กรณีข้อมูลผู้ป่วยโรงพยาบาลเพชรบูรณ์หลุดรั่ว

ข้อมูลคนไข้ที่หลุดรั่วออกมา มีชื่อ-สกุลของคนไข้ วันเดือนปีเกิด เพศ ชื่อหมอ ค่าใช้จ่าย สถานะการจ่าย ประเภทสิทธิการรักษา ชื่อวอร์ด

ชื่อวอร์ดนี่ตั้งตามชื่อกลุ่มโรค ก็อาจเป็นข้อมูลอ่อนไหวได้

ประเภทสิทธิการรักษา บางประเภทบอกสถานะความพิการได้

ข้อมูลวันเดือนปีเกิด พอประกอบกับการที่หน่วยงานหลายแห่ง มักใช้วันเดือนปีเกิดเป็นรหัสผ่านตั้งต้น (ทั้งสำหรับลงทะเบียนเข้าระบบ หรือปลดล็อกเอกสาร PDF) มันก็เลยทำให้อันตราย

ข้อมูลชื่อคนไข้ ประกอบกับชื่อหมอ ชื่อกลุ่มโรค ประเภทสิทธิรักษา การเบิกจ่าย พวกนี่เอาไปสร้างความน่าเชื่อถือและหาจุดอ่อนของเป้าหมาย เป็น social engineering เพิ่มโอกาสสำเร็จในการหลอกลวง

ข้อมูลเหล่านี้จำนวนนึงเป็นข้อมูลที่ฝังติดตัวมาตั้งแต่เกิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (เช่นวันเกิด) หลุดแล้วหลุดเลย อีกส่วนสามารถเปลี่ยนได้ แต่ยุ่งยาก เช่นชื่อสกุลนี่จริงๆ ก็เปลี่ยนได้ แต่ต้องวุ่นวายตามไปเปลี่ยนอีกหลายที่ ไม่เหมือนรหัสผ่านที่อย่างน้อยยังเปลี่ยนได้ง่ายๆ (ถ้าจำได้ว่าเคยไปตั้งรหัสนี้เอาไว้ที่ไหนบ้าง)

ชุดข้อมูลเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องถูกใช้เดี่ยวๆ มันอาจเอาไปประกอบกับข้อมูลชุดอื่นที่หลุดมาก่อนหน้าหรือที่จะหลุดในอนาคตด้วยก็ได้

แม้จนถึงตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะถูก “เลื่อน” หรือยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับอยู่เกือบทุกมาตราที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง (เลื่อนมา 2 รอบละ) แต่มาตรา 4 วรรค 3 ยังไงก็ยังใช้บังคับอยู่นะ

“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (2) (3) (4) (5) และ (6) และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย”

และน่าจะมีอย่างน้อยอีก 4 พ.ร.บ.ที่พอจะใช้ได้ ในมุมของผู้ได้รับผลกระทบ

1) โดยตัวข้อมูล เนื่องจากเป็นข้อมูลสุขภาพ ก็มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แต่ในรายละเอียดน่าจะมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องจากไม่ได้ระบุเรื่องข้อมูลรั่วไหลตรงๆ แต่อาจจะไปพึ่ง “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” อีกต่อหนึ่ง ซึ่งไกลอยู่

ข้อ 69 ในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 “ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภคสินค้าหรือการบริการต้องได้รับการชดเชยและเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรวดเร็ว”

ข้อ 1 (6) ในหมวดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 “สิทธิในการร้องเรียนและสิทธิในการได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายจากการบริโภค”

2) โดยตัวหน่วยงาน ถ้าเป็นโรงพยาบาลของกระทรวงเอง (ไม่ใช่ของมูลนิธิ ของบริษัท ของสภากาชาดไทย) ก็จะเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 23 ได้กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ดูแลข้อมูลอยู่

“หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังต่อไปนี้ จัดระบบรักษาความปลอดภัยให้แก่ระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้มีการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล […] ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบในกรณีมีการจัดส่งข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไปยังที่ใดซึ่งจะเป็นผลให้บุคคลทั่วไปทราบข้อมูลข่าวสารนั้นได้ […]”

3) ซึ่งพอเป็นหน่วยงานรัฐ ก็จะเข้าอีกกฎหมายคือ พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ในมาตรา 12

“เพื่อให้การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลเป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 4 […] ให้หน่วยงานของรัฐ […] ดำเนินการดังต่อไปนี้ให้เป็นไปตามธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐตามมาตรา 8 จัดให้มีมาตรการหรือระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าสู่บริการดิจิทัลของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้มีความพร้อมใช้ น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบได้ โดยอย่างน้อยต้องจัดให้มี ระบบป้องกันหรือรับมือกับภัยคุกคามหรือความเสี่ยงทางไซเบอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ […]”

(ดูประกาศคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เรื่อง ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ เพิ่ม)

  1. พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ซึ่งถูกอ้างอิงจากกฎหมายอื่นๆ ข้างบน

ตอนนี้ขั้นต่ำสุดคือ โรงพยาบาลและกระทรวงต้องรีบแจ้งเจ้าของข้อมูล ว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวเขาจะได้ระวัง เพื่อลดผลกระทบ

ไม่ต้องรอประเมินหรือพิสูจน์ความเสียหาย เรื่องพวกนั้นมันสำหรับขั้นต่อไปที่เกรงว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้ ขั้นนี้คือ ข้อมูลหลุดเป็นเรื่องที่เกิดสำเร็จแล้ว การแจ้งนี้อยู่ในวิสัยที่ทำได้ทันที กระทรวงบอกว่าได้ตรวจสอบรายชื่อแล้ว แปลว่ามีชื่อในมือแล้ว และโรงพยาบาลก็ควรมีช่องทางติดต่อกับคนไข้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุนต่างๆ

ช่วงที่ผ่านมามีกรณีหลุดรั่วแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ กับข้อมูลสุขภาพ/สาธารณสุข เช่นกรณีเว็บไซต์ลงทะเบียนรับวัคซีนของชาวต่างชาติในประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลผู้ลงทะเบียนกว่า 2 หมื่นคน มีทั้งชื่อ สกุล วันเกิด สัญชาติ ที่อยู่

หมอนวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ โพสต์ความเห็นส่วนตัวต่อเรื่องนี้ไว้ในเฟซ

คิดเงิน “ตามตัวอักษร” แฟร์ไหม?

เช็คอะไรนิดหน่อย ไปเจออันนี้ วิธีการคิดเงินของ Google Cloud Translation API ก็แฟร์ระดับหนึ่งนะ คือคิดตามจำนวนตัวอักษร (code point) แทนที่จะคิดตามปริมาณข้อมูลจริงๆ (byte)

Charged characters

To calculate usage, Google counts usage on a per character basis, even if a character is multiple bytes. Each character corresponds to a code point.

You are charged for all characters that you include in a Cloud Translation request, even untranslated characters. This includes, for example, whitespace characters. If you translate <p>こんにちは</p> to English, it counts as 12 characters for the purposes of billing.

Google also charges for empty queries. If you make a request without any content, Google charges one character for the request.

—-

คือในทางคอมพิวเตอร์ มาตรฐานตัวอักษรที่แพร่หลายในปัจจุบัน คือมาตราฐาน Unicode และวิธีการจัดเก็บตัวอักษรที่นิยมและเข้ากันได้กับแอปบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ ก็คือ UTF-8 ซึ่งในตัวอักษรในแต่ละระบบการเขียนอาจใช้จำนวนไบต์ไม่เท่ากัน ตัวละตินที่ไม่มีเครื่องหมายประสม (อย่างที่ใช้ในภาษาอังกฤษ มาเลย์ อินโด) จะใช้เพียง 1 ไบต์ต่อ 1 ตัวอักษร (code point) ส่วนตัวอักษรไทยจะใช้ 3 ไบต์ต่อ 1 ตัวอักษร

จากการตัดสินใจในขั้นการออกแบบ มันเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกปฏิบัติ มีความ “ไม่เท่าเทียม” หรือความ “ไม่ปลอดภัย” หรือความใดๆ ที่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มี ฝังอยู่ในระบบสถาปัตยกรรมของระบบ บางอย่างไม่ได้อยากให้มี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีจำกัดกว่าหรือสมมติฐานของบริบทการใช้งานในตอนที่ออกแบบ ก็เลยตัดสินใจว่าใช้แบบนี้ไปละกัน มันโอเคสำหรับตอนนั้น – แต่พอเวลาผ่านไป ย้อนกลับไปพิจารณา ก็อาจตัดสินใจอีกแบบได้ (จะมีโอกาสแก้ไขไหมก็อีกเรื่อง)

ตัวอย่างหนึ่งก็เช่นระบบอีเมลและ www ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสลับมาในระดับมาในโปรโตคอลแต่แรก ซึ่งก็อาจเป็นการตัดสินใจทางวิศวกรรมที่สมเหตุสมผลสำหรับบริบทการใช้งานขณะนั้น ที่เป็นการใช้งานระหว่างหน่วยงานที่เชื่อใจกันอยู่แล้ว และการจะเข้าสู่ระบบได้ต้องให้ผู้ดูแลระบบสร้างบัญชีให้ รู้ตัวตนกันแน่นอน ดังนั้นอาจจะไม่ต้องห่วงเรื่องดักฟังหรือการยืนยันตัวตนมาก ที่ต้องห่วงมากกว่าคือจะส่งข้อมูลยังไงให้เล็กให้เร็ว เพราะแบนด์วิธสมัยนั้นมันต่ำ ทางยังแคบ

แต่ต่อมาเมื่อสมมติฐานความปลอดภัยนั้นไม่เป็นจริงแล้ว หรือข้อจำกัดทางเทคโนโลยี/เศรษฐกิจนั้นได้คลายลงแล้ว ก็มีการคิดวิธีเข้ารหัสลับให้กับข้อมูลขึ้นมา โดยยังทำงานอยู่บนโปรโตคอลเดิม มีความเข้ากันได้กับระบบเก่าๆ (backward compatible)

การออกแบบคอมพิวเตอร์ดิจิทัลยุคแรก นอกจากจะมีแต่ตัวละตินแล้ว ยังไม่มีกระทั่งตัวอักษรพิมพ์เล็ก เพราะพื้นที่หน่วยความจำและจัดเก็บมีขนาดจำกัด และยังต้องกันที่สำหรับอักขระพิเศษเพื่อควมคุมเครื่องพิมพ์เข้าไปด้วย (จอภาพอาจไม่ใช่ส่วนแสดงผลหลักของระบบคอมพิวเตอร์หลายๆ ระบบในตอนนั้น และการแสดงผลกราฟิกที่แม่นยำที่สุด ก็คือพล็อตเตอร์ ที่เป็นแขนกลวาดรูปด้วยปากกา)

แม้จะมีข้อจำกัด แต่มันก็พอใช้ได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงบริบทว่าในสมัยนั้น “ผู้ใช้” ระบบคอมพิวเตอร์ก็มีแนวโน้มจะเป็น “ช่างเทคนิค” ในที่ได้รับการอบรมมาในระดับหนึ่งสำหรับการใช้เครื่องระบบดังกล่าว (พูดอีกแบบคือ คนต้องปรับตัวให้เข้ากับเครื่อง เครื่องยังไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับคน)

เมื่อระบบเหล่านี้ขยายใหญ่ขึ้น มีการนำไปใช้กับหลากหลายภาษาวัฒนธรรรมมากขึ้น มีผู้ใช้จำนวนมากขึ้น จากหลากหลายภูมิหลังขึ้น ใช้กับหลากหลายบริบทความปลอดภัยมากขึ้น สมมติฐานหลายๆ อย่างที่เคยใช้ได้ ก็เปลี่ยนไป

แต่จะเปลี่ยนการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ระดับพื้นฐานไปทั้งหมดเลยมันก็ลำบาก เพราะก็ยังมีระบบเก่าๆ ที่ยังต้องใช้งานหรือมาเชื่อมประสานกันอยู่ เลยไม่ได้รื้อระบบทำใหม่หมด แต่ขยายเพิ่มเติมแทน

เช่น เดิมใช้ 7 บิตเพื่อแทนชุดตัวอักษร 128 ตัว ก็ขยายมาเป็น 8 บิต 16 บิต ฯลฯ โดยพยายามทำให้มันรองรับระบบเดิมอยู่ โดย 128 ตัวแรก ยังใช้ตัวอักษรชุดเดิมอยู่อะไรงี้ ซึ่งวิธีที่เก็บตัวอักษรที่ใช้บนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ตอนนี้ใช้วิธีนี้อยู่ ชื่อมาตรฐานคือ UTF-8

UTF-8 นี่เป็นวิธีการแปลงรหัสเพื่อบันทึกตัวอักษรแบบที่เรียกว่า “variable-width encoding” คือ ตัวอักษรแต่ละตัวอาจใช้จำนวนข้อมูล (คิดเป็นไบต์) ในการเก็บไม่เท่ากัน — พวกตัวอักษรละตินและสัญลักษณ์พื้นฐาน 128 ตัวแรก จะใช้ 1 ไบต์ ตัวละตินอื่นๆ เกือบทั้งหมดที่เหลือ (ซึ่งภาษาจำนวนมากในยุโรปใช้ รวมถึงภาษาอย่างเวียดนาม ก็ใช้ตัวเขียนเหล่านี้) รวมถึงตัวอักษรกรีก ฮีบรู อารบิก คอปติก พวกนี้ใช้ 2 ไบต์ ตัวอักษรที่เหลือเกือบทั้งหมดจะใช้ 3 ไบต์ ในกลุ่มนี้มีตัวอักษรจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย รวมอยู่ด้วย ส่วนพวก 4 ไบต์นี่จะเป็นตัวอักษรที่ไม่พบบ่อยนัก หรือเป็นส่วนขยาย/กรณีพิเศษของตัวอักษรบางตัว

วิธีคิดของคณะออกแบบ UTF-8 ก็คือ ตัวอักษรไหนมีแนวโน้มจะใช้บ่อย ใช้มาก ก็พยายามให้ใช้จำนวนไบต์น้อยๆ เพื่อที่ว่าในภาพรวมจะได้ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ เว้นเสียว่าจะทำไม่ได้จริงๆ อย่างกลุ่มตัวอักษรจีน​ญี่ปุ่นเกาหลี (CJK) ที่จำนวนตัวอักษรมันเยอะ จะยัดลง 2 ไบต์ก็ไม่ไหว ก็ใช้ 3 ไบต์ไป

ซึ่งในแง่นี้ การให้ตัวอักษร ASCII ใช้เพียง 1 ไบต์ ก็เข้าใจได้มาก ๆ เพราะตัวอักษรในชุดนี้ถูกใช้เป็นคำสั่งและคำสำคัญต่างๆ ในโปรโตคอลการรับส่งข้อมูลและมาตรฐานข้อมูลอื่น ๆ ในระดับพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดตัวอักษรชุดนี้ใช้จำนวนไบต์เยอะ ทุกอย่างในระบบก็จะพองขึ้นทันที ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ พวกภาษาที่ใช้ตัวอักษรที่อยู่ในกลุ่มตัวละติน (A-Z, a-z) ก็เลย “โชคดี” ไปด้วย (หรือมองอีกมุม ก็เป็นเพราะคนที่ใช้ภาษาที่ใช้อักษรละติน เป็นคนกำหนดมาตรฐานคอมพิวเตอร์ไง ผลที่ตามมาเลยเป็นแบบนี้)

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามแหละ ว่าเอ๊ะ แล้วเอาเฉพาะชุดตัวที่ใช้บ่อยๆ ของตัวอักษรที่ตอนนี้ถูกจัดอยู่ในหมวด 3 ไบต์ (อย่าง CJK) ไปอยู่ใน 2 ไบต์ก็ได้รึเปล่า อย่าง ฮันกึลของเกาหลี หรือ คะนะของญี่ปุ่น พวกนี้ก็ไม่ได้เยอะมากแบ่งไปใส่ในชุด 2 ไบต์ได้ไหม แล้วพวกฮันจาหรือคันจิ (ตัวจีน) ค่อยใส่ในชุด 3 ไบต์ ไม่ต้องยกกันไปทั้งยวงก็ได้

หรืออย่างตัวอักษรไทย มันก็ไม่ได้เยอะอะไร รวมพยัญชนะ รูปสระ วรรณยุกต์ เครื่องหมายวรรคตอน ตัวเลขไทย มีประมาณ 80-90 ตัวได้ ไม่ได้เยอะมาก และคนใช้ตัวอักษรไทยก็ไม่ได้น้อย น่าจะมากกว่าคนใช้ภาษาคอปติกในชีวิตประจำวันแน่ ทำไมอักษรไทยถึงได้เป็น 3 ไบต์ และคอปติกได้ 2 ไบต์

คำว่า “บ่อย ๆ” นี่เอาอะไรวัด จากมุมของใคร หรืองานแบบไหน

แต่เอาล่ะ มาตรฐานมันก็กำหนดมาแบบนี้แล้ว ไปแก้อะไรไม่ได้ (จริงๆ ก็แก้ได้ แต่ต้องไปตามแก้ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไปแล้วทั้งหมด ก็ลำบากมากๆ อยู่) ก็เลยกลายเป็นว่ามีบางภาษา พอออกมาเป็นรูปตัวเขียน ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าภาษาอื่น เพราะต่อ 1 ตัวอักษร ใช้จำนวนไบต์มากกว่า

กลับไปประเด็นตั้งต้น ถ้าบริการไหนคิดค่าบริการตามจำนวนไบต์ (ขนาดพื้นที่จัดเก็บ/รับส่งข้อมูลจริงๆ) มันก็เป็นประเด็นได้ว่า ทำให้ผู้ใช้ภาษาบางภาษาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ่ายแพงกว่าภาษาอื่น

วิธีการคิดค่าบริการตามจำนวนตัวอักษร แทนที่จะเป็นจำนวนไบต์ข้อมูลที่จะต้องใช้เก็บตัวอักษรนั้น ก็เลยถูกมองได้ว่าแฟร์ขึ้นมาอีกนิดนึง

แต่ก็อาจมองต่อไปได้ว่า พอถัวเฉลี่ยกัน ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่ใช้ภาษาที่ใช้จำนวนไบต์น้อย แทนที่จะได้จ่ายถูก ก็ต้องมารับภาระจ่ายแพงขึ้นหลังจากการถัวรึเปล่า แบบนี้ก็ไม่แฟร์สิ

หรือถ้าไปให้สุดๆ เฮ้ย บางภาษา 1 ตัวอักษร มันเก็บความหมาย อุ้มความหมายเอาไว้ได้เยอะกว่า 1 ตัวอักษรในอีกภาษา ภาษาญี่ปุ่นเขียน 1 ตัว 空 ภาษาไทยต้องเขียน 7 ตัว เพื่อจะได้ความหมายว่า ท้องฟ้า เท่ากัน แบบนี้คนไทยก็ต้องจ่ายแพงกว่าคนญี่ปุ่นรึเปล่า (แบบ 280 ตัวอักษรบนทวิตเตอร์ คนจีนแทบจะเขียนเรื่องสั้นได้แล้ว คนไทยแค่รายงานข่าวอาจจะไม่พอ) แบบนี้การคิดค่าบริการตามตัวอักษรก็ไม่แฟร์อยู่ดีปะ

แต่มันก็คงยากไปอีก ไม่รู้จะคิดเงินกันยังไง ถ้าไปถึงขั้นนั้น การมานับที่หน่วยนับที่พอจะนับได้ อย่าง ตัวอักษร ก็น่าจะพอใช้ได้สุดแล้วมั้ง อย่างน้อยก็ดีกว่าการนับด้วยจำนวนไบต์ แล้วกูเกิลก็เลือกวิธีนี้

ตราบใดที่การสร้างมันเกิดการกระบวนการตัดสินใจเลือก การเลือกปฏิบัติมันมีอยู่แน่ๆ ในผลงานทางวิศวกรรม

มันไม่จำเป็นต้องเป็นการเลือกปฏิบัติในทางลบ (ภาษากฎหมายระหว่างประเทศใช้คำว่า “การเลือกประติบัติ”) มันอาจเป็นทางบวกก็ได้ (จริงๆ การคำนึงถึงความถี่ในการใช้และพยายามให้ตัวอักษรที่พบบ่อย ใช้จำนวนไบต์น้อยๆ ก็เป็นการเลือกปฏิบัติที่พยายามจะให้เกิดผลบวกในภาพรวม ทำให้ในภาพรวมใช้พื้นที่จัดเก็บน้อยลง ส่งข้อมูลได้ไวขึ้น ประหยัดขึ้น)

และหลายครั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องตั้งใจให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกับกลุ่มคนแบบนั้นแต่แรก แต่อาจมาจากความไม่รู้ ไม่ได้อยู่ในความคิด-อันเนื่องมาจากการติดต่อข้ามวัฒนธรรมยังมีจำกัดในอดีต พอมารู้แล้วในตอนหลังจะให้รื้อทำใหม่หมดก็มีข้อจำกัด ก็เลยยังต้องใช้ของที่มีมาแต่เดิมผสมอยู่ด้วย รื้อหมดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งตกค้างที่ไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นไปหมดได้เหล่านี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่การมอบอำนาจและทรัพยากรที่ไม่เท่ากันระหว่างคนแต่ละกลุ่มได้ (เช่นในตัวอย่างนี้ การใช้จำนวนไบต์ต่างกันของตัวอักษร อาจทำให้คนที่ใช้ภาษาต่างกันจ่ายถูกแพงต่างกันได้) ทีนี้คนออกแบบจะรู้ตัวได้อย่างไร และเมื่อรู้ตัวแล้วจะหาทางลดผลกระทบ ให้ทุกคนพอจะอยู่ด้วยกันได้แบบโอเคๆ ยังไง โดยระบบก็ยังทำงานต่อไปได้โดยสะดวก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพด้วย

เผยแพร่ครั้งแรก 7 เมษายน 2564 บนเฟซบุ๊ก

พอโพสต์เรื่องข้างต้นจบ ก็นึกถึงอีกประเด็นในสัปดาห์ก่อนหน้า ที่คนพูดถึงบทความ When Binary Code Won’t Accommodate Nonbinary People ซึ่งก็คิดๆ ไปก็น่าจะเป็นเรื่องของ encoding นี่อยู่เหมือนกัน เป็นการเอาการจัดประเภทฝังลงไปในระบบ

ถ้าได้อ่านในบทความนั้น คิดว่าหลักใหญ่ใจความประเด็นมันคือเรื่องการออกแบบตัวระบบ — ทั้งระดับโครงสร้างพื้นฐานและระดับส่วนติดต่อผู้ใช้ — ไม่ว่าจะเป็น database schema ช่องหรือปุ่มที่มีให้กดในหน้าจอ UI หรือวิธีการทำ data validation ที่ทำให้ข้อมูลที่อยู่นอกเหนือไปจากที่ผู้ออกแบบระบบอนุญาต มันกรอกไม่ได้ รวมไปถึงคู่มือใช้งาน/การอบรมการใช้งานที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้กรอกยึดอยู่กับคุณค่าบางอย่าง แม้ตัวระบบจะไม่ได้บังคับ (ในระบบที่ตัวเจ้าของข้อมูลไม่ได้เป็นผู้กรอกเอง)

ส่วนตัวมีประสบการณ์นี้ตอนไปทำบัตรประชาชนนานมาแล้ว ตอนผมกรอกข้อมูลในฟอร์มกระดาษ ช่องศาสนาผมไม่กรอก เว้นว่าง แต่พอเจ้าหน้าที่ไปกรอกในฟอร์มคอมพิวเตอร์ เขาใส่เป็น “พุทธ” ให้ (คงคิดว่าผมลืมกรอก เลยเติมให้)

ผมแย้ง ให้เว้นว่าง เขาบอกว่าเว้นว่างไม่ได้ ต้องใส่ค่าอะไรบางอย่าง ไม่งั้นจะคลิกไปต่อไม่ได้ จะเลือก “ไม่มี” ก็ไม่มีให้เลือกใน drop-down list สุดท้ายเลยมาดูจอกัน แล้วค่อยพบว่า เราสามารถกรอก “-” เพื่อให้คลิกต่อได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็เพิ่งรู้

พาดหัวมันเล่นกับคำ หลายคนอาจจะ อิหยังวะ เพราะอาจคิดไปถึงเลขฐานสองตรงตัว แต่ถ้าอ่านข้อถกเถียงข้างใน ประเด็นมันก็ตามที่ว่าไว้ข้างบนน่ะ

ซอฟต์แวร์เป็นสถาปัตยกรรมที่กำหนด (อนุญาต/ไม่อนุญาต) ทางที่เราจะใช้ชีวิต{ใน/กับ/ด้วย}สภาพแวดล้อมนี้ได้ ไอเดียเดียวกับที่เลซสิกเสนอว่า code is law น่ะแหละ

เผยแพร่ครั้งแรก 31 มีนาคม 2564 บนเฟซบุ๊ก

ค้าปลีกดิจิทัล – การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเชียงใหม่เพื่อร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการของสถาบันเอเชียศึกษา จุฬา เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของการค้าปลีก ตอนแรกก็บอกกับคนจัดไปแล้วว่าไม่ค่อยมีความรู้เรื่องค้าปลีกอะไรเลย แต่ทางผู้จัดก็บอกว่ามันเป็นวงของนักวิจัยที่เขาจะไปศึกษาเรื่องนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีนักวิจัยหลายสาขาไปศึกษาต่ออยู่แล้ว เราไปแชร์มุมของเราในประเด็นผลกระทบทางสังคมก็พอ ก็เลยอะ ลองดู

หัวข้อที่พูดคือชวนวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) โดยมองไปมากกว่าเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่รวมไปถึงคนที่อยู่รายล้อมอื่นๆ ด้วย กรอบที่ใช้ก็ไปยืมวิธีวิเคราะห์การเคลื่อนย้ายของ ทุน สินค้า บริการ และคน ใน “four freedoms” ของนโยบายตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (European Single Market) มามอง เผื่อจะมองเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประเด็นทางสังคมากขึ้นหรือไม่ เช่น

  • เมื่อคนไปซื้อของในพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น ใช้บริการส่งสินค้ามากขึ้น จะมีการเดินในย่านการค้าหรือละแวกบ้านน้อยลงไหม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในการจัดพื้นที่กิจกรรมในเมืองบ้าง ย่านจะเปลี่ยวขึ้นรึเปล่า แล้วขยะจากบรรจุภัณฑ์ล่ะ
  • เมื่อมีการเคลื่อนย้ายสินค้าบนถนนมากขึ้น และความคาดหวังของคนที่ต้องการสินค้าด่วนขึ้น สิ่งนี้จะกระทบอย่างไรกับความปลอดภัยของคนที่ร่วมใช้รถใช้ถนน ต้องมีที่จอดมอเตอร์ไซค์มากขึ้นไหม
  • เมื่อกิจกรรมต่างๆ ไปอยู่ในรูปแบบดิจิทัลหรือมีมิติดิจิทัลพ่วงไปด้วย ก็จะเกิดการเก็บข้อมูลของการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเป็นของทุน สินค้า บริการ หรือคน สิ่งนี้จะไปเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ หรือการสะสมอำนาจอะไรไหม
  • เมื่อตลาดและผู้ขายจำนวนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ สิ่งนี้จะกระทบกับความสามารถในการกำกับที่เกี่ยวข้องไหม เช่น คุณภาพสินค้า การโฆษณาสรรพคุณ การเคลมสินค้า การร้องเรียน ชนิดภาษีที่สามารถจัดเก็บได้-ความสามารถในการดำเนินนโยบายภาษีที่เป็นธรรม การสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมที่น้อยลง
  • เมื่อพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางการเมือง มันแยกขาดจากกันชัดเจนบนพื้นที่ออนไลน์ เทียบกับพื้นที่ออฟไลน์ที่เวลาเราไปเดินตลาดเดินห้าง ยังได้เจอของที่เราประหลาดใจ ไม่ได้ตั้งใจไปเจอ แต่ก็ได้เจอ เช่น เจอคนประท้วง เจอคนแจกใบปลิว เจอคนชวนลงชื่อแคมเปญต่างๆ การแบ่งแยกพื้นที่แบบนี้ จะทำให้การมีส่วนร่วมทางสังคมการเมืองมันลดลงหรือเปล่า เราจะไปยืนประท้วง “หน้าห้างออนไลน์” ได้อย่างไร

นอกนั้นก็ลองเอาวิธีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางอำนาจของฝั่งการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการรวมตัวของแรงงาน ในธุรกิจค้าปลีก จากบทความ Barcode Empires: Politics, Digital Technology, and Comparative Retail Firm Strategies (Watson, 2011) กับการแจกแจงผู้เกี่ยวข้องตามเส้นทางค้าปลีก (ทำแบบ user journey) จากรายงาน Disruptions in retail through digital transformation: Reimagining the store of the future (Deloitte, 2017) มาเล่านิดๆ หน่อยๆ เผื่อนักวิจัยเขาจะสนใจไปดูต่อ

ไม่ได้มีข้อเสนออะไร เพียงแค่ชวนนักวิจัยในห้องคุยประเด็นพวกนั้น และดูว่าจะขยายประเด็นผลกระทบทางสังคมไปยังไงได้อีกบ้าง อาจจะมีชวนนิดหน่อยว่าน่าจะลองไปศึกษาตัว “sites” หรือสถานที่ที่เกิดกิจกรรม/ธุรกรรม ทั้งการผลิต-สะสม (“Things” at Rest) และการแลกเปลี่ยน (“Things” in Transit) ซึ่งก็มโนๆ ขึ้นมานะ

เรื่องที่สนใจอันนึงคือ แล้วใครควบคุม sites เหล่านั้น? ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมันเป็นยังไง?

ลิงก์นี้คือสไลด์ครับ: Beyond retailer-consumer relationships

ข่าวปลอมคือข่าวที่ทำให้คล้ายข่าวจริง

มิตรสหายสายวารสารศาสตร์และกฎหมายสื่อหลายคนเหนื่อยกับคำว่า “ข่าวปลอม” หรือ fake news มาหลายปี เพราะพอใช้กันอย่างลำลองไม่เคร่งครัด ไอ้นั่นก็เฟค ไอ้นี่ก็เฟค อะไรๆ ที่ “ไม่เป็นความจริง” ไม่ว่าจะ “ไม่จริง” เพราะ:

  • เข้าใจผิด
  • พูดผิด พิมพ์ผิด สะกดผิด
  • ตั้งใจทำปลอม กุขึ้น
  • ไม่ตรงกับที่เคยรับรู้
  • ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือไม่สามารถหาข้อสรุปได้
  • มันพูดละเอียดขนาดนั้นหรือเหมารวมขนาดนั้นไม่ได้
  • เคยจริงแต่ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว
  • จริงเกือบหมดแต่มีอยู่บางจุดที่ไม่จริง
  • ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าคลาดเคลื่อนไป
  • จะจริงหรือไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม
  • มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงโดยตัวมันเองและก็ได้แสดงโดยรูปแบบว่านี่คือเรื่องไม่จริง (เช่น นิทาน รูปล้อเลียน)
  • ฯลฯ

ก็ราวกับว่าจะเป็น “ข่าวปลอม” ไปเสียหมด

และเนื่องจากคำว่า “ปลอม” นี้ มีความหมายโดยนัยถึงความทุจริตด้วย มันก็อันตรายอยู่ ในแง่สร้างความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการ “เพื่อรักษาความจริง”

ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันเลยซีเรียส เพราะการใช้คำว่า “ข่าวปลอม” แบบไม่ระวังนี่ มันเป็นการแปะป้ายความ “ทุจริต” ให้กับกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ได้ทุจริต และทำให้กิจกรรมเหล่านั้นตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็นและโดยไม่เป็นธรรมน่ะ

(กฎหมายอย่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังถูกนำมาใช้จัดการควบคุมเรื่องทำนองนี้ โดยอาศัยการตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” อย่างในมาตรา 14)

วงวิชาการและวิชาชีพวารสารศาสตร์ ก็เลยพยายามจะใช้คำที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเป็นประเด็นเจตนาที่จะทำให้เข้าใจผิด (deceiving) ก็จะมีคำเพื่อแยกระหว่าง

1) ข้อมูลที่ไม่จริงหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน​ โดยผู้เผยแพร่อาจมีหรือไม่มีเจตนาทำให้เข้าใจผิดก็ได้ (และผู้เผยแพร่อาจเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ามันจริงก็ได้) หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “misinformation” กับ

2) ข้อมูลที่ไม่จริง และผู้เผยแพร่ก็รู้ว่ามันไม่จริง แต่ตั้งใจเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือมุ่งจะให้เกิดความเสียหาย – “disinformation”

3) ข้อมูลที่*ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง* แต่ถูกใช้ในลักษณะที่ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสียหายหรือความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล – “mal-information” (เช่นการบอกว่าคนนี้เป็นเกย์ คนนี้นับถือศาสนานี้ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ด้วยเจตนาร้ายหรือเจตนาเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา)

จะเห็นว่าสิ่งที่ disinformation และ mal-information นั้นมีร่วมกัน คือเจตนาร้าย-เจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ในขณะที่ misinformation นั้นไม่คำนึงถึงเจตนา

misinformation สะกดขึ้นต้นด้วย mis- เหมือนกับคำว่า mistake (ความผิดพลาด) และ misspelling (การสะกดผิด)

ส่วน ปลอม (fake) นี่คือการทำปลอม (fabricated) หมายความว่ามันไม่เคยจริงเลย *และ* มีความพยายามจะทำให้เข้าใจว่าจริง

นึกถึงธนบัตรปลอม มันไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย *และ* โดยหน้าตาและวิธีการใช้งานมันพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนแบงก์ในเกมเศรษฐีนี่ แม้มันจะไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย แต่เราก็ไม่เรียกมันว่าธนบัตรปลอม เพราะโดยรูปร่างหน้าตาเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ได้พยายามจะทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนคำว่า ข้อเท็จจริง (fact) นอกจากผูกกับเวลาแล้ว ยังผูกอยู่กับความสามารถในการรับรู้หรือความสามารถในการวัดของเราด้วย (ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีในการวัด สามารถ “เปลี่ยน” fact ได้)

นึกถึงการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ ที่มีการรายงานตัวเลขใหม่เข้ามาเป็นระยะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามเวลา) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งจะพบศพเพิ่มเติม (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามความสามารถในการรับรู้หรือการวัด)

ถามว่าที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้มัน fake ไหม ก็ไม่ เพราะไม่ได้เป็นการทำปลอม (และโดยลักษณะการรายงานที่ปรับปรุงตัวเลขเป็นระยะ ผู้ชมที่ติดตามก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นตัวเลข “เท่าที่ทราบ”) มันเป็น fact ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

เนื่องจาก fake นั้นต้องไม่เคยจริงเลย ข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว (outdated fact) จึงไม่ใช่ fake เช่น “ภูมิพลเป็นกษัตริย์ของไทย” “ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน” นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อมูลปลอม

พอข้อเท็จจริงมันผูกกับเวลาและวิธีการวัด การรายงานก็ควรจะระบุด้วย ว่าข้อเท็จจริงนี้ ได้รับรู้ ได้วัด ได้สอบถาม มาเมื่อใด คนอ่านก็จะได้ประเมินต่อเองได้ ว่าควรจะเชื่อถือข้อเท็จจริงนี้ในระดับใด

(แต่หลายอย่างก็ละไว้ได้ เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แม้จะมีขอบเขตเวลาอยู่ วันหนึ่งโลกอาจจะหลุดออกจากระบบสุริยะ หรือวันหนึ่งดวงอาทิตย์อาจจะดับแล้วทิ้งโลกหนาวๆ เอาไว้ แต่กรอบมันอาจจะล้านปี สมมติ ซึ่งพอเทียบกับอายุขัยมนุษย์หรืออายุของอารยธรรมมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุหรอก สมมติว่าจริงแบบไม่มีกำหนดไปละกัน กระชับดี)

นิยามเหล่านี้เป็นเรื่องซีเรียส (สำหรับผมอย่างน้อยคนหนึ่ง) เพราะกฎหมายที่กำหนดว่าเราจะพูดอะไรได้หรือไม่ได้ พูดอะไรแล้วจะมีความผิด (เช่น ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ก็ตั้งอยู่บนนิยามเรื่อง เจตนา, ข้อเท็จจริง, การทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ทำปลอม, ทุจริต เหล่านี้

ก่อนจะเรียกอะไรว่า “ข่าวปลอม” ให้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง ว่าเรากำลังคิดถึงอะไร กำลังจะสื่อสารอะไร ที่เราว่า “ปลอม” มันปลอมอย่างไร มีคำอธิบายอื่นที่จะเรียกสิ่งที่เราคิดว่าไม่จริงได้ชัดเจนกว่าคำว่า “ปลอม” ไหม

ไม่เช่นนั้นตัวเราเองนี่แหละที่กำลังทำให้ปัญหา “ข่าวปลอม” มันแย่ลง เพราะการใช้คำนี้อย่างลำลองไปทั่ว จนอะไรๆ ก็ถูกเรียกว่าข่าวปลอมไปหมด ทำให้เราระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบากขึ้น พอระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบาก การแก้ปัญหาก็ทำได้ไม่ค่อยตรงจุด เสียทั้งเวลาทั้งทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ทำอย่างไรต่อ

เพิ่มเติม: มีคนถามมาว่า แล้วจะจัดการยังไง คิดตอนนี้ได้ดังนี้

ทั้ง mis-, dis-, และ mal-information เป็นส่วนหนึ่งของ information disorder หรือความโกลาหลปั่นป่วนของข่าวสาร มาตรการลด information disorder ควรคิดถึงธรรมชาติของข่าวสารแต่ละแบบ

สิ่งที่มีร่วมกันของ dis- และ mal-information คือ เจตนาสร้างความเสียหาย (กรณี information operation หรือปฏิบัติการข่าวสารควรอยู่ในหมวดนี้ เพราะมีเป้าหมายและเจตนาชัดเจน)

ขณะที่ misinformation เป็นความพลาด-ไม่รอบคอบ คนทั่วไปก็อาจเคยเผลอ

เราควรสู้ mis- และ dis-information ด้วยการเปิดเผยข้อมูลจริงให้มากที่สุด อนุญาตให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้มากที่สุด ปกป้องคนที่ทำงานเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากที่สุด ไม่ว่าจะคนทำสื่อเป็นอาชีพหรือไม่

หนึ่งในวิธีที่ใช้กันเยอะ คือการมีหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact checking) อย่างในไทยก็มีทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัล และ cofact ซึ่งเป็นกลุ่มภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมมือกัน

ข้อสังเกตคือ กรณีคนเผยแพร่ disinformation คือรัฐ ศูนย์ต้านข่าวปลอมของรัฐก็อาจจะทำงานไม่ค่อยได้เต็มที่นักจากมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

หน่วยงานบริการสาธารณะที่กระเถิบออกมาจากรัฐอยู่หนึ่งระยะ มีโครงสร้างกำกับมาตรฐานจริยธรรม และมีทรัพยากรในการดำเนินงานที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากแหล่งทุน อย่างองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) น่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีศักยภาพในการเป็นคนกลางที่จะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับสังคม

สำหรับ dis- และ mal-information ด้วยการสกัดผู้เผยแพร่ข้อมูลที่มีเจตนาร้าย ทำให้ผู้ปฏิบัติการดังกล่าวทำงานได้ลำบาก และต้องเกรงกลัวกับผลกระทบทางกฎหมาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ

การต่อสู้ด้วยวิธีทางกระบวนการยุติธรรม (ด้วยความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังพึ่งพาได้) อย่างที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล, และนายวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลสั่งกองทัพบกยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ก็เป็นวิธีหนึ่ง

ผู้เผยแพร่ dis- และ mal-information ที่มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายชัดเจน ควรจะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานและสามารถลงโทษหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ และถ้าเรารู้ว่าบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ไปร่วมปฏิบัติการมีบริษัทอะไรบ้าง ประชาชนก็ควรช่วยกันประณาม ไม่คบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งสมาคมวิชาชีพโฆษณาก็ควรมีบทบาทตักเตือนและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพในเรื่องหลักการไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นโดยเจตนา

อย่างก็ตาม ในแง่การเอาผิดทางกฎหมายก็ควรมีความระมัดระวัง สำหรับกรณี misinformation ซึ่งเป็นความผิดพลาด-ไม่รอบคอบ และขาดเจตนาสร้างความเสียหาย ซึ่งไม่ควรมีความผิดทางอาญา และควรใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันในอนาคต (เช่นมาตรฐานวิชาชีพ หรือกลไกทางเทคนิคและกราฟิกในการช่วยลดความเข้าใจผิด)

อีกทางหนึ่งในการสกัดผู้ปฏิบัติการ dis- และ mal-information ก็คือการระงับหรือปิดกั้นบัญชีของผู้เผยแพร่ เช่นกรณีที่ทวิตเตอร์ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกและพุ่งเป้าโจมตีพรรคฝ่ายค้าน และเฟซบุ๊กระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งมีพฤติกรรมกระจายเนื้อหาที่ผิดธรรมชาติและแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรมีกฎหมายหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนอธิบายได้รองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นช่องทางในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกไปได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สวัสดิการและโอกาสที่ไม่ผูกกับนายจ้าง

แฟลตทหาร แฟลตตำรวจ บ้านพักผู้พิพากษา ฯลฯ โดยรวมๆ ควรเอาเงินไปกองรวมกันที่การเคหะไหม แล้วสร้างระบบ public housing ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ผูกกับนายจ้าง ไม่ให้การจะมีที่อยู่อาศัยต่อหรือไม่มาเป็นพันธนาการรั้งการตัดสินใจไปในทิศใดทิศหนึ่งระหว่างประกอบอาชีพ (ถ้าทำแบบนี้ ถูกไล่ออก ครอบครัวจะไปอยู่ไหน)

ไอเดียเดียวกันกับ สหกรณ์ออมทรัพย์(เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ)ที่สถานะสมาชิกไม่ควรผูกกับหน่วยงาน (อาจจะผูกกับวิชาชีพก็ได้ ถ้ามีความต้องการเฉพาะ แต่ไม่ผูกกับนายจ้าง)* ประกันสุขภาพที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการกับอาชีพอื่น (ประท้วงนายวันนี้ ถูกไล่ออกวันนี้ พรุ่งนี้พ่อแม่ก็ยังเข้าโรงพยาบาลได้มาตรฐานเดิม)

ถ้าจะสู้กับอำนาจนิยม-ระบบอุปถัมภ์ หนึ่งในแอกที่เราต้องปลดก็คือ เราต้องแยกการได้รับสวัสดิการพื้นฐาน (และการเข้าถึงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการขยับชั้นทางสังคม) [ที่อยู่-รักษาพยาบาล-การศึกษา-เงินออม-เงินกู้] ออกมาจากความสัมพันธ์ลูกจ้าง-นายจ้าง หรือ ข้า-นาย ให้มันไปอยู่ในความสัมพันธ์พลเมือง-รัฐ แทน เพื่อให้คนมีอิสระและตัดสินใจในชีวิตตัวเองได้มากขึ้น

(นี่ยังไม่นับประเด็น echo chamber ของการมีเพื่อนบ้านอยู่ในแวดวงอาชีพเดียวกันเท่านั้น – และความปลอดภัยของการที่นายจ้างสามารถระบุตำแหน่งและเข้าถึงที่พักของลูกจ้างได้ตลอดเวลา)

เราควรสนับสนุนให้คนทุกคนสามารถมีที่พักอาศัยที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ราคาเหมาะสม อยู่ใกล้งานและโอกาสอื่นๆ ใครได้ที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นก็ควรยินดีด้วย แต่มันควรเป็นสิทธิปกติ ไม่ใช่สิ่งตอบแทนพิเศษ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างองค์กร

*การพัฒนาสถาบันการเงินอย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน และ building society ยังทำให้เงินไม่ไปกระจุกอยู่กับกลุ่มทุนธนาคารเพียงไม่กี่กลุ่ม เป็นการบาลานซ์อำนาจด้วย

**เรื่องที่อยู่อาศัยที่ให้รัฐเข้ามาจัดการมากๆ ก็อาจจะต้องระวังเรื่องผลกระทบที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นจากการวิศวกรรมทางสังคม (social engineering) หรือการใช้อำนาจดังกล่าวในทางที่ผิดด้วย เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ (gerrymandering) ในสิงคโปร์ (ซึ่งมีนโยบาย public housing ครอบคลุมกลุ่มประชากรส่วนใหญ่)

ว่าด้วยการ “อยู่เฉยๆ”

อำนาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีระเบียบ

อำนาจจึงมักเรียกร้องระเบียบ

(ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะใช้ประสิทธิภาพที่ได้มานั้นกับเรื่องอะไร)

การจัดตั้งของคนอำนาจน้อยก็เป็นระเบียบแบบหนึ่ง และการจัดตั้งเพื่อนำไปสู่การทำให้เสียระเบียบในความสัมพันธ์กับอำนาจใหญ่ ก็เป็นแบบแผนแบบหนึ่งเพื่อต่อต้านอำนาจใหญ่ที่ตั้งอยู่ได้ด้วยระเบียบ
การทำให้เสียระเบียบ ด้วยการ “อยู่เฉยๆ” เป็นเครื่องมือพื้นฐานของคนที่มีอำนาจน้อย

ในฐานะผู้บริโภค ก็หยุดบริโภค (สินค้าที่เราว่าไม่โอ)
ในฐานะคนทำงาน ก็หยุดงาน
ในฐานะพลเมือง ก็หยุดทำตามกฎหมาย (ข้อที่เราว่าไม่โอ – คำเรียกสวยๆ คือ civil disobedience)
ในฐานะผู้เสียภาษี ก็หยุดเสียภาษี
ในฐานะเจ้าของข้อมูล ก็หยุดให้ข้อมูล
(ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ “ใส่เกียร์ว่าง” lol)

การหยุดต่างๆ มันไม่ใช่เพียงการหยุดกิจกรรมเท่านั้น ความสำคัญของการหยุดต่างๆ ข้างต้นนั้นไม่ใช่การหยุดกิจกรรม แต่คือการระงับความสัมพันธ์ชั่วคราว

คือเราเป็นผู้บริโภคก็เพราะเราบริโภค เราเป็นพลเมือง ก็เพราะเรากับรัฐมีสัญญาประชาคมระหว่างกัน การหยุดนี้คือ หยุดความสัมพันธ์ และพอไม่มีความระหว่างกัน สถานะเราก็จะถูกรีเซต กลับมาตั้งคำถามว่า เออ ตกลงกูคือใคร และกูเป็นอะไรกับมึง เราเป็นอะไรกัน แล้วที่ทำๆ อยู่ทุกวันนี่ มันสร้างคุณค่าอะไร หรือมึงเห็นกูเป็นของตาย

เอาจริงๆ ก็น่าหัวเราะอยู่ คือมีปัญญาทำเท่านี้แหละ ในฐานะปัจเจกหนึ่งหน่วย อาวุธห่าอะไรอื่นก็ไม่เหลือแล้ว (การใช้อำนาจผ่านผู้แทนในระบบ ถ้ามี ก็สิ้นหวังแล้ว) ซึ่งระบบจะไม่รู้สึกอะไรหรอก จนกว่าจะมีคน ” อยู่เฉยๆ” หรือ “ไม่ทำตามที่กำหนด” เยอะพอ

แต่ของหลายอย่างมากเลย ที่หยุดแล้วก็จะคนจำนวนมากก็จะมีชีวิตที่ผิดปกติไป หยุดเดินรถ แล้วคนอื่นจะเดินทางยังไง แบนสินค้า เอ้า แล้วคนจะตกงานไหม หยุดเสียภาษี จะไปกระทบกับสวัสดิการสังคมและสาธารณูปโภคไหม แบบนี้จะทำยังไง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือไม่เท่ากัน (ถ้าตกงานแล้วมีประกันการว่างงานรองรับ ก็จะกระทบน้อยกว่านี้)

ถ้าเราปฏิเสธการ “อยู่ฉยๆ” หรือการทำให้เสียระเบียบทางสังคมโดยชั่วคราว ดังที่ว่ามานี้ ไปทั้งหมดเลย ด้วยเหตุผลจากย่อหน้าที่แล้ว ก็จะกลายเป็นว่า คนที่มีหลักประกันทางสังคมน้อยที่สุด-ได้รับผลกระทบง่ายสุด กำลังถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อปกป้องคนที่มีอำนาจมากกว่า-ได้รับผลกระทบน้อยกว่า แล้วคนอำนาจน้อยก็จะเหลือเครื่องมือในการต่อสู้น้อยลงไหม?

สนับสนุนกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม สนับสนุนร่างแก้ไขฉบับ iLaw

ผมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเปิดทางให้กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ไอลอว์เสนอไว้ เพราะมันเน้น “กระบวนการ” และปล่อยให้เรื่อง “เนื้อหา” กลับไปอยู่ที่ประชาชนมากที่สุด

1) เป็นร่างฉบับที่คืนอำนาจให้ประชาชน สมาชิกสภาร่างทั้งหมดมาจากการสรรหาตัวแทนจากประชาชน ไม่มีโควตาแต่งตั้งจากสายอำนาจนำในปัจจุบัน

2) เปิดโอกาสให้สังคมคิดฝันจินตนาการถึงอนาคตที่เป็นไปได้ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดปลอมๆ ที่คนกลุ่มเล็ก (ที่ยึดอำนาจประชาชนมา-หรือที่เป็นอำนาจนำในขณะนี้) สร้างขึ้น ว่าหมวดนั้นหมวดนี้ห้ามแก้ไข

3) สร้างกติกาที่เป็นธรรมในระหว่างการทำประชามติ ปลดล็อกเงื่อนไขที่คณะรัฐประหารสร้างไว้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการสร้างกติกาที่สังคมจะทำงานร่วมกันได้ โดยไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบจากตัวกติกา ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไร ก็แล้วแต่สังคมจะไปพูดคุยรณรงค์กันอย่างเสรีภายใต้การรับรองสนับสนุนของ (3) ผ่านตัวแทนใน (1) โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ตามที่ (2) ได้เปิดโอกาสไว้

ดูคำอธิบายข้อเสนอ #5ยกเลิก5แก้ไข ของ iLaw

ข่าวลือ

“ข่าวลือ” ในความหมายของการกระจายข่าวที่ไม่อาจยืนยันที่มาและความแม่นยำได้ ถ้ามันเป็นเป็น “ข่าวลือ” เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะหรือสถาบันทางสังคม มันก็มีประโยชน์สาธารณะได้นะ จะไปบอกว่าข่าวลือทุกชนิดทุกชิ้นไม่มีประโยชน์กับสาธารณะก็ไม่ใช่

เนื่องจากบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมมีอำนาจมาก การกระจายข่าวเกี่ยวกับคนหรือสถาบันเหล่านั้นในลักษณะที่สืบย้อนที่มาได้อย่างเปิดเผย ก็ทำได้ลำบากกว่า เนื่องจากอาจเป็นอันตรายกับแหล่งข่าวหรือคนที่เปิดหน้าเผยแพร่

ดังนั้นลักษณะของเนื้อข่าวก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่มาของข่าวมีลักษณะคลุมเครือหรือปกปิด และลักษณะของการเผยแพร่ ก็อาจทำไม่ได้ในทางช่องทางปกติ ก็ออกไปทางพูดปากต่อปากบ้าง คุยกันในวงเล็กหรือวงที่พอเชื่อใจกันอยู่บ้าง ไม่สามารถทำได้ในสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนได้ทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเอามาตรฐานทางวารสารศาสตร์ไปพิจารณา “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็อาจจะพบว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้อยู่ในข่าว
แต่เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรของบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมแล้ว “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็น่าจะถือได้ว่า โดยเปรียบเทียบ ยังเป็นธรรมอยู่กับบุคคลในข่าว

เนื่องจาก

– ในแง่ความครบถ้วน บุคคลและสถาบันเหล่านั้น มีอำนาจ(และหน้าที่)ที่จะทำได้อยู่แล้ว ที่จะทำให้ข้อมูลมันครบถ้วนขึ้น ให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ทำให้สาธารณะหายสงสัยได้

– ในแง่ความน่าเชื่อถือ ความเป็นบุคคลสาธารณะหรือสถาบัน ยังไงก็มีเครดิตมีความน่าเชื่อถือในการอธิบายเหนือกว่า และการที่ไม่ได้นิรนามก็อนุญาตให้สะสมความน่าเชื่อถือได้ และ

– ในแง่ทรัพยากร บุคคลและสถาบันเหล่านั้นก็มีทรัพยากรเพียงพอ (และในหลายครั้งก็เป็นทรัพยากรของสาธารณะด้วยซ้ำ) ในการจะเผยแพร่แก้ไข หรือยืนยันข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้งแง่อำนาจ หน้าท่ี และทรัพยากร การที่ “ข่าวลือ” จากผู้มีอำนาจน้อยต่อผู้มีอำนาจมาก จะมีมาตรฐานในทางวารสารศาสตร์หย่อนกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ “แฟร์” หรือ “เป็นธรรม” อยู่ — โดยเฉพาะถ้า “ภาระในการพิสูจน์” ให้สาธาณะเห็นความโปร่งใสในการทำงาน นั้นถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วของสถาบันทางสังคมนั้นๆ

(ลองคิดถึง “การแจ้งความ” กับตำรวจดู จริงอยู่ว่า ถ้ามาตรฐานในการรับแจ้งต่ำไป ก็จะเป็นเกิด “การใส่ความ” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าสูงมาก ต้องมีหลักฐานพยานครบถ้วน โอกาสที่คนอำนาจน้อย ทรัพยากรน้อย จะแจ้งความได้ ก็จะลดลงไปมาก โอกาสตรวจสอบอำนาจใหญ่ก็จะลดลง)

นอกจากนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับการทำงาน มันก็สามารถใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีเหตุมีผลรัดกุม ลดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นมิตรเป็นธรรม พวกนี้ก็เป็นประโยชน์กับสาธารณะด้วย
“ข่าวลือ” ต่อสถาบันทางสังคมและบุคคลสาธารณะ จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงการทำงานและเป็นกลไกความรับผิด (accountability) หรือการที่ต้องสามารถรายงานและอธิบายการใช้อำนาจของตัวเองให้ได้

แน่นอนว่ามันมีการกุข่าวเพื่อใช้โจมตีกัน ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจมากก็ใช้วิธีนี้มาทำลายคนอำนาจน้อยด้วย เช่น การดิสเครดิตอย่างเป็นระบบ (ภาษาปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอทหารคือ “ด้อยค่า” lol) หรือเล่าเรื่องในรูปแบบหรือลำดับที่ชวนให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักกิจกรรม (เคยเห็นกับตัวจากสไลด์นักวิชาการสถิติประยุกต์ท่านหนึ่งที่ไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า) ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องมีการจัดการกับข่าวลือ ไม่ใช่ปล่อยไปหมด เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีการจัดการอะไรเลย คนที่มีอำนาจน้อย มีทรัพยากรน้อย จะตกที่นั่งลำบากกว่า

เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า “ข่าวลือ” ไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่บวก ที่สนับสนุนอำนาจนำ ทำลายผู้ท้าทายอำนาจ จะแพร่กระจายได้สะดวกกว่า (แต่ไม่รับประกันว่าจะไกลกว่าและนานกว่านะ เพียงแต่ตอนเริ่มแรกนั้นทำได้สะดวกกว่า) เพราะมีปัจจัยหลายอย่างส่งเสริม เช่น

– คนพูดสามารถเปิดหน้าปล่อยข่าวได้ ใช้พื้นที่สื่อกระแสหลักหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าในทางอำนาจ มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกดำเนินคดี

– กลไกปิดกั้นหรือ “ตรวจสอบ” ข่าวสารของรัฐ (อย่างศูนย์ข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัล) ก็อาจจะเลือกไม่ทำงานกับข่าวลือที่เป็นประโยชน์กับรัฐ

– ผู้เผยแพร่ ซึ่งอยู่ฝั่งอำนาจนำ มีแนวโน้มที่จะมีทรัพยากรจำนวนมาก (ทั้งในมิติทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม) ในการเผยแพร่เนื้อหา ทั้งการเผยแพร่ทางคลื่นความถี่สาธารณะ (ที่เป็นสมบัติของประชาชน) การขอทุนจากกองทุนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจนำ (ทั้งของรัฐและเอกชน) มาทำเนื้อหา ทำหนัง ทำเวิร์กช็อป ผลิตซ้ำข่าวลือ

ข่าวลือจึงสามารถเป็นกลไกที่ผู้มีอำนาจน้อยใช้ส่งเสียงและตรวจสอบเพื่อให้อำนาจใหญ่เปลี่ยนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอำนาจนำ มีอำนาจมาก ใช้ได้อย่างสะดวกมือ(กว่า) เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

การพิจารณา “ข่าวลือ” และการรับมือกับข่าวลือ จึงไม่ควรละเลยมิติของอำนาจ

เมื่อคืนดู Spotlight อีกรอบ สนุกดี ทีมข่าวพยายามจะขุดกรณีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยพระคาทอลิก แต่ไปทางไหนก็เจอตอ เพราะสถาบันทางสังคมต่างๆ ในเมืองมี “ความสัมพันธ์อันดี” ต่อกัน การไปท้าทายโบสถ์ ก็เหมือนท้าทายความเป็นอยู่ของสถาบันอื่นๆ ไปด้วย การพยายามจะใช้กลไกคานอำนาจอื่นๆ ของสังคมมาช่วย จึงทำได้ยากมาก ตำรวจเองก็ไม่อยากยุ่ง บก.ใหญ่สุดบอกว่า ถ้าไปเจาะรายงานเป็นกรณีๆ ตัวระบบของโบสถ์ก็จะทำให้เรื่องเงียบไปเองได้เหมือนที่ผ่านๆ มา ต้องทำข่าวที่ตีไปที่ตัวระบบให้ได้ ให้เห็นว่าโบสถ์รู้เห็นเรื่องนี้และได้มีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องพระที่ทำผิด ประเด็นที่สถาบันทางสังคม “มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” ก็ดีมาก มีบทสนทนานึงในหนังที่บอกว่า สื่อต้องเป็นอิสระจากสถาบันเหล่านี้ จึงจะทำงานได้ หนัง 2 ชั่วโมง สร้างจากเรื่องจริง — ใน Netflix มี

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 25 ก.ค. 2563)

Internet of Opinions

อ.ย่า อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เคยพูด*ว่า พื้นที่สื่อสารทุกชนิดไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับข้อเท็จจริง (ทั้งที่จริงและไม่จริง) แต่เป็นพื้นที่ของความคิดเห็นด้วย (ไม่สามารถระบุได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย)

ดังนั้นถ้าจะให้พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงเท่านั้น เรากำลังทิ้งอีกครึ่งนึงไป และถ้าจะให้มีเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเท่านั้น เราจะเหลือพื้นที่แค่ 1/4

คำถามก็คือ แล้วทำไมต้องไปให้พื้นที่ 1/4 สำหรับข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จด้วย ให้ใครสักคนมากรองมันทิ้งไปเลยไม่ได้หรือไง คนที่เหลือจะได้สบาย ไม่ต้องกรองเอง

ก็เพราะของที่เป็นเท็จวันนี้ บางอย่างมันอาจจะจริงพรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อมีวิธีการพิจารณาโลกแบบใหม่ หรือการที่จะเห็นว่าอะไรจริง มันจำเป็นต้องมีคู่เทียบที่เป็นเท็จมาทำให้เรามองชัดขึ้น หรือในการเรียนรู้เพื่อจะแยกแยะจริง-เท็จ (โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ) มันจำเป็นมีตัวอย่างให้เราเห็นว่า อ๋อ เท็จมันเป็นแบบนี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เราจะรู้ได้เองว่า ของทำนองนี้มันน่าจะเท็จ

สำหรับพื้นที่ความคิดเห็น ระบบการกรอง (ด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มหรือด้วยการเลือกติดตามของคนเอง) ก็อาจนำไปสู้การที่พื้นที่ความคิดเห็น หดเหลือครึ่งเดียวได้ (เหลือเฉพาะความคิดเห็นที่เราชอบหรือที่เราเห็นด้วย)

Get full, 1/2, or 1/4 of the Internet?

ปัญหาต่อเสรีภาพการสื่อสารคือ มีคนที่อยากจะได้เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (1/4) และความคิดเห็นที่เราเห็นด้วย (1/4) ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นสภาวะที่ “ปลอดภัย” ที่อยู่แล้ว “สบายใจ” – แต่ปัญหาคือ กระบวนการที่จะไปทำให้เกิดสภาวะนั้น มันไปทำลายความปลอดภัยระยะยาว ของทุกๆ คน

เหมือนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าแมลงแรงๆ ฆ่าเชื้อทุกอย่าง เราจะได้สภาวะสะอาดปลอดภัยขึ้นมา แต่สภาวะนั้นจะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว หลังเชื้อต่างๆ เริ่มดื้อยา และยาก็ไปทำลายระบบนิเวศที่จะมาจัดการเชื้อหรือศัตรูทางธรรมชาติกันเอง — และตัวเราเองก็ไม่ได้พัฒนาภูมิต้านทานขึ้นมาเองเสียที — ความพยายามจะมีพื้นที่ “ปลอดภัย” ในระยะสั้นและชั่วคราว ทำให้เราเสียความปลอดภัยในระยะยาวและยั่งยืนไป

เป็นความปลอดภัยแบบหลอกตัวเอง เป็นความปลอดภัยแบบเห็นแก่เฉพาะคนรุ่นเรา ไม่เผื่อความปลอดภัยเอาไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป

เราไม่ได้ต้องการเฉพาะความจริง (truth) หรือข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (true fact) เราต้องการข้อเท็จจริงอื่นๆ รวมถึงความคิดเห็นด้วย ทั้งที่เราชอบและไม่ชอบ ความคิดเห็นนั้นไม่เพียงมีคุณค่าในตัวเอง แต่ยังเป็นเครื่องมือพาเราไปหาความจริงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในอนาคต (หรือกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงที่เราเคยเชื่อว่าจริงในอดีต) ได้อีก


*จำได้ว่าในที่ประชุมคปส.ที่ตึกมอส.เมื่อนานมาแล้ว หลังรัฐประหาร 2549 สักปีสองปี ตอนนั้นตื่นเต้นมาก – เหมือนตอนนั้นมันจะเป็นช่วงที่คปส.ขยายมาทำประเด็นสื่อใหม่ ซึ่งก็หลังจากวิทยุชุมชน ก็มีอินเทอร์เน็ต และภาพยนตร์ สนช.ชุดนั้นเสนอกฎหมายจัดระเบียบสื่อใหม่หลายฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 และพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 – ผมเริ่มเข้ามาทำงานประเด็นพวกนี้บ้างก็น่าจะจังหวะนั้น

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก

ว่าด้วยการเยียวยา – กรณี #TCAS วารสาร และอื่นๆ ในยุค #COVID19 นี้

การทำงานทั้งที่ตั้งใจและที่ผิดพลาดของผู้มีอำนาจ อาจนำมาสู่ความเสียหายของคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งถ้าสังคมยังพอจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ก็ควรมีการเยียวยาตามสมควรในระยะเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป ทั้งนี้ก็ควรคิดด้วยว่ามาตรการเยียวยานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มใหม่หรือไม่

เช่น จะเลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อช่วยหน่วยงานที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ก็ต้องพิจารณาด้วย ว่าหน่วยงานที่พร้อมแล้วและได้ดำเนินแผนงานต่างๆ ในอนาคตตามความเข้าใจว่าจะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้ในวันที่กำหนด จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ หากกฎหมายถูกเลื่อนออกไป (เช่นได้ทำสัญญาหรือทำแผนธุรกิจใดๆ ไว้ ต้องปรับแก้แผน หรือการไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลกลางนี้ จะทำให้ต้นทุนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศของเขาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องไปทำสัญญาลักษณะทวิภาคีต่างหาก ในระยะ 1 ปีตามที่จะเลื่อน จากเดิมที่เขาเคยคิดว่าไม่ต้องทำ หากกฎหมายบังคับใช้ตามกำหนด) – ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าเราลงโทษคนที่แข็งขันเตรียมความพร้อมเพื่อทำตามกฎหมาย

เรื่องประกาศ #TCAS เพื่อรับเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผิดพลาด นี่ก็มีประเด็นเยียวยาอยู่เหมือนกัน และมีแง่มุมของการเยียวยาคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งสมควรได้รับการเยียวยา) ที่อาจสร้างความเดือดร้อนใหม่ให้กับคนอีกกลุ่ม (ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)

ดูรายละเอียดลำดับเวลาของเรื่องนี้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-52688183

1. จริงๆ แนวทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) นั้นช่วยเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติมก็จะเป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบกับนักศึกษากลุ่มอื่นไปด้วย

2. ถ้าไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนตามประกาศที่ผิดพลาด และ ตัวระบบ TCAS ทั้งหมดไม่ปรับให้พวกเขาได้เข้าเรียนตามลำดับการเลือกอื่นๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่เรียน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา

3. พวกเขาอาจจะคะแนนไม่เข้าเกณฑ์คณะวารสาร มธ. แต่อาจเข้าเกณฑ์คณะอื่น เขาไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนั้น ต้องมีใครสักคนในระบบการรับเข้านี้ที่จะรับผิดชอบหาทางเยียวยา

4. แต่การที่มหาวิทยาลัยจะ “บังคับ” ให้คณะวารสารต้องรับนักศึกษาเข้า ในจำนวนที่เกินความสามารถที่คณะจะจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คณะวารสารไม่ควรต้องแบกรับ และนักศึกษาทุกคนไม่ควรจะต้องเจอ

5. ประเด็นที่อาจมองว่า “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาที่คะแนนถึงเกณฑ์ หากรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษา นั้นไม่ควรเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายการได้เข้าศึกษาหรือไม่ในแต่ละปีก็อยู่ที่จำนวนรับด้วย ถ้าจำนวนรับมากก็เป็นไปได้ที่คะแนนต่ำสุดที่จะเข้าเกณฑ์จะต่ำลง — และในแง่หนึ่ง การเปิดรับนักศึกษาให้มากขึ้น ก็เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย (ดูข้อ 6 ประกอบ)

6. ประเด็นที่จะ “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในรอบรับล่าสุดนี้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใด และนักศึกษาที่มีอยู่เดิม ก็คือคุณภาพในการจัดการศึกษาที่จะลดลง หากต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่ถูกบังคับให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีแผนรองรับไว้ก่อน ผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกรุ่นและทุกคณะที่ใช้ทรัพยากรและอาจารย์กลุ่มเดียวกันด้วย

7. หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการให้คณะวารสารศาสตร์ช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการรับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนในปีการศึกษานี้ มหาวิทยาลัยก็จะต้องสนับสนุนให้กับทางคณะวารสารมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาดังกล่าวรวมถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย การสนับสนุนนี้ เช่น การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนรับอาจารย์ใหม่ เพิ่มจำนวนจ้างอาจารย์พิเศษภายนอก เพิ่มการสนับสนุนสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามสัดส่วน ซึ่งการเพิ่มนี้ จะต้องเป็นการเพิ่มไปตลอดหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาที่จะรับเข้าปีนี้คืออย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะปีการศึกษานี้เท่านั้น

8. แต่ในทางหนึ่ง การสนับสนุนให้คณะวารสารสามารถรองรับการเยียวยาได้ ก็คือการให้ทุกคณะร่วมรับผิดชอบความผิดพลาดของมหาวิทยาลัยไปกลายๆ เพราะสุดท้ายอาจมีทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาเพื่อสนับสนุนการเยียวยานี้ แต่ก็น่าจะดีกว่าให้คณะวารสารแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่การให้รับเข้านั้นเป็นความประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในระยะยาว คณะวารสารอาจเปิดวิชาเพิ่มเติมที่นักศึกษาคณะอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้หรือให้อาจารย์ของคณะร่วมสอนในบางวิชาของคณะอื่นได้ เพื่อเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่พอจะแบ่งปันได้ออกไปให้เป็นธรรมที่สุด

9. มาตรการในการเยียวยาอีกประการก็คือ หากมีการรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยและคณะ จะต้องไม่แบ่งแยกนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม “รับเข้าตามปกติ” และ “รับเข้าเป็นการเยียวยา” เพื่อให้ตลอดการศึกษาจนจบการศึกษาของนักศึกษาทุกคน ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติเชิงลบ

ทั้งนี้เวลาเราคิดเรื่องการเยียวยา ต้องอย่าลืมว่า การเยียวยาไม่ใช่การทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิด

ผู้กระทำการหรือละทิ้งเพิกเฉยไม่กระทำการ ยังสามารถมีความผิดได้อยู่ และก็ต้องถูกพิจารณาความผิดตามปกติ และการเยียวยาจะต้องไม่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่ว่ากับคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์)