สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน

ชื่อโครงการวิจัย: สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน (Media landscape and future of media regulation in the convergence era) โครงการศึกษาแนวทางส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี

ผู้วิจัย: มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน

ปีที่วิจัย: กรกฎาคม 2557 – กรกฎาคม 2558 (เสนอ ธันวาคม 2558)

แหล่งทุน: สำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง (สส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาแนวทางการกำกับดูแลสื่อใหม่ (New Media) ภายใต้ปรากฏการณ์การหลอมรวมและบรรจบกันของสื่อ (Media Convergence) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อในยุคปัจจุบันไปจากเดิมทั้งหมด โดยเฉพาะการทำให้เส้นแบ่งระหว่างประเภทของสื่อ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์พร่าเลือนไป เนื่องจากเนื้อหาหรือบริการในลักษณะเดียวกันสามารถไปปรากฏบนสื่อกลาง (medium) หรือเครือข่ายข้อมูลที่หลากหลาย สภาวะเช่นนี้ทำให้การออกแบบการกำกับกิจการที่มองพรมแดนของสื่อในแบบเดิมประสบปัญหาในการกำกับดูแล นำไปสู่ความจำเป็นในการสำรวจและทำความเข้าใจกับพรมแดนของสื่อเสียใหม่

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นศึกษานโยบายเชิงเปรียบเทียบ โดยใช้การวิจัยจากหนังสือเอกสาร การสัมภาษณ์เก็บข้อมูล และการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีโจทย์การวิจัยสามประการสำคัญ คือศึกษาความหมาย ปัจจัย และองค์ประกอบของสื่อใหม่ในยุคของการหลอมรวมทางเทคโนโลยี การศึกษาทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่โดยใช้กรณีตัวอย่างในต่างประเทศ และการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อเสนอในการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง

งานวิจัยชิ้นนี้เห็นว่ากรอบคิดหรือเป้าประสงค์ในการกำกับกิจการสื่อในยุคปัจจุบันที่สำคัญสามประการ ประกอบไปด้วย การมุ่งส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม, การกำกับภายใต้ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, และการมุ่งส่งเสริมความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารและพหุนิยมในสังคม รวมทั้ง คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภคและในฐานะพลเมือง

สำหรับแนวคิดที่งานวิจัยชิ้นนี้ทบทวนเพื่อใช้ประกอบการศึกษา ประกอบไปด้วย แนวคิดเรื่องสื่อใหม่ แนวคิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการกำกับกิจการสื่อ ในส่วนประเทศที่คณะวิจัยเลือกใช้เป็นกรณีศึกษามีจำนวนสามประเทศหลัก ได้แก่ ประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของประเทศที่มีกฎหมายที่ดี มีเทคโนโลยีสูง และมีบริบทต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็มีข้อจำกัดในเรื่องการติดตามให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อใหม่ในระดับโลก ซึ่งกำลังดำเนินไปตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยพลวัต แนวทางการกำกับกิจการสื่อใหม่ยังมีลักษณะที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศในกรณีศึกษายังไม่มีประเทศใดที่มีการกำกับกิจการที่ครอบคลุม และแบบแผนที่ชัดเจนลงตัว งานวิจัยนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิจารณาแนวทางในการกำกับสื่อใหม่เท่านั้น

สรุปผลการวิจัย

จากการศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศ พบว่าใน กรณีของประเทศเกาหลีใต้ มีเป้าหมายในการออกแบบการกำกับกิจการที่เด่นชัด คือเน้นการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แนวโน้มของแนวทางกำกับจึงมุ่งไปสู่การส่งเสริมการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของรัฐที่มีการผ่อนคลายลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพยายามตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ยังพยายามออกแบบองค์กรกำกับกิจการสื่อหลอมรวมโดยตรง โดยแยกองค์กรที่กำกับกิจการด้านเนื้อหากับด้านโครงสร้างของสื่อออกจากกัน และรัฐมีบทบาทในการส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็มีแนวโน้มในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กรณีประเทศฝรั่งเศสนั้น มีจุดเด่นในการมุ่งเน้นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน รับประกันความหลากหลายของการสื่อสาร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค ฝรั่งเศสใช้โครงสร้างการกำกับกิจการแบบเดิมซึ่งแยกตามชนิดของสื่อ โดยใช้วิธีการปรับปรุงกฎหมายเดิมเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถดูแลข้อท้าทายใหม่ๆ ลักษณะขององค์กรกำกับกิจการแยกไปตามชนิดของสื่อ ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจไว้ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็ทำให้มีแนวโน้มที่จะปรับตัวค่อนข้างช้าต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และยังต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการกำกับตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป (EU Directive) อีกด้วย

กรณีประเทศอินโดนีเซีย อำนาจในการกำกับกิจการสื่อยังค่อนข้างรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง โดยองค์กรกำกับในลักษณะกระทรวงของรัฐมีอำนาจมากกว่าองค์กรที่เป็นอิสระ และประสบปัญหาการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน แต่ภาครัฐก็ค่อยๆ ลดบทบาทลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพการเมืองในอดีต โดยมีการออกกฎหมายที่สนับสนุนให้เปิดเสรีสื่อ และจัดตั้งองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาต และควบคุมเนื้อหา ขณะที่กลไกการกำกับสื่อหลอมรวมนั้นยังอยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนากฎหมายและองค์กรกำกับ

ปัญหาประการหนึ่งที่พบร่วมกันในรูปแบบการกำกับกิจการที่แยกองค์กรและกฎหมายไปตามประเภทของสื่อแบบดั้งเดิม คือ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับกิจการสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะสื่อที่มีลักษณะตัวกลางที่ซ้อนทับกัน และยังนำไปสู่การแข่งขันกันเองระหว่างองค์กรต่างๆ ในการพยายามเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อใหม่ รวมทั้งปัญหาที่หลายประเทศมีร่วมกันคือความเป็นอิสระขององค์กรกำกับกิจการ

ในส่วนข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในประเทศ พบว่า แนวทางที่มีความเห็นร่วมกัน คือควรเน้นส่งเสริมการกำกับกันเอง มากกว่าที่จะให้รัฐหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับมากเกินไป หากควรจำกัดบทบาทของรัฐ ในฐานะผู้บริหารจัดการส่งเสริมให้เกิดสภาพการแข่งขัน เอื้อให้มีผู้ประกอบการที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยสามารถเข้าสู่การแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนให้ได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้บริโภค และมีส่วนร่วมในการสื่อสารของพลเมือง และยังควรคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม เช่น ช่องว่างทางทักษะดิจิทัลและความเป็นส่วนตัว การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพต่อประโยชน์สาธารณะ การพัฒนาและประกันคุณภาพบริการ และคำนึงถึงโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

ข้อเสนอในงานวิจัย

ข้อเสนอแนะของงานวิจัยชิ้นนี้เกี่ยวกับการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี ได้แก่ หากจะมีการจัดตั้งองค์กรกำกับใดๆ ควรพิจารณาถึงหลักการเรื่องความชอบธรรมและการแบ่งแยกอำนาจให้มากที่สุด ควรรักษาหลักการคานอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร พร้อมแยกบทบาทระหว่างผู้ประกอบการกิจการและผู้กำกับกิจการ เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันและเป็นอิสระจากกัน และดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลักความยุติธรรมและธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ยังควรทบทวนตัวกฎหมายและบทบาทหน้าที่ขององค์กรเป็นระยะ เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางสังคม

ส่วนหน่วยงานหรือบุคคลที่จะถูกกำกับนั้น จำเป็นจะต้องแยกประเภทออกจากกันตามบทบาทที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตหรือเผยแพร่เนื้อหา โดยผู้ผลิตเนื้อหาควรพิจารณาคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของสื่ออาชีพและสื่อพลเมือง ที่คำนึงถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิโดยองค์กรหรือบุคคลที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นสื่อทุกชนิดจะได้รับการคุ้มครองในระดับที่ไม่แตกต่างกัน

สำหรับการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการออกอากาศ คลื่นความถี่ หรือกองทุน จำเป็นที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้สื่อพลเมืองไม่น้อยไปกว่าสื่ออื่น และมีแนวทางที่สอดคล้องกับการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เนื้อหาข้อมูลข่าวสารและบริการนั้นๆ สอดรับกับการวิถีการดำรงชีวิตหรือภัยสาธารณะในแต่ละพื้นที่

ในส่วนกรณีของการจัดสรรคลื่นความถี่ในรอบใหม่ๆ รวมถึงคลื่นชุดที่จะได้รับคืนมาจากกิจการกระจายเสียงแบบแอนะล็อก ควรจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคตให้กับกิจการอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากิจการอื่นๆ ภายใน 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของสื่อใหม่ในยุคหลอมรวม คือการมีอินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มหลัก

ส่วนแนวทางการกำกับกิจการโดยหน่วยงานรัฐนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกำกับเนื้อหา โดยประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาและคุณค่าเป็นเรื่องที่รัฐควรเข้าไปมีส่วนกำกับให้น้อยที่สุด และให้พื้นที่สำหรับการกำกับกันเองของสื่อเป็นบทบาทหลักในการกำกับเนื้อหา

ส่วนข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการกำกับกันเองในงานวิจัยชิ้นนี้ เห็นว่าจำเป็นต้องรับประกันเสรีภาพในการทำงานของสื่อตัวกลาง มีกลไกการร้องเรียนชั้นต้นที่บริหารโดยตัวองค์กรสื่อเอง โดยกำหนดให้ทุกองค์กรสื่อมีหน่วยรับเรื่องร้องเรียน และให้ทบทวนมาตรฐานที่ได้จากการประมวลคำวินิจฉัยเป็นระยะเพื่อให้ทันต่อวัฒนธรรมเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานเดิมที่กำหนดไว้ รวมไปถึงส่งเสริมการปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ และการรวมกลุ่มของคนทำงานสื่อ

นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามาตรฐานเปิดที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ เพื่อลดกำแพงในการเข้าสู่การให้บริการ และพิจารณาใช้หลักการกำกับตามหลังเท่าที่จำเป็น เฉพาะกรณีที่เห็นได้ชัดว่า มีปัญหาที่สำคัญเกิดขึ้นและตลาดหรือระบบที่มีอยู่เดิมไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในแนวทางใหม่ๆ

คณะผู้วิจัย

  • จันทจิรา เอี่ยมมยุรา – ที่ปรึกษา
  • จีรนุช เปรมชัยพร – ที่ปรึกษา
  • อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ – ที่ปรึกษา
  • อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล – หัวหน้าคณะนักวิจัย
  • นพพล อาชามาส – นักวิจัย
  • ธีรมล บัวงาม – นักวิจัย
  • จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ – นักวิจัยและผู้ประสานงาน

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (ธันวาคม 2558)

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา “คิดใหม่พรมแดนสื่อ” (New Thinking for New Media) 24 ก.ค. 2558 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพ

เสนองานวิจัย “สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน”

นวัตกรรมการกำกับกิจการจากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับกิจการในเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย และข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการกำกับกันเองในประเทศไทย) โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล — เอกสารนำเสนอ

เสวนาหัวข้อ “Infrastructure for the Future: How convergent media governance could facilitate innovative economy and democratic society?”

โครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคต: การอภิบาลสื่อในยุคหลอมรวมจะส่งเสริม เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร? — ดำเนินเสวนาโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

เสวนาหัวข้อ “New media self-regulation for citizen self-determination”

การกำกับสื่อใหม่กันเองเพื่อความสามารถในการกำหนดชีวิตตัวเองพลเมือง — ดำเนินเสวนาโดย พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ส่วนงานเอเชียตะวันออก FORUM-ASIA

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

กีดกันคนแก่?

จริงๆ การเลือกปฏิบัติด้วยอายุ ไม่ได้มีเฉพาะการกีดกันเพียงเพราะอายุเยอะ ยังมีเรื่องกีดกันเพียงเพราะอายุน้อยด้วย

เช่น การระบุในกฎหมาย ว่ากรรมการนั่นนี่ ตำแหน่งต่างๆ จะต้องมีอายุขั้นต่ำ ขั้นสูง เท่าใด ซึ่งขั้นต่ำของไทยนี่สูงมาก ตัวอย่างเช่น กรรมการกสทช. ต้องอายุ 40 ขึ้นไป เท่ากับว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน ในวันที่พวกเธอเข้ารับตำแหน่ง (34, 37, และ 35 ปี) คุณสมบัติไม่พอจะเป็นกสทช.บ้านเรานะ

(พ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 กำหนดไว้ที่ 35 ปี ต่อมาเมื่อปี 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการรัฐประหาร ได้แก้ไขกฎหมายในสาระสำคัญหลายส่วน รวมถึงวิธีการสรรหาและคุณสมบัติกรรมการ และขยับอายุขั้นต่ำจาก 35 ไปเป็น 40 ปี — เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ เทียบกรรมการหลายชุด)

จะบอกว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ไม่ชอบคนแก่ กีดกันคนสูงอายุ ไม่นิยมคนอายุมาก แต่ถ้าไปดูทางความคิด ผมเห็นคนอายุน้อย เขาก็ชื่นชมคนอย่าง Bernie Sanders (79 ปี), RBG (เพิ่งตายไปตอน 87 ปี), สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (62 ปี) อะไรแบบนี้นะ หรือคนกลุ่มอย่าง ชัชชาติ ธราธร พวกนี้ก็ 50++ 40++ (อายุในกลุ่มที่มีคนโอดครวญว่า แค่ใกล้ๆ จะ 40 ก็ถูกเรียกว่าลุงกันแล้ว)

ก็เลยคิดว่า เรื่องที่เราตีโพยตีพายกัน ติดป้ายกันว่านี่เป็นแบ่งแยกช่วงอายุ จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะอายุ

ถามว่าการเลือกปฏิบัติกับคนอายุเยอะมีไหม จริงๆ มันมีกรณีที่ “เกิดขึ้น” โดยไม่ตั้งใจและจริงๆ ไม่ได้เจาะจงกับคนอายุเยอะ เพียงแต่ว่าคนอายุเยอะนั้นอาจมีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติที่ไปตรงกับเรื่องที่ทำให้ถูกกันออกไป

เช่น วัฒนธรรมปาร์ตี้ดึกหรือการไปเที่ยวค้างคืนของที่ทำงาน ซึ่งอาจจะกันคนจำนวนหนึ่งออกไปโดยไม่รู้ตัว-โดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงานและความก้าวหน้าในองค์กร (ซึ่งก็คือการเลือกปฏิบัติ)

แก่แล้วก็นอนดึกไม่ไหว มีครอบครัวแล้วก็ต้องแบ่งเวลา มีภาระทางการเงินมากขึ้นก็ต้องจัดสรรให้ได้ส่วน สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถร่วมกิจกรรมหลายอย่างได้ในองค์กรที่อายุเฉลี่ยของพนักงานค่อนข้างน้อย และถ้าไม่จัดการให้ดี ก็จะเป็นความกดดันต่อพนักงานในกลุ่มที่รู้สึกว่าถูกกันออกไป

คนจำนวนนั้นมีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีอายุมาก มากกว่าคนอายุน้อย โดยเปรียบเทียบ แต่คนอายุน้อยที่มีภาระครอบครัว มีข้อจำกัดทางกายภาพ หรือกระทั่งก็แค่ไม่ชอบปาร์ตี้ ชอบอยู่บ้าน ไม่อยากเจอคนที่ทำงานนอกเวลางาน ก็มีอยู่ ดังนั้นกรณีลักษณะข้างต้น มันจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติกับคนอายุมาก แต่มันเลือกปฏิบัติกับคนที่นอนดึกไม่ได้ เลือกปฏิบัติกับ introvert เลือกปฏิบัติกับคนไม่กินเหล้า เลือกปฏิบัติกับคนไม่สามารถกันเงินไปสังสรรค์ .. ซึ่งเป็นปัญหา และเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มว่าถ้านับจำนวนหัว คนแก่จะได้รับผลกระทบมากกว่า แต่คนหนุ่มสาวก็โดนได้ไม่ต่างกัน — ดังนั้นอย่าเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเลือกปฏิบัติกับคนแก่

(อย่างผมนี่ ก่อนหน้านี้ทำอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง ออกแนวเทคโนโลยี+การตลาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คนหนุ่มสาวมากมาย และผมก็อายุเยอะกว่าคนในทีมทั้งหมด คือตอนผมเข้ามหาลัยคนในทีมบางคนอาจจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำ 5555 แต่ผมไม่มีภาระ ไม่มีครอบครัวต้องดูแล ชอบปาร์ตี้ นอนดึกยังพอได้ ผมเลยพอไปกันได้กับเพื่อนร่วมงานจำนวนหนึ่ง แต่ก็จะมีเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่งเลย ที่อายุอาจจะน้อยกว่า แต่มีภาระทางบ้าน มีภาระการเงิน มีครอบครัว บ้านอยู่ไกล ไม่ชอบไปกินร้านที่มีบุหรี่ ฯลฯ ก็ต้องพยายามหาพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้ด้วย ไม่อย่างนั้นผมก็จะคุยแต่กับพวกสายปาร์ตี้ บางทีกินข้าวแล้วแหละ แต่เพื่อนชวนกินข้าวแถวออฟฟิศ ก็ไปกินอีกรอบ เพราะรู้ว่าคนนี้เราไม่มีโอกาสคุยมาก ไม่ใช่สายกลับดึกๆ)

ประเด็นพวกนี้ ในคนที่อยู่ในฐานะผู้ดูแลชุมชนหรือความเป็นอยู่ของคนในองค์กร ควรจะระมัดระวัง สังเกต ทบทวน และพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่จะรวมคนเข้ามาให้ได้มากที่สุด (ซึ่งจะเป็นหน้าที่มอบหมายเฉพาะเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ เช่น ฝ่ายบุคคล แต่จริงๆ ก็อยากให้มองเป็นเรื่องที่ทุกคนในชุมชนเดียวกันต้องช่วยกัน)

แต่ผมคิดว่าป้าย “กีดกันคนแก่” “เลือกปฏิบัติเพียงเพราะเขาอายุมาก” สำหรับเมืองไทยตอนนี้ น่าจะเป็นข้ออ้างในลักษณะ แบบ คนสูงอายุจำนวนหนึ่งอาจจะรู้สึกว่า แทบจะไม่เหลือที่ให้ฉันยืนแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ฉันป้องกันตัวเองอีกต่อไปแล้ว เลยหยิบเอาลักษณะติดตัว (อายุ) อันนี้ขึ้นมาพูด ทำเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อ โดยอาจจะไม่ได้พิจารณาว่า เอ๊ะ ที่เขาไม่เอาเรา เป็นเพราะเราแก่ หรือเป็นเพราะเราทำตัวไม่น่าคบ

การเลือกปฏิบัติในทางลบ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ต้องป้องกันไม่ให้เกิด ถ้ารู้ว่าเกิดต้องแก้ไข เยียวยา ลดโอกาสเกิดซ้ำ แต่ตั้งต้นนี่มันต้องเอาให้แน่ใจก่อน ว่าต้นเหตุมันมาจากเรื่องอะไร

(เขียนในฐานะคนอายุ 41 ขวบครึ่ง)

The Crown – กษัตริย์ในฐานะบุคลาธิษฐาน

ตะกี้อ่านใบตองแห้ง เรื่องว่าเราจะก้าวหน้าไปได้แค่ไหน แนวหน้าก้าวไป 7 ก้าว สังคมพร้อมก้าวด้วย 2-3 ก้าว ก็ต้องเอาตามสังคมไหม เพราะสุดท้ายขบวนมันต้องมีคนสนับสนุนและยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อไป (ดู https://www.facebook.com/baitongpost/posts/3277567832325023) เลยขอโพสต์เรื่อง “The Crown” นี้ใหม่ เพิ่มเติมนิดหน่อยจากที่โพสต์ไปเมื่อคืน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในการจัดที่ทางของอำนาจ เพื่อให้สิ่งที่เรียกว่า rule of law สามารถเกิดเป็นจริงได้มากขึ้น กลไกอำนาจทำงานเพื่อประชาชนได้จริงมากขึ้น

สังคมประชาธิปไตยที่เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีประโยชน์กับสาธารณะอยู่ (เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร) เขาจัดที่ทางให้สถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน ในระบอบที่หลักใหญ่ใจความตามชื่อนั้นหมายความว่า อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน

การอภิปรายและพิจารณาถึงที่ทางของสถาบันกษัตริย์นี้มีความจำเป็น เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจอธิปไตย (ดังจะได้กล่าวต่อไป) ถ้าจะไม่ให้พูดถึงสถาบันกษัตริย์เลยในบทสนทนาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย นั่นหมายความว่าเราจะต้องไปใช้ระบอบการปกครองแบบอื่นที่ไม่มีกษัตริย์ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนต้องการ

ในการคิดเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องกลับไปที่นิยาม/มโนทัศน์/หรือวิธีในการคิดถึงและเอ่ยถึง กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์

(ใครมีความรู้ความเห็นเรื่องนี้ก็เชิญเพิ่มเติม-แก้ไข-แลกเปลี่ยนนะครับ)

(1) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน

ใน Netflix มีซีรีย์ชื่อ The Crown เป็นรื่องราวในสถาบันกษัตริย์ของบริเตน

Crown นี้ไม่ใช่มงกุฎประดับหัวที่เป็นสิ่งของ แต่หมายถึงสัญลักษณ์แทนอำนาจอธิปไตย เป็น Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ – ทำนองเดียวกับ public prosecutor) Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

“The Crown” เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจอธิปไตยที่ใช้ผ่านกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm หรือเครือจักรภพด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจ ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch เช่น ในการฟ้องคดีอาญาที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า “Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v ผู้ถูกฟ้อง” แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า “The Crown (หรือไม่ก็ใช้ชื่อของอัยการ) v ผู้ถูกฟ้อง” ในความหมายว่า คดีความนี้รัฐมองว่าสาธารณะเป็นผู้เสียหาย จึงใช้อำนาจของปวงชนในการฟ้อง

(2) กษัตริย์เป็นร่างทรง กษัตริย์เป็นภาชนะว่างเปล่า

The Crown นี้ จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นช่องทางให้อำนาจวิ่งผ่าน แต่ไม่ใช่ต้นทางของอำนาจในตัวมันเอง

ประเด็นเรื่อง “The Crown” ซึ่งดูคล้ายบุคคล (monarch) แต่จริงๆ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นบุคลาธิษฐาน*ของอำนาจอธิปไตยของปวงชนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ชัดเจน พร่าเลือน ก็จะทำให้เข้าใจผิดไปหมดว่าอำนาจต่างๆ นั้นเป็นของกษัตริย์ที่เป็นบุคคลคนหนึ่ง ทั้งที่จริงนั้นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือ “ร่างทรง” (legal embodiment) หรือ “ทางผ่าน” ของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น

กล่าวคืออำนาจที่แท้จริงนั้นมาจากประชาชน เพียงแต่ในทางสัญลักษณ์ เพื่อให้ทำงานบางอย่างง่าย (เช่นการเอ่ยปากในพิธีหรือการลงชื่อในหนังสือ) ก็เอามนุษย์สักคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนปวงชนเสีย

เช่นที่เรียกกันโดยราชาศัพท์ว่าพิธี “ถวายสัตย์” นั้นไม่ใช่การสาบานกับบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประชาชน – เนื่องจากการจะเอาปวงชนทุกคนในประเทศมาอยู่ในที่พิธีเดียวกัน ให้รัฐมนตรีและข้ารัฐการทั้งหลายสาบาน ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้

หรือ Crown Property นั้นก็หมายถึงทรัพย์สินของสาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์สินของบุคคลหนึ่งคน จะปล่อยให้กษัตริย์ที่เป็นบุคคลบริหารจัดการ “ตามพระราชอัธยาศัย” ไม่ได้ (เนื่องจากตัวกษัตริย์ที่เป็นบุคคลนั้นไม่ได้มีอำนาจเป็นของตัวเอง) ต้องให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกของประชาชนเป็นคนจัดการ

หรือการที่ศาลเอ่ยว่าพิจารณาพิพากษาคดี “ในพระปรมาภิไธย” นั้น ก็หมายถึงว่าศาลใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นขาหนึ่งของอำนาจอธิปไตย (ตามหลักแบ่งแยกอำนาจคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ) โดยอำนาจที่ว่านี้ไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษาหรือของศาลเอง แต่เป็นอำนาจที่ได้ผ่านมาจากช่อง The Crown ซึ่งต้นทางของอำนาจก็คือปวงชน (ดูที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อภิปราย https://botkwamdee.blogspot.com/2012/07/n-oldcc.html)

กษัตริย์ในบริบทนี้จึงเป็นเหมือนท่อ หรือเป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่า ที่ถูกบรรจุด้วยอำนาจอธิปไตยของปวงชน ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

กรณีที่มีการเปลี่ยนภาชนะ ความผูกพันหรือสัมพันธ์ทางกฎหมายใดๆ ก็ยังดำเนินต่อไปโดยไม่ขึ้นกับภาชนะหรือกษัตริย์ที่เป็นบุคคลที่เปลี่ยนไป เนื่องจากอำนาจอธิปไตยของปวงชนก็ยังเป็นอำนาจเดิม ไม่ใช่ว่ากฎหมายที่ออกในสมัยกษัตริย์คนก่อนจะไม่มีผลในสมัยกษัตริย์คนใหม่ เพราะโดยแท้แล้ว อำนาจในการตรากฎหมายเหล่านั้น ไม่ใช่อำนาจของกษัตริย์คนใด ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีคนใด แต่เป็นอำนาจอธิปไตยจากปวงชนซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

(*บุคลาธิษฐาน/personification – การทำให้สิ่งไม่มีชีวิต พืช สัตว์ หรือสิ่งนามธรรม มีลักษณะของบุคคลขึ้นมา)

(3) ขีดเส้นความสัมพันธ์ที่ชัดเจน

สถาบันกษัตริย์กับระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชน ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” นั้นไปด้วยกันได้ ตราบใดที่กษัตริย์ยังเป็นตัวแทนบุคลาธิษฐานของอำนาจอธิปไตยของปวงชน และไม่ถือว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของกษัตริย์ซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งเสียเอง

นายทหารคนไหนที่เพ้อเจ้อหลงลืม พูดทำนองว่าเป็นทหารของพระราชา (ซึ่งเป็นคำที่เจาะจงกับมนุษย์หนึ่งคนหรือหนึ่งหน่วยครอบครัว) คนเหล่านี้ถือว่าทำผิดสัตย์ปฏิญาณ เพราะไม่ได้จงรักภักดีเฉพาะกับปวงชน แต่เอาใจออกห่างไปจงรักภักดีกับบุคคลคนหนึ่งคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นกบฏ

การแก้ไขกฎหมายจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งระลอกใหญ่ล่าสุดคือช่วงหลัง 2560 ทำให้การแบ่งแยก crown/สาธารณะ/ปวงชน และ monarch/บุคคล นั้นพร่าเลือนมากขึ้น เกิดความไม่ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมาจากปวงชนจริงหรือไม่, ถ้ากษัตริย์ในฐานะบุคคลใช้อำนาจได้เองโดยไม่ต้องมีผู้สนองโองการ อำนาจนั้นเป็นอำนาจจากไหน, ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังเป็นของสาธารณะอยู่หรือไม่, การใช้อำนาจและทรัพยากรยังต้องรับผิดรับชอบกับประชาชนอยู่หรือไม่

การแก้ไขกฎหมายที่ทำให้ขอบเขตอำนาจพร่าเลือนเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่ อานนท์ นำภา ได้นำเสนอในการปราศัยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 — ดูสรุปโดยไอลอว์ที่ https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551/10164208505220551/

สิ่งที่อานนท์พูดถึงโดยหลักจึงเป็นเรื่องการรักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชน

(4) รูปคำที่แข็งแรงเพื่อรักษาความชัดเจนของความคิด

เราไม่จำเป็นต้องตามประเทศใดเป๊ะๆ ในการนิยามแนวคิดลักษณะ The Crown แต่เราควรแบ่งแยกเรื่องบุคคลกับสาธารณะให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นการแบ่งแยกอำนาจ rule of law และความรับผิดรับชอบต่างๆ มันเกิดไม่ได้

และเราควรมีรูปคำสำหรับแนวคิดลักษณะ The Crown ที่เปล่งเสียงได้และเข้าใจตรงกัน จะได้สื่อสารกันได้อย่างชัดเจน ไม่ปะปน crown กับ monarch

คือจะตกลงกันเรื่องที่ทางอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ภาษาคือเครื่องมือพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อที่จะได้สามารถตกลงกันได้ ถ้าภาษามันไม่ชัด ก็ทำงานกันลำบาก

ใครทราบว่ามีคำที่เหมาะสมอยู่แล้ว หรืออยากจะเสนอคำ ก็เชิญได้นะครับ

ปรับปรุงบางส่วนจากโพสต์บนเฟซบุ๊ก 9 ส.ค. 2563 และ “The Crown” (28 พ.ย. 2559) และเผยแพร่ครั้งแรกที่ https://www.facebook.com/arthit/posts/10157020621931086

ข่าวลือ

“ข่าวลือ” ในความหมายของการกระจายข่าวที่ไม่อาจยืนยันที่มาและความแม่นยำได้ ถ้ามันเป็นเป็น “ข่าวลือ” เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะหรือสถาบันทางสังคม มันก็มีประโยชน์สาธารณะได้นะ จะไปบอกว่าข่าวลือทุกชนิดทุกชิ้นไม่มีประโยชน์กับสาธารณะก็ไม่ใช่

เนื่องจากบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมมีอำนาจมาก การกระจายข่าวเกี่ยวกับคนหรือสถาบันเหล่านั้นในลักษณะที่สืบย้อนที่มาได้อย่างเปิดเผย ก็ทำได้ลำบากกว่า เนื่องจากอาจเป็นอันตรายกับแหล่งข่าวหรือคนที่เปิดหน้าเผยแพร่

ดังนั้นลักษณะของเนื้อข่าวก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่มาของข่าวมีลักษณะคลุมเครือหรือปกปิด และลักษณะของการเผยแพร่ ก็อาจทำไม่ได้ในทางช่องทางปกติ ก็ออกไปทางพูดปากต่อปากบ้าง คุยกันในวงเล็กหรือวงที่พอเชื่อใจกันอยู่บ้าง ไม่สามารถทำได้ในสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนได้ทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเอามาตรฐานทางวารสารศาสตร์ไปพิจารณา “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็อาจจะพบว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้อยู่ในข่าว
แต่เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรของบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมแล้ว “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็น่าจะถือได้ว่า โดยเปรียบเทียบ ยังเป็นธรรมอยู่กับบุคคลในข่าว

เนื่องจาก

– ในแง่ความครบถ้วน บุคคลและสถาบันเหล่านั้น มีอำนาจ(และหน้าที่)ที่จะทำได้อยู่แล้ว ที่จะทำให้ข้อมูลมันครบถ้วนขึ้น ให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ทำให้สาธารณะหายสงสัยได้

– ในแง่ความน่าเชื่อถือ ความเป็นบุคคลสาธารณะหรือสถาบัน ยังไงก็มีเครดิตมีความน่าเชื่อถือในการอธิบายเหนือกว่า และการที่ไม่ได้นิรนามก็อนุญาตให้สะสมความน่าเชื่อถือได้ และ

– ในแง่ทรัพยากร บุคคลและสถาบันเหล่านั้นก็มีทรัพยากรเพียงพอ (และในหลายครั้งก็เป็นทรัพยากรของสาธารณะด้วยซ้ำ) ในการจะเผยแพร่แก้ไข หรือยืนยันข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้งแง่อำนาจ หน้าท่ี และทรัพยากร การที่ “ข่าวลือ” จากผู้มีอำนาจน้อยต่อผู้มีอำนาจมาก จะมีมาตรฐานในทางวารสารศาสตร์หย่อนกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ “แฟร์” หรือ “เป็นธรรม” อยู่ — โดยเฉพาะถ้า “ภาระในการพิสูจน์” ให้สาธาณะเห็นความโปร่งใสในการทำงาน นั้นถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วของสถาบันทางสังคมนั้นๆ

(ลองคิดถึง “การแจ้งความ” กับตำรวจดู จริงอยู่ว่า ถ้ามาตรฐานในการรับแจ้งต่ำไป ก็จะเป็นเกิด “การใส่ความ” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าสูงมาก ต้องมีหลักฐานพยานครบถ้วน โอกาสที่คนอำนาจน้อย ทรัพยากรน้อย จะแจ้งความได้ ก็จะลดลงไปมาก โอกาสตรวจสอบอำนาจใหญ่ก็จะลดลง)

นอกจากนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับการทำงาน มันก็สามารถใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีเหตุมีผลรัดกุม ลดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นมิตรเป็นธรรม พวกนี้ก็เป็นประโยชน์กับสาธารณะด้วย
“ข่าวลือ” ต่อสถาบันทางสังคมและบุคคลสาธารณะ จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงการทำงานและเป็นกลไกความรับผิด (accountability) หรือการที่ต้องสามารถรายงานและอธิบายการใช้อำนาจของตัวเองให้ได้

แน่นอนว่ามันมีการกุข่าวเพื่อใช้โจมตีกัน ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจมากก็ใช้วิธีนี้มาทำลายคนอำนาจน้อยด้วย เช่น การดิสเครดิตอย่างเป็นระบบ (ภาษาปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอทหารคือ “ด้อยค่า” lol) หรือเล่าเรื่องในรูปแบบหรือลำดับที่ชวนให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักกิจกรรม (เคยเห็นกับตัวจากสไลด์นักวิชาการสถิติประยุกต์ท่านหนึ่งที่ไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า) ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องมีการจัดการกับข่าวลือ ไม่ใช่ปล่อยไปหมด เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีการจัดการอะไรเลย คนที่มีอำนาจน้อย มีทรัพยากรน้อย จะตกที่นั่งลำบากกว่า

เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า “ข่าวลือ” ไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่บวก ที่สนับสนุนอำนาจนำ ทำลายผู้ท้าทายอำนาจ จะแพร่กระจายได้สะดวกกว่า (แต่ไม่รับประกันว่าจะไกลกว่าและนานกว่านะ เพียงแต่ตอนเริ่มแรกนั้นทำได้สะดวกกว่า) เพราะมีปัจจัยหลายอย่างส่งเสริม เช่น

– คนพูดสามารถเปิดหน้าปล่อยข่าวได้ ใช้พื้นที่สื่อกระแสหลักหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าในทางอำนาจ มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกดำเนินคดี

– กลไกปิดกั้นหรือ “ตรวจสอบ” ข่าวสารของรัฐ (อย่างศูนย์ข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัล) ก็อาจจะเลือกไม่ทำงานกับข่าวลือที่เป็นประโยชน์กับรัฐ

– ผู้เผยแพร่ ซึ่งอยู่ฝั่งอำนาจนำ มีแนวโน้มที่จะมีทรัพยากรจำนวนมาก (ทั้งในมิติทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม) ในการเผยแพร่เนื้อหา ทั้งการเผยแพร่ทางคลื่นความถี่สาธารณะ (ที่เป็นสมบัติของประชาชน) การขอทุนจากกองทุนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจนำ (ทั้งของรัฐและเอกชน) มาทำเนื้อหา ทำหนัง ทำเวิร์กช็อป ผลิตซ้ำข่าวลือ

ข่าวลือจึงสามารถเป็นกลไกที่ผู้มีอำนาจน้อยใช้ส่งเสียงและตรวจสอบเพื่อให้อำนาจใหญ่เปลี่ยนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอำนาจนำ มีอำนาจมาก ใช้ได้อย่างสะดวกมือ(กว่า) เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

การพิจารณา “ข่าวลือ” และการรับมือกับข่าวลือ จึงไม่ควรละเลยมิติของอำนาจ

เมื่อคืนดู Spotlight อีกรอบ สนุกดี ทีมข่าวพยายามจะขุดกรณีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยพระคาทอลิก แต่ไปทางไหนก็เจอตอ เพราะสถาบันทางสังคมต่างๆ ในเมืองมี “ความสัมพันธ์อันดี” ต่อกัน การไปท้าทายโบสถ์ ก็เหมือนท้าทายความเป็นอยู่ของสถาบันอื่นๆ ไปด้วย การพยายามจะใช้กลไกคานอำนาจอื่นๆ ของสังคมมาช่วย จึงทำได้ยากมาก ตำรวจเองก็ไม่อยากยุ่ง บก.ใหญ่สุดบอกว่า ถ้าไปเจาะรายงานเป็นกรณีๆ ตัวระบบของโบสถ์ก็จะทำให้เรื่องเงียบไปเองได้เหมือนที่ผ่านๆ มา ต้องทำข่าวที่ตีไปที่ตัวระบบให้ได้ ให้เห็นว่าโบสถ์รู้เห็นเรื่องนี้และได้มีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องพระที่ทำผิด ประเด็นที่สถาบันทางสังคม “มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” ก็ดีมาก มีบทสนทนานึงในหนังที่บอกว่า สื่อต้องเป็นอิสระจากสถาบันเหล่านี้ จึงจะทำงานได้ หนัง 2 ชั่วโมง สร้างจากเรื่องจริง — ใน Netflix มี

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 25 ก.ค. 2563)

ชีวิตที่เคลื่อนย้ายและติดขัด

  1. การเคลื่อนที่ของทุน
  2. การเคลื่อนที่ของสินค้า
  3. การเคลื่อนที่ของบริการ
  4. การเคลื่อนที่ของมนุษย์ (คนทำงาน/ผู้บริโภค)

เศรษฐกิจส่วนที่ใหญ่มากของไทย คือการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น (3) ที่อยู่ติดกับสถานที่ (ที่ไม่ติดกับสถานที่ ก็เช่นบริการออนไลน์) และพึ่งพา (4) (นักท่องเที่ยว)

คือทั้งโลกมันก็สะดุดแหละ เมื่อการเคลื่อนย้ายต่างๆ มันทำได้ไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่โรคภัยไข้เจ็บมันกระทบ (4) เยอะสุด เพราะมันติดมนุษย์ รวมถึง (3) ในส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น

(ทำไปทำมา มันก็เกี่ยวกันหมดแหละ เช่น (2) กับ (4) ก็เกี่ยวกัน อย่างที่พบการระบาดของโควิดระลอก “ใหม่” [จริงๆ คือตกสำรวจ] ในคนทำงานอพยพในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ซึ่งมีสภาพการทำงานต่ำกว่ามาตรฐานในเยอรมนี หรือในกลุ่มคนทำงานซึ่งอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในสิงคโปร์ หรือความสัมพันธ์ของการเดินทางของมนุษย์ (4) กับการส่งสินค้า (3) มิตรสหายที่ขายของออนไลน์ให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ บ่นว่าตอนนี้ค่าส่งแพงขึ้น เพราะปกติของจะถูกฝากส่งไปกับเที่ยวบินที่มนุษย์นั่ง พอมนุษย์เดินทางน้อยลง ค่าส่งสินค้าก็แพงขึ้นไปด้วย)

ดังนั้นในแง่ “ความมั่นคง” (ที่ไม่ใช่การควักปืนขึ้นมาขู่ หรือทำ IO มองประชาชนเป็นศัตรูอยู่ทุกวัน) เรื่องหนึ่งก็คือ จะทำยังไงให้ความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศมันมาจากหลายทาง

(สังเกตเลยว่า ธุรกิจที่เฟื่องฟูตอนนี้คือธุรกิจที่ทำให้เกิด (1) (2) (3) ได้ โดยพึ่งพา (4) น้อยที่สุด เช่น จ่ายเงินออนไลน์ ส่งสินค้า ส่งอาหาร เรียนออนไลน์ ประชุมออนไลน์ – คือยังไงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของมนุษย์ แม้จะมีการปรับเปลี่ยน มันก็ยังดำเนินไป ใครหาสิ่งที่ทำให้คนใช้ชีวิตต่อได้ ก็มีคนใช้)

แต่ก็ไม่รู้จะหวังได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ ความมั่งคั่งจำนวนมากของตระกูลต่างๆ ในไทยนี่ก็มาจากการจำกัดการเคลื่อนที่โดยเสรีของสิ่งต่างๆ สร้างกำแพงผูกขาดนั่นนี่ ให้ตัวเองค้าขายได้คนเดียว ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูกฎหมายเหล้าเบียร์ หรือแท็กซี่สนามบิน ของที่หลายคนมีประสบการณ์ตรง

(พูดถึงสนามบิน ก็นึกถึงอู่ตะเภาที่เป็นข่าวตอนนี้ การพัฒนาพื้นที่อู่ตะเภา ก็พยายามจะให้กองทัพมีเอี่ยว การแยกสนามบินเชิงพาณิชย์ในจังหวัดต่างๆ อออกจากพื้นที่ทหารก็ไม่คืบหน้าไปไหน ดูสนามบินเชียงใหม่เป็นต้น ถนนที่มันควรจะตัดจากถนนวงแหวนทะลุนิมมานไปหาสนามบินได้ง่ายๆ พูดกันมาเกินสิบปี ไม่เกิด ทำได้แค่ตัดไปสุดที่หน้ากองบิน)

ในระดับประเทศที่เชื่อมกับโลก เราอยู่ในระบบการค้าระหว่างประเทศ โลกาภิวัฒน์นั่นนี่ แต่ภายในประเทศนี่ยังเป็นระบบอาณานิคม เจ้าที่ดิน-ขุนศึก สัมปทาน

Internet of Opinions

อ.ย่า อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เคยพูด*ว่า พื้นที่สื่อสารทุกชนิดไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับข้อเท็จจริง (ทั้งที่จริงและไม่จริง) แต่เป็นพื้นที่ของความคิดเห็นด้วย (ไม่สามารถระบุได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย)

ดังนั้นถ้าจะให้พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงเท่านั้น เรากำลังทิ้งอีกครึ่งนึงไป และถ้าจะให้มีเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเท่านั้น เราจะเหลือพื้นที่แค่ 1/4

คำถามก็คือ แล้วทำไมต้องไปให้พื้นที่ 1/4 สำหรับข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จด้วย ให้ใครสักคนมากรองมันทิ้งไปเลยไม่ได้หรือไง คนที่เหลือจะได้สบาย ไม่ต้องกรองเอง

ก็เพราะของที่เป็นเท็จวันนี้ บางอย่างมันอาจจะจริงพรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อมีวิธีการพิจารณาโลกแบบใหม่ หรือการที่จะเห็นว่าอะไรจริง มันจำเป็นต้องมีคู่เทียบที่เป็นเท็จมาทำให้เรามองชัดขึ้น หรือในการเรียนรู้เพื่อจะแยกแยะจริง-เท็จ (โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ) มันจำเป็นมีตัวอย่างให้เราเห็นว่า อ๋อ เท็จมันเป็นแบบนี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เราจะรู้ได้เองว่า ของทำนองนี้มันน่าจะเท็จ

สำหรับพื้นที่ความคิดเห็น ระบบการกรอง (ด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มหรือด้วยการเลือกติดตามของคนเอง) ก็อาจนำไปสู้การที่พื้นที่ความคิดเห็น หดเหลือครึ่งเดียวได้ (เหลือเฉพาะความคิดเห็นที่เราชอบหรือที่เราเห็นด้วย)

Get full, 1/2, or 1/4 of the Internet?

ปัญหาต่อเสรีภาพการสื่อสารคือ มีคนที่อยากจะได้เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (1/4) และความคิดเห็นที่เราเห็นด้วย (1/4) ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นสภาวะที่ “ปลอดภัย” ที่อยู่แล้ว “สบายใจ” – แต่ปัญหาคือ กระบวนการที่จะไปทำให้เกิดสภาวะนั้น มันไปทำลายความปลอดภัยระยะยาว ของทุกๆ คน

เหมือนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าแมลงแรงๆ ฆ่าเชื้อทุกอย่าง เราจะได้สภาวะสะอาดปลอดภัยขึ้นมา แต่สภาวะนั้นจะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว หลังเชื้อต่างๆ เริ่มดื้อยา และยาก็ไปทำลายระบบนิเวศที่จะมาจัดการเชื้อหรือศัตรูทางธรรมชาติกันเอง — และตัวเราเองก็ไม่ได้พัฒนาภูมิต้านทานขึ้นมาเองเสียที — ความพยายามจะมีพื้นที่ “ปลอดภัย” ในระยะสั้นและชั่วคราว ทำให้เราเสียความปลอดภัยในระยะยาวและยั่งยืนไป

เป็นความปลอดภัยแบบหลอกตัวเอง เป็นความปลอดภัยแบบเห็นแก่เฉพาะคนรุ่นเรา ไม่เผื่อความปลอดภัยเอาไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป

เราไม่ได้ต้องการเฉพาะความจริง (truth) หรือข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (true fact) เราต้องการข้อเท็จจริงอื่นๆ รวมถึงความคิดเห็นด้วย ทั้งที่เราชอบและไม่ชอบ ความคิดเห็นนั้นไม่เพียงมีคุณค่าในตัวเอง แต่ยังเป็นเครื่องมือพาเราไปหาความจริงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในอนาคต (หรือกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงที่เราเคยเชื่อว่าจริงในอดีต) ได้อีก


*จำได้ว่าในที่ประชุมคปส.ที่ตึกมอส.เมื่อนานมาแล้ว หลังรัฐประหาร 2549 สักปีสองปี ตอนนั้นตื่นเต้นมาก – เหมือนตอนนั้นมันจะเป็นช่วงที่คปส.ขยายมาทำประเด็นสื่อใหม่ ซึ่งก็หลังจากวิทยุชุมชน ก็มีอินเทอร์เน็ต และภาพยนตร์ สนช.ชุดนั้นเสนอกฎหมายจัดระเบียบสื่อใหม่หลายฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 และพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 – ผมเริ่มเข้ามาทำงานประเด็นพวกนี้บ้างก็น่าจะจังหวะนั้น

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก

“เสื้อแดง” ในฐานะ “รุ่นทางการเมือง”

ความคิดต่อจากบทความชิ้นนี้ ความทรงจำของ ‘ปืนลั่นแสกหน้า’ : ว่าด้วยคนกรุงเทพฯ เสื้อแดง และปี 2553

“เสื้อแดง” ตอนนี้อาจไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” (political movement) แล้ว มันไม่มีขบวนอะไรที่เรามองเห็นชัดในตอนนี้ แต่มันยังเป็น “ชนชั้นทางการเมือง” (political class – โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นมองมา ในเซนส์ “อี๋ ไอ้พวกเสื้อแดง”) หรือ “กลุ่มความสำนึกรู้ทางการเมือง” (political consciousness) แบบนึงอยู่ ในลักษณะที่คนยังระบุได้อยู่ว่า “ฉันเป็นคนเสื้อแดง”

อย่างไรก็ตามมันอาจมีลักษณะผูกกับเหตุการณ์ในเวลาอยู่เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม เพื่อจะกลายสภาพตัวเองมาเป็นเสื้อแดง ในแง่นี้ ความเป็นเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะตรงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันมีลักษณะของการมีความทรงจำร่วมกัน และไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับคนอื่นในอดีต แต่เป็นความทรงจำที่มีร่วมกันก็เพราะได้สร้างร่วมกันในขณะเวลานั้น ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนความทรงจำนี้ได้ เพราะนี่เป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

“คนเสื้อแดง” จึงมีลักษณะเป็น “รุ่นทางการเมือง” (political generation?) ด้วย ในลักษณะเดียวกับ “คนเดือนตุลา(16+19)” “คนรุ่นพฤษภา(35)” เพียงแต่ความขัดแย้งยาวนาน รวมถึงการชุมนุมและการล้อมปราบต่างๆ ประกอบกับการที่การเมืองระดับรากหญ้ามันลงหลักแพร่หลาย มันเลยทำให้คนร่วมรุ่นนี้ มีจำนวนมากกว่ามาก

ทำนองเดียวกับที่คนรุ่นถัดมาอาจร้องและเต้นเพลง “เกรงใจ” ของแรพเตอร์ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสมัยที่เพลงนี้เปิดทุกที่ทุกผับมันเป็นยังไง แต่โอเค เราดีใจที่ผับยังเปิดเพลงนี้อยู่ และคนยังเต้นกับมันอยู่ แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้น แต่เราก็ร่วมความทรงจำนี้ได้ คือไม่ได้กีดกัน ไม่ได้แนวว่า อี๋ พวกเด็กอยากเรโทร (ทำนองที่ไปแซะ “ติ่งส้ม”) เพียงแต่ เฮ้ย มันมีความต่างอยู่จริงๆ ในแง่การเคยไปอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้หวงนะ ถ้าชอบก็มาเต้นด้วยกัน เต้นหลายคนก็สนุกหลายคน และนับจากตรงนี้ไป เราก็เป็นพวกเดียวกันได้ เต้นด้วยกันได้

การนับว่า “คนเสื้อแดง” คือรุ่นทางการเมืองแบบหนึ่ง น่าจะทำให้คำอธิบายมันง่ายขึ้นด้วย เพราะในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง คนเสื้อแดงเองก็มีเฉดต่างๆ กันไป

การอธิบายแบบนี้ไม่ได้ต้องการลดความซับซ้อนของความต้องการและแรงขับดันของแต่ละคนที่เคยอยู่หรือยังอยู่ในขบวน(ที่ใดที่หนึ่ง) แต่น่าจะช่วยรวมคนเสื้อแดงเข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น และอาจต้อนรับคนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ถ้าเรามองว่าภาวะที่เราอยู่กันตอนนี้ มันยังไม่จบ เป็นภาวะยาวนาน สามารถกินเวลาได้เป็นชั่วรุ่นคน

อนุญาตให้เรียนไม่สดเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึง + การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างบันทึกการสอน

การสอนออนไลน์ ควรมีการบันทึกการสอนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีทรัพยากรเพื่อการเข้าถึงจำกัด และในการบันทึกก็มีข้อควรพิจารณาต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้สำหรับทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียน

การสอนออนไลน์แบบสด มีข้อดีคือการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนและผู้สอนโดยทันที หากผู้สอนมีทรัพยากรที่สามารถทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมีเฉพาะแบบสด ควรมีการบันทึกไว้ด้วย ควบคู่กัน เพื่อให้ผู้เข้าเรียนท่ี่ไม่สามารถเข้าเรียนสดได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถเลือกเรียนได้ใน “เวลาที่สะดวก”

เวลาที่สะดวกสำหรับการเรียนที่ขึ้นกับทรัพยากรของผู้เรียน

“เวลาที่สะดวก” ในแง่การเรียนออนไลน์นี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

1) การเข้าถึงอุปกรณ์ที่เหมาะสม (โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถเพียงพอจะเปิดสื่อการสอนได้อย่างครบถ้วน)

2) ความเร็วและความเสถียรของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม

3) พื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ที่นั่ง ความสงบ (อาจเป็นในที่พักอาศัยหรือที่อื่น เช่น บ้านญาติ ร้านเน็ต)

“เวลาที่สะดวก” คือช่วงเวลาที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) ได้พร้อมกัน

กรณีบ้านเดียวกันมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงเครื่องเดียว แต่มีสมาชิกในบ้านหลายคนที่ต้องทำงานหรือเรียน การเรียนแบบสด (real time) จะสร้างปัญหาการแย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด

กรณีมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงพอกับสมาชิกที่ต้องใช้ทุคนในเวลาเดียวกัน แต่บ้านมีพื้นที่เล็ก การต้องเปิดสื่อการสอนพร้อมกันในพื้นที่จำกัดตาม อาจทำให้เกิดการรบกวนสมาธิกันและกันระหว่างสมาชิกในบ้าน กล่าวคือปัจจัยที่ (3) ไม่เกิด หรือการแบ่งความเร็วอินเทอร์เน็ตกันเนื่องจากใช้งานพร้อมกัน ก็ทำให้ปัจจัยที่ (2) ด้อยลงไป

กรณีไม่มีอุปกรณ์ตาม (1) หรืออินเทอร์เน็ตตาม (2) หรือพื้นที่ตาม (3) ที่บ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้เรียนจำเป็นต้องไปใช้อุปกรณ์ เน็ต หรือสถานที่นอกบ้าน เช่น บ้านญาติ หรือร้านเน็ต ก็จะมีเงื่อนไขข้อจำกัดของร้านหรือของบ้านนั้นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น น้ายินดีให้ยืมคอม เพียงแต่ช่วง 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นน้าก็ต้องทำงานด้วยคอมเครื่องเดียวกัน ถ้าหลัง 5 โมงเย็นนี่ใช้ได้ไม่มีปัญหา หรือการไปใช้เน็ตที่ร้าน ก็ไม่รับประกันว่า ตอนไปถึงร้านจะมีที่นั่งว่างทันที

การมีการสอนสดเพียงอย่างเดียวจะทำให้การจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดทำได้ลำบากขึ้น ทำให้เป็นไปได้ว่าครอบครัวของผู้เรียนอาจจำเป็นต้องดึงเงินที่ตั้งใจจะใช้เพื่อเรื่องอื่น มาซื้ออุปกรณ์ตาม (1) หรือเพิ่มคุณภาพเน็ตตาม (2) ส่วนเรื่องพื้นที่(3) นี่ดูจะเป็นที่จัดการลำบากอยู่

หากมีการบันทึกการสอนเอาไว้ด้วย ก็จะทำให้ผู้เรียนและสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน สามารถจัดการทรัพยากรตาม (1), (2), และ (3) ได้ดีขึ้น มีการแบ่งใช้ทรัพยากรกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เหมาะสมขึ้นหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถหยิบยืมหรือใช้ทรัพยากรจากภายนอกครอบครัวเป็นการชั่วคราวได้สะดวกขึ้น

การบันทึกการสอนเอาไว้ ยังมีประโยชน์กับผู้เรียนสดอีกด้วย เนื่องจากเป็นไปได้ว่าคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางช่วงอาจมีปัญหา ทำให้พลาดจุดสำคัญบางช่วงไป ถ้ามีการบันทึกไว้ ก็จะสามารถย้อนกลับมาดูได้ในภายหลัง

ทั้งนี้ “เวลาที่สะดวก” ที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) มาได้พร้อมกันนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเวลาที่ต่อเนื่องกัน เช่น สำหรับคาบเรียน 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์หนึ่ง ผู้เรียนรายหนึ่งอาจมีเวลาที่สะดวกตอน 11:30-12:30 หนึ่งชั่วโมงในวันจันทร์ และ 20:00-21:00 อีกหนึ่งชั่วโมงในวันอังคาร และเวลานี้อาจเปลี่ยนไปในอีกสัปดาห์

การบันทึกกับพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนการสอน

การบันทึกนี้ ไม่จำเป็นต้องให้สาธารณะหรือบุคคลภายนอกวิชาเรียนในชั้นเรียนดังกล่าวเข้าถึง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ที่ไม่สะดวกสอบถามแลกเปลี่ยนหากมีการบันทึกเสียงหรือภาพหรือสถานะบทจอภาพใดๆ ที่จะทำให้ระบุตัวตนได้

ทุกการเรียนการสอนที่จะมีการบันทึก และมีผู้เรียนเข้าร่วม ผู้สอนจะต้องแจ้งให้กับผู้เรียนทราบก่อนทุกครั้ง ว่าจะมีการบันทึก การบันทึกเริ่มเมื่อใด สิ้นสุดลงเมื่อใด และจะมีใครเข้าถึงการบันทึกได้บ้าง

เนื่องจากผู้เรียนอาจไม่สะดวกที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนบางประเด็น ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหว ในระหว่างการบันทึก ผู้สอนควรแบ่งเวลาบางช่วงในระหว่างการสอนที่จะไม่มีการบันทึกใดๆ ให้ผู้เรียนซักถามแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้เรียนจะต้องสามารถรับรู้และสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ขณะเวลาดังกล่าวมีการบันทึกอยู่หรือไม่

หากการบันทึกไม่ได้ทำโดยผู้สอนเอง แต่มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่สามอื่นทำการบันทึกให้ ในการบันทึก ผู้สอนจะต้องรู้อยู่เสมอด้วยว่ามีการบันทึกอยู่

จำนวนหรือกลุ่มประเภทของผู้เข้าถึงสื่อการสอนที่ได้มีการบันทึกไว้ จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้แจ้งผู้สอนและผู้เรียนเอาไว้ในตอนเริ่มการบันทึก

การเผยแพร่สื่อบันทึกการเรียนการสอนสู่สาธารณะ

หากผู้เรียนและผู้สอนในชั้นเรียนได้ตกลงร่วมกันล่วงหน้า ว่าจะเปิดเผยการเรียนการสอนเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็สามารถทำได้ โดยอาจเลือกตัดไม่เผยแพร่บางช่วงที่เป็นการซักถามแลกเปลี่ยนประเด็นที่ต้องการให้มีเฉพาะผู้ลงเรียนเท่านั้นที่จะดูได้ ทั้งนี้ระหว่างการเรียนการสอน ให้ระมัดระวังการขานชื่อหรือส่งสัญญาณใดในลักษณะที่จะระบุตัวผู้เรียนได้ เว้นแต่กรณีผู้เรียนตั้งใจแสดงตนด้วยตัวเอง

สื่อการสอนดังกล่าว ถือว่าอยู่ในพื้นที่ของห้องเรียน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครอง ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน กรณีศึกษา และสิ่งอื่นใด ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ทั้งผู้เรียนและผู้สอนควรมีอิสระเต็มที่ในการอภิปรายเพื่อการศึกษาโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

การคำนึงถึงสมาธิในพื้นที่ทางกายภาพที่ไม่ใช่ห้องเรียนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ การออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนและสื่อการสอน ที่เป็นออนไลน์ ทั้งแบบสด และแบบบันทึกไว้ล่วงหน้า ยังควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้เรียนจะสามารถมีสมาธิและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ห้องเรียน ซึ่งอาจทำได้ต่อเนื่องสั้นกว่า จึงควรพิจารณาแบ่งช่วงการสอนเป็นช่วงที่ไม่ยาวจนเกินไป และกรณีเป็นการสอนสดก็ควรจัดให้มีเวลาพักตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถไปทำธุระส่วนตัว เช่น เข้าห้องน้ำ ได้ เช่นสอน 50 นาที พัก 10 นาที และสอนต่ออีก 50 นาที

การแบ่งเนื้อหาการสอนเป็นช่วงสั้นๆ และมีการเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนในสื่อที่ทำการบันทึก ยังมีประโยชน์เมื่อต้องการดูย้อนหลัง ทำให้ค้นหาเนื้อหาช่วงที่ต้องการได้สะดวกขึ้น

ฝากทางสถานศึกษาต่างๆ พิจารณาสำหรับภาคการศึกษานี้หรือที่จะถึงนี้ครับ

ว่าด้วยการเยียวยา – กรณี #TCAS วารสาร และอื่นๆ ในยุค #COVID19 นี้

การทำงานทั้งที่ตั้งใจและที่ผิดพลาดของผู้มีอำนาจ อาจนำมาสู่ความเสียหายของคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งถ้าสังคมยังพอจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ก็ควรมีการเยียวยาตามสมควรในระยะเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป ทั้งนี้ก็ควรคิดด้วยว่ามาตรการเยียวยานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มใหม่หรือไม่

เช่น จะเลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อช่วยหน่วยงานที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ก็ต้องพิจารณาด้วย ว่าหน่วยงานที่พร้อมแล้วและได้ดำเนินแผนงานต่างๆ ในอนาคตตามความเข้าใจว่าจะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้ในวันที่กำหนด จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ หากกฎหมายถูกเลื่อนออกไป (เช่นได้ทำสัญญาหรือทำแผนธุรกิจใดๆ ไว้ ต้องปรับแก้แผน หรือการไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลกลางนี้ จะทำให้ต้นทุนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศของเขาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องไปทำสัญญาลักษณะทวิภาคีต่างหาก ในระยะ 1 ปีตามที่จะเลื่อน จากเดิมที่เขาเคยคิดว่าไม่ต้องทำ หากกฎหมายบังคับใช้ตามกำหนด) – ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าเราลงโทษคนที่แข็งขันเตรียมความพร้อมเพื่อทำตามกฎหมาย

เรื่องประกาศ #TCAS เพื่อรับเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผิดพลาด นี่ก็มีประเด็นเยียวยาอยู่เหมือนกัน และมีแง่มุมของการเยียวยาคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งสมควรได้รับการเยียวยา) ที่อาจสร้างความเดือดร้อนใหม่ให้กับคนอีกกลุ่ม (ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)

ดูรายละเอียดลำดับเวลาของเรื่องนี้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-52688183

1. จริงๆ แนวทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) นั้นช่วยเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติมก็จะเป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบกับนักศึกษากลุ่มอื่นไปด้วย

2. ถ้าไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนตามประกาศที่ผิดพลาด และ ตัวระบบ TCAS ทั้งหมดไม่ปรับให้พวกเขาได้เข้าเรียนตามลำดับการเลือกอื่นๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่เรียน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา

3. พวกเขาอาจจะคะแนนไม่เข้าเกณฑ์คณะวารสาร มธ. แต่อาจเข้าเกณฑ์คณะอื่น เขาไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนั้น ต้องมีใครสักคนในระบบการรับเข้านี้ที่จะรับผิดชอบหาทางเยียวยา

4. แต่การที่มหาวิทยาลัยจะ “บังคับ” ให้คณะวารสารต้องรับนักศึกษาเข้า ในจำนวนที่เกินความสามารถที่คณะจะจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คณะวารสารไม่ควรต้องแบกรับ และนักศึกษาทุกคนไม่ควรจะต้องเจอ

5. ประเด็นที่อาจมองว่า “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาที่คะแนนถึงเกณฑ์ หากรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษา นั้นไม่ควรเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายการได้เข้าศึกษาหรือไม่ในแต่ละปีก็อยู่ที่จำนวนรับด้วย ถ้าจำนวนรับมากก็เป็นไปได้ที่คะแนนต่ำสุดที่จะเข้าเกณฑ์จะต่ำลง — และในแง่หนึ่ง การเปิดรับนักศึกษาให้มากขึ้น ก็เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย (ดูข้อ 6 ประกอบ)

6. ประเด็นที่จะ “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในรอบรับล่าสุดนี้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใด และนักศึกษาที่มีอยู่เดิม ก็คือคุณภาพในการจัดการศึกษาที่จะลดลง หากต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่ถูกบังคับให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีแผนรองรับไว้ก่อน ผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกรุ่นและทุกคณะที่ใช้ทรัพยากรและอาจารย์กลุ่มเดียวกันด้วย

7. หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการให้คณะวารสารศาสตร์ช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการรับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนในปีการศึกษานี้ มหาวิทยาลัยก็จะต้องสนับสนุนให้กับทางคณะวารสารมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาดังกล่าวรวมถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย การสนับสนุนนี้ เช่น การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนรับอาจารย์ใหม่ เพิ่มจำนวนจ้างอาจารย์พิเศษภายนอก เพิ่มการสนับสนุนสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามสัดส่วน ซึ่งการเพิ่มนี้ จะต้องเป็นการเพิ่มไปตลอดหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาที่จะรับเข้าปีนี้คืออย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะปีการศึกษานี้เท่านั้น

8. แต่ในทางหนึ่ง การสนับสนุนให้คณะวารสารสามารถรองรับการเยียวยาได้ ก็คือการให้ทุกคณะร่วมรับผิดชอบความผิดพลาดของมหาวิทยาลัยไปกลายๆ เพราะสุดท้ายอาจมีทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาเพื่อสนับสนุนการเยียวยานี้ แต่ก็น่าจะดีกว่าให้คณะวารสารแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่การให้รับเข้านั้นเป็นความประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในระยะยาว คณะวารสารอาจเปิดวิชาเพิ่มเติมที่นักศึกษาคณะอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้หรือให้อาจารย์ของคณะร่วมสอนในบางวิชาของคณะอื่นได้ เพื่อเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่พอจะแบ่งปันได้ออกไปให้เป็นธรรมที่สุด

9. มาตรการในการเยียวยาอีกประการก็คือ หากมีการรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยและคณะ จะต้องไม่แบ่งแยกนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม “รับเข้าตามปกติ” และ “รับเข้าเป็นการเยียวยา” เพื่อให้ตลอดการศึกษาจนจบการศึกษาของนักศึกษาทุกคน ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติเชิงลบ

ทั้งนี้เวลาเราคิดเรื่องการเยียวยา ต้องอย่าลืมว่า การเยียวยาไม่ใช่การทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิด

ผู้กระทำการหรือละทิ้งเพิกเฉยไม่กระทำการ ยังสามารถมีความผิดได้อยู่ และก็ต้องถูกพิจารณาความผิดตามปกติ และการเยียวยาจะต้องไม่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่ว่ากับคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์)

Override / Overrule ปัญหาการเลื่อนบังคับใช้บางหมวดของกฎหมายลำดับสูงกว่าด้วยกฎหมายลำดับต่ำกว่า

กรณีของการพยายามจะเลื่อนบังคับใช้บางหมวดของพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการออกพ.ร.ฎ.มางดเว้นนี่ก็น่าสนใจ

คือคิดแบบภาวะปกติเลยนะ ไม่ต้องมีภาวะพิเศษหรือรัฐประหาร ตัวพระราชบัญญัตินั้นจะประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ ต้องอาศัยรัฐสภาเห็นชอบ ส่วนพระราชกฤษฎีกา รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามกฎหมายนั้นๆ จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาได้เลย ตามที่กฎหมายดังกล่าวได้ให้อำนาจนิติบัญญัติบางส่วนเอาไว้กับฝ่ายบริหาร

ทีนี้ มันมีสิ่งน่าสนใจ 2 อย่าง ที่กรณีการพยายามเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วยพ.ร.ฎ. ซึ่งตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทยนั้น ตัวพ.ร.ฎ.อยู่ต่ำกว่าพ.ร.บ.

1) การที่เกิดภาวะแบบนี้ได้ เพราะกฎหมายในมาตราที่ให้อำนาจกับรัฐมนตรีในการออกพ.ร.ฎ.นั้น มีผลใช้บังคับแล้ว รัฐมนตรีจึงจะนำอำนาจดังกล่าวมางดเว้นการบังคับใช้กฎหมายหมวดที่ยังไม่ถูกบังคับใช้ (จากเดิมที่เราคิดว่า กฎหมายต้องถูกใช้ก่อน แล้วการงดเว้นค่อยตามมา) การที่กฎหมายฉบับนี้ หรือฉบับใดๆ ก็ตามมีการกำหนดการเริ่มใช้บังคับเป็นหลายขยัก ทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ได้ ใช่หรือไม่? (ถ้ากฎหมายทั้งฉบับยังไม่ถูกใช้บังคับเลย โดยเฉพาะมาตราที่ให้อำนาจกับรัฐมนตรีในการออกพระราชกฤษฎีกา สถานการณ์แบบนี้จะไม่เกิด หรือไปเกิดด้วยช่องทางอื่น?)

2) ในแง่ศักดิ์และลำดับอำนาจของกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับหนึ่ง (กรณีนี้คือส่วนที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของประชาชน) ที่รัฐสภาพิจารณาประกาศเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแล้ว สามารถถูกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกกฎหมายระดับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งมีลำดับต่ำกว่า มาเลื่อนการบังคับใช้ได้ และถ้ายอมให้มีการเขียนกฎหมายลักษณะนี้ โดนไม่มีการท้าทายทางรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎีว่า การเลื่อนหรือการงดเว้นนี้จะสามารถถูกต่ออายุออกไปได้เรื่อยๆ เท่ากับในทางปฏิบัติ จะมีสภาพเหมือนไม่เคยมีการตราพระราชบัญญัติในส่วนสาระสำคัญขึ้นมาเลย

นี่เป็นโจทย์ที่น่าคิด ว่าจะทำอย่างไร ในกรณีนี้และกรณีทั่วไป ให้สามารถจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ให้สร้างสภาวะมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นได้

แต่การคาดหวังกับฝ่ายตุลาการให้ช่วยดุลอำนาจ ในฐานะที่เป็นอำนาจหนึ่งที่มีอำนาจเท่าๆ กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ยังเป็นความคาดหวังที่เป็นไปได้หรือเป็นความคาดหวังที่อันตรายหรือไม่ ในประเทศนี้