masked rider

ช่วงนี้เปื่อยอยู่ครับ เป็นหวัด ไข้ ไอ

เปิดคอมตอบอะไรได้ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ แต่ทำงานยาว ๆ ไม่ได้เลย ปวดหัว

ไปไหนมาไหน ก็ดูจะมีคนป่วยเยอะเหมือนกัน ไอค๊อกแค๊ก

เป็นตั้งแต่กลับจากฮ่องกง (ไปเที่ยวปีใหม่กับที่บ้าน) ไม่รู้จะเป็นหวัดนกรึเปล่า ฮี่

ตอนอยู่ที่นั่น เห็นคนใส่ผ้าปิดปากเดินไปเดินมา ตอนแรกเราคิดว่าเขาคงใส่เพราะกลัวติดหวัดจากคนอื่น ฮ่องกงมันเสี่ยง เคยระบาด
พี่สาวบอก ไม่ใช่ เขาใส่เพราะเขากลัวจะเอาหวัดไปติดคนอื่นตะหาก
เอ้า เหรอ เราเพิ่งรู้

แล้วก็นึกได้ว่า ตอนไปงานประชุม SNLP 2007 ก็มีคนญี่ปุ่นคนนึงใส่เหมือนกัน ตอนแรกก็นึกว่าอะไร อ๋อ เป็นหวัด วันที่สองหายดีก็ไม่ใส่แล้ว

เป็นเรื่องที่ดีแฮะ ในใจคิดตอนที่คุยกับพี่สาว
แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาใส่เองในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

กลับมาใหม่ ๆ ก็แค่ครั่นเนื้อครั่นตัวเฉย ๆ สักพักเริ่มปวดหัว มีน้ำมูก
ไม่กี่วันก็เริ่มไอ

พอไอไปได้วันสองวัน ก็เลยตัดสินใจ ไปเซเว่น ซื้อผ้าปิดปากมาใช้บ้าง

กลัวคนใกล้ตัวติดน่ะ พ่อนี่ก็ไออยู่ ไม่รู้ติดจากผมไปรึเปล่า

วันแรกที่ใช้ก็เขิน ๆ ไม่เคยทำ แต่ตอนนี้เฉย ๆ ละ
ที่เพิ่มขึ้นมาน่าจะเป็นเรื่องตอบคำถามบางคนที่เจอมากกว่า ว่าใส่ทำไม
อย่างวันนี้ที่ประชุม Thai Studies ผู้นำเสนอก็แซวขำ ๆ
(ประมาณว่า “ผมรู้สึกแปลก ๆ มีคนใส่หน้ากากตรงนั้น มันเหมือนเค้ารู้อะไรที่ผมไม่รู้” – -“)

ไปนอนดีกว่า

(งานอะไรที่ค้าง ๆ อยู่ จะทยอย ๆ ส่งไปนะคร้าบ)

technorati tags:
,

Published by

bact

bact' is a name

7 thoughts on “masked rider”

  1. เรื่องนี้เคยรู้มานานแล้ว ตัวเองก็คิดอยากทำเหมือนกันแต่ไม่เคยชิน (เหมือนแรกๆ ที่ต้องสวมหมวกนิรภัย) สนใจเรื่องวัฒนธรรมตรงนี้เหมือนกัน ว่าทำไม ซึ่งบ้านเราไม่มี

  2. ที่เยอรมันเขาก็คิดกันอย่างนี้ครับ คือหยุดงานไม่ไปทำงานเพราะเป็นไข้หวัด เพราะกลัวจะไปติดคนอื่น หน้าหนาวทีก็ต้องฉีดยากันไข้หวัดที ลำบากจริง ๆ อยู่ฮัมบวร์กหลายปี มีอยู่ช่วงหนึ่งคนป่วยเป็นไข้ที่มีอาการท้องเสียด้วยกันครึ่งเมือง คนหายหมดเหมือนเมืองร้างเข้าใจว่าเมืองที่มีแสงแดดน้อย ชื้อโรคมันระบาดไปกว้างและรุนแรงมากกว่า ในประเทศไทย

  3. ตอนนี้ไอน้อยลงแล้ว ไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วย ก็เลิกใส่แล้วอาจารย์และพี่ ๆ ที่มหาลัยก็ทักเหมือนกัน อาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ทุกคนก็เห็นดีเห็นงามด้วย ว่าน่าทำเห็นด้วยกับ พ่อหมาอ้วน ว่า ที่เยอรมนีและแถวนั้น มันบรรยากาศน่าป่วยไข้จริง ๆ โดยเฉพาะหน้าหนาว น้ำมูกซึม ๆ กันเป็นเดือน ๆคนเยอรมันก็หยุดกันจริง ๆ ป่วยหน่อยนึง หยุดเลย คนมีลูกนี่ยิ่งวุ่นวาย เพราะตัวเองป่วยก็ต้องหยุด ลูกป่วยก็ต้องหยุด เพราะต้องอยู่เป็นเพื่อนลูกที่บ้าน (อาจารย์ที่ปรึกษาผมนี่บ่อยมากช่วงหน้าหนาว ลูกเค้ายังเล็ก ๆ ทั้งสองคน)

  4. tee: อืม ผมว่า "วัฒนธรรมคิดถึงคนอื่น" บ้านเราก็น่าจะเคยมีนะ แต่อาจจะน้อย ๆ ลงไปในปัจจุบัน "วัฒนธรรมคิดถึงคนอื่น" นี้ ผมคิดว่าญี่ปุ่นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี (ซึ่งก็เป็นคนญี่ปุ่นนี่แหละ ที่เรามักจะนึกถึง เวลาเราเห็นคนใส่หน้ากาก — ผมคิดว่า คนฮ่องกงน่าจะเพิ่งมาใส่กัน ก็ตอน SARS นี่แหละ ด้วยความจำเป็น)

  5. หรืออาจจะเป็นว่า เมื่อก่อนเวลาเราป่วย เราก็ไม่ออกไปไหนอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องคิดถึงตรงนี้นักส่วนคนญี่ปุ่น คนฮ่องกง ที่บ้านเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องออกจากบ้าน ก็เลยต้องคิดถึงตรงนี้ผมก็เดาไปเรื่อย(แต่บ้านคนฮ่องกงเล็กจริง ๆ ห้องเช่าห้องเดียวเล็ก ๆ อยู่กันทั้งครอบครัวใหญ่ พ่อแม่ลูก ญาติ อาม่า 8 คน 10 คน เรื่องปกติ)

  6. "วัฒนธรรมคิดถึงคนอื่น" อืมถึงจะเคยมีผลสำรวจว่าบ้านเราจิตสาธารณะต่ำ แต่อย่างน้อยกลุ่มคนที่คิดถึงคนอื่นมีไม่น้อยเลยในสังคมไทย แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังไม่ทำอยู่ดีในกรณีนี้(คิดว่านะ) คงติดเป็นคำถามคาใจต่อไป วันไหนลูกถามคงต้องมาค้นหาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็ต้องไปถามอาจารย์นิธิ 🙂

Leave a Reply