“ออกไป! ออกไป!” เมื่อคนซานฟราน ชัตดาวน์รถรับส่งพนักงานของกูเกิล

คนซานฟรานทนไม่ไหว บริษัทเทคโนโลยีบุก ทำบ้านแพง ขนส่งมวลชนพัง ผู้เช่าเดิมถูกไล่ ธุรกิจท้องถิ่นต้องปิดตัว

Tech workers vs. The rest of the City

คนท้องถิ่นมองว่าพนักงานของบริษัทเหล่านี้แทบไม่ได้มอบอะไรกลับให้กับท้องถิ่นเลย เช่น บริการอาหารและซักรีดบริษัทอย่างกูเกิลก็จัดหาให้พนักงานฟรี ตลาดที่คนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปก็เป็นตลาดหรูๆ เก๋ๆ ที่คนท้องถิ่นไม่ได้ขายของ

กฎหมายปัจจุบันหลายอย่างเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเทคโนโลยีและพนักงานของบริษัทเหล่านี้ที่มีกำลังซื้อสูงกว่า เช่นการยกเว้นภาษีกิจการเทคโนโลยี หรือ Ellis Act ที่อนุญาตให้ผู้ให้เช่ายกเลิกสัญญากับผู้เช่าได้ แม้ผู้เช่าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม โดยเปิดช่องว่า ผู้ให้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาได้หากกำลังจะเลิกกิจการ – ผู้ให้เช่าสามารถ “กำลังจะเลิกกิจการ” ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

หลายปีที่ผ่านมามีคนถูกไล่ออกจากบ้านเช่าก่อนหมดสัญญาจำนวนมากเพราะเจ้าของจะปล่อยให้ผู้เช่ารายใหม่ที่จ่ายแพงกว่า

เมื่อบ้านก็แพง ธุรกิจท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ ทำให้คนท้องถิ่นจำเป็นต้องย้ายออกเป็นจำนวนมาก

ที่น่าโมโหสุดในสายตาคนท้องถิ่นคือ บริษัทเทคโนโลยีอย่างกูเกิล แอปเปิล และบริษัทอื่นๆ จัดรถชัตเติลบัสรับส่งพนักงานของตัวเอง และใช้ป้ายรถเมล์สาธารณะเป็นจุดจอดรับส่ง ซึ่งนอกจากจะทำให้บ้านละแวกป้ายรถเมล์แพงขึ้น 20% แล้ว ยังทำให้รถเมล์ของรัฐทำกำไรไม่ได้ และส่งผลต่อการเดินทางของคนที่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทเหล่านี้หรือไม่ได้เดินทางไปทำงาน

ชาวซานฟรานที่ไม่พอใจ ออกมาปิดการเดินรถรับส่งพนักงาน

“Public $$$$, Private Gains”

สถานะทางกฎหมายของรถบัสเอกชนเหล่านี้ยังคลุมเครือ และหลายคนก็ไม่พอใจที่นอกจากบริษัทเอกชนจะมาใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ตัวเองไม่ได้ลงทุนแล้ว ยังจะสร้างผลกระทบต่อคนท้องถิ่นอีก

ทุกๆ วัน มีรถบัสของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จอดที่ป้ายรถเมล์ของซานฟรานฯ ประมาณ 7,100 ครั้ง โดยไม่มีใบอนุญาตจอด (แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ไม่ได้ว่าอะไร) ทำให้รถเมล์ปกติที่จะเข้าจอดต้องล่าช้า และรถบัสเหล่านี้ไม่ได้จ่ายค่าบำรุงรักษาป้ายและระบบช่องทางรถเมล์ให้กับเมือง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นซานฟรานซิสโกกำลังจะลงคะแนนรับ/ไม่รับร่างกฎหมายที่จะทำให้รถบัสดังกล่าวถูกกฎหมาย และให้รถบัสเหล่านี้ทุกคันต้องจ่ายเงิน 1 เหรียญทุก 1 ป้ายที่จอด ให้กับขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโก มีการคำนวณว่าขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโกจะได้รับเงินประมาณ 1.5 ล้านเหรียญต่อปี แต่เงินจำนวนนี้อย่างมากก็จะครอบคลุมเฉพาะต้นทุนในการดำเนินงาน และจะไม่ทำให้ขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโกมีกำไรไปปรับปรุงบริการอะไรเพิ่มได้

ที่ร้ายคือ เพิ่งจะมีบันทึกจากฝ่ายการเดินทางของกูเกิลหลุดออกมา เชิญชวนพนักงานกูเกิลไปแสดงความเห็นสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยในบันทึกมีสคริปต์คำพูดให้พนักงานเอาไปใช้ได้ด้วย ว่าควรจะพูดอย่างไรถึงจะดูดี เช่นบอกว่า ถ้าไม่มีรถบัสก็คงต้องขับรถและจะทำลายสิ่งแวดล้อม หรือพวกเขาสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่นอยู่เรื่อยๆ

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดน่าดู ถึงขนาดกูเกิลต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองรถชัตเติลบัสของตัวเอง หลังจากเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปีที่แล้ว (2556) คนซานฟรานจำนวนนึงไปปิดล้อมรถของกูเกิล

เดินไปไหนย่อมมีรอยเท้า แต่บริษัทพวกนี้ตัวใหญ่ไปหน่อย ตีนเลยหนัก แถม “เผลอ” ไปเดินบนหัวชาวบ้านด้วย

ข้อมูลจากแคมเปญ “Heart of the City” — เผยแพร่ครั้งแรกที่ ประชาไท บล็อกกาซีน)

#MRT และ #BTS ต้องมีจุดขายตั๋วนอกสถานี — เพิ่มความเร็ว ลดความ #fail

ทั้ง MRT และ BTS (รวมไปถึงขนส่งมวลชนอื่นๆ) ควรจะมีจุดซื้อตั๋วที่อยู่นอกตัวสถานีได้แล้วครับ

ซื้อตั้งแต่หน้าสถานีชั้นผิวถนน ซื้อที่ร้านสะดวกซื้อ ซื้อทางไปรษณีย์ เติมเงินตั๋วที่ตู้เอทีเอ็มหรือทางออนไลน์ ฯลฯ

ทำไงก็ได้ให้คนไปต่อแถวในสถานีน้อยที่สุดครับ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้ว

ปล่อยให้สถานีอย่างอโศกมันวายป่วงแบบทุกวันนี้มาหลายปีได้ยังไง ไม่เข้าใจ

แล้วถ้ามันไม่ไหวแล้ว ต้องโฟลว์คนให้ได้มากกว่านี้ จัดผังใหม่ครับ เพิ่มประตูเข้าออก เอาตู้ขายตั๋วไปวางตรงอื่นได้ไหม เอาร้านค้าไปไว้ที่อื่นได้ไหม ทำไงให้หน้ากว้าง (=bandwidth) ที่คนจะเคลื่อนเข้าออกได้ มันกว้างที่สุด

ถ้าระยะเวลารอซื้อตั๋วรอเข้าระบบ มันนานกว่าการเดินไปอีกสถานี ก็ #fail แล้วครับ

ปัญหาของคนเมือง

ดูจากที่เพื่อนเฟซหลายคนแชร์ๆ มีคนจำนวนหนึ่ง

อยากได้รถไฟดีๆ + ไม่สนับสนุนให้กู้เงิน + อยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะ .. พร้อมๆ กัน

จะเอาเงินจากไหนครับ?

ผมว่าข้อเสนอให้การรถไฟ “ยก” พื้นที่มักกะสันทั้งหมดเป็น “พื้นที่สีเขียว” “ปอดของเมือง” “สวนสาธารณะ+พิพิธภัณฑ์” ฯลฯ มันเห็นแก่ตัวนะ

คือคนกรุงเทพแน่นอนว่าจะได้ต้นไม้ ได้อากาศที่ดีขึ้น ได้พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ศิลปวัฒนธรรม … แล้วคนที่เหลือของประเทศได้อะไร? ถ้าคิดถึงว่านี่มันเป็นโอกาสที่การรถไฟจะใช้พลิกฟื้นตัวเองได้ เพื่อให้บริการคนทั้งประเทศ

ของที่การรถไฟพอจะใช้ฟื้นตัวเองได้ ก็มีที่ดินนี่แหละครับ ที่จะพัฒนาหาเงินหาทองมาใช้ได้

(ใครที่คิดว่า BTS โดยคีรี กาญจนพาสน์ อยู่ในธุรกิจขนส่งมวลชนนี่คิดผิดนะครับ BTS นี่วางตัวเองอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชัดๆ และกำลังเข้าไปอยู่ในตลาดมาร์เก็ตติ้ง ขายข้อมูลพฤติกรรมคนใช้บัตรหนูด่วน)

ข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลที่สำหรับพื้นที่มักกะสันคือ ให้หน่วยอื่นๆ ในเมืองเข้าไปร่วมเสนอกำหนดนโยบายการใช้พื้นที่ ว่าจะวางอะไรเท่าไหร่

มีพื้นที่ช็อปปิ้งเท่านี้ สำนักงานเท่านี้ สำหรับระบบขนส่งมวลชนเท่านี้ ต้องคิดเรื่อง universal design นะ จะมีพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ บำบัดของเสียยังไง มีพื้นทีสาธารณะเท่าไหร่ สันทนาการ บันเทิง ศิลปวัฒนธรรม ก็กำหนดเป็นสัดส่วน ทำเป็นผังมา แล้วจะทำยังไงให้ไม่กระทบพื้นที่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การจราจร การแย่งใช้สาธารณูปโภค

แต่จะเอาทั้งหมดเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์นี่ก็เกินไปครับ (พูดต่อให้สุดไปอีก พิพิธภัณฑ์นี่ต้องมีงบผูกพันดูแลอีก ถ้าจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องแสดงงานของเอกชนก็โอเค แต่จะเอาเงินรัฐบาลกลางอีก พี่ครับ พี่ให้จังหวัดอื่นบ้างเหอะ)

คือถ้าใครจะ critical กับที่ดินการรถไฟมากๆ ว่าเป็น “ของหลวง” ต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้ ก็อยากจะให้ทำแบบเดียวกับที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินจุฬา ที่ดินวัด ที่ดินทหาร อะไรพวกนี้ด้วยน่ะครับ เอากองพลทหารม้า ม.2 ออกไปนี่ ย่านสนามเป้ามีปอดเบ้อเร่อเลยครับ

ถ้าจะติดป้ายแคมเปญของไทยใน change.org ตอนนี้ ด้วยคำหนึ่งคำ: “first world problem”

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก

เมื่อเท้าเราเหยียบอยู่บนกระเบื้องปูถนนที่หลุดร่อน เมืองที่เราสัมผัสเป็นแบบหนึ่ง
เมื่อตัวเราอยู่ในรถและมองออกไป เมืองที่เราเห็นก็เป็นอีกแบบ

ความรู้สึกกับเมืองที่ 60 กม./ชม. ย่อมต่างไปจากความรู้สึกกับเมืองที่ 4 กม./ชม.

“windshield perspective” หรือมุมมองจากกระจกหน้ารถ เป็นคำอธิบายหนึ่งในแวดวงผังเมือง ว่าทำไมเมืองหลายเมืองในโลกนี้ที่ถูกสร้างหรือพัฒนาขึ้นใหม่หลังการปฏิวัติรถยนต์ จึงมีสภาพที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินถนนเอาเสียเลย

สถาปนิกและนักนโยบายสาธารณะที่มองความเป็นไปของเมืองจากรถยนต์ของพวกเขา

ทางเท้าที่สวยงาม ด้วยพุ่มไม้และน้ำพุ เมื่อมองจากกระจกรถ — เครื่องประดับประดาเดียวกันนี้คือสิ่งกีดขวางบนทางเท้า

“windshield perspective” — a point of view in which people on the other side of the glass are somehow always responsible for everything that happens to them.

ความตายของคนเดินเท้านั้นเป็นเพราะความโง่งี่เง่าของพวกเขาเอง

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก

เราวาดพื้นที่สาธารณะ

ในตอนที่ NASA ส่งแผ่นอลูมิเนียมซึ่งมีจารึกรูปหญิงชาย ออกไปกับยาน Pioneer 10 และ 11 มีคนจำนวนหนึ่งบอกว่า NASA กำลังส่งรูปโป๊ไปอวกาศ – ศีลธรรมของมนุษย์วิ่งออกไปได้ถึงสุดขอบจักรวาล

Pioneer plaque

เปียโนบนถนน – ทางม้าลายในวอร์ซอว์ โปแลนด์
Piano crossing in Warsaw, Poland

บันไดเปียโน ที่สถานีรถไฟใต้ดินที่สต็อกโฮล์ม สวีเดน – เดินแล้วมีเสียง คนเมินบันไดเลื่อน เดินแล้วสนุกกว่า

กำแพงคือวิหารของศิลปินข้างถนน – งานกราฟิตี้ชิ้นใหม่จาก Banksy
Street cathedral by Banksy

เราวาดพื้นที่สาธารณะได้เอง

เริ่มที่การเดิน – Walking in the City


* รูปประกอบจาก วิกิพีเดีย, redpolkadot, และ Street Art Utopia วิดีโอโดย The Fun Theory

เมื่อหยุด เมื่อเพลงชาติบรรเลง

เพื่อเป็นการไม่กีดขวางการสัญจรผู้ร่วมใช้เส้นทาง ผู้ประสงค์ยืนเคารพธงชาติ กรุณายืนชิดขวาด้วยครับ 🙂

จากใจคนเดินถนน

technorati tags:
,
,

Putting Pedestrian First

ปรับปรุง: 2009.08.22 @poakpong ได้ไปแจ้งที่ป้อมแล้ว (ซึ่งคราวนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่) และทางเจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการต่อแล้ว …แต่ก็ยังมีประเด็น

บ่ายวันพฤหัสที่ผ่านมา รอข้ามถนนตรงแยกบางลำพู และพบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะรอ

อดไม่ไหว ขอถ่ายเก็บมาดูหน่อย โกรธ

ระหว่างถ่าย ก็ได้โอกาสเก็บภาพรถราที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย วิ่งฝ่าทางม้าลายตลอดเวลา แม้ไฟคนข้ามจะเขียวอยู่ แม้จะมีคนกำลังข้ามอยู่

เมืองเป็นที่อยู่ของคน
คนก่อน รถทีหลัง
คืนถนนให้คนเดินเท้า!
Putting Pedestrians First

technorati tags: , ,

No more wait. We do it ourselves.

เมื่อเจ้าหน้าที่ในโทรอนโตล้มแผนที่จะขยายช่องทางจักรยานในเมือง กลุ่มนักปั่นนิรนามจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ทางเมืองไม่ทำ.
ด้วยสีและอุปกรณ์ครบมือ พวกเขาทาสีช่องทางจักรยานเองบนถนน Bloor Street ถนนสำคัญสายหนึ่งของเมืองด้วยตัวเอง.


ภาพโดย Spacing Magazine (สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-nc-nd)

“ทางเมืองยืนยันมาตลอดหลายปี ว่าการทำเลนจักรยานบนถนนสายนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

“เรากล้าที่จะแตกต่าง”

พบกับกลุ่ม Urban Repairs Squad และไอเดียเปลี่ยนเมืองของคุณด้วยมือคุณเอง มีคู่มือด้วยนะ

มาเล่นกับกรุงเทพบ้างดีไหม ? :p อยากซ่อมอะไรกรุงเทพ ลองเสนอที่ IdeaBangkok.com

แนะนำบล็อก Urban Revival เกี่ยวกับการผังเมืองและวัฒนธรรมของผู้คนในเมือง

อัปเดต 2008.11.08: ถ้าเข้าไปดูรูปในบล็อก Urban Repairs Squad บางรูปบนผิวถนนจะเห็นเครื่องหมายอินธนู >> อยู่บนเครื่องหมายจักรยาน อันนั้นคือเครื่องหมายที่บอกว่า “ช่องทางนี้ใช้ร่วมกัน” (รถยนต์กับจักรยาน) —
shared lane marking หรือ sharrow

[ ผ่าน GOOD ]

technorati tags:
,
,

social problems in Old Town Rome, lecture by Michael Herzfeld

เชิญร่วมการบรรยายพิเศษ

“ปัญหาสังคมในเขตเมืองเก่า: กรณีศึกษากรุงโรม”

โดย ศ.ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ (Michael Herzfeld) ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2551 13:00-16:00 น.
ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ตึกคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ศูนย์รังสิต

ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ เป็นศาสตราจารย์มานุษยวิทยา และภัณฑารักษ์ชาติพันธุ์วิทยายุโรปประจำพิพิธภัณฑ์พีบอดี ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, ที่ซึ่งเขาสอนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1991. หัวข้อวิจัยที่สนใจได้แก่ ทฤษฎีสังคม, ประวัติศาสตร์ของมานุษยวิทยา, social poetics, การเมืองของประวัติศาสตร์, ยุโรป (โดยเฉพาะกรีซและอิตาลี) และประเทศไทย. สำหรับประเทศไทยไมเคิลมีผลงานเด่นคือการศึกษาชุมชนป้อมมหากาฬในกรุงเทพ.

technorati tags: ,,

rent a house = high mobility ?

เวลานั่งรถไฟฟ้า นั่งรถไปไหนมาไหน มองเห็นตึกแถวใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เยอะแยะมากมายในกรุงเทพ

ตึกแถวต่าง ๆ น่าจะมีการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากว่านี้ จะได้ไม่ต้องสร้างตึกใหม่ให้เปลืองทรัพยากร
ทำเป็น mixed use ซะ ใช้หลายประสงค์ ถือครองร่วมกันหลายคนหลายครอบครัวหรือเจ้าของตึกแบ่งเช่า

ชั้นล่างให้เช่าเป็นร้านค้า/สำนักงาน
ชั้นบน ๆ แบ่งชั้นให้แต่ละครอบครัวเช่า
ชั้นดาดฟ้าบนสุดใช้ร่วมกัน เป็นลานซักล้าง-ตากผ้า
หรือถ้าตึกข้างเคียงจะตกลงเปิดดาดฟ้าต่อกันก็ได้-ทำเป็นลานนั่งพักผ่อน/ทำกิจกรรม (ข้างล่างไม่มีที่)

ถ้าจะทำ ต้องปรับปรุงเรื่องประตูเข้าออก ทางขึ้นลง ให้สะดวกกับทุกฝ่าย

แบบนี้ ตึกแถวห้องหนึ่งอาจอยู่ได้ถึงสามสี่ครอบครัวเล็ก ๆ ตามลักษณะครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ในเมือง

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้เรื่องข้างบนเป็นไปได้มากขึ้น คือ
ค่านิยมเรื่อง “เช่าบ้าน = ไม่มั่นคงในชีวิต”
น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” มี mobility เคลื่อนย้ายสะดวก
ซึ่งน่าจะเหมาะกับลักษณะชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า ที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง (ทั้งจากการย้ายองค์กร หรืออยู่ในองค์กรเดิมแต่ต้องเดินทางเปลี่ยนที่ทำงาน) ทั้งตอบสนองความต้องการที่จะมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อความสะดวก ลดค่าเดินทาง ประหยัดเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต (สามารถย้ายบ้านตามที่ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องห่วงเรื่องซื้อขายบ้าน หรือทำสัญญาระยะยาว)

นอกจากนี้ ความคล่องตัว-ไม่ติดกับพื้นที่ น่าจะช่วยเรื่องการย้ายถิ่นฐาน/โยกย้ายบุคลากรที่ขาดแคลนในเขตนอกศูนย์กลาง (กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) เพิ่มโอกาสกระจายงาน กระจายความเจริญได้ด้วย — ไม่ทำให้เมืองหลวงหรือหัวเมืองมันโตเกินไป ซึ่งนำมาสู่ปัญหาการจัดการต่าง ๆ เช่นสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สร้างยังไงก็ไม่ทัน เช่นที่เชียงใหม่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ (ไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพ)

ไม่ใช่ว่า ก็ทรัพยากรบุคคลมันอยู่ในกรุงเทพ (หรือหัวเมือง) ย้ายเข้าออกไม่สะดวก บริษัทก็เลยต้องมาตั้งอยู่ในกรุงเทพ แล้วพอบริษัทต่าง ๆ มากระจุกอยู่ในกรุงเทพ คนข้างนอกก็ต้องย้ายเข้ามาเพิ่มอีก เพราะนอกกรุงเทพไม่ค่อยมีงาน ทรัพยากรบุคคลทั้งหลายก็เข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ บริษัทต่าง ๆ จะตั้งบริษัท จะขยายงาน ขยายสาขา ก็ต้องอยู่ในกรุงเทพอีกนั่นแหละ ไปที่อื่นมันไม่มีคน ก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหาง ไก่กับไข่

เรื่อง workforce mobility หรือความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เป็นนโยบายของสำคัญของการสร้างและรักษาความมั่งคงของสหภาพยุโรป ไม่ให้ความเจริญมันเหลื่อมล้ำ พอคนย้ายได้ง่าย งานก็ย้ายได้ง่ายด้วย ปลดล็อกงูกินหาง

เอกสาร Mobility in Europe [pdf]
โดย มูลนิธิยุโรปเพื่อการปรับปรุงสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต
Eurofound – European Foundation for the Improvement of Living and Working Conditions

ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เกี่ยวหลายเรื่อง
แม้ที่เด่นเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน
แต่เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการใช้ชีวิตของแรงงานก็สำคัญ ที่พัก (สัญญาขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ราคาพอรับไหว ไม่ผูกมัดเกิน) ระบบขนส่ง (เมือง-รอบนอก / งาน-ที่พัก) ภาษา (กรณีพูดต่างภาษาควรสื่อสารภาษากลางกันได้) วัฒนธรรม (ที่อดทดอดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่คลั่งชาติ เปิดใจรับความแตกต่าง) คือแรงงานก็เป็นคนน่ะ
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานดี ๆ แล้ว ก็อยากได้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ดี ๆ เช่นกัน

สภาพที่ปราถนา เพื่อเมืองที่มีชีวิต live life :
ที่อยู่อาศัยย้ายเข้าออกคล่องตัว – ระบบขนส่งสะดวก – สื่อสารภาษากลางได้ – วัฒนธรรมเปิดกว้างรับความแตกต่าง
สองอันหลังสำหรับการจะเป็นเมืองระดับภูมิภาค/นานาชาติ

ที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางโน่นนี่ เป็น hub จะดันเมืองนั้นเมืองนี้เป็นเมืองระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ
แต่ทุกอย่างมันก็ต้องอาศัยคนด้วย ทั้งคนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ
จะเป็น hub แต่เขาเดินทางเข้ามาทำงาน/ใช้ชีวิตไม่สะดวก ใครเขาจะอยากมา
แล้วจะเป็น hub ได้ยังไง ? จะมีเมืองศูนย์กลางหลาย ๆ เมืองได้ยังไง ? (แนวคิด mobility นี้ไม่ได้ปฏิเสธเมืองศูนย์กลาง แต่ปฏิเสธการมีศูนย์กลางแต่ที่เดียว อะไร ๆ ก็อยู่ในเมืองนี้ – เช่นกรณีกรุงเทพ)

ในแง่สิทธิโดยทั่วไป-ไม่ได้เจาะจงเรื่องแรงงาน เรื่อง mobility นี้เกี่ยวกับ สิทธิในการเดินทาง/เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย mobility rights / rights to travel / freedom of movement

เฮ้ย เริ่มจากตึกแถว มาจบที่เรื่องสิทธิได้ไง

ย้อนกลับไปใหม่ คิดว่า “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” ไหม ?

กลับไปทำงานต่อดีกว่า

ปรับปรุง 2008.07.04: เพิ่มเรื่อง cosmopolitan

technorati tags:
,
,
,
,