Let’s Go North

Chiang Mai is getting cooler and cooler… so freezzzee

ทำไมรู้สึกว่าเชียงใหม่มันเท่ขึ้่นเรื่อย ๆ

มี CMU Art Museum มี Kunstpunkt Chiang Mai มี New Media Art Festival (ครั้งแรก) มี SIPA มี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มี The Theory of Computation Group มี Michel Bauwens (อยากลองไปเรียนด้วยจัง) … มี ไนท์ซาฟารี ด้วย !! 😛 (เอ่อ ระวังนิดนึง ไอ้ลิงก์สุดท้ายนี่ ปิดเสียงลำโพงก่อนคลิก ไม่งั้นมันจะ แปร๋น มาก)

แห๋ม ถ้าต่อไปมี กระเช้าลอยฟ้า ด้วย คงจะ เท๊ เท่ (บู….)

เลิกเป็น คนเมืองหลวง แล้วไปเป็น คนเมือง กันดีกว่า — ดูธรรมดา ๆ ดี 🙂

Democracy is in the Eye of the Beholder (?)

เริ่มจาก อ่าน
ขอสนับสนุนฟ้าเดียวกัน และบทบาทของศิลปะในสังคมประชาธิปไตย โดย เคโกะ เซ
anpanpon ก็บล็อกเรื่องนี้

Process Art: ความหมายโดย Tate Online | ความหมายโดย Guggenheim Museum (NY) — ที่หลังนี่ เริ่มต้นให้ความหมายว่า:

“ศิลปะกระบวนการ เน้น “กระบวนการ” การสร้างงานศิลปะ (แทนที่จะเป็นการจัดวางหรือผังที่วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว) และความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงและสภาพที่ไม่ถาวร”

แล้วก็พูดถึงศิลปินคนสำคัญในแนวนี้ ยกตัวอย่างวิธีการสร้างสรรค์ของแต่ละคน … แต่เหมือนมันจะเกี่ยวกับ(คุณสมบัติของ)วัสดุซะมากกว่า … อืม ถ้าจะโยงไปหาบทความข้างบนสุดนั่น ซึ่งอ้างถึง Process Art ตอนที่ว่า:

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐสภาเยอรมันทำให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับงานศิลปะอย่างดุเดือด เมื่อปีค.ศ. 1994 ตอนที่สภากรุงบอนน์มีการอภิปรายว่า จะอนุญาตให้ศิลปินคริสโตห่อหุ้มรัฐสภาเป็นงานศิลปะได้หรือไม่ งานนี้เป็นโครงการที่ศิลปินเลื่องชื่อท่านนี้ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1975 ผลงานของคริสโตเรียกกันว่าเป็นโพรเซส อาร์ต (Process Art – ศิลปะกระบวนการ) ซึ่งหมายถึงประสบการณ์ในศิลปะของคนดูไม่ใช่เพียงแค่ชื่นชมผลลัพธ์ แต่รวมถึงมีส่วนสำรวจกระบวนการสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดในใจของตน ดังนั้นขอหยิบยกคำปราศรัยในการประชุมสภาของ ส.ส. คอนราด ไวส์ จากพรรคกรีน ซึ่งท่านยอมรับว่าการอภิปรายในสภาก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของศิลปะในสังคม

ถ้าจะโยงกันเนี่ย หมายถึงเราจะมอง พลเมือง สังคม อะไรพวกนี้เป็นวัสดุได้ด้วย ?

มัน ก็ น่าจะได้นะ … in the making … ถ้าเราคิดว่าสังคมที่เราอยู่กันทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ที่เสร็จสิ้นแล้ว แต่มันกำลังถูกสร้างและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เอ .. คิดแบบนี้มันเข้าแก๊บ โพสต์โมเดิร์น รึเปล่า ? 😛

พูดแล้วก็นึกถึง (ซึ่งก็ไม่รู้ทำไม ไม่เห็นมันเกี่ยวกันเลย) ความคิดเรื่อง “sympathy” หรือ “ความเข้าอกเข้าใจ”1 คือ การพยายามทำความเข้าใจคนอื่น ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ทำแบบนี้ รวมทั้งความพยายามมองตัวเอง ผ่านมุมมองของคนอื่น ว่าเขาจะคิดว่าเราเป็นคนแบบไหน จากข้อมูลที่เขามีไม่ครบถ้วน (ซึ่ง Roger E. Backhouse บอกไว้ใน The Penguin History of Economics ว่า ความคิดเรื่องความเข้าอกเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานของ The Theory of Moral Sentiments งานชิ้นสำคัญของ อดัม สมิธ (อดัม สมิธ เป็นที่รู้จักในยุคสมัยของเขาก็ด้วยงานชิ้นนี้ ไม่ใช่จาก The Wealth of Nations ซึ่งเป็นงานที่ดังขึ้นในยุคหลัง2))

สังคมที่ถึงแม้จะไม่สงบ/วุ่นวาย แต่ก็สามารถอยู่กันได้อย่างมีสันติ/สุข น่าจะต้องมีไอ้เจ้า ความเข้าอกเข้าใจ ที่ว่านี่เยอะ ๆ ก่อนรึเปล่า ซึ่งน่าจะนำไปสู่ ภูมิต้านทาน ความยืดหยุ่น “ฉันรับได้” (social tolerance?) … ศิลปะแบบที่ว่ามาข้างบน (หรือที่ว่าไว้ข้างล่าง) จะช่วยให้ ความเห็นอกเห็นใจ มันเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น มากขึ้น เยอะขึ้นมั๊ย?

อย่าง “เลือกxxx ไม่ได้แปลว่า โง่” อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะใช้ศิลปะช่วยยังไงดี? 😛


Notes:

  1. (ปรับปรุง 15 เม.ย. 10:43 น.) เปลี่ยนจากคำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” ซึ่งเสนอโดย jittat (ความเห็นด้านล่าง):
    “ ความหมายมันเหมือนจะมีความรู้สึกของความเหนือกว่าอยู่หรือเปล่า? [..] คือลองนึกถึงคำอื่น ๆ ดู เช่น “ความเข้าอกเข้าใจ” … ” อืม เห็นด้วยครับ น่าจะใช้คำว่า เข้าใจ มากกว่า เห็นใจ จริง ๆ (ตามความรู้สึก แต่ไม่ตรงกับพจนานุกรมแฮะ 😛 .. ไม่เป็นไร)
  2. ดูเพิ่มที่ Adam Smith บิดาแห่งทุนนิยมเสรี ที่อยู่ชายขอบกว่าคุณคิด โดย คนชายขอบ

เมืองศิลปวัฒนธรรม / ศิลปวัฒนธรรมเมือง

เรามีของเก่า ๆ เยอะ แน่นอน ต้องเก็บไว้ให้ดี ๆ

แต่ศิลปวัฒนธรรมใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาทุกวัน

อยากได้ พิพิธภัณฑ์คนกรุงเทพ เก็บของใช้ในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ ตั้งแต่สมัยก่อน จนถึงปัจจุบัน เก็บไปเรื่อย ๆ เก็บภาพถ่ายความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดูว่าเมืองมันเคลื่อนไหวยังไง

เมืองไม่ใช่แค่ตึก ๆ ๆ ไม่มีคน ไม่ชีวิต ก็ไม่มีเมือง. ศิลปะมาจากทุกส่วนของชีวิต ตามบ้าน ตามถนน

ให้เมืองมีชีวิตชีวา เอาศิลปะไปใส่ในเมือง ไม่ต้องให้หน่วยงานไหนไปทำก็ได้ คนในเมืองก็ทำกันเองได้
ศิลปะเมือง กราฟิติ (Graffiti) กับ สีสเปรย์เลอะเทอะ เป็นคนละอย่าง
ถ้าจัดให้ถูกที่ถูกทางได้ น่าจะทำให้เมือง สนุกขึ้น รึเปล่า?

อยากได้ สวน กับ พื้นที่ใช้สอยสาธารณะกลางแจ้ง ด้วย กระจาย ๆ กันไปทั้งเมือง
หาที่ ๆ ให้คนมาทำอะไรด้วยกันได้ เดี๋ยวก็จะมีอะไรใหม่ ๆ เกิดเอง

คน คน คน ต่างคนต่างอยู่ มันก็ไม่คนเป็นเมืองเท่าไหร่เหมือนกัน

แต่ถ้าเป็น คน-คน-คน รู้จักกัน ทำอะไรด้วยกัน มีอะไรร่วมกัน เมืองน่าจะเป็นเมืองขึ้น .. คนรู้สึกผูกพันกับเมืองมากขึ้น ถ้าคนในเมืองรักเมืองมากขึ้น จะทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นมั๊ย?