How to keeps your blog under the radar

CNN — Guide aims to help bloggers beat censors

PARIS, France (AP) — A Paris-based media watchdog has released an ABC guide of tips for bloggers and dissidents to sneak past Internet censors in countries from China to Iran.

เขียนบล็อกยังไงไม่ให้โดนเซ็นเซอร์ และไม่มีใครรู้ว่าเราเขียน

update 2007.05.26: Thai version available – มีฉบับภาษาไทยแล้ว

แล้วใครจะกล้า

เมื่อก่อนสามีเคยเป็นตัวแทนเก็บค่าไฟฟ้าให้การไฟฟ้าแก่งคอย จ.สระบุรี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2546 โดยเอาโฉนดที่ดินไปวางค้ำประกันไว้ ทำมาได้เกือบ 2 ปี ต่อมาทางการไฟฟ้าแก่งคอยแจ้งว่าส่งค่าไฟให้ไม่ครบ ขาดไปประมาณ 3 แสนบาท จึงตัดสิทธิ์ไม่ให้เก็บค่าไฟต่อและยังยึดที่ดินซึ่งค้ำประกันไว้ สามีจึงตรวจสอบหาข้อเท็จจริงปรากฏว่าคนใกล้ชิดที่ร่วมทำงานด้วยกัน และเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าบางคน สมรู้ร่วมคิดกันยักยอกเงินค่าไฟที่เก็บได้เอาไปใช้เอง นายปรีชาจึงแจ้งให้การไฟฟ้าแก่งคอยทราบ ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนถูกย้ายและถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จนถึงขณะนี้เรื่องยังไม่เสร็จสิ้น ในช่วงนี้สามีจึงหลบมาเก็บตัวที่กรุงเทพฯมาได้ 6 เดือนแล้ว เพราะเกรงจะได้รับอันตราย มายึดอาชีพเป็นคนขับรถตู้วิ่งระหว่าง อนุสาวรีย์ชัยฯ-ลาดกระบัง ส่วนตนขายผลไม้อยู่ที่ตลาดลาดกระบัง ที่ผ่านมาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือ และไม่ยอมติดต่อใครเลย แต่สามียังถูกตามฆ่าจนได้ คิดว่าเป็นเรื่องนี้แน่นอน เพราะตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯไม่เคยมีเรื่องกับใคร

แก๊งงาบค่าไฟโหด ฆ่าปิดปาก 11 มม. ยิงกะโหลก

อาลัย..พระนักต่อสู้

กรุงเทพธุรกิจ 5 กรกฎาคม 2548

“ คดีการปองร้าย พระสุพจน์ สุวโจ พระนักปฏิบัติ กลุ่มเสขิยธรรม แห่ง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ มีแนวโน้มว่า จะถูกสรุป ด้วยสำนวนแบบง่าย ๆ ว่าเป็นคดีวิวาทเล็กน้อย ทั้งที่ความจริงแล้ว คดีนี้มีส่วนเชื่อมโยง กับการแย่งชิงทรัพยากร ในเขตลุ่มน้ำฝาง อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะกล้าและเอาจริงแค่ไหน พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์ เปิดปมปัญหา จากมุมมองของหลายฝ่าย ”

แถลงการณ์สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

ปรับปรุง 2008.05.27: แก้ไขปี พ.ศ. ที่ผิดของรัฐธรรมนูญ เดิมคือ “พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๓๙” แก้เป็น “พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๙”


แถลงการณ์สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
เรื่อง การสั่งปิดเว็บไซต์การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ตามที่มีผู้อ้างตัวว่าเป็นสารวัตรอินเทอร์เน็ต สังกัดคณะกรรมการสืบสวนป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ดำเนินการปิดเว็บไซต์ ๒ แห่งได้แก่ เว็บไซต์ www.fm9225.com และเว็บไซต์ www.thai-insider.com โดยอ้างว่าเว็บไซต์ดังกล่าว มีเนื้อหาเข้าข่ายการยุยงให้เกิดความแยกแยกภายในชาติ อันจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จึงจำเป็นต้องสั่งปิด เพื่อดำเนินการตรวจสอบการจดทะเบียนเว็บไซต์ ว่าดำเนินการโดยถูกต้องหรือไม่นั้น

สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ในฐานะสมาคมของผู้ประกอบวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย และมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมวิชาชีพผู้แลเว็บไซต์ รวมทั้งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบแห่งจริยธรรมวิชาชีพ ได้ประชุมหารือคณะกรรมการบริหารสมาคมแล้ว มีความเห็นต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

๑) สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ยึดมั่นในหลักการให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ดังนั้น การสั่งปิดเว็บไซต์ที่มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้

๒) การกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารว่า จำเป็นต้องปิดเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เพราะมีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินั้น เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และปราศจากกฎหมายรองรับที่ชัดเจน จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ ดังที่กล่าวข้างต้น

๓) ในประเด็นการกล่าวอ้างว่าจำเป็นต้องปิดเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากไม่มีการจดทะเบียนเว็บไซต์ที่ชัดเจนนั้น เป็นความพยายามที่จะบิดเบือนประเด็น เนื่องจากในกรณีนี้ ผู้จัดทำเว็บไซต์ได้ออกมาแสดงตัวตนอย่างชัดเจน แสดงถึงความพร้อม ที่จะรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ปรากฏในเว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์อีกเป็นจำนวนมากในประเทศไทย ที่ผู้จัดทำกับผู้ที่จดทะเบียนเป็นคนละคน หรือคนละบริษัทกัน ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติปกติสากลของการจดทะเบียนเปิดเว็บไซต์

เพื่อให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๙ ได้รับการเคารพและปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกัน สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ยุติการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ด้วยการหยุดแทรกแซงการเผยแพร่เว็บไซต์ ที่เปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย ในทันที

หากรัฐบาลและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเห็นว่า เว็บไซต์ใดในลักษณะเดียวกันนี้ มีเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายใด ก็ให้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย ดำเนินการกับเจ้าของเว็บไซต์ และผู้ที่แสดงความรับผิดชอบต่อเนื้อหาในเว็บไซต์ต่อไป หรือหากเห็นว่าเว็บไซต์ใด ที่มีเนื้อหาขัดต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพของผู้ดูแลเว็บไทย ก็สามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปยังสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ที่ทำหน้าที่ควบคุมกันเอง ด้านจริยธรรมของผู้ดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย ได้อีกทางหนึ่ง

สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘

PDF version (เข้าไม่ได้แล้ว)

mirrors: webmaster.or.th, pantip.com

technorati tags: , , ,

จริยธรรมในการรับทุนวิจัย

เนื่องจากไม่เคยทำงานอยู่ในแวดวงวิจัย (ในระดับบริหาร) ผมเลยไม่ทราบว่า สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาที่ทำงานวิจัย โดยเฉพาะในบ้านเรานั้น มีนโนบายเรื่องการรับทุนวิจัยยังไงบ้าง

เช่น ถ้าเกิดว่าโครงการวิจัยนั้นจะนำไปสู่การสร้างอาวุธสงคราม หรือวัตถุอันตรายที่พิจารณาแล้วว่าไม่ได้มีประโยชน์ในทางอื่นเลย นอกจากการทำลายล้้าง หรือผู้ให้ทุนเกี่ยวข้องกับกิจการเหล่านั้น หรือมีประวัติไม่ดีด้านจริยธรรม สิทธิมนุษยชน ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มีสถาบันไหนปฏิเสธที่จะรับทุนวิจัยจากผู้ให้ทุนเหล่านั้นรึเปล่า ?

หรือมีนโยบายหรือไม่ว่า การให้ทุนนั้นเป็นไปในลักษณะไหน มีผลกระทบต่อแนวทางการทำวิจัยของสถาบันหรือไม่ ?

อย่างถ้าสมมติกรณีสอบสอนเรื่องกล้ายาง เรื่องปุ๋ยปลอม อะไรพวกนี้ ผลออกมาว่า ผิดจริง มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย จะพิจารณาไม่รับโครงการ/ทุนจากบริษัทเหล่านั้นมั๊ย ?

หน้าที่หนึ่งของสถาบันการศึกษา นอกเหนือจากการถ่ายทอดแนะแนวความรู้สู่สังคมแล้ว ก็คือการสร้างความรู้ใหม่ ๆ เพื่อสังคม การสร้างความรู้เพื่อสังคมนั้น สมควรที่จะรับทุนจากผู้ที่ทำผิดต่อสังคมหรือไม่ ? ถ้าเห็นสมควรว่าทำได้ มีนโยบายอย่างไร ที่จะรับประกันว่า ผู้ให้ทุนจะไม่สามารถมามีอิทธิพลเหนือแนวทางการสร้างความรู้นั้นได้ ? (ซึ่งอันตรายต่อการที่ความรู้นั้นจะไม่ได้มีเพื่อสังคม)

พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าอยากจะรับเงินจากคนไม่ดี จะระวังตนยังไง ให้เราเอาเงินนั้นไปใช้ในทางที่ดีได้ เช่น ถ้ารู้แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้วผลวิจัยจะถูกเอาไปใช้ในเรื่องไม่ดี (หรือคิดแล้วว่า ไม่ว่ายังไงก็ใช้ให้ดีไม่ได้) ยังจะรับทำมั๊ย ? หรือถือว่าเป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวกัน คนสร้างความรู้ก็สร้างไป คนจะเอาไปใช้ยังไงก็อีกเรื่อง ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกัน .. หรือคิดว่า ถึงเราไม่รับ คนอื่นก็รับอยู่ดี งั้นเราก็รับไว้ละกัน ไม่เห็นจะเป็นอะไร

ลองไล่ ๆ หาตามเว็บไซต์มหาลัยไทยคร่าว ๆ แล้ว ก็เหมือนจะไม่มีแจ้งนโยบายอะไรไว้

มีพบ “จรรยาบรรณของนักวิชาการ” ที่เว็บ กิจการวิจัย จุฬา “เน้นการรักษาข้อห้ามสำคัญ 2 ข้อ คือ ห้ามลักทรัพย์ และห้ามกล่าวเท็จ” แต่อันนั้นก็ไม่ได้พูดถึงจริยธรรมของการดำเนินงานวิจัย/รับทุนวิจัย

ใครมีความรู้ตรงนี้ ช่วยหน่อยครับ 🙂

ความคิดเห็นอื่นที่ bact.gotoknow.org