เสรีภาพการแสดงออกในมหาวิทยาลัยสหราชอาณาจักร

Gary Slapper ผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก วิทยาเขตลอนดอน เขียนถึงประเด็นเสรีภาพการแสดงออกที่ถูกจำกัดในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร โดยอ้างอิงรายงาน Free Speech University Rankings ที่จัดอันดับเสรีภาพในการพูดของมหาวิทยาลัยยูเค 115 แห่งเป็นปีที่สองแล้ว และในรายงานปีที่สองนี้ พบมหาวิทยาลัยที่มีการเซ็นเซอร์การแสดงออก 90% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 80%

เขายกตัวอย่าง LSE ที่มีปัญหานี้มาก จนนักศึกษาต้องตั้งสมาคม Speakeasy Society ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการโต้เถียงอย่างเสรีและเปิดกว้าง แต่ไม่นานก็มีการเสนอในที่ประชุมของสหภาพนักศึกษา LSE Student Union ว่าให้แบนสมาคมนี้ซะ สุดท้ายก็รอดไป มีคนโหวตให้แบน 57 เสียง โหวตว่าไม่แบน 226 เสียง ได้อยู่ต่อ

ปัญหาอันหนึ่งก็คือ การยกข้องอ้างเรื่องการหมิ่นศาสนาหรือคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง ขึ้นมาเพื่อห้ามหรือจำกัดการแสดงออก

ปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงคือ Racial and Religious Hatred Act 2006 (แก้ไขเพิ่มเติม Public Order Act 1986) ซึ่ง Gary ก็บอกว่า ในกฎหมายก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ หรือกระทั่งประชดเสียดสีเยาะเย้ย (ridicule) ศาสนา ความเชื่อ และวิธีปฏิบัติของผู้ที่มีความเชื่อเหล่านั้น

กฎหมายเขาว่างี้

Part 3A — Hatred against persons on religious grounds

29A — Meaning of “religious hatred”

In this Part “religious hatred” means hatred against a group of persons defined by reference to religious belief or lack of religious belief.

[…]

29J — Protection of freedom of expression

Nothing in this Part shall be read or given effect in a way which prohibits or restricts discussion, criticism or expressions of antipathy, dislike, ridicule, insult or abuse of particular religions or the beliefs or practices of their adherents, or of any other belief system or the beliefs or practices of its adherents, or proselytising or urging adherents of a different religion or belief system to cease practising their religion or belief system.

กล่าวคือความหมายของ “ความเกลียดชังทางศาสนา” นี่ มันต้องเป็นความเกลียดชังต่อกลุ่มบุคคล ซึ่งอ้างอิงกับความเชื่อทางศาสนา (29A) สิ่งที่เขาต้องการปกป้อง คือปกป้องคน ส่วนการจะไปวิพากษ์วิจารณ์หรือเอาตัวศาสนาความเชื่อมาล้อเลียนอะไรนั้น เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ได้ห้าม และเขียนย้ำไว้เลยในกฎหมายว่า ไม่ได้ห้ามนะ (29J)

แต่ก็ดูเหมือนว่าข้ออ้างพวกนี้จะถูกเอามาใช้ปิดปากการแสดงออก คือพอวิพากษ์วิจารณ์ความคิด บอกว่าไม่เห็นด้วยกับอะไร ก็ถูกตีความไปว่าไปโจมตีบุคคลที่เชื่อเรื่องนั้น

เขาปิดท้ายบทความว่า คำว่า “university” ในภาษาอังกฤษนั้น มาจากคำละตินว่า “universtas” ซึ่งแปลว่า “ทั้งหมด จำนวนทั้งหมด ผลรวมทั้งหมดของสรรพสิ่ง” มหาวิทยาลัยควรจะเป็นที่ถกเถียงของแนวคิดทุกอย่าง ไม่ใช่แค่บางอย่าง

อ่านบทความเต็มที่ Milkround “The best way to defeat harmful ideas is by debate — not a ban”

ภาพจาก Wikimedia Commons

เข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่ได้? ลิงก์เสีย? ลองนี่

ใครจะค้นจะหาอะไรในเว็บไซต์เดิมของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ถ้าลิงก์ที่มีอยู่มันเข้าไม่ได้แล้ว (เพราะเว็บไซต์ใหม่เปลี่ยนการจัด url) และลองเสิร์ชด้วยชื่อบทความไม่ได้ผล ลองสองอันนี้ดูครับ

ถ้าลิงก์ที่มีอยู่เป็นลิงก์จากสมัย http://www.geocities.com/midnightuniv/ หรือ http://www.geocities.com/midnight2545/ ให้เปลี่ยนคำว่า geo ในลิงก์เป็น reo แล้วลองเข้าดูใหม่

ถ้าลิงก์ที่มีอยู่หน้าตาแนวๆ นี้ http://www.midnightuniv.org/midnight2544/XXX.html
ให้ลอก XXX มาใส่ตามลิงก์นี้ http://thaiis.com/midnightuniv-org-v1/XXX.html

เช่น http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999708.html
ก็เป็น http://thaiis.com/midnightuniv-org-v1/midnight2544/0009999708.html

ส่วนถ้าอยากไล่ดูบทความในแบบเดิมๆ ไปที่หน้าแรกแบบเก่าเก่าและแบบเก่าได้ที่สองลิงก์นี้ครับ

สำหรับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีบทความใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ เข้าดูได้ที่ http://www.midnightuniv.org/

(เหตุทั้งหมดเกิดจากมีคนมาถามถึงบทความในโพสต์นี้ ซึ่งลิงก์เดิมเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยถึอโอกาสอัปเดตและเขียนบอกวิธีไปเลย)

โชติช่วงชีวิตแห่งการแชร์: ชัชวาล บุญปัน

"Patience" - The Milky Way

ผมชอบอาจารย์ ชัชวาล บุญปัน มาก ๆ

ผมรู้จักการสังหารหมู่กวางจูในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก จากการฉายหนัง May 18 ของชัชวาล

ชัชวาล(เคย)เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ มช. เป็นคนที่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง และพยายามจะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา ความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสังคม

ปี 2010 ผมหลุดเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเรียนสัมมนาของชัชวาล ผ่านการแนะนำของเพื่อนใหม่ชื่อโฟน ซึ่งก็เพิ่งรู้จักกันวันที่ฉายหนัง May 18 นั่นแหละ สัมมนาพูดถึงมนุษย์กับสงคราม แง่มุมทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ … สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในตึกภาควิชาฟิสิกส์-ในประเทศไทย

ห้องเรียนสัมมนาดำเนินไปในลักษณะการสนทนากันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เอาเข้าจริงคือ ทุกคนต่างเรียนจากอีกฝ่าย ในอากาศเต็มไปด้วยคำถาม และทุกคนคิดกับมัน โฟนบอกว่า ห้องเรียนของชัชวาลก็เป็นแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาชอบ

โฟนเป็นนักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมมักจะพบเขาในงานสัมมนาประเด็นทางสังคม วรรณกรรม หรือภาพยนตร์

Contact เป็นหนังไซไฟที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง (มันน่าจะอยู่ในหมวดเดียวกับ Gattaca) บทหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน โดย คาร์ล เซแกน เซแกนเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สนใจการสื่อสารประเด็นวิทยาศาสตร์กับสาธารณะ

ในทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีความขัดแย้งหนึ่งที่เรียกว่า Fermi paradox มันคือความขัดแย้งของตัวเลขประเมินจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมในแกแล็กซีทางช้างเผือก (สมการของเดรกDrake equation) ซึ่งมีเยอะกว่าหลักฐานที่เราเคยค้นพบอยู่มาก-เพราะเรายังไม่เคยค้นพบเลย สำหรับนักฟิสิกส์ดารารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้มีนัยยะว่า อารยธรรมนั้นเกิดขึ้นมากมายแต่มีอายุสั้นมาก นั่นคือ ที่เราหาพวกเขาไม่พบ เพราะอารยธรรมเหล่านั้นทำลายตัวเองไปหมดแล้ว

Fermi paradox ทำให้เซแกนสนใจการเมืองและเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนามและการต่อต้านนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 80 — เขาเคยถูกจับขณะพยายามปีนข้ามรั้วเข้าไปในเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เนวาดาระหว่างการชุมนุมประท้วง

เซแกนสอนวิชาการคิดเชิงวิพากษ์ที่คอร์เนลจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1996

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชัชวาลมีความสนใจในประเด็นทางสังคม รู้แต่เพียงว่า นี่คือตัวอย่างของอาจารย์ที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องมีมากขึ้น เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า “วิทยาศาสตร์เกี่ยวอะไร?” — สมการของเดรกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขภายหลัง มีพารามิเตอร์หนึ่งคือ “การล่าอาณานิคม(ดวงดาว)” เราต้องมีระบบการศึกษาแบบไหนที่อนุญาตให้คนคิดข้ามกรอบสาขาได้ขนาดนี้ ?

การศึกษาที่ไม่จัดคนอยู่ในกล่อง เพื่อจะให้คนในกล่องไปจัดคนลงกล่องต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

แม้จะเกษียณไปแล้ว ทุกวันนี้ชัชวาลก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายทอดสิ่งที่เขาเชื่อให้กับนักศึกษา ผ่านการบรรยายพิเศษตามวาระต่าง ๆ

 

บันทึกสืบเนื่องจากข่าวงานเสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยสำนักข่าวประชาธรรม; ปรับปรุงจากสเตตัสเฟซบุ๊ก

ภาพประกอบโดย by Luke Peterson Photography สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา

ตัวแบบอันน่าเกลียด: ทำไมเหล่าเสรีนิยม จึงประทับใจเหลือเกินกับระบบการศึกษาของจีนและสิงคโปร์?

แปลจาก The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau

ผู้นำอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งประทับใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และจีน มักกล่าวอย่างอิจฉาเสมอ ๆ เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาของประเทศเหล่านั้น. ประธานาธิบดีโอบามาอ้างถึงสิงคโปร์ในสุนทรพจน์เมื่อมีนาคม 2009 โดยกล่าวว่านักการศึกษาในสิงคโปร์นั้น ให้เวลาน้อยลงในการสอนสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และให้เวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่เป็นสาระ พวกเขาเตรียมนักเรียนของพวกเขาไม่เพียงสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังสำหรับอาชีพการงาน พวกเราไม่ได้ทำเช่นนั้น. นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ยกย่องจีนอยู่เสมอ เขาเขียน (ในช่วงก่อนโอลิมปิกที่ปักกิ่ง) ว่า “วันนี้ มันเป็นกีฬา ที่พุ่งทะยานขึ้นจนทำเราประหลาดใจ แต่จีนจะทำสิ่งมหึมาเดียวกันนี้ในศิลปะ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา” ซึ่งโดยนัยคือการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษาของจีน แม้กระทั่งในบทความที่เขาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง ถึงสิ่งที่จีนได้กระทำอย่างโหดร้ายกับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง. แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า โอมาบา คริสทอฟ และชาวอเมริกันอื่น ๆ ผู้สนับบสนุนระบบการศึกษาของสิงคโปร์และจีน นั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างเพียงพอต่อความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษาเหล่านั้น กับการแลกเปลี่ยนถกเถียงแบบประชาธิปไตย และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบประชาธิปไตย. อันที่จริงแล้ว พวกเขากำลังสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่องเลย.

a classroom in Beijing

อะไรคือสิ่งที่นักการศึกษาในสิงคโปร์และจีนทำ? โดยการประเมินของพวกเขาเองแล้ว พวกเขาทำได้ดีมากในการเรียนแบบท่องจำและการสอนเพื่อสอบ. ต่อให้เป้าหมายประการเดียวของเราคือการผลิตนักศึกษาที่จะทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ประกาศอย่างชัดเจนสำหรับการศึกษาในสิงคโปร์และจีน เราก็ยังสมควรปฏิเสธยุทธศาสตร์ของพวกเขา เหมือนกับที่พวกเขาเองได้ปฏิเสธมันแล้ว. ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศทั้งสองได้ทำการปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องสนับสนุนหล่อเลี้ยงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงรุก และความคิดจินตนาการซึ่งจำเป็นสำหรับนวัตกรรม. พูดอีกอย่างก็คือ แม้ทั้งสองประเทศดังกล่าวจะไม่มีประเทศไหนเลยที่รับเอาแนวคิดเป้าหมายการศึกษาอย่างกว้าง แต่ทั้งสองก็ได้ตระหนักว่า กระทั่งเป้าหมายอย่างแคบที่มุ่งเฉพาะความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ระบบที่เน้นการเรียนแบบท่องจำเองก็ยังไม่ดีพอ. เมื่อปี 2001 กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เสนอ หลักสูตรใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนการเน้นย้ำ … การท่องจำและการฝึกฝนอย่างเครื่องจักรอย่างเกินพอดี. สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงรุกของนักเรียน, ความปราถนาของนักเรียนที่จะค้นหาความจริง, และความกระตือรือร้น … ที่จะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ.

เช่นเดียวกันสิงคโปร์ ที่ได้ปฏิรูปนโยบายการศึกษาในปี 2003 และ 2004 ซึ่งถอยห่างจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่วิธีการแบบ เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเด็กถูกมองเป็น ผู้ควบคุมสถานการณ์. ด้วยการปฏิเสธ แบบฝึกหัดและการบ้านซ้ำ ๆ หลักสูตรที่ถูกปฏิรูปใหม่มองครูผู้สอนในฐานะ ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน แทนที่จะเป็นผู้มอบคำตอบ. หลักสูตรดังกล่าวเน้นทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสุนทรียะ, ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม, และความตระหนักถึงตัวเองและสังคม. ภาษาที่ใช้ในการปฏิรูปทั้งสองนี้ ชวนให้นึกถึงความคิดของนักการศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ จอห์น ดิวอี (John Dewey) และ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) ซึ่งทั้งคู่เคยไปประเทศจีน และเคยมีอิทธิพลไม่น้อยทั่วทั้งเอเชียตะวันออก. สิงคโปร์และจีนพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การศึกษาปลายเปิดที่ก้าวหน้า ซึ่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน-ในแบบเดียวกับที่เรากำลังจะตีจาก ด้วยการเน้นการสอนเพื่อสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย No Child Left Behind.

หลายผู้สังเกตการณ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ขณะนี้ และสรุปว่าการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จจริง ๆ. เงินเดือนครูยังคงอิงอยู่กับคะแนนทดสอบ และด้วยเหตุนี้ โครงสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จึงไม่มี. โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการง่ายกว่ามาก ที่จะวิ่งเข้าหาการเรียนแบบท่องจำ ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน เนื่องจากการสอนในแบบที่ดิวอีและฐากูรแนะนำนั้น ต้องการทรัพยากรที่เพียบพร้อมและความตระหนักเข้าใจ และแน่นอนว่าการทำตามสูตรสำเร็จนั้นย่อมง่ายกว่า.

มากไปกว่านั้น การปฏิรูปดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยความกลัวของชาติเผด็จการเหล่านี้ ความกลัวในเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแท้จริง. ในสิงคโปร์ ไม่มีใครพยายามใช้เทคนิคใหม่ดังกล่าวเวลาสอนเกี่ยวกับการเมืองและประเด็นปัญหาร่วมสมัย. การศึกษาพลเมือง นั้นโดยปกติจะมีรูปแบบของการวิเคราะห์ปัญหา, เสนอวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ต่าง ๆ, และจากนั้นก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมวิธีที่รัฐบาลเลือกนั้นจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับสิงคโปร์. ในมหาวิทยาลัย ผู้สอนบางคนพยายามใช้วิธีเปิดกว้างแบบใหม่ ๆ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีหนทางที่จะฟ้องร้องอาจารย์เหล่านั้นด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถ้าพวกเขาวิจารณ์รัฐบาลในชั้นเรียน, ยิ่งไปกว่านั้น คดีดัง ๆ จำนวนหนึ่ง จะถูกหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายถึง. อาจารย์นิเทศศาสตร์รายหนึ่ง (ซึ่งได้ออกจากสิงคโปร์ไปแล้วนับแต่ตอนนั้น) รายงานว่า ในขณะที่เธอพยายามจะนำการอภิปรายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวในห้อง … คุณเอามือไปจับมันได้เลยล่ะ. แม้ชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ วิทยาลัยการภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Tisch School of the Arts Asia) ได้รับการสนับสนุนให้เปิดสาขาในสิงคโปร์ แต่ได้รับการแจ้งว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในหลักสูตรนี้ จะไม่สามารถฉายนอกวิทยาลัยได้. ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประเทศจีน ที่การคิดอย่างสร้างสรรค์หรือวิเคราะห์วิพากษ์อย่างเจาะลึกนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมเมื่อพูดถึงระบบการเมือง.

มันถึงเวลาแล้ว ที่จะถอดแว่นฉาบสีกุหลาบออก. สิงคโปร์และจีนคือตัวแบบที่เลวร้ายของการศึกษา ไม่ว่าจะสำหรับชาติไหนที่ปราถนาจะรักษาประชาธิปไตยแบบพหุลักษณ์หลากหลายเอาไว้. พวกมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ และพวกมันกำราบจินตนาการและการวิเคราะห์ลงอย่างราบคาบ ในเวลาที่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติและทางเลือกอันยากลำบากต่าง ๆ ในหนทางข้างหน้า. หากเราต้องการมองเอเชียเพื่อหาตัวแบบ มันมีตัวแบบที่ดีกว่ามากมายให้ค้นหา เช่น ประเพณีการศึกษาเสรีนิยม-ศิลปศาสตร์แนวมนุษยนิยมของเกาหลี และวิสัยทัศน์ของฐากูรและนักศึกษาชาวอินเดียที่เห็นในแนวทางเดียวกับเขา. (ฉันจะเขียนถึงวิธีการอันกระจ่างสว่างไสวของพวกเขา ในคอลัมน์ต่อจากนี้).

Martha C. Nussbaum เป็นศาสตราจารย์กฎหมายและปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก. หนังสือล่าสุดของเธอคือ From Disgust to Humanity: Sexual Orientation and the Constitution.


ภาพประกอบโดย torres21 สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

แปลจากบทความ The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau. บทความนี้แนะนำโดย อ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ในโพสต์เพซบุ๊กชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย – ใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ต่อ คุยได้ที่กลุ่ม Philosophy@Chula.

ผมเริ่มแปลความนี้ เพื่อระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม และเพื่อขอบคุณการศึกษาทางเลือกที่เขาพยายามทำกับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.

ผู้เขียนบทความนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อเกี่ยวกับเกาหลีและอินเดีย ผมกะว่าจะแปลอีกชิ้นที่ต่อกันดังกล่าวด้วย [ออกมาแล้ว – 13 ส.ค. 2553] เพื่อรวมเป็นชิ้นแปลเดียวเดียวกัน และเผยแพร่ต่อไป. ที่เอาส่วนนี้มาลงตรงนี้ก่อน เผื่อใครจะช่วยปรับแก้ที่ผิด หรือปรับสำนวนให้มันอ่านง่ายหน่อย หรือเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมให้. ในส่วนที่อาจจะเป็นบริบทเฉพาะสหรัฐ หรือต้องการความรู้พื้นฐานนิดหน่อยเพื่อความเข้้าใจ ผมดูผ่าน ๆ แล้วก็โอเค น่าจะพออ่านรู้เรื่อง แต่ถ้าใครช่วยอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของดิวอีและฐากูร รวมถึงนโยบาย No Child Left Behind สั้นๆ ให้หน่อยได้ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ. (ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีบทความเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาของฐากูร – “วิศวภารตี-ศานตินิเกตัน : อุดมศึกษาที่ไร้กำแพง” โดย ประมวล เพ็งจันทร์)

สิ่งที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของเกาหลี ทำผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากเพิ่งจะได้ดูหนัง May 18 (ในลิงก์เป็นรายงานจากการฉายที่จุฬา ส่วนผมดูอีกรอบหนึ่งก่อนหน้านั้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).

รวมถึงมันพูดถึงการศึกษาเสรี/ศิลปศาสตร์ liberal education/liberal arts ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ และเคยตามอ่านเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ จากบล็อกคนชายขอบ และ @Fringer.

technorati tags: , ,

Dear the "University of Moral and Political Sciences"’s library,

ถึง หอสมุด,

เรื่องหนังสือหายาก เนื้อหาไหนที่เป็นสมบัติของสาธารณะ (public domain) แล้ว และหอสมุดได้ตัดสินใจจะเผยแพร่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ไม่ควรจะอาลัยอาวรณ์กับมัน ว่าใครจะนำไปเผยแพร่ต่อและคิดค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่นั้น วิตกเสียจนต้องพยายามหาทางป้องกัน

ด้วยเจตนาดี หอสมุดอาจกลัวว่าสาธารณะจะเสียหาย เพราะมีผู้นำไปค้ากำไรเกินควร เช่นนั้นหอสมุดก็ยิ่งควรจะเปิดให้สาธารณะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นได้มาก ๆ ให้สะดวกมาก ให้ถูกมาก มากเสียจนคนอื่นไม่สามารถทำกำไรเกินควรได้

ด้วยความเคารพนะ

…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…

The Public Domain Manifesto

technorati tags: , ,

[30 Oct] Richard Stallman to give a keynote at FLossEd Bangkok

ฝากบอกต่อครับ

ริชาร์ด สตอลล์แมน ผู้ริเริ่มแนวคิด copyleft และ ซอฟต์แวร์เสรี จะปาฐกถาเปิดงานซอฟต์แวร์เสรีเพื่อการศึกษา FLossEd BK ศุกร์ 30 ตุลานี้ 19:30น. ที่โรงเรียนนานาชาติ เค.ไอ.เอส. ห้วยขวาง [แผนที่]

Richard M. Stallman, of copyleft and Free Software Foundation, will give a keynote speech at FLossEd BK conference, at KIS International School, Bangkok. 19:30. Friday, October 30, 2009. [map]

http://flossedbk.flossed.org

technorati tags: , , ,

Robocode Thailand Contest 2009

Robocode Thailand Contest 2009 การแข่งขันการเขียนโปรแกรมจาวาเพื่อควบคุมหุ่นยนต์รถถัง

Robocode เป็นเกมที่แต่ละทีมจะพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาจาวา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์รถถังให้ต่อสู้กันแบบอัตโนมัติ โดยแต่ละทีมไม่สามารถควบคุมหุ่นยนต์ของตัวระหว่างการแข่งขันได้ จึงเป็นเกมที่ฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมและการนำอัลกอริทึม (algorithm) หรือวิธีการต่าง ๆ รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence – AI) มารวมกันเพื่อทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพมากที่สุด เว็บไซต์วิชาการ.คอม เล็งเห็นประโยชน์ของเกม Robocode นี้ว่าจะช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ จึงร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการแข่งขัน Robocode Thailand Contest 2009 เพื่อค้นหาสุดยอดทีมกับสุดยอดหุ่นยนต์ประจำปีนี้ โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือก จะดำเนินการผ่านเว็บไซต์วิชาการ.คอม ส่วนการแข่งขันในรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นการชิงชนะเลิศระดับประเทศ จะจัดการแข่งขันในช่วงต้นปี 2009 ภายในงานมหกรรมการแข่งขันด้านไอซีที ซึ่งดำเนินการเป็นประจำทุกปีโดยเนคเทค

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Robocode ได้ที่ robocode.sf.net ศึกษาวิธีการพัฒนาหุ่นยนต์ได้จากบทความติว และส่งซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นเข้าแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ โดยจะปิดรับสมัครและปิดให้อัปโหลดหุ่นยนต์ในวันที่ 20 มกราคม 2552

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/robocode/

technorati tags:
,
,
,

oh your highness "highly educated" PAD

จากข่าว พันธมิตรฯ ฮุสตัน ต้อนรับ “หมัก” อบอุ่น, ผู้จัดการออนไลน์, 6 พ.ย. 2551 :

“… ทั้งนี้ เมืองฮุสตัน มลรัฐเทกซัสถือเป็นเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีพันธมิตรฯ หนาแน่นมากเมืองหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่มีการศึกษา เป็นเจ้าของกิจการหรือประกอบวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ พนักงานบริษัท เป็นต้น

หรือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมี “บาบูน” นั่นเองครับ (เหมาะแก่การอยู่อาศัยของพันธมิตรเป็นอย่างยิ่ง)

technorati tags:
,
,

PrachataiNoi Classroom

ประชาไทน้อย ชวนฟังบรรยาย อนาคตการเมืองไทยหลังประชามติ

เชิญชวนนักเรียนข้างถนน ผู้รักการศึกษาตลอดชีวิต และสื่อมวลชน ร่วมฟังบรรยาย

ห้องเรียนประชาไทน้อย
วิชาสัมมนาการเมืองไทย (สมท101)

ปีการศึกษา 2550

ตอน:
อนาคตการเมืองไทยหลังประชามติ

พุธที่ 15 สิงหาคม 2550
เวลา 13:00-16:00 น.
ห้อง 206.2 อาคาร 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ผู้ร่วมบรรยาย…
คำพร ธุระเจน (นศ. นิติ มธ., ประธานวิชาการ มธ., แฟนพันธุ์แท้ 2004 เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.)
ตฤน ไอยะรา (นศ. เศรษฐ มธ.)
ชาติชาย แสงสุข (นายกองค์การบริหารนศ. มรภ.นครสวรรค์, สมาชิกสภาร่างรธน.)
ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ (นศ. รัฐศาสตร์ จุฬา, แฟนพันธุ์แท้ 2003 การเมืองไทย)
ภูริ ฟูวงศ์เจริญ (นศ. รัฐศาสตร์ มธ.)
อภิศักดิ์ สุขเกษม (นศ. มนุษย-สังคมศาสตร์ มรภ.นครปฐม, กรรมการบริหาร สนนท.)

เด็กหลังห้อง (sit in) อาทิ…
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ประภาศ ปิ่นตบแต่ง, และอื่น ๆ อีกมากมาย

ดำเนินรายการ…
ณภัค เสรีรักษ์ (นศ. เศรษฐ มธ., เว็บไซต์ประชาไทน้อย)

สามารถรับฟังและแลกเปลี่ยน ผ่านการถ่ายทอดเสียง การศึกษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต
ได้ที่เว็บไซต์ www.prachatainoi.com

ร่วมจัดโดย
เว็บไซต์ประชาไทน้อย
เว็บไซต์ประชาไท
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

[ ฟังสด ]

technorati tags:
,
,

Requirements

“…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…”

ปรัชญาการตั้งมหาวิทยาลัย จากสุนทรพจน์ของ ปรีดี พนมยงค์

เมื่อวานได้รับไปรษณียบัตรยืนยันที่อยู่ เพื่อสมัครสมาชิกห้องสมุดธรรมศาสตร์ ประเภทบุคคลภายนอก-แบบยืมหนังสือได้

หนึ่งในหลักฐานที่ต้องใช้คือ “หลักฐานการจบการศึกษาปริญญาตรี” !

… อาจารย์ปรีดีจะคิดยังไง ?

กำลังจะครบรอบ 75 ปี คณะราษฎรปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย

เรากำลังจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ฉบับยอดมนุษย์”

… อาจารย์ปรีดีจะคิดยังไง ?

… เมื่อคนเล็กคนน้อย “ประชา” ในทุกพื้นที่ กำลังถูกกันออกจากวงไปเรื่อย ๆ
รวมถึง ประชาธิปไตย และมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนมัน

technorati tags: