาจจะทำได้ไม่เต็มที่

อย่างกรณีคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับจากปี 2558 ที่ผ่านการตรวจจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว) ก็มีกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด ไม่มีกรรมการที่ทำงานเต็มเวลาเลย กระทั่งคนที่มารับตำแหน่งเลขานุการกรรมการเอง ก็ยังเป็นเลขานุการให้กับคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติอีกด้วย (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเป็นเลขานุการของทั้งสองคณะกรรมการนี้โดยตำแหน่ง)

ตรงนี้ไม่ได้บอกว่ากรรมการที่ไม่ได้ทำงานเต็มเวลาไม่ดี แต่คงต้องพิจารณาอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ 1) ภาระงาน 2) ความเป็นอิสระในการทำงาน — ถ้าคณะกรรมการไหนมีภาระงานเยอะและจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระสูง กรรมการที่ทำงานได้เต็มเวลาและไม่ได้ผูกอยู่กับหน่วยงานอื่นก็น่าจะเหมาะกว่าเพราะมีเวลาทำงานได้เต็มที่มากกว่า และการตัดสินใจก็น่าจะทำได้เต็มที่มากกว่าด้วย ไม่ต้องเกรงใจใคร

เช่น ถ้ามองว่าต่อไปจะมีประเด็นละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นๆ ตามเศรษฐกิจและสังคมที่พึ่งพาข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป ก็เข้าถึงข้อมูลของกันและกันมากขึ้น ก็คงต้องพิจารณาว่าคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคลนั้น ควรจะให้มีคณะกรรมการที่ทำงานเต็มเวลาทั้งชุดและทำงานได้เป็นอิสระไหม คล้ายๆ กับงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ปัจจุบันก็มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สัดส่วนตัวแทน-การขัดกันของผลประโยชน์-การแยกบทบาทผู้กำกับกิจการ

นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เช่นจะมีการขัดกันของผลประโยชน์ (conflict of interest) ไหม คือถ้าคณะกรรมการนี้ออกแบบมาเพื่อเป็น ผู้ตัดสินไกล่เกลี่ยคดี หรือเป็นผู้กำกับดูแล (regulator) ก็ไม่ควรจะเอาคนที่เป็นผู้ถูกกำกับมาเป็น ไม่งั้นก็จะเหมือนเอาผู้เล่นมาเป็นกรรมการเสียเอง ก็อาจจะไม่เป็นธรรมกับผู้เล่นอื่น

ต่อเรื่องที่มาของกรรมการอีกนิด ที่มาของกรรมการโดยตำแหน่งนั้น อันนึงที่พบคือ กระทรวงการคลังมักจะถูกใส่เข้ามาบ่อยๆ เห็นว่าเพื่อให้สะดวกต่อเรื่องงบประมาณ ถ้ามีข้อติดขัดอะไรก็จะได้ปรึกษาได้เลย ส่วนถ้าคณะกรรมการชุดไหนที่ออกแบบให้มี “การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน” ก็จะเป็น ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมธนาคารไทย 3 แห่งนี้ ที่มักจะได้สัดส่วนอยู่เสมอๆ (กรณีเป็นคณะกรรมการที่ดูแลภาพกว้างๆ – ส่วนถ้าเป็นกฎหมายที่เจาะจงอุตสาหกรรม ก็จะเป็นสมาคมผู้ประกอบการหรือสมาคมวิชาชีพในอุตสาหกรรมนั้นๆ)

อย่างไรก็ตาม การกำหนดคุณสมบัติในแง่ที่มา-สัดส่วนตัวแทน อาจไม่จำเป็นต้องเป็น “กรรมการโดยตำแหน่ง” ก็ได้ เช่นอาจระบุกว้างๆ ให้มีภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกี่คนหรืออย่างน้อยกี่คนก็ได้ เช่นในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ 30 ก.ย. 2559 ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา มาตรา 20/1 ที่มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ วรรคสองระบุว่า “ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งคณะ โดยแต่ละคณะให้มีจำนวนห้าคน ซึ่งสองในห้าต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและให้ได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”

ความรู้และประสบการณ์

สำหรับการกำหนดคุณสมบัติด้านความรู้หรือประสบการณ์ของกรรมการ กฎหมายบางฉบับอาจจะระบุลงไปเลยว่า ต้องการกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านไหนๆ กี่คน (เช่น ให้มีกรรมการด้านกฎหมาย 1 คน ด้านผู้บริโภค 1 คน ด้านวิศวกรรม 1 คน) ในขณะที่กฎหมายบางฉบับอาจจะเขียนรวมๆ (เช่น ให้มีกรรมการด้านกฎหมาย ด้านผู้บริโภค ด้านวิศวกรรมรวม 3 คน แบบนี้ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะได้นักกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมา 1 คน [กฎหมาย+ผู้บริโภค] และวิศวกรอีก 2 คน)

ตัวอย่างเช่น ในมาตรา 6 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ พ.ร.บ.กสทช. ฉบับปี พ.ศ. 2553 (ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้) จะเขียนแจกแจงเลย ว่าในคณะกรรมการกสทช. จะกรรมการด้านใดจำนวนกี่คน

มาตรา 6 พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ. 2553
มาตรา 6 พ.ร.บ.กสทช. พ.ศ. 2553

 

ในขณะที่ในร่างมาตรา 6 ใหม่ที่กำลังแก้ไขอยู่ เขียนว่าอยากให้มีด้านใดบ้าง และเขียนให้จำนวนคณะกรรมการทั้งหมดแบบรวมๆ 7 คน

มาตรา 6 ร่างพ.ร.บ.กสทช. (ฉบับที่สคก.ตรวจพิจารณาแล้ว - 2558)
มาตรา 6 ร่างพ.ร.บ.กสทช. (ฉบับที่สคก.ตรวจพิจารณาแล้ว – 2558)

 

อีกตัวอย่างเช่น ในมาตรา 7 ของร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระบุว่าให้มี “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านสังคมศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านสุขภาพ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” คือมีความเชี่ยวชาญอยู่ 6 ด้านเป็นอย่างน้อยที่เขียนไว้ แต่มีกรรมการ 5 คน ก็อาจจะตีความได้สองแบบคือ 1) ให้หากรรมการที่เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งสาขา 2) อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญให้ครบ 6 ด้านนี้ในคณะกรรมการ (หรือกรรมการโดยตำแหน่งอาจจะมีใครเชี่ยวชาญเรื่องที่ขาดไปก็ได้?)

มาตรา 7 ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่สคก.ตรวจพิจารณาแล้ว - 2558)
มาตรา 7 ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่สคก.ตรวจพิจารณาแล้ว – 2558)

 

เรื่องน่าสนใจอีกอันก็คือ ในกรณีที่ต้องการนักวิชาการ บางกฎหมายจะกำหนดว่าให้คัดเลือกจากอาจารย์ที่มาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เช่นในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับ 17 ส.ค. 2559 (ร่างฉบับนี้เก่าแล้ว ปัจจุบันหน้าตาที่มาเปลี่ยนไปแล้ว ยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น) มาตรา 20/1 ที่มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ มีตอนหนึ่งเขียนว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารมวลชนที่รัฐมนตรีแต่งตั้งจากอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐหนึ่งคน” แบบนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนก็อดไป หรือแม้จะระบุแค่เพียง “อาจารย์” ก็อาจทำให้คนที่มีความรู้เรื่องนั้นแต่ไม่ได้อยู่ในภาคการศึกษาหมดสิทธิ์เช่นกัน

มาตรา 20/1 ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
มาตรา 20/1 ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (30 ก.ย. 2559)

กรรมการเฉพาะกิจ

สำหรับ “กรรมการเฉพาะกิจ” คณะกรรมการบางชุดอาจอนุญาตให้มีการเชิญบุคคลภายนอกที่ปกติไม่ใช่กรรมการมาเป็นกรรมการเฉพาะการประชุมหนึ่งๆ ที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ด้วยก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในพ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 ที่ในมาตรา 6 วรรค 3 พูดถึง “สมาชิกเฉพาะกิจ” ที่มีฐานะเหมือนสมาชิกปกติ “เฉพาะการประชุมที่ได้รับเชิญ”

มาตรา 6 พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559
มาตรา 6 พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559

อายุของตัวกรรมการ

สิ่งหนึ่งที่ร่างพ.ร.บ.กสทช.ที่ตอนนี้อยู่ในสภา เปลี่ยนแปลงไปจากพ.ร.บ.ฉบับปี 2553 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ช่วงอายุ ที่จะเป็นกรรมการกสทช.ได้ จากปัจจุบัน 35-70 ปี เปลี่ยนเป็น 45-65 ปี ซึ่งก็นึกเหตุผลไม่ออก

ลองดูเกณฑ์อายุของสมาชิกคณะกรรมการอื่นๆ ได้เป็นตารางนี้

กรรมการ / คณะกรรมการ อายุไม่ต่ำกว่า อายุไม่เกิน
กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ร่าง) 45 65
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ร่าง) 65
กรรมการ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ร่าง)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
กรรมการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 35
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ 35
กรรมการ คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย 35
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ 25
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการกำกับการให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ 35
กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (2543) 35 70
กรรมการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (2543) 35 70
กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (2553) 35 70
กรรมการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ร่างรธน.)
กรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ร่าง)

โดยรวมที่พบคือ ส่วนมากจะกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 35 ปี และไม่ได้กำหนดว่าอายุห้ามเกินเท่าไร กฎหมายที่มีกำหนดเพดานอายุจะเป็นพวกกฎหมายไอซีที

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนี่ไม่ระบุอายุเลย ส่วนคณะกรรมการดิจิทัลกำหนดเฉพาะว่าไม่เกินเท่าไหร่ ไม่กำหนดขั้นต่ำ ในขณะที่คณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติกำหนดอายุขั้นต่ำต่ำกว่าใคร คือ 25 ปี

ที่งงๆ คือ ตัวร่างพ.ร.บ.กสทช.กับร่างพ.ร.บ.ดิจิทัลฯ ก็มาไล่ๆ กันในรัฐบาลเดียวกัน แต่ทำไมเกณฑ์เรื่องนี้ต่างกัน คืออันแรกกำหนดอายุ 45 ปี อันหลังกำหนด 35 ปี เลยจะอธิบายว่าเป็นเรื่องอาวุโส ประสบการณ์ ก็อธิบายไม่ได้เต็มที่นัก เพราะคณะกรรมการกสทช.เองก็ต้องทำตามนโยบายของคณะกรรมการดิจิทัลฯอีกที (ซึ่งเป็นไปได้ที่กรรมการในคณะกรรมการดิจิทัลจะอายุน้อยกว่า)

และทำไปทำมา อายุกับประสบการณ์ สัมพันธ์กันแค่ไหน ประสบการณ์ 1 ปีในช่วง 1990-2000 กับประสบการณ์ 1 ปีในช่วง 2001-2010 เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในปี 2020 เท่ากันไหม ที่สุดคือ มันโอเคแค่ไหนกับการกำหนดเกณฑ์อายุตายตัวขนาดนั้นในกฎหมาย

Audrey Tang รัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวันที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่นานนี้ เธอพัฒนาเว็บค้นหาเนื้อเพลงจีนตั้งแต่อายุ 15 ปี ทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์ตั้งแต่อายุ 19 ปี เป็นผู้จัดการโครงการโอเพนซอร์สอย่าง Perl เขียนซอฟต์แวร์สเปรดชีตออนไลน์เจ๋งๆ อย่าง EtherCalc เปิดบริษัทของตัวเองหลายแห่ง เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทแอปเปิล ได้รับการยอมรับทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และนักกิจกรรมสังคม แต่คุณสมบัติไม่น่าจะมาเป็นกสทช.ของไทยได้ในชุดหน้า เนื่องจากวันที่รับตำแหน่งเธออายุเพียง 35 ปี ไม่ถึงเกณฑ์ 45 ปี ของร่างพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ … นี่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้อายุแค่ 32 ปี

วาระดำรงตำแหน่ง

วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายด้วย เช่น ถ้าเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็มาและไปตามตำแหน่งนั้นๆ ถ้าเป็นกรรมการที่สรรหามาก็อาจกำหนดให้ดำรงตำแหน่งวาระละ 3 ปี 4 ปี 5 ปี แล้วแต่ นอกจากนี้ยังอาจกำหนดด้วย ว่ากรรมการจะพ้นวาระเมื่อใด เช่น เมื่อตาย ลาออก ถูกถอดถอน ละเมิดกฎ หรืออายุเกิน

การเข้าและออกสู่การเป็นกรรมการในคณะกรรมการหนึ่งๆ ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เช่นถ้ามีกรรมการคนใดคนหนึ่งพ้นตำแหน่งไป ก็สามารถเลือกหรือตั้งกรรมการคนใหม่เข้ามาแทนได้ หรือสำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการเฉพาะกิจ จะตั้งเพิ่มเติมภายหลังก็ทำได้

นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบให้การสรรหากรรมการเข้าสู่คณะกรรมการมีลักษณะเหลื่อมกันได้ด้วย ดังเช่น พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 หรือพ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ในมาตรา 23 วรรค 2 ออกแบบวาระของกรรมการนโยบายเอาไว้น่าสนใจดี

มาตรา 23 พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส พ.ศ. 2551
มาตรา 23 พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส พ.ศ. 2551

 

คือคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสนั้น มีทั้งหมด 9 คน ประธาน 1 คน กรรมการที่เหลืออีก 8 คน กรรมการมีวาระ 4 ปี – ทีนี้หลัง 2 ปีแรกที่มีคณะกรรมการชุดแรก จะมีจับสลากเอากรรมการออกครึ่งนึง (4 คน) แล้วเลือกเข้ามาใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง – ผ่านไปอีก 2 ปี กรรมการอีกครึ่งหนึ่งที่รอดจากการจับสลากเมื่อ 2 ปีก่อน ก็จะหมดวาระลง ก็เลือกเข้ามาใหม่ และอีก 2 ปีถัดไปชุดที่เข้ามาแทนที่คนจับสลากออก ก็จะหมดวาระ ก็เลือกเข้าใหม่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ (การจับสลากออกจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในวาระเริ่มแรกเท่านั้น)

ไม่รู้ว่าการออกแบบแบบนี้มีที่มายังไง แต่เห็นว่ามันอาจจะทำหน้าที่ได้อย่างน้อย 3 อย่าง

1) ลดโอกาสครอบงำโดยผู้สรรหากลุ่มเดียว คือในกระบวนการสรรหากรรมการ คนก็กลัวว่าจะมีอำนาจทางการเมือง ทุน หรือกระแสสังคมอะไรมาแทรกแซงกดดัน เช่น กลัวว่าสรรหาเข้ามาในสมัยรัฐบาลไหน ก็จะเป็นพวกรัฐบาลสมัยนั้น แต่พอทำให้วาระของกรรมการมันเหลื่อมกัน มันก็โอกาสที่จะลดการครอบงำแบบยกแผงได้ (เว้นว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคเดียวกันต่อเนื่อง – แต่ในแง่นั้นก็อาจจะพอพูดได้ว่า ก็ประชาชนไว้ใจ)

2) ช่วยให้คณะกรรมการ “สดใหม่” อยู่เสมอ “อัปเดต” สมาชิกของคณะกรรมการได้ถี่ขึ้น แทนที่จะต้องรอให้ครบทุก 4 ปี แล้วอัปเดตรวดเดียว ก็สามารถอัปเดตเป็นขยักได้ทุก 2 ปี ตรงนี้ก็น่าจะช่วยให้หน้าตาของกรรมการสอดคล้องกับโจทย์ของสังคม ณ เวลานั้นมากขึ้น

3) ช่วยให้การทำงานของคณะกรรมการมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนทีเดียวยกชุด แล้วมาเริ่มใหม่หมดจากศูย์กันทุกคน กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลา ถ้าเปลี่ยนทีละครึ่ง ครึ่งที่อยู่มาก่อนก็ช่วยประครองครึ่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้

คณะกรรรมการที่เกี่ยวกับสื่อ ไอซีที และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีประเด็นทางสังคมใหม่ๆ อย่างคณะกรรมการดิจิทัลและคณะกรรมการกสทช. น่าจะลองโมเดลนี้ดู สลับปีให้มันเหลื่อมกัน

อย่างไรก็ตาม พวกคณะกรรมการที่มีแต่กรรมการโดยตำแหน่งเยอะๆ นี่ วิธีนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก คือส่วนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งข้าราชการการเมือง (อย่างรัฐมนตรี) มันก็เวียนตามวาระรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งข้าราชการประจำ (อย่างอธิบดี) เขาก็อาจจะอยู่กันในตำแหน่งนานๆ ก็ได้ อีกอย่าง การเข้าการออกตำแหน่งพวกนี้ในแต่ละกรมมันก็ไม่ได้พร้อมๆ กันไปทั้งหมด (คือไม่จำเป็นต้องมากำหนดการเหลื่อมกันในชั้นคณะกรรมการก็ได้)

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความหลากหลายในความคิดเห็นของกรรมการ-ลดโอกาสการครองงำโดยผู้สรรหากลุ่มเดียว ไม่ได้ทำได้ด้วยการทำให้การเข้าสู่วาระเหลื่อมกันเพียงอย่างเดียว แต่อาจใช้วิธีอื่นได้ด้วย เช่นการออกแบบอำนาจในการแต่งตั้ง การพ้นวาวระ และการถอดถอนกรรมการ ดังเช่นในกรณี ศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States)  ที่ประกอบด้วยสมาชิก 9 คน (ประธาน 1 คน ตุลาการสทบอีก 8 คน) ประธานาบดีแห่งสหรัฐอเมริกามีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกศาลสูงสุด (เสนอชื่อและให้สภารับรอง) แต่ไม่มีอำนาจถอดถอน สมาชิกศาลสูงสุดจะอยู่ในวาระไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะลาออก ซึ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากสมาชิกจะตายไม่พร้อมกันและตายในช่วงประธานาธิบดีที่อาจจะมาจากคนละพรรคการเมือง ส่งผลให้สมาชิกของศาลสูงสุดมีความหลากหลายในทางอุดมการณ์การเมือง

โครงสร้างอำนาจ: คณะกรรมการรายงานต่อใคร ใครสั่งคณะกรรมการได้ ใครสรรหา-แต่งตั้ง-ถอดถอนกรรมการได้

อีกสิ่งที่คนออกแบบคณะกรรมการจะคิดไว้ ก็คือ คณะกรรมการนี้จะไปทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบไหน เช่น เป็นคณะกรรมการที่ทำงานภายใต้โครงสร้างกระทรวง เป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างหลายหน่วยงาน หรือเป็นคณะกรรมการอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด รายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อสภาผู้แทนราษฎรเลย เหล่านี้เราสามารถอ่านได้จากตัวกฎหมายนั้นๆ หรืออ่านประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มีแนวโน้มว่าคณะกรรมการที่ประธานกรรมการเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยตำแหน่ง ก็จะทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างของกระทรวงนั้น (แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่เสมอไป คือถ้ารัฐมนตรีกระทรวงปล่อยอิสระ หรือประธานคณะกรรมการแข็งแรงพอ คณะกรรมการก็อาจจะเป็นอิสระได้ในช่วงเวลานั้นๆ)

สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อกระจายอำนาจให้ได้ดุล หรือลดการแทรกแซง กฎหมายก็อาจออกแบบให้อำนาจสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอน กระจายไปอยู่ในหน่วยงานหรือบุคคลที่แยกต่างหากออกจากกัน

ตัวอย่างเช่น กรณีผู้พิพากษาศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ประธานาธิบดีมีอำนาจเสนอชื่อ (nominate) จากนั้นวุฒิสภาจะรับรอง (confirm) เพื่อแต่งตั้ง แต่เมื่อผู้พิพากษาคนนั้นรับตำแหน่งแล้ว ก็จะอยู่ในตำแหน่งไปตลอดชีวิต ไม่มีใครมีอำนาจถอดถอนได้ แม้แต่ประธานาธิบดี (เชื่อว่าเพื่อให้การทำงานไม่ถูกแทรกแซง)

หรือคณะกรรมการบางชุด ก็อาจจะมีกระบวนการสรรหาที่ละเอียดหรือ “ซับซ้อน” ขึ้น โดยอาจจะมีจุดประสงค์เพื่อให้มีการคัดกรองที่ละเอียดขึ้น ได้รับการเสนอชื่ออย่างหลากหลายมีส่วนร่วมมากขึ้น ลดอำนาจสรรหาจากหน่วนงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยตรง หรือจุดประสงค์อื่น

เช่น มาตรา 18 พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ก็กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา 15 คน มาจากสมาคมสื่อ สภานักวิชาการสื่อ เอ็นจีโอ สภาทนายความ สสส. และปลัดกระทรวง โดยระบุชื่อตำแหน่งและชื่อหน่วยงานลงในกฎหมายเลย — ซึ่งก็ถามได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องเป็นองค์กรเหล่านี้ด้วย ถ้าต่อไปมีองค์กรอื่นหรือบุคคลอื่นที่น่าจะเหมาะสมกว่า ทำไมเขาถึงมามีส่วนร่วมสรรหาด้วยไม่ได้

เพื่อ “แก้ปัญหา” ดังกล่าว พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 พยายามเปิดช่องให้ตัวแทนจากกลุ่มอื่นที่ไม่ได้กำหนดชื่ออย่างเจาะจงไว้ในกฎหมายสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาได้ โดยกำหนดที่มาของผู้ถูกเสนอชื่อไว้ 2 ทาง ทางหนึ่งมาคณะกรรมการสรรหาที่กฎหมายระบุชื่อไว้ อีกทางหนึ่งมาจากสมาคมหรือนิติบุคคลที่ได้ลงทะเบียนไว้ตามมาตรา 9 จากนั้นรายชื่อจากทั้ง 2 ทางจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อให้วุฒิสภาเป็นผู้เลือกและแต่งตั้ง (กระบวนการนี้กำลังจะเปลี่ยนในร่างพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่)

เนื่องจากงานของรัฐสมัยใหม่มีความซับซ้อนข้ามประเด็นข้ามความรับผิดชอบมากขึ้น อีกทั้งรัฐยังมีแนวโน้มจะลงมือทำเองน้อยลง และผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการ (facilitator) หรือผู้กำกับกิจการ (regulator) มากขึ้น จำนวนคณะกรรมการต่างๆ จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ การสรรหาคณะกรรมการก็มากขึ้นตาม ประเทศอย่างสหราชอาณาจักรต้องการให้กระบวนการสรรหาเหล่านี้เป็นไปด้วยมาตรฐานที่สม่ำเสมอ โปร่งใสตรวจสอบได้ และมีความรับผิดต่อสาธารณะ ก็เลยจัดการให้มีหน่วยงานที่มาทำหน้าที่กำกับการสรรหาแต่งตั้งอีกที ชื่อว่า “คณะกรรมการเพื่อการแต่งตั้งตำแหน่งสาธารณะ” (Commissioner for Public Appointments) โดยคณะกรรมการนี้จะไม่ทำการสรรหาแต่งตั้งเอง แต่จะเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามกฎที่วางไว้หรือไม่

Commissioner for Public Appointments

การรายงานต่อใคร ใครจะมาเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หรือใครจะเป็นคนมีอำนาจเอากรรมการเข้าออก พวกนี้สามารถใช้ดูได้ ว่าคณะกรรมการใดเป็นอิสระจากใคร แค่ไหน ว่าง่ายๆ คือ จากมุมมองของคณะกรรมการ พอมองขึ้นไปข้างบน ก็จะเห็นว่าใครอยู่เหนือหัวบ้าง

แต่ไม่ใช่แค่คนที่อยู่บนหัวเท่านั้น แต่คนที่อยู่รอบๆ ที่จะทำงานด้วยกัน ช่วยเหลืองานกัน ก็มีส่วนเช่นกัน (และใครสั่งคนๆ นั้นได้? คนๆ นั้นต้องรายงานต่อใคร?) ว่าการทำงานจะมีอิสระและมีประสิทธิภาพได้แค่ไหน

โครงสร้างการทำงาน: คณะกรรมการมีใครช่วยงาน สั่งการใครได้

โดยมากแล้ว คณะกรรมการมักทำงานกำหนดนโยบาย กำหนดแผนงาน วินิจฉัยคำร้อง ออกคำสั่ง หรือกำหนดระเบียบ แต่ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติการบังคับใช้คำสั่งหรือระเบียบเหล่านั้นด้วยตัวเอง อีกทั้งไม่ได้เป็นผู้นำนโยบายและแผนงานไปปฏิบัติ ก็จะมีหน่วยงานอื่นมารับไปทำอีกที

นอกจากนี้หากงานของคณะกรรมการมีมาก ก็จะมี “สำนักงานเลขานุการ” มาทำหน้าที่เรื่องประสานงาน ธุรการ เลขานุการอื่นๆ เป็นการเฉพาะด้วย เช่น คณะรัฐมนตรี มีสำนักงานคณะรัฐมนตรี, คณะกรรมการกฤษฎีกา มีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, คณะกรรมการกสทช. มีสำนักงานกสทช., คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ก็ไม่จำเป็นว่าหน่วยงานหนึ่งๆ จะรับเป็นสำนักงานเลขานุการให้กับคณะกรรมการเพียงคณะเดียว บางหน่วยงานอาจจะรับมากกว่าหนึ่งก็ได้ แล้วแต่จะออกแบบ

ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (ฉบับเสนอครม. ม.ค. 2558) นอกจากให้มีคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) แล้ว ในมาตรา 14 ยังตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นสำนักงานเลขานุการช่วยงานกปช.ด้วย โดยมาตรา 17 ให้สำนักงานมีหน้าที่ 13 ข้อ ซึ่งรวมถึงการประสานความร่วมมือทางปฏิบัติในการดำเนินงาน ประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูล บริหารแผนงานตามคำสั่งคณะกรรมการ รับผิดชอบงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม และงานเลขานุการของคณะกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย และในมาตรา 21 กำหนดให้มีเลขาธิการสำนักงาน ดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน ขึ้นต่อต่อประธานกรรมการกปช. และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

ในขณะเดียวกัน ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. … (ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเมื่อ ก.ย. 2558) ในมาตรา 7 (ประกอบนิยามในมาตรา 5) กำหนดให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นเลขานุการและกรรมการโดยตำแหน่งของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (และให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานมาช่วยงานได้อีก 2 ตำแหน่ง) และในมาตรา 16 ให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติทำงานวิชาการและธุรการให้กับคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

โครงสร้างความสัมพันธ์ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ - คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ร่าง ก.ย. 2558)
โครงสร้างความสัมพันธ์ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ – คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ร่าง ก.ย. 2558)

ซึ่งตรงนี้ก็ตั้งคำถามต่อได้อีก ว่าแม้ในบางกรณีหน้าที่ของงาน 2 ส่วนนี้ (มั่นคงไซเบอร์ และ คุ้มครองข้อมูล) จะส่งเสริมกัน แต่ก็มีบางกรณีที่หน้าที่อาจจะขัดกัน (เช่น คณะกรรมการมั่นคงไซเบอร์จะใช้อำนาจตามมาตรา 34 ของพ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ สั่งเอกชนขอข้อมูลส่วนบุคคล แต่ทางคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลอาจจะไม่เห็นด้วย) แบบนี้จะทำอย่างไร

การทำงานของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลจะเป็นอิสระคานอำนาจได้จริงไหม เพราะตัวเลขานุการก็เป็นเลขาธิการสำนักมั่นคงไซเบอร์ ที่ถูกแต่งตั้งและถอดถอนได้โดยคณะกรรมการมั่นคงไซเบอร์ หรือถ้าไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร คนในสำนักงานก็ใส่เกียร์ว่างละกัน แบบนี้งานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็อาจจะดำเนินไปได้ยากในทางปฏิบัติหรือไม่

ถ้าลองดูที่แผนผังความสัมพันธ์ที่มาและที่ไปของอำนาจ ก็จะเห็นได้ว่า มันเอนไปทางฝั่งมั่นคงไซเบอร์มากกว่าด้านคุ้มครองข้อมูล ตรงนี้บอกอะไรกับเราไหม

** อัปเดต 28 พ.ย. 2559 — กมธ.สื่อสารมวลชน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอปรับเปลี่ยนสัดส่วนของคณะกรรมการมั่นคงไซเบอร์ ให้เพิ่มกรรมการจากฝ่ายความมั่นคง(ทางการทหาร)เข้าไปอีก พร้อมให้พิจารณาแก้ไขร่างพ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ส่วนอื่นๆ ตามยุทธศาสตร์ของฝ่ายความมั่นคงและเหล่าทัพ แปลว่าอำนาจก็ยิ่งเอนไปทางฝ่ายความมั่นคงทางการทหารมากขึ้นไหม? อำนาจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในเชิงโครงสร้างคณะกรรมการก็อาจจะอ่อนลงโดยเปรียบเทียบหรือเปล่า? ถ้าวาดแผนผังใหม่ ก็จะได้แบบนี้ สังเกตตรงประธานคณะกรรมการมั่นคงไซเบอร์ จะเปลี่ยนจากรัฐมนตรีดิจิทัลเป็นนายกรัฐมนตรี และมีเพิ่มตำแหน่งรองประธาน 2 ตำแหน่ง หนึ่งในนั้นเพิ่มรัฐมนตรีกลาโหมเข้ามา

โครงสร้างความสัมพันธ์ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ - คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ พ.ย. 2559)
โครงสร้างความสัมพันธ์ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ – คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ พ.ย. 2559)

[นอกเรื่องนิด: พอดูจากข้อเสนอจากสภาขับเคลื่อนฯ ดูเหมือนนิยามคำว่า “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ที่หน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะความมั่นคงทางทหารของไทยเข้าใจ จะรวมเรื่อง “เนื้อหาที่มนุษย์สื่อสารกัน” เข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของตัวระบบสารสนเทศ — ซึ่งพอมองแบบนี้ก็ทำให้เข้าใจได้ ว่าทำไมกมธ.สื่อสารมวลชนถึงเข้ามาเกี่ยว]

ใครสนใจการทำงานของอำนาจรัฐ สนใจว่ากลไกพวกนี้สุดท้ายจะคุ้มครองเราได้แค่ไหนอย่างไร ใครเป็นผู้เล่นสำคัญ คณะกรรมการที่ควรจะมีอิสระในการทำงานนั้นอิสระจริงไหม ลองทำแผนที่ของอำนาจแบบนี้กันดูเล่นก็ได้ครับ สนุกดี ตอนผมวาดตอนแรกนี่เส้นพันกันยุ่งมาก ลองขยับอยู่สองสามรอบ

ถ้ากฎหมายต่างๆ อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (machine readable) และทำลิงก์เชื่อมโยงระหว่างอำนาจของกฎหมายต่างๆ หน่วยงานต่างๆ ก็น่าจะสะดวกในการทำความเข้าใจกฎหมายและความสัมพันธ์ของอำนาจดีนะ

อ้างอิง

  1. การเข้าสู่ตำแหน่งที่เหลื่อมกันของคณะกรรมการไทยพีบีเอส (Facebook)
  2. ช่วงอายุของกรรมการ ในร่างพ.ร.บ.กสทช.ล่าสุด (ก.ย. 2559) (Facebook)
  3. มาตรา 7 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ….
  4. มาตรา 7 ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่..) พ.ศ. ….
  5. มาตรา 8 ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ….
  6. มาตรา 11 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
  7. มาตรา 6 พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542
  8. มาตรา 8 พ.ร.บ.พัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549
  9. มาตรา 19 พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551
  10. มาตรา 8 พ.ร.บ.การมาตรฐานแห่งชาติ พ.ศ. 2551
  11. มาตรา 11 พ.ร.บ.การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2559
  12. มาตรา 8 และมาตรา 14 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543
  13. มาตรา 8 มาตรา 14 และมาตรา 50 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543
  14. มาตรา 7 และมาตรา 20 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
  15. มาตรา 222 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. (ฉบับลงประชามติ 7 ส.ค. 2559)
  16. มาตรา 232 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. (ฉบับลงประชามติ 7 ส.ค. 2559)
  17. มาตรา 6 พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559
  18. รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ….
  19. มองกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านฐานคิดของฝ่ายความมั่นคง
  20. “ความมั่นคงไซเบอร์” แบบไทยๆ (Facebook)

ประวัติกฎหมายลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ (2548 – ยุคก่อนประกาศกสทช.)

Micro SIM card

ความรู้ใหม่ มีกฎหมาย “พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495” และมีทางจะเอามาใช้ในเรื่องข้อมูลข่าวสารแบบนี้ได้ด้วย

ค้นเร็วๆ เรื่องการลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ก่อนยุคกสทช.บังคับลงทะเบียนทั้งประเทศ) ได้ข้อมูลดังนี้

เมื่อปี 2548 ตอนที่รัฐบาลทักษิณเสนอจะให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ป้องกันการจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ) มีข้อเสนอมาตรการหลายแบบอยู่ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่กฎหมายก็ดูแลโดยกระทรวงต่างกัน

เม.ย. 2548

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมจัดระเบียบซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินเพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นตัวก่อเหตุจุดฉนวนระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ข้อสรุปว่า

1) ขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ในการออกกฎหมายควบคุม

หาก กทช.เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะใช้แนวทางที่สอง คือ

2) ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดให้รัฐสามารถควบคุมโภคภัณฑ์เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

ตอนนั้นตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงและการข่าวที่ร่วมประชุมมีอาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และพล.ต.ท.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามเรื่องการดักฟัง พล.ต.อ.ชิดชัย ตอบว่า การจัดระเบียบซิมไม่ใช่ทำเพื่อดักฟัง จะดักฟังได้ต้องใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงกฎหมายยาเสพติด

ต่อมาได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปดำเนินการ

พ.ย. 2548

กระทรวงไอซีที ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่องการลงทะเบียนบัตรประจำตัวของผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 11 ของพ.ร.ก.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ข้อ 6

มาตรา 11 ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อมีปรกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
[…]
(6) ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

ส.ค. 2549

มติคณะรัฐมนตรี 2 ส.ค. 2549

  • กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ลงทะเบียน ณ จุดขาย ผู้ที่ไม่ได้แสดงตนในวันที่กำหนดจะถูกระงับสัญญาณ
  • ภายใต้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (มาตรา 11) ได้ประกาศให้การซื้อขายซิมต้องมีการระบุหลักฐานแสดงตนตามประกาศกระทรวงไอซีที
  • กระทรวงไอซีทีแจ้งผู้ประกอบการทุกรายให้เข้มงวดในการตรวจสอบหลักฐานการแสดงตนของผู้ใช้บริการ
  • ประสานงานกับประเทศมาเลเซีย ที่จะให้มีข้อตกลงร่วมกันในการลดกำลังส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามชายแดน ขอความร่วมมือ กอ.สสส.จชต. ให้กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการจุดชนวนระเบิดตามแนวชายแดนด้วยซิมที่ใช้สัญญาณจากมาเลเซีย
  • ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการซื้อขายซิม ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายย่อยตรวจสอบหลักฐานและมีแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลของผู้ซื้อทุกราย
  • กระทรวงไอซีทีรายงานต่อที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคง ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ได้ผลไหม?

ส่วนความได้ผลของมาตรการนั้น เรียกว่าได้ผลอยู่ เพราะผู้ก่อการเลิกใช้โทรศัพท์มือถือจุดระเบิด หันไปใช้วิทยุสื่อสารจุดระเบิดแทน (ข้อมูลจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ ช่วงปี 2552-2554)

 

ภาพประกอบ: Micro SIM card โดย Tsahi Levent-Levi. สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 2.0

โลกของเราขาวไม่เท่ากัน: ข้อคำนึงเพื่อเว็บขาวดำแต่พอดี

ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากโศกเศร้า การแสดงออกนั้นมีได้หลากหลาย ผู้ดูแลเว็บไซต์และบัญชีสื่อสังคมจำนวนหนึ่งเลือกที่จะแสดงผลหน้าเว็บทั้งหมดเป็นขาวดำ (จริงๆ คือเทาไล่ระดับ หรือ grayscale แต่ก็เรียกกันติดปากว่า “ขาวดำ” อ่ะนะ) หรือสีโทนหม่นๆ หน่อย (ด้วยการปรับ saturate)

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้งานหรือเกิดความผิดพลาดระหว่างใช้งาน โพสต์นี้ผมรวมเอาข้อแนะนำจากหลายๆ คนที่เจอบนเฟซบุ๊กมารวมเอาไว้ ขอขอบคุณคุณ @Nutn0nFufu Dogu, และ Kasiti Panthanom ด้วยครับ

ในช่วงแรกจะพูดถึงข้อควรระวังพื้นฐาน วิธีเฉพาะหน้าเพื่อทำสีโทนขาวดำ จากนั้นจะพูดถึงปัญหา ทางแก้ไขระยะยาว โดยอ้างอิงส่วนหนึ่งจาก Web Content Accessibility Guidelines ของ W3C และ human interface guidelines ของแอปเปิล

ปรับสี ให้คำนึงถึงการใช้งานด้วย

สิ่งแรกสุดเลยสำหรับการปรับโทนสี คือการพิจารณาว่าลักษณะการใช้งานของเว็บไซต์นั้น เหมาะสมกับสีโทนขาวดำหรือสีที่ผิดไปจากปกติหรือไม่

สีเบเยอร์

เลือกสี iPhone

ถัดมาคือพิจารณาว่า การปรับเปลี่ยนแก้ไขหน้าเว็บ จะทำให้การทำงานของบริการนั้นผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่

สำหรับเว็บไซต์ที่

  • สีสำคัญต่อการให้บริการ เช่น เว็บไซต์ขายสินค้าที่ต้องแสดงตัวอย่างสินค้าในสีต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้สีอย่างที่ต้องการไม่สั่งผิดสี หรือแผนที่บอกสภาพการจราจร
  • การปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ทำได้ยาก เพราะอาจกระทบหลายส่วน หรือจำเป็นต้องทดสอบอีกมากหากมีการเปลี่ยนแปลง UI เพื่อความถูกต้องในการใช้งานและความปลอดภัย เช่น เว็บไซต์ธนาคาร หน้าจอยืนยันการชำระเงิน

ไม่ควรปรับสี “ทั้งเว็บไซต์” ให้เป็นขาวดำ แต่ให้พิจารณาปรับเฉพาะจุด และอาจพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ปรับเฉพาะภาพโลโก้เป็นขาวดำ แสดงแบนเนอร์ด้านบนของทุกหน้า แสดงภาพใหญ่ในหน้าแรกหน้าเดียว หรือทำเป็น landing page แยกออกมาต่างหากก่อนเข้าหน้าเว็บหลัก (ไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่สำหรับ landing page)

วิธีเฉพาะหน้า

ก่อนอื่นขอพูดถึง 2 เทคนิคที่ขณะนี้หลายเว็บไซต์ใช้อยู่ก่อน คือการใช้ CSS filter (ทั้ง grayscale() และ saturate()) กับการใช้ JavaScript แบบ “หว่านแห” ครอบจักรวาล เพื่อเปลี่ยนสี “ทั้งเว็บไซต์”

  • ข้อดี: ทำง่าย ใช้โค้ดสั้นๆ แต่ให้ผลได้ทั้งหน้าเว็บหรือทั้งเว็บไซต์
  • ข้อเสีย: อาจกระทบกับประสิทธิภาพ และความถูกต้องในการใช้งาน

พูดถึงข้อเสียหรือปัญหาแรกก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีร่วมกันของทั้ง JavaScript และ CSS filter แบบครอบจักรวาล ปัญหานี้เกิดจากการที่ตัวเว็บเบราว์เซอร์ต้องประมวลผลเพิ่มขึ้น คือดาวน์โหลดรูปสีเสร็จและแสดงผลส่วนต่างๆ ของเว็บเสร็จไม่พอ ยังต้องแปลงทุกการแสดงผลให้เป็นขาวดำอีกทีด้วย ส่งผลให้เบราว์เซอร์อาจจะหน่วงๆ โดยเฉพาะเครื่องที่ไม่แรงนักอย่างพวกเน็ตบุ๊ก หรือยังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่าอยู่

แม้เบราว์เซอร์รุ่นใหม่ๆ หน่อยปรับปรุงประสิทธิภาพของ filter grayscale() และ filter saturate() ให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ถ้าใช้ทั้งหน้ากับทุก element ก็อาจจะหน่วงบ้าง

จริงๆ แล้วในเรื่องนี้นั้น CSS filter ก็ยังทำงานได้เร็วกว่า JavaScript แต่สาเหตุที่บางคนเลือกใช้ JavaScript (เช่น grayscale.js) ก็เพราะตัว Internet Explorer ยังรองรับ CSS filter ได้ไม่เต็มที่

ซึ่งก็มาถึงปัญหาที่สอง คือ CSS filter ในแต่ละเบราว์เซอร์นั้นทำงานแตกต่างกันอยู่บ้าง และอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

ตัวอย่าง CSS filter ที่ใช้กันมาก

[*|html|body|Element] {
    -webkit-filter: grayscale(100%);
    filter: grayscale(100%);
    filter: url('grayscale.svg#grayscale');
    filter: gray;
}

คุณ Fufu Dogu สรุปปัญหาที่พบบนเบราว์เซอร์ต่างๆ ไว้ดังนี้

  • Chrome – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง z-index จะคำนวณผิดไปจากเดิม
  • Safari – แสดงผลขาวดำได้ อาจมีหน่วงบ้างถ้าเว็บใหญ่
  • Firefox – แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง position, z-index, ถ้าใช้ * เว็บหน้าเสียเลย
  • IE <= 9 แสดงผลขาวดำได้ มีปัญหาเรื่อง pseudo Element จะไม่ขาวดำ, IE 10-12 ใช้งานไม่ได้, IE 13-14 ใช้งานได้

z-index ในที่นี้คือเลขระบุตำแหน่ง “แกนลึก” หรือระดับชั้นของหน้าเว็บ นึกถึงว่าหน้าเว็บก็เหมือนกระดาษ และเราเอากระดาษมาซ้อนกันได้หลายๆ แผ่น วิธีระบุว่าเรากำลังพูดถึงกระดาษแผ่นไหนอยู่ ก็คือเลข z-index นั่นเอง (เลขยิ่งมากยิ่งอยู่บน, เลข 0 คือแผ่นหลังสุด) การอ้างอิง z-index ผิด จะทำให้อินเทอร์เฟซบางส่วนทำงานผิดพลาดได้ และส่งผลต่อการใช้งาน (เช่นโปรแกรมอาจจะสั่งให้เปลี่ยนการแสดงผลข้อความที่อยู่บนกระดาษแผ่นที่ 3 แต่พอใช้ filter ปุ๊บ โปรแกรมมันหากระดาษแผ่นที่ 3 ไม่เจอแล้ว ก็เลยเปลี่ยนข้อความไม่ได้)

ดังนั้นเว็บไซต์ไหนที่ซีเรียสกับความถูกต้องในการใช้งาน หลังแทรก CSS filter เข้าไป อย่าลืมทดสอบพวกการใช้งานหลักๆ ที่สำคัญๆ ด้วย ว่ายังใช้ได้ผลถูกต้องเหมือนเดิมไหม

สรุปคือ 2 วิธีนี้ ทำสะดวก ทำน้อยได้เยอะ แต่อาจมีผลกระทบกับประสิทธิภาพและความถูกต้องในการใช้งาน ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งาน “แก้ขัด” เฉพาะหน้าไปก่อน ในระหว่างแก้ไขแบบงานละเอียด

ปรับสีแบบงานละเอียด

“งานละเอียด” ที่ว่า มี 2 ระดับความละเอียด (ไม่มีหลักอะไร แบ่งเอาเองนี่แหละ)

แบบแรกคือ ใช้ CSS override ทำ stylesheet ขึ้นมาใหม่อีกชุด แล้วแก้ไข CSS เพื่อแสดงผลขาวดำเป็นจุดๆ ไป (ไม่ได้สั่งให้ทำแบบครอบจักรวาลทุกจุด) เช่น แก้เฉพาะตัว img หรือกำหนด class ขึ้นมาเฉพาะอันหนึ่งแล้ว element ไหนต้องการให้เป็นขาวดำก็เพิ่ม class ดังกล่าวเข้าไป จากนั้นก็ไปประกาศใช้หลัง stylesheet หลัก เพื่อให้ค่าต่างๆ ตัว stylesheet ที่ประกาศทีหลังนี้ ไปทับ (override) ค่าเดิมของตัว stylesheet หลัก

แบบสอง ละเอียดขึ้นไปอีก คือออกแบบธีมใหม่เลย โดยให้คำนึงถึงด้วยว่า เมื่อ UI ถูกลดสีลงแล้ว จะส่งผลต่อการใช้งานอย่างไรบ้าง ผู้ใช้จะยังแยกแยะปุ่มต่างๆ ข้อความเตือนต่างๆ ได้เหมือนเดิมหรือไม่ (ซึ่งตรงนี้มันปรับด้วย CSS อย่างเดียวไม่ได้) มี visual element หรือ visual cue อะไรที่จะเสริมการแยกแยะได้อีกบ้าง

ทั้งสองวิธีนี้จะทำให้เรากำหนดแบบเจาะจงได้ ว่าตรงไหนของหน้าเว็บที่จะเป็นขาวดำบ้าง เช่นให้ทั้งหน้าเป็นขาวดำ ยกเว้นตรงส่วนที่เป็นรูปข่าวหรือแผนที่

ท้องฟ้าเรียงเป็นชั้นสีคล้ายธงชาติไทย

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกคู่สีที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ของเราได้ คู่ไหนที่ contrast พอดี ใช้แล้วไม่ปวดตา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อความสำหรับการอ่านควรใส่ใจให้มาก เพราะเป็นจุดที่สายตาของผู้ใช้จะอยู่กับมันมากที่สุด (อักษรสีขาวสว่างบนพื้นเทาแบบที่ Pantip.com ใช้อยู่นี่จะลายตามากสำหรับการอ่านข้อความยาวๆ)

W3C แนะนำไว้ใน Web Content Accessibility Guidelines (WCAG) ว่า contrast ratio ของสีตัวอักษรขนาดเล็กและพื้นหลังควรอยู่ที่อย่างน้อย 4.5:1 และตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) ควรมี contrast ratio ที่อย่างน้อย 3:1

ผู้ออกแบบเว็บไซต์จำเป็นต้องสื่อสารกับผู้ดูแลด้านเนื้อหาหรือกองบรรณาธิการ ว่าเนื้อหาส่วนใดหรือแบบไหนของเว็บไซต์ที่เป็นสาระสำคัญและจำเป็นต้องคงสีเอาไว้ เช่น แผนผัง แผนภูมิ กราฟ และแผนที่ เพื่อความชัวร์ นักออกแบบต้องปรึกษาฝ่ายเนื้อหา อย่าตัดสินใจเอง

ชิ้นไหนที่สีมีความสำคัญต่อความเข้าใจ อย่างแผนที่แสดงความหนาแน่นการจราจร (แดงรถติด เขียวรถไม่ติด) แผนที่ทางภูมิศาสตร์ (สีแสดงถึงความสูงจากระดับน้ำทะเล หรือแสดงว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นสิ่งปลูกสร้าง) กราฟ (แต่ละสีแทนงบประมาณแต่ละประเภท) เหล่านี้ ทางเพจและเว็บไซต์ ควรพิจารณายกเว้นให้แสดงเป็นสีเป็นชิ้นๆ ไป หรือออกแบบใหม่ให้สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องพึ่งสี

ทั้งหมดนี้ควรคำนึงถึงสาระที่ต้องการจะสื่อหรือประโยชน์ใช้สอย รวมถึงประโยชน์ของสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ

bw-map

bw-js100

แปลงรูปเป็นขาวดำทีละเยอะๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการแปลงรูปจำนวนมากให้เป็นขาวดำ บน Windows มีโปรแกรมฟรีอย่าง IrfanView และ XnView ช่วยได้ (สามารถปรับขนาด ตัดภาพ แปลงฟอร์แมต เปลี่ยนสีรูป เปลี่ยนชื่อรูป ได้ทีละเยอะๆ) ดูตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน batch processing จากคลิปนี้

สำหรับคนใช้ OS X (หรือ macOS .. ฮ่วย) และถนัด Automator (มากับโอเอสอยู่แล้ว) ลองทำ Workflow ตามรูปนี้ (กล่องล่างสุดคือ Apply ColorSync Profile: Gray Tone ถ้าไม่มี ใช้ Apply Quartz Composition Filter: Black and White แทนก็ได้ แต่มันจะออกแนวทำรูปเก่า ไม่ใช่ปรับสีเทาอย่างเดียว)

Convert to B&W Automator Workflow

เรียนรู้ร่วมกันเรื่องการใช้สีกับ UI

นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดี ที่คนทำเว็บ จะมาสนใจเรื่องสีและกลุ่มผู้ใช้ที่ตาแยกสีได้ต่างจากเราๆ ทั่วไป มาศึกษาการออกแบบที่ไม่พึ่งเฉพาะสีเท่านั้นในการแยกแยะชิ้นส่วนของอินเทอร์เฟซ

พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นโอกาสที่จะเราเข้าอกเข้าใจคนตาบอดสีได้มากขึ้น ผ่านประสบการณ์ใช้งานจริง พอเข้าใจแล้วจะได้ออกแบบ UI ที่รองรับกับคนทุกคน แม้หลังจากนี้เราจะกลับมาออกแบบเว็บที่มีสีสันหลากหลายได้ตามปกติ แต่หลักการออกแบบที่ยังคำนึงถึงคนตาบอดสีเราก็ไม่ลืม

ตัวอย่างคำแนะนำจากแอปเปิลในการใช้สีในอินเทอร์เฟซของ iOS:

Be aware of colorblindness and how different cultures perceive color. People see colors differently. Many colorblind people, for example, find it difficult to distinguish red from green (and either color from gray), or blue from orange. Avoid using these color combinations as the only way to distinguish between two states or values. For example, instead of using red and green circles to indicate offline and online, use a red square and a green circle. Some image-editing software includes tools that can help you proof for colorblindness. Also consider how your use of color might be perceived in other countries and cultures. In some cultures, for example, red is used to communicate danger. In others, red has positive connotations. Make sure the colors in your app send the appropriate message.

ถอดความได้ดังนี้

“ให้คำนึงถึงภาวะตาบอดสีและการที่สีถูกรับรู้ต่างกันในต่างวัฒนธรรม

ผู้คนเห็นสีแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอดสีจำนวนมากพบว่ามันยากจะที่จะแยกสีแดงออกจากสีเขียว (และแยกสีทั้งสองสีนั้นจากสีเทา) หรือแยกสีน้ำเงินออกจากสีส้ม ให้หลีกเลี่ยงการใช้สีดังกล่าวคู่กันในลักษณะที่มันจะเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะแยกแยะระหว่างสถานะ 2 สถานะหรือค่า 2 ค่า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้วงกลมสีแดงและวงกลมสีเขียวเพื่อบ่งบอกถึงสถานะออฟไลน์และออนไลน์ ให้ใช้สี่เหลี่ยมสีแดงและวงกลมสีเขียวแทน

ซอฟต์แวร์แก้ไขภาพบางตัวจะมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตรวจสอบการใช้งานในภาวะตาบอดสี

ในตระหนักด้วยว่า วิธีที่คุณใช้สีนั้นอาจถูกรับรู้ต่างกันในประเทศอื่นและวัฒนธรรมอื่น ตัวอย่างเช่น ในบางวัฒนธรรม สีแดงนั้นใช้เพื่อสื่อสารถึงอันตราย ขณะที่ในวัฒนธรรมอื่น สีแดงมีความหมายโดยนัยในทางบวก ทำให้แน่ใจว่าสีต่างๆ ในแอปของคุณส่งสารที่เหมาะสมกับงานออกไป”

สัญลักษณ์หรือรูปทรงที่ต่างกันอย่าง สี่เหลี่ยม วงกลม ที่ยกตัวอย่าง เป็นสิ่งที่ทั้งคนตาเห็นสีปกติและคนตาบอดสี เห็นเหมือนกันได้ ดังนั้นจึงควรนำมาประกอบ เพื่อทำให้สังเกตและแยกแยะชิ้นส่วน UI ได้ง่ายขึ้น

ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ที่ Understanding WCAG 2.0: Contrast และถ้าอยากทดลองว่าคนตาบอดสีเห็นสีอย่างไร มีซอฟต์แวร์จำลองให้ใช้ฟรีทั้งบน Windows และ Mac ชื่อว่า Color Oracle หรือถ้าจะลองกับหน้าเว็บไซต์แบบไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรในเครื่อง ไปที่เว็บ Colorblind Web Page Filter

สรุป/ตัดจบ

  • พิจารณา ประโยชน์ใช้สอย+ความปลอดภัย ว่าเหมาะสมไหมที่จะปรับสีของทั้งเว็บไซต์ (ด้วยการแทรกโค้ดที่ยังไม่ได้ทดสอบผลกระทบ) หรือจะใช้วิธีอื่นแทน (เช่น ปรับสีเฉพาะโลโก้ หรือขึ้นแบนเนอร์เอา)
  • การบังคับปรับสีด้วยโค้ดลัดแบบ “หว่านแห” อาจทำได้หากเป็นการทำเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ควรตรวจสอบตามหลังด้วย เพื่อซ่อมปัญหาที่น่าจะเกิดตามมาแน่ (โดยเฉพาะเรื่อง contrast) และหากทำได้ก็ควรเปลี่ยนไปใช้โค้ดที่เฉพาะเจาะจง ปรับสีเฉพาะจุด เลือกปรับสีด้วยมือจะดีกว่า
  • การใช้สีให้คำนึงถึงการใช้งาน
    • แผนภูมิ แผนภาพ แผนที่ หรือภาพถ่าย ที่สีมีความสำคัญ ให้พิจารณาคงสีเดิมไว้ หรือปรับลดสีลงให้ยังอยู่ในระดับที่ยังแยกแยะและใช้ประโยชน์จากภาพได้
    • ตัวอักษร ให้มี contrast ที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับพื้นหลัง contrast ratio ที่แนะนำคือ 4.5:1 ขึ้นไป (สำหรับตัวอักษรขนาดเล็ก) และ 3:1 ขึ้นไป สำหรับตัวอักษรขนาดใหญ่ (14 pt bold หรือ 18 pt regular ขึ้นไป) – ลองดูตัวอย่างคู่สีโทนขาวดำ ที่คุณ Fufu Dogu ทำมา และดูตัวอย่างคู่สีอื่นๆ เพิ่มเติมที่ Color Contrast for Better Readability
    • ปุ่ม ป้ายแจ้งเตือน UI อื่นๆ ให้ตรวจสอบว่า หลังจากปรับสี ยังสามารถแยกแยะปุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะคำถามที่ให้ผู้ใช้เลือก 2 ทาง หากแยกลำบากให้เพิ่ม visual element เช่นสัญลักษณ์ต่างๆ เข้าไปเป็นตัวช่วย
  • ถ้าทำได้ ควรมีโหมดปกติให้ผู้ใช้สลับกลับมาได้ด้วย (เช่นที่เว็บไซต์ Jeban.com ทำ)
  • หากมีเวลา ลอง(ขอเวลาจากบอส)ศึกษา Web Content Accessibility Guidelines เพื่อการทำเว็บที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

ขอให้ทุกคนผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน ใช้โอกาสนี้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างนี้และหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเห็นสีเหมือนกันหรือไม่ก็ตาม

 

(“โลกของเราขาวไม่เท่ากัน” เป็นชื่อหนังสือที่ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขียนร่วมกัน – สำนักพิมพ์ openbooks)

เราเป็น เจ้า-ของ อะไรบ้างในยุคดิจิทัล?

คุยกับเพื่อนเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์เสรี/โอเพนซอร์ส ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ดูเหมือนเราจะใช้โอเพนซอร์สน้อยลงโดยเปรียบเทียบ คือตอนนี้ใช้สมาร์ตโฟนเยอะขึ้น แล้วมันไม่ค่อยมีโอเพนซอร์สเท่าไหร่

นึกๆ อืม มันก็คงเป็นไปแบบนี้แหละ ตอนนี้นึกไม่ออกว่าจะทำยังไง ถึงจะกลับมารู้สึกว่าเราเป็นผู้ควบคุมเครื่องและข้อมูลของเราเองได้มากขึ้นเหมือนเมื่อก่อน คือเรื่องมันเป็นงี้ ….

ในยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

Hardware: เราเลือกฮาร์ดแวร์ได้ตามใจชอบ เสียก็ซ่อมหรือเปลี่ยนเป็นส่วนๆ ได้ พอจะทำได้ด้วยตัวเอง

Software: ซอฟต์แวร์ก็มีที่เป็นซอฟต์แวร์เสรี/โอเพ่นซอร์สให้เลือก จะใช้ OpenOffice, Linux อะไรก็ว่าไป

ในยุคโน๊ตบุ๊ก

Hardware: ตัวฮาร์ดแวร์นี่เริ่มยากละ เลือกเป็นชิ้นๆ ไม่ค่อยได้ มันมาเป็นเซ็ต ช่วงหลังๆ เสียก็ต้องเปลี่ยนยกบอร์ด ยังพออัปเกรดแรมและฮาร์ดดิสก์ได้ แต่ล่าสุด บางเครื่องเปิดฝาออกมาดูเองยังทำไม่ค่อยจะได้ อัปเกรดเองยาก หรือไม่รองรับการอัปเกรดเเลย กระจกจอภาพกับแผงวงจรจอติดกาวกันแน่น จะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนทั้งฝาไปเลย

Software: ซอฟต์แวร์ไม่เปลี่ยนอะไรนัก เลือกได้เหมือนๆ เดิม ไม่ต่างจากสมัยเดสก์ท็อป

ในยุคมือถือ-คลาวด์

Hardware: ฮาร์ดแวร์นี่เสียก็เปลี่ยนยกแผงหรือแทบโยนทิ้งเพราะซ่อมไม่คุ้ม

Software: ซอฟต์แวร์ทางเลือกพวกโอเพนซอร์สก็หาลำบากหน่อย ส่วนหนึ่งก็เพราะยังไม่ค่อยมี โครงการเดิมๆ ก็ต้องใช้เวลาในการย้ายแพลตฟอร์ม (จนป่านนี้ OpenOffice/LibreOffice บนมือถือยังไม่เสร็จเลย) อีกส่วนก็เพราะลักษณะการใช้งานจำนวนนึงมันไปผูกอยู่กับคลาวด์มากขึ้น (เกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บที่จำกัดของอุปกรณ์มือถือด้วย) ทำให้แม้จะมีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สฝั่งเซิร์ฟเวอร์ออกมาให้ใช้ (อย่าง ownCloud) แต่พอต้องติดตั้งที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ด้วย ผู้ใช้ทั่วไปก็ทำเองได้ยากขึ้น

ผู้(รับ)ใช้ ไม่ใช่ เจ้า-ของ

ดูเหมือนสภาพแวดล้อมทางเทคนิคในการประมวลผลข้อมูล สำหรับคนทั่วๆ ไป มันจะกลายเป็น “ผู้ใช้อย่างเดียว” มากขึ้นเรื่อยๆ คือทำอะไรกับเครื่องของตัวเองไม่ค่อยได้มากเท่าไหร่ ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การควบคุมเหล่านี้มีหลายระดับ/ลักษณะ

ควบคุมด้วยความรู้

ระบบคอมมันซับซ้อนขึ้น คนทั่วไปมีความรู้ไม่มากพอที่จะซ่อมมันละ (นึกถึงรถยนต์สมัยก่อน กับรถยนต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สมัยนี้ สมัยนี้จะซ่อมเองก็วุ่นหน่อย)

ถ้าอยากมีความรู้ในการซ่อม ก็อาจจะต้องไปเทรนกับผู้ผลิต (และด้วยวงรอบการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เร็วขึ้น ก็ต้องไปเทรนเรื่อยๆ จะเทรนครั้งเดียวแล้วไปเทรนคนอื่นๆ ต่อเองก็ไม่ค่อยได้ มันไม่ทันน่ะ)

ควบคุมทางกายภาพ/การเข้าถึง

ต่อให้มีความรู้ การจะเข้าถึงจุดซ่อม มันก็ลำบาก ต้องใช้เครื่องมืองัดแงะพิเศษ ถ้าไม่มีเครื่องมือ ก็ทำไม่ได้ (การออกแบบมีแนวโน้มรวมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสนิทขึ้น แนบแน่นขึ้น)

อุปกรณ์ซ่อมพวกนี้ ผู้ผลิตก็อาจจะทำขายไง หรือขายไลเซนส์ให้คนอื่นไปทำขาย (ถ้าไม่ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไลเซนส์ถูกต้องในการซ่อม ก็ประกันขาดนะ)

ควบคุมด้วยกฎหมาย

ต่อให้มีความรู้ มีเครื่องมือ แต่ก็อาจจะซ่อมไม่ได้ถนัดอยู่ดี เพราะการเข้าถึงหรือแก้ไขอะไรบางอย่างในระบบ อาจหมายถึง “การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ข้อหาเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีระบบป้องกันทางเทคโนโลยีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ผู้ผลิตอาจจะออกใบอนุญาตในการซ่อม เฉพาะคนที่มีใบอนุญาตถึงจะซ่อมได้ ก็จัดสอบกันไป

ชาวนาจะซ่อมรถแทรกเตอร์ของตัวเองเองก็ไม่ได้ เพราะบริษัทผู้ผลิตบอกว่ามันจะผิดกฎหมายลิขสิทธิ์นะ

เราอยู่ในสภาพแวดล้อมทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องขออนุญาตกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งๆ ที่มันเป็นเครื่องเป็นของที่เราซื้อมา แต่เราไม่ได้เป็น “เจ้า” ของมันอีกต่อไปแล้ว ผู้ผลิตต่างหากที่เป็น “เจ้า” จริงๆ ที่ควบคุมของที่เราซื้อมา

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ภาพประกอบโดย Karen Blakeman