มากกว่าการแปล, localization คือการปรับเข้าถิ่น

ผมเริ่มงานแรกหลังเรียนจบตรี ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (จริงๆ เริ่มก่อนจบน่าจะสามเดือนได้ ซึ่งงานนี่ก็เกือบทำให้ไม่จบ :p) งานที่ทำอยู่ในหมวด “software localization” หรือเรียกย่อๆ ว่า L10n (L ตามด้วยอักษรอีกสิบตัว ปิดท้ายด้วย n)

software localization ไม่ใช่แค่การแปลซอฟต์แวร์ให้ใช้ภาษาถิ่น แต่ต้องปรับให้เข้ากะท้องถิ่น (locale) ด้วย

เช่น มาตรฐานเข้ารหัสและจัดเก็บตัวอักษร (ยูนิโค้ด สมอ. ASCII JIS)

การจัดเรียงลำดับข้อมูล (เอาอะไรมาก่อนหลัง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวไหนสำคัญกว่าตอนเรียง)

ระบบปฏิทิน (ศักราช การนับวันแรกของสัปดาห์ วิธีเรียกวัน การเขียนวันที่เอาวันหรือเดือนมาก่อน วันหยุดประจำปี เวลา 24 ชั่วโมงหรือ am/pm เขตเวลา ปรับเวลาออมแสงเมื่อใด)

ระบบจำนวนและระบบนับ (เลขไทย เลขอารบิค การออกเสียงจำนวน “211 -> สองร้อยสิบเอ็ด” การรันเลขรายการ “๑) ๑.๑) ๑.๑.ก)” เครื่องหมายบอกหลัก “1,000.00 vs 1.000,00”)

หน่วยชั่งตวงวัด (อิมพีเรียลหรือเมตริก ใช้กระดาษแบบ Letter หรือ A4) หน่วยเงิน (บาท-สตางค์ ดอลลาร์-เซนต์)

รูปแบบการเขียนชื่อ คำนำหน้า ที่อยู่ ไปรษณีย์ เลขหมายโทรศัพท์

เครื่องหมาย สัญลักษณ์พื้นฐาน สี (ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ O X / อัญประกาศเปิดปิด) และอีกมาก

บางเรื่องเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เลย ไม่ต้องเข้าไปแก้ไขตัวโปรแกรม แต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องไปปรับโปรแกรมให้มันรองรับเสียก่อน

เมื่อก่อนโปรแกรมจำนวนมากถูกออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงการทำตลาดในวัฒนธรรมอื่นๆ ทำให้ยากที่จะปรับ บางทีก็ต้องแงะงัด เสียเวลามากและไม่ยั่งยืน เพราะพอโปรแกรมออกเวอร์ชันใหม่ ก็ต้องมาแงะงัดกันอีกรอบ

การทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำ localization ได้สะดวก เรียกว่าการทำ internationalization หรือ i18n เป็นการเตรียมความพร้อมให้ซอฟต์แวร์ไม่ “taken for granted” เหมารวมไปว่าสิ่งคุ้นชินทางวัฒนธรรมของโปรแกรมเมอร์นั้น คนอื่นๆ ในโลกจะใช้แบบนั้นไปด้วย

โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณภาษาโปรแกรม เครื่องมือพัฒนา และระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเขียนโปรแกรมแบบ i18n สะดวกขึ้น ซึ่งก็ทำให้ทำ L10n ได้ง่ายตามไปด้วย

ในเมืองไทย คนที่ทำเรื่องนี้มานานก็เช่น @theppitak @htk999 @untsamphan @pruet @nanusorn ทำมาตั้งแต่สมัยบุกเบิก ยังไม่มีมาตรฐานสากลเรื่องนี้มากนัก ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเองเลย คนเหล่านี้จำนวนมากมีความสัมพันธ์ในทางหนึ่งทางใดกับ NECTEC

อีกรุ่นถัดมาก็เป็น @markpeak @veer66 @kengggg @pittaya ฯลฯ ที่ทำบนฐานของซอฟต์แวร์ที่ออกแบบเรื่อง i18n มาไว้ค่อนข้างดีแล้ว และมาตรฐานอุตสาหกรรมหลายอย่างในเรื่องนี้ก็นิ่งแล้ว

จริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องซอฟต์แวร์อะไรให้ยุ่งยาก เฉพาะการแปลข้อความปกติ ในวิธีคิดแบบ L10n ก็ควรจะแปลแบบปรับเข้าถิ่น ให้สามารถสื่อความความหมายที่ต้องการไปสู่วัฒนธรรมนั้นๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลแบบตามอักษร

ภาพนี้เอามาจากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ ที่ชวนคนให้ไปใช้ SkyDrive อย่าใช้ Dropbox เลย

ในราคาเพียง $10/ปี ซึ่งอาจจะถูกกว่าค่าอาหารกลางวันอีกนะ

จะเห็นว่า เป็นการแปลแบบรักษาต้นฉบับไว้ดีมาก แต่มันไม่ลงตัวเท่าไหร่กับถิ่นไทย หน่วยเงินยังเป็นดอลลาร์ และพอแปลงตัวเลขมาเป็นบาทก็ร่วม 300 ซึ่งก็ไม่เมกเซนซ์กับราคาข้าวกลางวันในเมืองไทย (ที่สามร้อยบาทนี่คือค่าแรงขั้นต่ำ :p)

กะจะแค่แคปมาให้ดูเล่นๆ ดันเขียนซะยืดยาว ถือว่าแชร์กันละกัน

เรื่อง “taken for granted” เหมาว่าคนอื่นก็คงคิดเหมือนเรา ทำแบบเรานี่แหละ และเรียกร้องให้ผู้ใช้ปรับตัวให้เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์” ที่เราออกแบบ เป็นเรื่องที่เห็นกันทั่วไป ไม่เฉพาะในวงการซอฟต์แวร์

—-
โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’

Fuck เย็ด

ชื่อบทความวิชาการนิติศาสตร์: เย็ด

บทคัดย่อ:

บทความนี้เรียบง่ายและยั่วยุอารมณ์ดังที่ชื่อมันบอกเป็นนัย: มันสำรวจความหมายโดยนัยในทางกฎหมายของคำว่า เย็ด (fuck). จุดที่คำว่าเย็ดและกฎหมายนั้นบรรจบกันได้ถูกพิจารณาในสี่อาณาบริเวณหลัก: บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาฉบับที่หนึ่ง (ว่าด้วยสิทธิในความเชื่อและการแสดงออก), กฎข้อบังคับการกระจายเสียง, การละเมิดทางเพศ, และการศึกษา. ความเกี่ยวพันทางกฎหมายจากการใช้คำว่าเย็ดนั้นหลากหลายอย่างมากตามบริบท. แหล่งอำนาจของคำว่าเย็ดที่นอกเหนือจากทางกฎหมายได้ถูกพิจารณา เพื่อจะเข้าใจอำนาจทางกฎหมายของคำว่าเย็ดได้อย่างเต็มที่. บนฐานของการวิจัยโดยนักศัพทมูลวิทยา (etymologist) นักภาษาศาสตร์ นักพจนวิทยา (lexicographer) นักจิตวิเคราะห์ และนักสังคมศาสตร์อื่น ๆ ปฏิกริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณต่อคำว่าเย็ด สามารถอธิบายได้ด้วยสิ่งต้องห้ามทางวัฒนธรรม (cultural taboo). เย็ด เป็นคำต้องห้าม. ต้องห้ามเสียจนบังคับให้คนจำนวนมากต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง. กระบวนการทำให้เงียบนี้ ได้อนุญาตให้คนส่วนเล็ก ๆ ของประชากรทั้งหมด จัดการยักย้ายสิทธิของพวกเราโดยอ้างว่าสะท้อนเสียงส่วนใหญ่. จากนั้นสิ่งต้องห้ามจึงได้ถูกทำให้เป็นสถาบันผ่านกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ตึงเครียดกับสิทธิทางกฎหมายอื่น ๆ. ความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและสิ่งต้องห้ามนี้ ในที่สุดได้ทำให้เกิดหลักวิชา เย็ดนิติศาสตร์ (fuck jurisprudence)

คำสำคัญ: Cohen, Pacifica, First Amendment, psycholinguistics

อ่านฉบับเต็มที่:

Fairman, Christopher M., Fuck (March 2006). Ohio State Public Law Working Paper No. 59; Center for Interdisciplinary Law and Policy Studies Working Paper Series No. 39. Available at SSRN: http://ssrn.com/abstract=896790

(สนุกดีนะครับ ไม่มองกฎหมายแบบทื่อ ๆ ศึกษากฎหมายบนฐานของสังคมวัฒนธรรม ไม่ใช่ตัวอักษรแห้งกรังบนกระดาษ … เรียนจบไปเป็นเนติบริกร-อธิการบดี)

updated 2011.05.23: บทความเกี่ยวข้อง: “อัปรียศัพท์ทั้งเจ็ดกับเสรีภาพในการแสดงออก” โดย ไพร่แขนขาว ที่เว็บไซต์นิติราษฎร์

technorati tags: , , ,

We’re sick of Ministry of Culture in Thailand

We’re sick of Ministry of Culture in Thailand
a Facebook fan page of people who are sick of Thailand’s Ministry of Love.

from George Orwell’s Nineteen Eighty-Four:

The Ministry of Love (or Miniluv in Newspeak) enforces loyalty and love of Big Brother through fear, a repressive apparatus, and brainwashing.

technorati tags:
,
,

เข้านอก ออกใน วัฒนธรรมศึกษา หลังนวยุค งานหนังสือ

วันนี้ไปงานหนังสือ

ตอนไปตั้งใจว่าจะซื้อแค่เล่มเดียว คือ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 (ประชา สุวีรานนท์; สำนักพิมพ์อ่าน; 2552) (อ่านบทวิจารณ์เล่มแรก โดย สุภาพ พิมพ์ชน, @Duangruethai, @birdwithnolegs, ฯลฯ)

สุดท้ายตัดสินใจ ยังไม่ซื้อ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ด้วยเหตุอยากจำกัดงบไม่ให้บาน และคิดว่าไว้ซื้อวันหลังได้ วันนี้เลยขอเฉพาะหนังสือที่คิดว่า คงหาซื้อตามร้านที่ปกติจะไป-ไม่ได้ พวกหนังสือเก่า หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ (ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นความดีงามอย่างหนึ่ง[หรือหนึ่งอย่าง?]ของงานหนังสือ ผมได้รู้จัก สถาบันสถาปนา ก็จากงานหนังสือสมัยคุรุสภานี่แหละ เขาเอามาเลหลังลดราคา)

ได้สามเล่มนี้มา:
ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ปรัชญาหลังนวยุค

เข้านอก/ออกใน

ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ บรรณาธิการ; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; 2552)
เล่มที่ 3 ในชุด ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 เล่มนี้มีบทความของ ธีระ นุชเปี่ยม, ชาตรี ประกิตนนทการ, วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล, นิติ ภวัครพันธุ์ คิดว่าจะใช้ชิ้นของคนที่สองในงานที่กำลังเขียนอยู่ เลยหยิบ [280 บาท เหลือ 224 บาท. บูธสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โซน C ชั้นล่าง]

เข้านอก/ออกใน: รวมบทสัมภาษณ์และบทความศิลปะร่วมสมัย (พ.ศ. 2546-48) (กฤษณะพล วัฒนวันยู บรรณาธิการ; สำนักพิมพ์สเกล; 2548)
หยิบมาเพราะมันน่าอ่านด้วยก็หนึ่ง ขนาดกะทัดรัด และโดยเฉพาะว่ามันมีบทความของ นพพร ประชากุล อยู่ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เราก็พบอีกว่า นพพร เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาเล่มนี้ด้วย [195 บาท เหลือ 100 บาท. บูธวารสารหนังสือใต้ดิน โซน C ชั้นล่าง – เจอ เมธี โมเดิร์นด็อก ที่บูธนี้ด้วย]

ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่ (กีรติ บุญเจือ; สำนักพิมพ์ดวงกมล; 2545)
หลัก ๆ นี่เอามาดูศัพท์เลย มีศัพท์บัญญัติที่ไม่เคยเห็นเยอะมาก (หลังนวยุคภาพ = postmodernity !!) รวมทั้งการออกเสียง/สะกดไทยชื่อนักคิดนักเขียนชาวต่างประเทศด้วย เจอพี่ grappa บนรถไฟฟ้า เธอก็ว่าศัพท์เยอะดีนะ น่าสนใจ [250 บาท เหลือ 100 บาท. บูธร้านหนังสือเก่า โซน C ชั้นบน บนหัวผู้จัดการASTV พอดี]

พูดถึงหนังสือแล้ว เมื่อวาน ที่มหาลัย เจอเจ้านี่ บนตู้รับบริจาคหนังสือ:

บริจาคหนังสือ NetWare!

แนวทางการแก้ไขปัญหาในระบบ NetWare ครับ สุดยอด … ผมว่าน่าจะบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์นะ เอาไปเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดูที่ซ้อน ๆ กันอยู่ มี ไมโครโปรเซสเซอร์, ไมโครคอมพิวเตอร์, การอินเทอร์เฟส IBM PC ด้วย

อืม เมืองไทยมีไหมอ่ะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยากให้มีจัง

ตอนผมเรียนได้เรียน history of computing นิดเดียวเอง เป็นส่วนหนึ่งของวิชา intro to computer science ผมว่าวิชาพวกนี้สำคัญนะ ความเป็นมาในเรื่องของแนวคิดต่าง ๆ history of computing, philosophy of computer science เวลาทำอะไรมันจะได้รู้ที่มาที่ไป ทำไมปัญหาแบบนี้ถึงแก้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าก็ทำไปตาม handbook, cookbook มีแต่เทคโนโลยี ไม่มีวิทยาศาสตร์ รู้ตำรา แต่ออกนอกตำราไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตำรามันอยู่บนฐานไหน แล้วเราจะอยู่บนฐานไหน ในการโต้หรือฉีกออกไป

technorati tags: , , , ,

on the flip side of Hero

ไม่ว่าการพยายามฆ่าหรือจองล้างจองผลาญ ทักษิณ องคมนตรี หรือ สนธิ ก็น่าหดหู่พอกัน เพราะมันหมายความว่า ในสังคมเรายังมีคนคิดว่า การกำจัดคนหนึ่งคนออกไป จะสามารถแก้ปัญหาอะไรได้

แต่ความคิดนี้คงไม่แปลกอะไร ในสังคมง่อยเปลี้ย-ธุระไม่ใช่-ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง ที่เรียกหา ฮีโร่-พระเอกขี่ม้าขาว อยู่ตลอดเวลา (ไม่ว่าจะในรูปผู้นำเผด็จการอันเข้มแข็ง ราชาผู้ทรงธรรม กำนันผู้อาทร หรือคณะรัฐประหารผู้เมตตา) ก็คงจำเป็นอยู่เอง ที่พวกเขาจะต้องสร้างด้านตรงข้าม ตัวโกง-ผู้ร้ายมีเขาแหลมในผ้าคลุมสีดำ ให้เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง เพื่อผ่อนคลายย้ายเทความผิดบาปให้พ้นไปจากตัวพวกเขา

ฉันไม่ผิด มันผิด
ฉันกลัว ไม่อยากยุ่ง ฮีโร่ ช่วยฉันที

หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เต็มโรงตอนนี้ อาจจะบอกภาวะอะไรบางอย่างของสังคม

แต่อย่าลืมว่า เมื่อยอดมนุษย์เข้าตาจนเปลี่ยนใจ อะไรจะรับประกัน ว่าเขาจะไม่กลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง ? อะไรจะรับประกัน ว่ายอดมนุษย์จะไม่กลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง ?

จอม เพชรประดับ: นับจากนี้ไป “ประเทศไทย” จะไม่เหมือนเดิม

technorati tags:
,
,

[22-23 Dec] Conference on Nationalism and Multiculturalism

ประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม”
22-23 ธ.ค. 2551 @ เชียงใหม่
http://202.28.25.21/conf2008/

สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ แนวคิดชาตินิยมที่ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับการกระบวนการสร้างรัฐชาติ ได้ส่งผลต่อการให้นิยามวัฒนธรรมประจำชาติและอัตลักษณ์ประจำชาติ ศาสนา ภาษา แนวคิดเรื่องการพัฒนาและระบบคุณค่าทางสังคมภายใต้รัฐชาติไทย เหล่านี้ ได้นำไปสู่การกดทับ และทำลายอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของกลุ่มคนที่ด้อยกว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนกลุ่มอารยธรรมย่อย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ ที่มองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอย่างเป็น “คนอื่น” และการสร้างภาพแบบเหมารวม เช่น ชาวเขาทำลายป่าและค้ายาเสพติด ชาวมุสลิมชอบใช้ความรุนแรง ในบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ นโยบายการพัฒนาภายใต้วาทกรรมความทันสมัย ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่เข้าไปดำเนินงานในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มักมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความมั่นคงของชาติและการส่งเสริมให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบยังชีพเข้าสู่ระบบการตลาด โครงการพัฒนาต่างๆ นั้น ยังละเลยการให้ความสำคัญกับมิติทางวัฒนธรรม อันประกอบด้วยความหลากหลายและซับซ้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ซึ่งมิไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ได้ตอบโต้หรือเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตน

การประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม 2551 โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งที่จะทบแนวความคิดในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในมิติทางวัฒนธรรม ในแง่มุมต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพ การจัดการทรัพยากรฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายการทำงานด้านชาติพันธุ์ระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้สนใจทั่วไป

ใครไปก็อาจเจอกันครับ 🙂

technorati tags:
,
,
,

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. … …

นั่นคือ เป็น “อ่าน” ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสาอย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ – เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก “การอ่าน” ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า “ทุกอย่างอ่านได้”. โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ – ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

bbs, modem people, hackerdom in Thailand, call for history…

If you have any info/pointer you think it may (or may not) related, please do send them to me at arthit # gmail,com or just leave a comment below. Thank you.
The finished work will be published online under Creative Commons License, for the benefits of everyone.


ผมกำลังทำการบ้านอยู่ครับ จะทำเรื่องวัฒนธรรมแฮกเกอร์ในเมืองไทย ใครมีข้อมูลบอกมาเลยนะครับ ผมอาจจะขอสัมภาษณ์ด้วยใครอยู่ในยุคบีบีเอส ยุค ZzzThai, LTN, TLWG พวกนี้ เรื่อยมาจน LinuxTLE, ปลาดาวออฟฟิศ, OfficeTLE, มาถึง Blognone และ *Camp ต่าง ๆ ใครเคยเห็นงานทำนองนี้หรือที่เกี่ยวข้องที่ไหนก็แจ้งมาได้เลยครับ — และแน่นอนว่าถ้าเห็นว่ามีอะไรผิดหรือไม่น่าจะใช่ ก็ท้วงได้เลยนะครับ — ขอบคุณมาก ๆ (ส่งต้น ๆ เดือนตุลา)

Good news guys, I decided to do my term project on ‘hackerdom’ and hacker subculture in Thailand 🙂

So to speak, the definition of ‘hacker’ in this project goes wider, it could be a coder, a radiofreak or a hobbyist/professional playing on electronic sound toy … if one hacks a thing for fun, she’s a hacker.

At the first place, I dated back Thailand’s hackerdom to around mid-1990s, where a group of Thai students/professionals in Japan started a ZzzThai (สื่อไทย) project to develop/fix Thai features in free softwares. Also a number of then NECTEC-employed (like P’Samphan and @theppitak) that actively contribute codes on Thai language processing — together with other hackers. As my current understanding, these activities later resolved into Thai Linux Working Group, in which still more or less active til today.

Anyway, eventually, @sikkha reminds me that things actually started, before the Internet time, since the BBS era. @kijjaz also agree on this, and make me realized that it’s not just only programmers who were active in that old days, but also experimental-hobbyist musicians who play around midi/mod trackers (@kijjaz used to run music-computing-packed Wildanty BBS, while I used to run a short-live SmileSite, around 1994-1995, but the Thai BBS scene dates back further at least two years — no solid data at this point, yet .. used to blog a bit about this four years ago). On the coding sides, in this BBS glory days, I still remember how people exchange their Turbo Pascal codes with others. Codes from Microcomputer magazine’s SoftMail also available for download in many sites (yes, via that Z-modem protocol, a lot faster than Green Bangkok WiFi today! :p).

So, if you know anything about Falcon, ManNET, Close Loop, @rma (of AR group), or any BBS. Or things about ZzzThai, Linux.Thai.Net, Thai Linux Working Group, or any circles you think it may related. Please contact me na krub 🙂

A reason that I write this in English is because I realized that hackerdom in Thailand does not solely consists of Thais, no doubt there should be foreigners participated. At least in this era of BarCamp, @luke_bkk and many others show the examples.

Hmm… will update more in progress na, cheers 🙂

technorati tags:
,

transboundary World Heritage sites

ในโลก trans* การจะมีอะไรที่ตั้งอยู่ข้ามพรมแดนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
มรดกโลกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

จากรายชื่อมรดกโลกในยุโรปที่วิกิพีเดีย
มีมรดกโลกที่ตั้งข้ามพรมแดนอยู่ 12 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแชร์ร่วมกันสองประเทศ
ยกเว้นอยู่ที่เดียว คือ Struve Geodetic Arc ซึ่งแชร์ร่วมกัน 10 ประเทศ ใช่ครับ 10 ประเทศ (ข้อมูลเพิ่มเติมโดยยูเนสโก [pdf])

ถ้ามีอะไรแบบนั้นแถวนี้ อาจจะยิงกันเละได้ แบ่งของเล่นกันไม่เป็น

อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ Waterton-Glacier International Peace Park ที่เป็นมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา บริเวณอุทยานนานาชาตินี้ เป็นเขตที่พรมแดนระหว่างประเทศถูกยกเลิก ซึ่งรวมถึงการนำเอาสิ่งกีดขวาง กำแพง รั้วต่าง ๆ ทางกายภาพออกไปหมด เพื่อให้สัตว์ป่าและผู้คนสามารถเดินทางไปมาได้อย่างอิสระ

A Transboundary Protected Area is a protected area that spans across boundaries of multiple countries, where the political border sections that are enclosed within its area are abolished. This includes removal of all forms of physical boundaries, such as fences, allowing free migration of animals and humans within the area. A boundary around the area may however be maintained to prevent unauthorised border crossing. Such areas are also known by terms such as Transfrontier Conservation Areas (TFCAs) or Peace Parks.

มีคนไทยที่เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมรดกโลกศึกษา ถ้ามีโอกาสก็อยากจะคุยเรื่องนี้ด้วย

technorati tags:
,
,