Consumer information security tools – Thai localization 2017 summary

การแปลโปรแกรมรักษาความปลอดภัยในการใช้คอมใช้เน็ต สำหรับผู้ใช้ทั่วไป สรุปสิ้นปี 2017

Thanks COCONET: Southeast Asia Digital Rights Camp and Localization Lab for a localization sprint this year for Thai, Bahasa Indonesia, Burmese, and Khmer. Events like that help volunteer translators get connected to people who close to developers, and it helps the translation submission goes more smooth.

รอผู้พัฒนาดำเนินการต่อ

แปล 100% รีวิว 100% รอให้าทางผู้พัฒนาทดสอบการใช้งานในแอป

A chart showing that Signal on Android 100% translated to Thai

ยังแปลไม่เสร็จ

รอให้ทางโครงการเพิ่มภาษาไทย

  • Gpg4win ชุดโปรแกรมสำหรับเข้ารหัสลับแบบ PGP (Windows)
    https://www.gpg4win.de/localize-gpg4win.html

    • มีโปรแกรมย่อยอีก 4 ตัวคือ GnuPG (โปรแกรมเข้ารหัสลับ), Kleopatra (โปรแกรมจัดการกุญแจ), GpgOL (ปลั๊กอินสำหรับ Outlook – เข้ารหัสลับอีเมล), GpgEx (ปลั๊กอินสำหรับ Windows Explorer – เข้ารหัสลับแฟ้ม)
    • อาจจะมีทางให้ Localization Lab ช่วยจัดการให้แปลผ่าน Transifex ได้

     

  • GPG Suite ชุดโปรแกรมสำหรับเข้ารหัสลับแบบ PGP (macOS) — Update 2018-01-05: เปิดให้แปลภาษาไทยได้แล้ว
    https://www.transifex.com/gpgtools/public/

    • มีโปรแกรมย่อยอีก 4 ตัวคือ libmacgpg (โปรแกรมเข้ารหัสลับ), GPG Keychain (โปรแกรมจัดการกุญแจ), GPGMail (ปลั๊กอินสำหรับ Mail.app), GPGPerferences (ส่วนการตั้งค่า)

     

  • Orbot, Orfox แอปช่วยเข้าถึงเน็ตอย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น (Android)
    https://www.transifex.com/otf/orbot/ (เทียบได้กับ Tor) — Update 2018-01-10: เปิดให้แปลภาษาไทยได้แล้ว
    https://www.transifex.com/otf/orfox/ (เทียบได้กับ Tor Browser)

สำหรับโปรแกรมที่อยู่บน Transifex แล้ว ใครสนใจช่วยแปล สามารถสมัครสมาชิก Transfex (ฟรี) แล้วไปที่หน้าโครงการ กด Join Team ได้เลยครับ — ถ้าโปรแกรมเหล่านี้เป็นภาษาไทย ก็มีโอกาสที่คนไทยจะสามารถใช้โปรแกรมช่วยความปลอดภัยเหล่านี้ได้มากขึ้นครับ

สวัสดีปีใหม่ 2018 ทุกท่าน ขอให้เป็นปีที่ปลอดภัย คิด ทำ พูด ได้อย่างมั่นใจ 🙂

Privacy by design, at the protocol level

Doing human rights right at the internet infrastructure level. Wow.

Read about this for quite sometime, the works by IETF and friends, but mostly from ones that related to HTTP/2 development. Today I’m learning more on these efforts (and beyond) during APC Member Meeting 2017. Thanks to Avri Doria.

Find out more RFC (request for comment) documents at Internet Architecture Board – Privacy and Security Program.

More explanations on human rights and internet engineering standards here:

Also these initiatives:

 

(photo by thierry ehrmann. Creative Commons Attribution License)

[Links] Algorithmic Transparency: Understanding why we are profiled in a certain manner #APrIGF2017 #WS80

Links for Asia Pacific Regional Internet Governance Forum 2017 – WS80 Algorithmic Transparency: Understanding why we are profiled in a certain manner, hosted by SFLC.in — to be digested and integrated to APrIGF 2017 Bangkok Synthesis Document at https://comment.rigf.asia

My slides

Question Everything

อินเทอร์เน็ตสีขาว

อินเทอร์เน็ตใสสะอาดคงเหมือนกับห้องปลอดเชื้อคนไม่ต้องมีภูมิคุ้มกันอะไรเลยก็อยู่ได้ปลอดภัย

ถามว่าทำไมต้องเป็น “ห้อง”

ก็เพราะเราทำทั้งโลกให้ปลอดเชื้อไม่ได้ (แต่ปลอดมนุษย์นี่ไม่แน่)

ได้อย่างมากก็ทั้งห้องหรือทั้งส่วนหนึ่งของอาคาร

แต่ชีวิตที่อยู่แต่ในห้องปลอดเชื้อ ไปเดินเล่น ตากฝน เก็บหอย ดูหนัง กินชาบู เต้นในคอนเสิร์ตไม่ได้ นี่เป็นชีวิตที่น่าพิสมัยไหม ก็ลองตอบดูเอง

การจะมีชีวิตที่ปลอดภัยนี่มันไม่ใช่เรื่องการพยายามโดยไม่มีวันสำเร็จที่จะทำให้โลกทั้งใบปลอดเชื้อ หรือขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

แต่เป็นเรื่องทำให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกัน

ส่วนไอ้พื้นที่ต่างๆ ในโลก ก็เลือกมาว่าเชื้อไหนมันกระทบคนเยอะ ร้ายแรง ตัวท็อปๆ กำจัดมันไม่ได้ อย่างน้อยลดโอกาสในการแพร่ ตัดพาหะ ตัดวงจรมัน

ไม่ต้องไปต้านทานหรือจัดการได้ทุกโรค เอาแค่พอมีชีวิตปกติได้ในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตประจำวัน

จะไปไหนไกลๆ ไม่คุ้นเคย ก็ค่อยฉีดวัคซีน

มนุษย์แบบนี้จะเดินไปไหนในโลกก็ได้ ไม่ต้องอยู่แค่ในห้องปลอดเชื้อ ที่มีคนคอยคุม ไม่ต้องใช้แต่เน็ตที่มีคนคอยทำให้ใสสะอาด

ความมั่นคงปลอดภัยของ Internet of Things – ข้อคิดจาก Bruce Schneier ในงาน #infosec17

โพสต์ที่แล้วเล่าเรื่องงาน Infosecurity Europe วันที่สองไป เรื่อง General Data Protection Regulation (GDPR) จากมุมมอง ICO ยังเหลืออีกเรื่องที่ไปฟังมา คือเรื่อง ความปลอดภัยของ Internet of Things (IoT)

หัวข้อคือ Artificial Intelligence and Machine Learning: Cybersecurity Risk vs Opportunity? มี Bruce Schneier เป็นคนพูด คนแน่นมาก ตรงที่เป็นถ่ายทอดให้ดูทางจอก็ยังแน่น (ในภาพนี้เฉพาะที่นั่ง มียืนรอบๆ อีก)

Schneier พูดหลายประเด็น แต่อันหลังสุดมาเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของ Internet of Things หรือ “อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง”

เขาบอกว่า ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีสำหรับใช้ตามบ้านอย่างไมโครซอฟท์ กูเกิล แอปเปิล อาจจะอัปเดตแพตช์ต่อเนื่องสัก 2-5 ปี แต่อุปกรณ์อย่างกล้องวงจรปิดหรือเราเตอร์ถูกๆ ไม่มีการอัปเดต ผู้ผลิตอุปกรณ์ IoT ราคาถูกเหล่านี้มีกำไรน้อยเกินกว่าจะตามออกแพตช์ หรืออุปกรณ์บางรุ่นไม่มีวิธีจะอัปเดตด้วยซ้ำ วิธีอัปเดตของพวกนี้คือ ทิ้งของเก่า ซื้อใหม่ ติดตั้งใหม่

เราเปลี่ยนมือถือทุก 2-3 ปี กล้องวงจรปิดทุก 5-10 ปี ตู้เย็นบางบ้าน 20 ปี รถยนต์ที่มีตลาดมือสองอาจมีอายุการใช้งาน 40-50 ปี

คนทำซอฟต์แวร์ควบคุมรถยนต์ทำแล้วใช้ไปได้ 40-50 ปี แต่คนทำซอฟต์แวร์มือถือหรือ IoT ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน

ที่ซอฟต์แวร์ในบางอุตสาหกรรมมีความปลอดภัยสูง เพราะการกำกับดูแลและระบบนิเวศน์มันทำให้เป็นแบบนั้นได้ ต้องมีใบรับรอง มีการทดสอบ มีการตรวจสภาพ ซึ่ง IoT ยังไม่มีระบบนิเวศน์แบบนั้น

Schneier มองว่า รัฐมีบทบาทตรงนี้ได้ ด้วยการกำหนดนโยบาย เช่นการกำหนดให้ซอฟต์แวร์ในกิจการที่สำคัญมากๆ (critical) เก็บประวัติการทำงานและข้อผิดพลาด แบบที่อุตสาหกรรมการบินและยานยนต์ทำนั้น ทำให้เรามีข้อมูลเพื่อศึกษาและปรับปรุงระบบในอนาคตให้ปลอดภัยขึ้นได้

เขาเห็นว่า ข้อถกเถียงที่ว่า การกำกับดูแลจะจำกัดนวัตกรรมนั้นไม่ได้จริงเสมอไป

สำหรับอุตสาหกรรมนี้ มันไม่ใช่ทางเลือกระหว่าง “กำกับ vs ไม่กำกับ” แต่เป็นระหว่าง “กำกับอย่างฉลาด vs กำกับอย่างโง่” (smart regulation vs stupid regulation)

เขาทิ้งท้ายว่า ในบางประเทศเริ่มมีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้แล้ว ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตอุปกรณ์พวกนี้ “รับผิดชอบ” กับผู้ใช้มากขึ้น — เช่นในสหรัฐอเมริกา ที่ FTC และ FCC สอบสวนว่าทำไมผู้ผลิตโทรศัพท์ออกอัปเดตความปลอดภัยช้า หรือที่หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของเนเธอร์แลนด์ฟ้องซัมซุงและเรียกร้องให้ออกอัปเดตความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอตลอด 2 ปีนับจากวันที่ซื้อ

ใครสนใจงานนี้ ติดตามแฮชแท็ก #infosec17 ได้ในทวิตเตอร์ครับ ส่วนเรื่อง AI กับ security มีอีกโพสต์เรื่อง adversarial machine learning

บูต Pen Test Partners โชว์เจาะระบบข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ทั้งกล้องวงจรปิด ตุ๊กตา เครื่องดูดฝุ่น กลอนประตู
บูต Pen Test Partners โชว์เจาะระบบข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ทั้งกล้องวงจรปิด ตุ๊กตา เครื่องดูดฝุ่น กลอนประตู

หลักการ/กลไกการคุ้มครองข้อมูลใหม่ใน GDPR ของสหภาพยุโรป #infosec17

วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่มางาน Infosecurity Europe ที่ลอนดอน ได้ฟังหลักๆ 2 เวที เป็น Keynote ทั้งคู่ อันแรกตอนเช้า ฟัง Bruce Schneier พูดหัวข้อ Artificial Intelligence & Machine Learning: Cybersecurity Risk vs Opportunity? ส่วนตอนบ่ายฟัง EU GDPR Special Focus – Extended Session โพสต์นี้เล่าของตอนบ่ายก่อน ส่วนของตอนเช้ากับของงานวันแรกยังไม่ได้เขียนถึง เดี๋ยวทยอยลงนะ

เรื่อง General Data Protection Regulation (GDPR) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลตัวใหม่ของสหภาพยุโรปที่ประกาศเมื่อปีที่แล้วและจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 นี่มาแรงมากๆ เดินไปไหนในงานก็เห็นคำนี้ มีในเกือบทุกทอล์ก เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปีแล้ว ที่ทุกบริษัท ทุกหน่วยงาน จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับใช้เหมือนกันหมดทั่วสหภาพยุโรป (หัวข้อตอนบ่ายที่ไปฟังมาอันนี้ฮิตมาก คนต่อแถวยาวเหยียด และเวลาก็ได้ยืดมากกว่าหัวข้ออื่น เป็น extended session)

Ready for GDPR (?)

Peter Brown ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีอาวุโสของ Information Commissioner’s Office (ICO – สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสหราชอาณาจักร) เป็นคนพูดเปิด เล่าถึงหลักการทั่วไปของ GDPR กับความพร้อมของ ICO ในฐานะองค์กรกำกับและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหราชอาณาจักร ว่าได้เตรียมข้อแนะนำและหลักปฏิบัติอะไรต่างๆ ให้กับภาคธุรกิจปรับตัวและเปลี่ยนผ่านอย่างไรบ้าง

Peter บอกว่าหลักการคุ้มครองข้อมูลของ GDPR นั้น ไม่ต่างจากที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูล หรือ Data Protection Act (DPA) ที่สหราชอาณาจักรมีอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่เพิ่มหลักการขึ้นมา 2 เรื่อง คือ Security และ Accountability & Governance

อธิบายต่อ (ผมพูดเอง) ก็คือ เดิม DPA นั้นพูดถึงเฉพาะตัวข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล แต่ GDPR ยังพูดถึงระบบที่ใช้ประมวลผลข้อมูล (เน้นเชิงเทคนิค – technical measures) และความรับผิดและการบริหารจัดการของผู้ที่เกี่ยวข้อง (เน้นเชิงกระบวนการ – organizational measures)

จริงๆ ข้อคำนึงเหล่านี้ มีอยู่แล้วเงียบๆ ใน DPA แต่ GDPR ระบุให้มันแยกออกมาอย่างชัดเจน

พูดอีกแบบ DPA หรือหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยทั่วไปที่ผ่านมา จะเน้นการไม่เก็บ ไม่บันทึก ไม่ส่งต่อ ไม่ประมวลผล ข้อมูลที่ไม่จำเป็น ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความยินยอม และกำหนดบทลงหากมีการทำเช่นว่า

แต่ GDPR คิดละเอียดกว่านั้น โดยเฉพาะในบริบทที่ข้อมูลจำนวนมากอยู่ในระบบเครือข่ายและสารสนเทศ คือแม้จะเก็บและใช้อย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่ถ้าระบบที่ยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลนั้นมีการจัดการที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีมาตรการป้องกันที่ควรมี ก็มีความผิดได้

สิ่ง “ใหม่” ที่ถูกพูดถึงในหลักการ Accountability & Governance ของ GPDR ก็คือหลัก data protection by design, data protection by default, และ data protection impact assessment (DPIA) — “ใหม่” ในที่นี้ หมายถึงมันไม่เคยถูกบังคับในกฎหมายมาก่อน

(เรื่อง data protection by design นี่ มีหลายบริษัทที่มาออกงานพูดถึง ตั้งแต่การออกแบบ user experience ที่สนับสนุน security, การทำระบบให้ลด cognitive load เพื่อให้คนทำงานอยู่ในภาวะมีสติ, การออกแบบให้ AI มาช่วยคนตัดสินใจได้ดีขึ้น)

ทั้งหลักการ Security และ Accountability ที่มีใน GDPR เรียกว่าเป็นความพยายามให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงในการรั่วไหลของข้อมูล ไม่ได้มาเน้นเฉพาะการลงโทษหลังข้อมูลรั่วแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของ Security ก็ยังมีการกำหนดมาตรฐานการแจ้งเตือนในกรณีที่พบข้อมูลรั่วไหล (ทาง Article 29 Working Party จะออกแนวปฏิบัติมาภายในปีนี้)

พูดอีกแบบคือจะหวังว่า “เราจะโชคดี” “มันไม่เกิดกับเราหรอก” ไม่ได้ — ต่อให้ข้อมูลยังไม่รั่ว แต่ถ้าพบว่าไม่มีมาตรการที่เพียงพอก็มีความผิด

หน้าที่ของผู้ประมวลผล-ผู้ควบคุมข้อมูลคือ จะต้องสามารถแสดงหลักฐาน (evidence) ให้ได้ว่า ตัวเองได้ทำสิ่งที่ควรทำทั้งหมดแล้ว

ลองคิดถึงกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร ที่ต่อให้ไฟยังไม่ไหม้ แต่ถ้าพบว่าไม่มีทางหนีไฟ ไม่มีอุปกรณ์จับควัน-แจ้งเตือน-ดับเพลิง ที่ได้มาตรฐานอย่างเพียงพอ ก็มีความผิดอยู่ดี

ใน GDPR หากมีกรณีข้อมูลรั่วไหล หากผู้ประมวลผล/ผู้ควบคุมข้อมูลสามารถแสดงได้ว่า ได้ทำตามมาตรฐานที่กำหนด ยังมีโอกาสได้รับลดหย่อนโทษลงด้วย

สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย ถ้าทำมาค้าขายกับคู่ค้าในสหภาพยุโรป ต้องประมวลผลข้อมูลของพลเมืองของสหภาพยุโรป ก็ต้องศึกษากฎหมาย GDPR นี้ไว้ด้วย เพราะกฎหมายครอบคลุมถึงข้อมูลของพลเมืองของเขา ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปประมวลผลหรือจัดเก็บที่ใดก็ตามครับ

ยากและไม่ค่อยปลอดภัย Facebook Wi-Fi #FAIL @ ห้องสมุด TCDC

วันนี้มีสัมภาษณ์ เลยลองนัดที่ TCDC ใหม่ ตรงไปรษณีย์กลาง บางรัก ช่วงนี้จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมเขาเปิดให้ใช้ห้องสมุดฟรี

พบว่าการใช้ไวไฟที่นี่วุ่นวายไปหน่อย คือคงตั้งใจดี ทางหนึ่งก็จะได้ยอดเช็กอินเพิ่ม อีกทางก็คงอยากให้ผู้ใช้ล็อกอินได้ง่ายๆ เลยใช้ Facebook Wi-Fi ในการลงทะเบียน (พูดอีกแบบคือ ฝากภาระในการบันทึกผู้เข้าใช้ระบบให้เฟซบุ๊กทำ – จะไม่ทำเลยก็คงไม่ได้ เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดให้บันทึกข้อมูลการจราจร-ที่ระบุตัวผู้ใช้ได้)

รวมๆ คือเราพบว่าการล็อกอินไวไฟที่ TCDC ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร แถมอาจส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โพสต์นี้จะบอกว่าทำไม ปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหน และน่าจะแก้ไขยังไงได้บ้าง (ใครใช้ Facebook Wi-Fi ก็อาจจะเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ได้ ไม่เฉพาะ TCDC – เคยเจอร้านกาแฟบางร้านก็ใช้)

มั่นใจว่าไม่ได้เจอปัญหานี้อยู่คนเดียว เพราะระหว่างที่นั่งทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ประมาณ 12:40 จนถึงราว 17:00 ได้ยินโต๊ะรอบๆ ถามกันเป็นระยะถึงเรื่องต่อไวไฟ กดตรงไหน ทำไมต่อไม่ได้

บางส่วนอาจจะเกี่ยวกับ UI (เช่น พอ CSS ไม่โหลด ตำแหน่งของแบบฟอร์มที่จะต้องกรอกก็สับสน) แต่ยังมีส่วน UX ด้วย ที่ประสบการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบกว่าจะต่อเน็ตได้มีอุปสรรคพอสมควร ซึ่งถ้ายังยืนยันจะใช้ Facebook Wi-Fi อยู่ คงต้องหาทางไปตั้งค่าให้ถูกต้องและรองรับผู้ใช้ที่มีความต้องการหรือข้อจำกัดแตกต่างกันไป

นี่คือเครือข่ายไวไฟที่พบที่บริเวณห้องสมุดชั้น 5 ของ TCDC (จับภาพหน้าจอมาเมื่อ 19 พ.ค. 2560 ประมาณ 14:30)

TCDC wifi list

Guest@TCDC เป็นเครือข่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ส่วน Member@TCDC นั้นสำหรับสมาชิก (บุคคลทั่วไป 1,200 บาท/ปี นักศึกษา 600 บาท/ปี) เนื่องจากเรายังไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ลองเลือก Guest@TCDC

ซึ่งก็เหมือนกับการเข้าใช้เครือข่ายไวไฟสาธารณะทั่วไป ที่เราคาดได้ว่าจะมีหน้าจอล็อกอินขึ้นมา ให้ใส่ชื่อหรือรหัสเพื่อเข้าใช้ ของ Guest@TCDC ก็จะเด้งหน้าจอนั้นขึ้นมา เพียงแต่มันจะแสดงคำเตือนนี้มาคั่นก่อน

Cannot verify identity of the log in page

ซึ่งหมายความว่า เว็บเบราว์เซอร์ของเรา ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า หน้าเว็บสำหรับการล็อกอินซึ่งอ้างว่าอยู่ที่หมายเลขไอพี 172.16.170.13 นั้น อยู่ที่หมายเลขไอพีดังกล่าวจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากใบรับรอง (certificate) ที่เว็บเบราว์เซอร์ได้รับจากหน้าจอล็อกอิน เป็นใบรับรองที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ

ถ้ากด “Show Certificate” เพื่อดูรายละเอียดก็จะพบว่า เป็นใบรับรองที่ออกโดย Root Certificate Authority (Root CA – หน่วยงานออกใบรับรองระดับบนสุด) ที่ชื่อว่า cmx.cisco.com และจะหมดอายุวันที่ 12 ตุลาคม 2560 เวลา 01:59:08 (UTC+7) แต่เว็บเบราว์เซอร์ของเรา ไม่เชื่อถือ Root CA รายนี้ มันก็เลยขึ้นคำเตือน

เครือข่ายไวไฟ Member@TCDC ก็พบปัญหาเดียวกัน

ถ้าอยากจะใช้งานเครือข่ายไวไฟ ก็จำเป็นต้องไปให้ถึงหน้าล็อกอินให้ได้ จะไปให้ถึงหน้าล็อกอิน ก็ต้องยอมกด “Continue” ไป ทั้งๆ เราไม่แน่ใจว่ามันปลอดภัยหรือไม่ หรือจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

พอกด Continue ไปแล้ว จะเจอหน้าจอให้ “เช็กอินบน Facebook เพื่อรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตฟรี”

แต่หน้าจอเช็กอิน/ล็อกอินนี้ จะสับขาหลอกนิดหน่อย เพราะช่องล็อกอินที่เราเห็นเด่นๆ มันไม่ใช่อันที่จะต้องใช้ เราต้องเลื่อนหน้าลงไปอีก ถึงจะเจอฟอร์มที่ใช่ (ปัญหาอาจจะมาจากการที่ CSS ไม่ยอมโหลดด้วย – แต่ลองทั้งมือถือและเดสก์ท็อปก็เป็นเหมือนกัน)

เลื่อนหน้าจอล็อกอินลงมาหน่อย จะเจอคำว่า “หากต้องการเช็กอิน ให้สมัครใช้งาน Facebook วันนี้ หรือคลิกที่ลิงก์ ‘ข้ามการเช็กอิน’ ข้างล่างนี้” ให้มองหาลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” (มันจะอยู่ติดกับลิงก์ “สมัครใช้งาน” เลย วรรคก็ไม่ยอมเว้น) พอคลิกที่ลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” มันจะนำเราไปที่หน้าล็อกอินที่ถูกต้อง

(ลิงก์ “ข้ามการเช็กอิน” นั้นไม่สามารถคลิกได้ – ส่วนช่องที่เขียนว่า “ป้อนรหัส Wi-Fi” นั้นก็ใช้ไม่ได้ สอบถามเจ้าหน้าที่ TCDC แล้ว ไม่มีการออกรหัสให้ใช้กับช่องนี้)

ถ้าล็อกอินสำเร็จ จะได้หน้าจอแบบข้างล่างนี้
(ใครใช้การยืนยันตัวตนแบบสองชั้น ก็จะมีให้ใส่โค้ดไประหว่างขั้นตอนนี้ด้วย ตัวโค้ดสามารถดูได้ที่โทรศัพท์มือถือ – ซึ่งคนที่ใช้มือถือจะลำบากหน่อย เพราะทันทีที่เราสลับหน้าจอไปดูโค้ด หน้าจอล็อกอินจะหายไป ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่การเลือกเครือข่าย.. เราต้องรีบจำโค้ดแล้วล็อกอินให้เสร็จภายใน 30 วินาที ก่อนโค้ดหมดอายุ)

ถ้ามาถึงหน้าจอนี้ หมายถึงใกล้สำเร็จแล้ว แต่เราจะเจอปัญหากับใบรับรองเหมือนกับที่เราเจอไปแล้วทีหนึ่ง ตรงนี้เว็บเบราว์เซอร์จะแจ้งว่ามันไม่สามารถยืนยันได้ว่าหน้าจอนี้ที่อ้างว่ามาจากหมายเลขไอพี 1.1.1.1 นั้นเป็นอย่างที่อ้างจริงๆ ถ้าเราเชื่อใจ อยากไปต่อ ก็ให้กด “Continue” อีกทีหนึ่ง

บนมือถือ (iOS) จะเป็นแบบนี้

Canno Verify Server Identity "1.1.1.1"

ถ้ากด “Continue” ก็จะมีหน้าจอให้เช็กอิน ประกาศให้โลกรู้ว่าเรามาอยู่ที่ TCDC แล้วนะ พอเราเช็กอินเสร็จ ก็จะใช้อินเทอร์เน็ตได้แล้ว

สรุป

พบว่าการเข้าใช้เครือข่ายไวไฟ Guest@TCDC นั้นเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากมาก โดยปัญหาที่พบคือ

  • พบปัญหาใบรับรองออกโดย CA ที่เว็บเบราว์เซอร์ไม่ให้การยอมรับถึง 2 ครั้ง ทั้งช่วงก่อนหน้าจอล็อกอินและช่วงใกล้จะล็อกอินสำเร็จ
    • ผู้ใช้ทั่วไปอาจจะทำตัวไม่ถูกว่าให้ทำอย่างไรต่อ เพราะข้อความเตือนของเว็บเบราว์เซอร์อาจเข้าใจยาก
    • กรณีผู้ใช้ TCDC ถูกสอนว่า “ไม่ต้องสนใจ คลิก Continue” ไปเลย ก็จะเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงให้กับผู้ใช้ โดยอาจเข้าใจไปว่า ต่อไปหากเจออาการแบบนี้อีกไม่ว่ากับเครือข่ายไหน หากอยากไปต่อ ก็ให้กด “Continue” เสีย ก็จะแก้ปัญหาได้ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลส่วนบุคคลถูกขโมยได้
    • ปัญหาใบรับรองนี้ พบว่าไม่ได้เป็นเฉพาะกับหน้าจอล็อกอินไวไฟของ TCDC หน้าเว็บไซต์หลักของ TCDC ก็มีปัญหานี้ด้วย 🙁TCDC Bad Certificate
  • หน้าจอ Facebook Wi-Fi ในบางกรณี อาจแสดงผลไม่ชัดเจนเพียงพอ ว่าผู้ใช้จะต้องกรอกแบบฟอร์มล็อกอินอันไหน ผู้ใช้ไม่สามารถรู้ได้เองอย่างชัดเจน ว่าจะต้องเลื่อนหน้าจอลงมาเพื่อคลิกลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” เพื่อจะไปยังหน้าจอล็อกอินอีกอัน ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การเช็กอินและใช้อินเทอร์เน็ตได้
  • ใครไม่มีบัญชีเฟซบุ๊กจะใช้อินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย Guest@TCDC ไม่ได้ เนื่องจากผู้ใช้จะต้องล็อกอินเฟซบุ๊กก่อน
    • หรือถ้าวันไหนเฟซบุ๊กล่มหรือถูกปิดไป ก็อาจจะล็อกอินไม่ได้เหมือนกัน
    • เจ้าหน้าที่ Info Guru ที่ TCDC ยืนยันว่าไม่มีรหัสให้ป้อนเพื่อข้ามการล็อกอินเฟซบุ๊ก
  • ผู้ใช้ถูกบังคับให้ต้องเช็กอิน เนื่องจากลิงก์ “ข้ามการเช็กอิน” ใช้งานไม่ได้  ซึ่งก็คงไม่ใช่ผู้ใช้ทุกคนที่รู้สึกสะดวกเช็กอินหรือรู้วิธีการตั้งค่าโพสต์เช็กอินให้เป็นส่วนตัว (สำหรับ Facebook Wi-Fi เจ้าของหน้าเฟซบุ๊กอย่าง TCDC สามารถตั้งค่า “โหมดบายพาส” ให้ผู้ใช้ไม่ต้องเช็กอินก็ได้ แค่ล็อกอินเฟซบุ๊กก็พอ)
    • สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ได้ข้อมูลว่า ถ้าเป็นบนมือถือ จะข้ามได้ แต่เท่าที่ลองบนเดสก์ท็อปข้ามไม่ได้
  • กรณีผู้ใช้ใช้การยืนยันตัวตนแบบสองชั้นและล็อกอินผ่านมือถือเครื่องเดียวกัน จะมีเวลาไม่เกิน 30 วินาทีในการล็อกอิน เนื่องจากถ้าสลับหน้าจอมาเพื่อดูโค้ด หน้าล็อกอินจะหายทันที
  • แถม: พบว่าโปรแกรมอีเมล (อย่าง Mail บน macOS กับ iOS หรือ Thunderbird) ใช้ไม่ได้ พอร์ต 993 (SSL/TLS encrypted IMAP) และ 465 (SSL/TLS encrypted SMTP) ถูกปิด และแอปแชต Signal ก็ใช้ไม่ได้

ข้อเสนอแนะ

  • ที่แก้ไขได้โดยไม่ต้องรอฝ่ายนโยบายนัก เพราะน่าจะเป็นเรื่องการตั้งค่าเครือข่าย คือเรื่องใบรับรองและเรื่องหน้าจอล็อกอิน กรณีใช้ Cisco น่าจะลองดูเอกสารตรง Clients Redirected to External Web Authentication Server Receive a Certificate Warning กับ Cisco Wireless 1.1.1.1/login.html redirect issues (ผมไม่มีความรู้เรื่องการติดตั้งระบบเครือข่ายใดๆ นี่เป็นการลองค้นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น)
  • ปัญหาการโหลด CSS ไม่ขึ้น ส่งผลให้การใช้งานหน้าจอล็อกอินสับสน ควรหาทางแก้ไข (ผมไม่แน่ใจว่าเกิดเพราะอะไร)
  • ควรอย่างยิ่งที่จะมีทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้เฟซบุ๊ก หรือไม่สะดวกจะล็อกอินด้วยเฟซบุ๊ก (เช่นติดปัญหาการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น) ให้สามารถกรอกรหัสไวไฟเพื่อเข้าใช้งานได้ (เลือกใน Facebook Wi-Fi ได้)
  • ควรมีทางเลือกให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลังจากล็อกอินแล้วไม่จำเป็นต้องเช็กอินก็ใช้งานได้ (เลือกใน Facebook Wi-Fi ได้)
  • พิจารณาเปิดพอร์ตพื้นฐานอย่างอีเมล (IMAP, POP, SMTP)

ใครมีโอกาสก็มาลองใช้งานดูครับ TCDC ใหม่ ทางเข้าห้องสมุดอยู่ชั้น 5 หลังจากนี้ถ้าไม่ใช่สมาชิก ก็ใช้บริการได้ โดยจ่ายค่าบริการรายวัน 100 บาท/วัน มีโต๊ะทำงาน มีปลั๊กไฟ มีไวไฟ (ถ้าเข้าได้) ถูกกว่าไปนั่งร้านกาแฟอีก (ถ้าไม่รวมค่ารถ :p) นอกจากนี้ยังมีส่วนนิทรรศการ Maker Space และส่วนอื่นๆ อีก

อ้อ นอกจากที่กรุงเทพ ที่เชียงใหม่ก็มี TCDC นะ และที่ขอนแก่นก็กำลังจะเปิด (ตอนนี้มี mini TCDC อยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นอยู่แล้ว)

Visualizing power relations of actors (in Data Protection Bill)

วาดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (actor) ในกฎหมาย

This whole week I will participate in Internet Policy and Advocacy: Research Methods Workshop for South and Southeast Asia Actors at National Law University Delhi. (Nice way to spend my Songkran :p)

Shown at the bottom of this post is a presentation that I gave yesterday during the Case Study 1: The Power of Mapping Stakeholders, Decision Makers, and Implementers in Thailand’s Cyber Policy session, where we discussed examples of visualizing bills in graph (noun –verb-> noun), how this method can quickly reveal unbalanced power relations of actors(-to-be), and show why data protection mechanism in the current bill is probably structurally designed to fail.

Of course, the examples only rely on one type of source (written laws). Ideally, incorporating also data from other types of source (actual enforcement, unspoken rules, policy ethnographies, etc.) is encouraged, for a more complete picture.

Examples included Data Protection Committee relationships with National Cybersecurity Committee, Data blocking/removal mechanism from Article 20 of 2017 Computer-related Crime Act, media control after the 2014 Coup (NCPO Announcements and Orders), and the Ministry of ICT under NCPO structure.

Actor --Action-> Actor

Draw.io is a nice online drawing tool that you may like to try. No installation is required. Graph can also be drawn in a descriptive way using tools like GraphvizGephi and NodeXL.

คุยกับกระทรวงดิจิทัลเรื่องร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อวานไปสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัล ให้ข้อมูลเรื่องร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีหลายประเด็นที่เขาคุยกันในที่ประชุม ก็ไล่ไปตามหัวข้อที่ทางกระทรวงเขากำหนดมา ในช่วงท้ายก่อนจบเขามีเปิดให้พูดถึงประเด็นอื่นที่เป็นห่วงด้วย

เรื่องที่คุยกัน เช่น

  • ควรเพิ่มนิยามของคำว่า “ผู้ประมวลผลข้อมูล” (data processor) หรือไม่ แตกต่างจาก “ผู้ควบคุมข้อมูล” (data controller) อย่างไร
  • อะไรคือ Legitimate Interests ที่จะอนุญาตให้ผู้ควบคุมข้อมูลสามารถประมวลผลข้อมูลได้แม้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมไว้เมื่อคราวที่เก็บรวบรวมข้อมูล
  • มีความต้องการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ (เช่นในลักษณะ Big Data) หากได้ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกลับมาระบุตัวบุคคลไม่ได้แล้ว ยังจะต้องขอความยินยอมอีกหรือไม่ (เรื่องนี้เคยพูดไปบ้างแล้ว โดยยกตัวอย่างข้อมูลสุขภาพ อ้างงานของ Sweeney (2000))
  • จะทำอย่างไรกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาก่อนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลประกาศใช้ – ให้ใช้ต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องขอความยินยอมใหม่? หรือต้องขอใหม่? หรือกำหนดระยะผ่อนผันให้ใช้ได้ไประยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าพ้นช่วงนี้แล้วไม่ได้รับความยินยอมใหม่ ก็ต้องหยุดใช้และทำลายข้อมูลทิ้ง?
  • การกำหนดข้อยกเว้นหรือกำหนดให้กิจการใดที่ไม่อยู่ใต้บังคับของกฎหมายนี้
  • หลักการของ EU General Data Protection Regulation และ APEC Privacy Framework รวมถึง APEC Cross Border Privacy Rules (CBPR) system

และมีอีกบางประเด็นที่ไม่ได้คุยระหว่างประชุม แต่กลับมาค้นเพิ่ม เช่นนิยาม “profiling” ของ GDPR และการพรางข้อมูล (data masking/data obfuscation)

เอกสารนี้รวมความคิดเห็นบางส่วนของผมที่ได้อภิปรายไปเมื่อวาน (4 เม.ย. 2560) และเขียนเพิ่มเติมเพื่อส่งให้กับทางกระทรวงเป็นเอกสารอีกครั้งในวันนี้ (5 เม.ย. 2560) การแบ่งหัวข้ออิงตามคำถามที่กระทรวงถามมา และเพิ่มบางประเด็นที่ผมเห็นว่าแม้ไม่ได้ถามก็ควรอธิบายประกอบไปด้วยเพราะสำคัญ เช่น การออกแบบโครงสร้างคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งผมมองว่าตามร่างปัจจุบันคณะกรรมการจะไม่เป็นอิสระและจะทำงานไม่ได้ดี

ข้อมูลประกอบการนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขหรือปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …. PDF | OpenDocument Text

ใครมีความคิดเห็นอะไรกับตัวร่าง (ขณะนี้ใช้ร่างฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว เรื่องเสร็จที่ 1135/2558ในการพิจารณา) ก็ส่งความคิดเห็นไปได้ที่ คณะทำงานร่างแก้ไขกฎหมาย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม — ทางคณะทำงานแจ้งว่าทางเขามีกำหนดส่งเรื่องออกไปภายในเดือนเมษายนนี้ ก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วครับ

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลไทย จะเดินตามโมเดลไหนดี: สหภาพยุโรป หรือ เอเปค?

เวลาคุยกันว่า ประเทศไทยควรจะเลือกเดินตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ EU (สหภาพยุโรป) หรือ APEC (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก) ก็มักจะมีคำอธิบายว่า ของ EU นั้นเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ของ APEC มองเรื่องเศรษฐกิจนะ (แล้วโน้มน้าวโดยนัยว่า ไทยน่าจะมองเรื่องเศรษฐกิจก่อน ตอนนี้เศรษฐกิจแย่)

ผมก็เคยอธิบายแบบเร็วๆ อย่างนั้นเหมือนกันนะ คือในแง่ที่มามันก็น่าจะทำนองนั้น

แต่ไม่ได้หมายความว่ากรอบกฎหมายของ EU มันไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจเลย มันก็คิดในทุกมิติ เศรษฐกิจก็เป็นหนึ่งในนั้น นวัตกรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็ใช่ (เอาจริงๆ ก็พอพูดได้ว่า EU นี่เริ่มต้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ย้อนไปสมัยประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป)

เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง สิทธิมนุษยชนกับเศรษฐกิจทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลที่มันต้องตั้งอยู่บนฐาน “ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน”

ถ้าเอาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่สนสิทธิมนุษยชนเลย ลองดูอุตสาหกรรมอาหารทะเลสิ ตอนนี้เป็นยังไง พอจะโดนแบนจริงๆ ก็ต้องรีบมาทำให้มันได้มาตรฐานอยู่ดี ตลาดที่เสียไปแล้วบางส่วนก็เสียไปเลย

การมีมาตรฐานด้านสิทธิที่ดี ก็เพื่อให้คู่ค้าของเราไว้ใจเรา เชื่อใจเรา ว่าเราให้ความสำคัญกับคุณค่าที่เขาให้ความสำคัญ มันแยกกันไม่ขาด

….

อีกประเด็นคือ ของ EU ที่เราคุยกันเนี่ย อันนึงคือ General Data Protection Regulation (Regulation (EU) 2016/679) กับอีกอันคือ Directive (EU) 2016/680 ซึ่งทั้งคู่เพิ่งออกมาเมื่อปีที่แล้ว (2016 และจะมีผลบังคับใช้ในปี 2018)

ในขณะที่ APEC Privacy Framework ออกเมื่อปี 2005 (เริ่มร่างปี 2003 adopted ปี 2004 แต่ finalized ปี 2005)

ตอนปี 2005 นี่โลกเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างไรบ้าง?

  • hi5 กำลังเริ่มเป็นที่นิยม (ตั้งปี 2004)
  • MySpace เป็นสื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่ง (ตั้งปี 2003)
  • Facebook เพิ่งตั้งได้ปีเดียว (2004) แต่ยังจำกัดสมาชิกอยู่เฉพาะนักศึกษาในสหรัฐ (เปิดให้ลงทะเบียนทั่วไปปี 2006)
  • Gmail ก็เพิ่งเปิดให้บริการแบบจำกัดได้หนึ่งปีเหมือนกัน (2004) ต้องมี invite ถึงจะสมัครได้ และกว่าจะเปิดให้บริการทั่วไปก็ปี 2009
  • โทรศัพท์ “สมาร์ตโฟน” ในตอนนั้นคือ Nokia รุ่น 9300i (ประกาศพ.ย. 2005 วางขายจริง ม.ค. 2006) ระบบปฏิบัติการ Symbian 7.0S หน่วยความจำ 80 MB เบราว์เซอร์รองรับ HTML 4.01 กับ WML 1.3 ราคาเกือบสามหมื่น
  • ยังไม่มี iPhone (ออกปี 2007)
  • ยังไม่มี Google Android (กูเกิลซื้อบริษัทแอนดรอย์มาปี 2005 แล้วเอามาพัฒนาต่อ แล้วออกรุ่นแรกในปี 2008)
  • ยังไม่มี Line (ออกปี 2011)
  • ยังไม่มี Amazon Web Services (เริ่มปี 2006)

คือหยิบมือถือของเราขึ้นมาดูนี่ แทบไม่มีอะไรที่มีมาก่อนปี 2005 เลย หรือถ้ามีก็เปลี่ยนสภาพไปจนจำไม่ได้แล้ว พวกคอนเซปต์อย่าง cloud อะไรนี่ สมัยนั้นยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายในทางการค้าเลย (เมื่อก่อนเรียกในชื่ออื่น เช่น utility computing)

ซึ่งพอเป็นแบบนี้ มันก็ลำบากอยู่เหมือนกัน ที่จะคาดหวังให้กรอบกฎหมายจากปี 2005 อย่าง APEC Privacy Framework มันจะมาเห็นประเด็นอะไรในปัจจุบันแบบละเอียดๆ คือสมัยนั้นมันยังไม่มี (เอาจริงๆ มันก็พอมี เช่น APEC Cross-border Privacy Enforcement Arrangement จากปี 2010 แต่เราไม่ยอมอ้างกัน ไปอ้างแต่ของเก่า)

ในขณะที่ตอนร่าง General Data Protection Regulation ของ EU มันก็มีกรณีศึกษาอะไรให้สรุปเป็นบทเรียนเยอะแล้ว โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและการประมวลผลข้อมูลที่มันเปลี่ยนไปอย่างมากในทศวรรษที่ผ่านมา เขาเลยปรับปรุงออกมาแบบนี้

ถ้าไทยจะมีกฎหมายใหม่ ก็ควรคิดถึงอนาคตไหม ไม่ใช่เอาวิธีคิดจากเมื่อ 12 ปีที่แล้วมาใช้ ประกาศปุ๊บ ล้าสมัยทันที เสียเวลาไหม

 

ภาพประกอบ: Nokia 9300i จาก Nokia Museum