ปลาดาวออฟฟิศ

วันนี้พี่นุสรณ์โพสต์ ขอเก็บไว้หน่อย 14 ปีละ

Pladao Office Credits

ตอนนั้นนอกจากทำ spec ทำ test case ตรวจคำแปล UI ก็ยังเขียนเอกสารด้วย โชคดีมีคนเก็บไว้บ้าง วันนี้ลองกูเกิล “Pladao Office” ก็เจอ

ข้อมูลทั่วไป
http://ftp.ji-net.com/pladao/2.0/readme.html

‪#‎ไม่เอาพรกฉุกเฉิน‬

อย่างน้อยก็ยังดีนะครับ มีคนเห็นร่วมกันมากขึ้นว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินมันแย่

กลไก “ตลาดนโยบาย” ที่ผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนใจเลือกของใหม่ได้ทุกๆ ระยะเวลาที่กำหนด 4 ปี 5 ปีก็ว่าไป อย่างน้อยมันก็เปิดโอกาสให้อำนาจมันเปลี่ยนมือไปมานะครับ

ซึ่งก็จะทำให้เราแต่ละคน ไปอยู่ในสถานะทางการเมืองต่างๆ กัน อยู่ข้างผู้มีอำนาจบ้าง อยู่ข้างผู้ไม่มีอำนาจบ้าง เวียนๆ กันไป ทั้งการเมืองระดับชาติระดับท้องถิ่น สิ่งนี้เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ครับ ว่ามันรู้สึกยังไง เวลาอยู่ยืนอยู่ตรงนั้นและตรงนี้

น่าจะทำให้คนเราเข้าอกเข้าใจกันได้มากขึ้น และไม่เลวใส่กันจนเกินพอดี

ประสบการณ์การไปอยู่ต่างประเทศอย่างหนึ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผมคือ การเป็น “พลเมืองชั้นสอง” อย่างเต็มตัว

ใครที่อยู่กับอำนาจนำมานานๆ อาจจะรู้สึกไม่สะดวกหรืออึดอัด แต่ก็อยู่ที่ว่าเราจะมองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้หรือเปล่าน่ะครับ

Happy 2014: “เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ”

สวัสดีปีใหม่นะครับ “คำอวยพร” หรือ “ความปราถนาดีต่อกัน” ที่เหมาะสมกับปี 2014 อย่างยิ่ง น่าจะเป็นที่อ.ป๋วยเคยเขียนไว้ว่า

“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ”

โชคลาภเงินทองไปหากันเองเถิดครับ ขอให้ทุกคนแค่นี้พอ

Techno Generation Anthem (Who is the Queen?)

“ผมว่ามันถึงเวลาแล้วน่ะ ที่จะมีเพลงชาติใหม่ คุณนึกออกมั๊ย
เพลงที่ผมรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวผม

♫ ผมพยายามจะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจคนทุกๆ คน
ก็เป็นเป้าหมายที่ดูจะมากไปหน่อย

มองไปที่คนทุกคน
พยายามจะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ผมก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
มันยากนะจะเป็นคนคูลๆ เนี่ย

รุ่นของพวกเรานี่
แปลกแยกแตกต่าง
เรามีชีวิตกันรึเปล่า

เหตุฉุกเฉินเทคโนโลยี
ความจริงเสมือน
เราไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วหรือไง

ราชินีนี่ใครนะ?”

“I think it’s time for new national anthem, you know?
One that I can related myself to.

♫ I’m trying to be myself.
Understand everyone.
It’s a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It’s hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We’re running out of new ideas?

Who is the Queen?”

(a song from “Human Traffic” – parody of “God Save the Queen”, British national anthem, sing it that way)

[a repost+expanded from a post in 2004]

OST สตูดิโอคอมม่วน / เสือโคร่ง / มะเดี่ยว

โพสต์เพลงเฉยๆ นี่แหละ ไปดูเกรียนฟิคชันมา ก็ชอบเช่นเดียวกับที่ชอบ Home และ รักแห่งสยาม โดยผู้กำกับคนเดียวกัน มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เพลงแรกจาก เกรียนฟิคชัน เพลงหลังจาก Home ทั้งสองเพลงเล่นและร้องโดย เสือโคร่ง มีมะเดี่ยวเขียนเนื้อร้องด้วยทั้งสองเพลง

หนังอีกเรื่องที่เพลงประกอบเพราะ คือ Final Score

พออายุเยอะ ก็นึกถึงช่วงมัธยมน่ะครับ :p

“or less able to stand”

Priority seat

Priority seat
For people who are disabled, pregnant or less able to stand

ผมชอบคำหลังสุด คือผมก็ไม่พิการ ไม่มีทางท้อง แต่บางวันก็ยืนไม่ค่อยไหว และน่าจะอ่อนแอกว่าคนแก่บางคนซะอีก ก็อยากนั่งบ้างอ่ะนะ “less able to stand” มันก็ครอบคลุมมาถึงผมได้บ้าง

ก็รู้สึกว่าเป็นการใช้คำที่ไม่เลือกปฏิบัติกับคนอ่อนแอชั่วครั้งชั่วคราวดี

ภาพถ่ายโดย Leo Reynolds สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 2.0 (CC by-nc-sa)

สถาปัตยกรรม ความคิด คำ คน / เดินทางไปในที่

หนังสือสองเล่มชื่อคล้าย ๆ กัน เล่มแรกเก็บได้จากร้านหนังสือก็องดิด เมื่อปีที่แล้ว เล่มสองฉกมาจากร้านหนังสือใกล้ ๆ สตาร์บั๊คส์ นิมมาน เชียงใหม่ เมื่อไม่นานนี้

“คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” โดย ต้นข้าว ปาณินท์ (สำนักพิมพ์สมมติ, 2553) เล่มนี้อ่านจบแล้วรอบนึงแบบงง ๆ และอยากจะอ่านซ้ำอีก หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่จับได้ คือคอปเซปต์ของ Raum ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ เมื่อจะอ่านทฤษฎีพื้นที่สำนักเยอรมัน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ “space” ที่ว่าง ที่ไม่ว่าง ในฐานะนักเรียนมานุษยวิทยา ผมชอบคำว่า “คน” ในชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าโจทย์ของสถาปัตยกรรมคือ คุณจะเอาคนไปไว้ตรงไหน ผมไม่คิดว่าเราจะมีความสุขในเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถ ผมไม่ชอบสะพานลอย สะพานลอยคือวัตถุแห่งความชั่วร้าย มันคือตัวแทนของแนวคิดที่เอารถยนต์เป็นใหญ่

“คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” โดย ปิยลดา เทวกุล ทวีปรังษีพร (สำนักพิมพ์ลายเส้น, 2554) ยังไม่ได้อ่านเยอะนัก พลิกผ่าน ๆ แต่บทที่ว่าด้วยโพสต์โมเดิร์นนั้นน่าสนใจดี คืออยากอ่านเพิ่มเติม เพื่อจะได้เห็นว่า โพสต์โมเดิร์นในฐานะขบวนการและในฐานะโลกทัศน์ของยุคสมัย ในทางสถาปัตยกรรมแล้วมันยังไง

เมื่อตอนที่ “ดีไซน์+คัลเจอร์” เล่มแรก โดย ประชา สุวีรานนท์ (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2551) ออกมา ผมกรี๊ดหนังสือเล่มนี้มาก จำได้ว่าซื้ออยู่หลายเล่ม เอาไปฝากคนนั้นคนนี้ รวมถึงห้องสมุดที่คณะ คือปลื้มน่ะ อยากจะมีคนคุยเรื่องเดียวกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเดินข้าวสาร เห็นเสื้อยืดลายสวยดี สกรีนคำว่า “คนชั้นกลาง” เป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ (หลายคนคงเคยเห็นผมใส่) ก็ได้คุยกับคนขาย บอกว่าเป็นนักศึกษา เรียนสถาปัตย์อยู่บางมด มีวิศวะคนนึง ในกระเป๋าผมวันนั้นมี “ดีไซน์+คัลเจอร์” อยู่พอดี นึกขึ้นมาได้ ก็เลยเอามาเปิด ๆ ให้เขาดู เล่าเรื่องหนังสือ และคะยั้นคะยอให้น้องเขาไป

เมื่อปีที่แล้ว ไปลิทัวเนียกะฮังการี ก็พก “คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” ไปด้วย ช่วงเวลาที่เดินทาง ใกล้ไกล น่าจะเป็นช่วงที่ได้อ่านหนังสือเยอะที่สุดสำหรับผม ที่บูดาเปสต์พวกเราได้พบกับนักเรียนไทยนางหนึ่ง ที่ต้อนรับขับสู้แนะนำโน่นนี่กับพวกเราเป็นอย่างดี ก็นึกขึ้นมาได้อีกว่า อืม ตอนที่เราอยู่ไกลจากเมืองไทย ก็มีความรู้สึกว่าหนังสือภาษาไทยนี่มันเป็นของมีค่าว่ะ คือหาอ่านลำบาก (ไม่นับ “คู่สร้างคู่สม” ที่พบได้ในแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตเวียดนาม) ก็เลยฝากเอาหนังสือที่ว่าเล่มนั้น พร้อมกับ “วารสารอ่าน” ฉบับล่าสุด ให้กับเธอ (ตอนที่พก “อ่าน” ไปนั้น ก็คิดในใจอยู่แล้วว่า จะไม่เอากลับ จะฝากใครสักคนนี่แหละ)

เมื่อคืน ไปนั่งกินเบียร์แถวพระอาทิตย์ เนื่องในโอกาสอากาศเย็น เอา “คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” ไปอ่านด้วย ปกติร้านที่ไป คนจะไม่เยอะ เงียบ ๆ แต่สงสัยเพราะอากาศดี คนเต็มทุกโต๊ะเลย มีฝรั่งจากเฮมล็อกมาแจมด้วย ใส่สูทมาเต็มยศ พร้อมเด็กตัวเล็กตัวใหญ่สองคน โต๊ะตรงข้ามเป็นนักศึกษากลุ่มเบ้อเร่อ เฮฮา ได้คุยด้วย เป็นนักศึกษาสถาปัตย์ธรรมศาสตร์กับบางมด

กลับมาบ้าน หนังสือเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่นอีกแล้วล่ะ

ผมเป็นพวกเรี่ยราดนะ

(โพสต์ครั้งแรกในโน๊ตเฟซบุ๊ก 19 มี.ค. 2011)

Keep 2012 and Move On, Comrades!

สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นในปี 2012: ความรัก ความฝัน ผู้คนเป็นล้านๆ
Let’s breaking out the door. Let’s dancing on the floor.

สวัสดีปีใหม่มิตรสหายท่านหนึ่งทุกท่าน
Thanks all the Movers that I have and haven’t met in 2012, good stuffs! Let’s pushing 2013 together!! 😉

My 2012 in review on Facebook.

(เพลงประกอบ: Dancing โดยคณะ Musketeers)

“รวมมิตร” บาร์แคมป์เวียงจันทน์ #barcampvte

กฎข้อสองของบาร์แคมป์: “คุณต้องบล็อกเกี่ยวกับบาร์แคมป์” (You do blog about BarCamp)

ที่บาร์แคมป์เวียงจันทน์, เอียน ชายอเมริกัน บอกผมถึงข้อสังเกตหนึ่ง เกี่ยวกับคนในภูมิภาคนี้

เขาพบว่าคนลาว เขมร เวียดนาม พยายามจะสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่คนไทยพูดน้อยกว่ามาก

เราคุยกันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พิดจิน, ครีโอล, และสภาวะหลายภาษา-ข้ามภาษา

อัลวิน เป็นคนจีน-มาเลย์ ที่ครอบครัวพูดฮกเกี้ยนและแมนดาริน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ทำงานให้กับบริษัทสิงค์โปร์ เขาเข้าใจภาษา Singlish

เอียน เป็นคนอเมริกันที่เกิดที่ฮาวาย เคยทำงานและอาศัยที่นิวยอร์ก

แม็กกี้ เพื่อนของเอียน ก็เกิดที่ฮาวายเช่นกัน เธอไปทำงานที่โตรอนโต เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากแห่งหนึ่งของอเมริกาเหนือ

เอียนและแม็กกี้พูดพิดจินที่ใช้ในแถบฮาวายได้ ทั้งสองคนลาออกจากงานเพื่อเดินทาง

เอียนบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย และจำนวนมากก็พูดภาษาแค่ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ

แม็กกี้เองก็อยากจะรู้ว่าโลกมันเป็นยังไง เลยเริ่มออกเดินทาง ทั้งสองคนเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาได้แปดเดือนแล้ว

ผมเล่าเรื่องโจ๊กของคนเอดินบะระที่แซวสำเนียงของคนกลาสโกว์ และนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมจำชื่อและอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นคนอพยพจากยุโรปตะวันออกมาอยู่อเมริกา และเรียนภาษาอังกฤษจากช่องกีฬา

หลังจากเล่าจบ โธมัสก็ถามเราว่ารู้จัก เหยา หมิง ไหม เขาคือนักบาสตัวสูง โคตรสูง จากจีนที่ไปเล่นเอ็นบีเอ

โธมัสบอกว่า ตอนแรกที่เขาฟังเหยาหมิงพูดภาษาอังกฤษทางวิทยุ เขานึกว่าคนอเมริกันผิวดำพูดอยู่

ตอนเหยาหมิงไปอเมริกา เขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย และจากการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เขาก็ได้สำเนียงและสไตล์การพูดแบบนั้นมา

ก่อนหน้านั้น ผมเล่าให้เอียนฟังเกี่ยวกับความซีเรียสของคนไทย กับการออกเสียงให้ ‘ถูกต้อง’

เอียนบอกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยรู้สึกประหม่า ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง เพราะกลัวออกเสียงผิด

เอียนน่าจะเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องนี้ ตลอดมื้ออาหารเขาพยายามพูดภาษาลาวกับคนรอบ ๆ ตลอดเวลา
สำเนียงของเขาเพี้ยนไปจากที่คนลาวพูดแน่ ๆ “โค้กหนึ่งป๋อง” เขาได้กินตามที่สั่ง

โธมัสพูดลาวและเขมรได้นิดหน่อย บางคำ แต่บ่นว่าภาษาเวียดนามยาก และคนเวียดนามดูจะไม่สนับสนุนการพยายามหัดภาษาของเขาเลย ทุกคำที่เขาพูดจะถูกล้อ จนเขาเบื่อ และเลิกเรียนมันในที่สุด

โธมัสและภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ทั้งสองคนอยู่ในประเทศแถบนี้มาได้หลายปีแล้ว เริ่มที่กัมพูชา ไปอยู่เวียดนามอีกสองปี จากนั้นก็มาลาว

ก่อนจากเยอรมนี โธมัสมีโอกาสไปงานบาร์แคมป์ที่แฟรงก์เฟิร์ต เขาชอบ และเอาไอเดียนั้นไปเผยแพร่ต่อในประเทศที่เขาเดินทางไปถึง

ระหว่างเดินข้ามถนนไปร้านอาหาร ผม เอียน กับแม็กกี้ คุยถึงทิศทางของเลนรถที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความเคยชินที่ทำให้เกิดอันตราย

แม็กกี้บอกว่าหลังจากเดินทางมาเยอะ ๆ ความเคยชินใหม่ของเธอก็คือ ต้องดูถนนมันทั้งสองทาง อย่าไปคิดเอาเอง

อัลวินก็ดูจะเป็นคนชอบเดินทาง เขาอายุ 27 ปี ทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และตกลงกับบริษัทที่สิงคโปร์ว่าจะทำงานผ่านเน็ต
เขาย้ายเมืองอยู่ไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่เชียงใหม่ได้สามเดือนแล้ว

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางเยอะ ตาได้เห็นความไม่ปกติอันเป็นปกติ และหูได้ฟังภาษาและสำเนียงอันหลากหลาย

สมัยมัธยมเรามีครูภาษาอังกฤษจากอินเดียและฟิลิปปินส์ อาจารย์จำนวนหนึ่งของผมในมหาลัยที่เมืองไทย เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จำนวนหนึ่งเป็นคนจากเอเชียใต้

ตอนไปอยู่เอดินบะระ ผมก็ยิ่งได้ยินสำเนียงภาษาสารพัด ทั้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนตามร้านค้า และโต๊ะข้าง ๆ ในผับ ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษแบบสก็อตมีไวยากรณ์บางอย่างต่างจากอังกฤษ ‘แบบบีบีซี’

ผมนึกถึงคำว่า ‘แก้ว’ ในภาษาลาว (ขวด) และ ‘แก้ว’ ในภาษาไทย

โธมัสบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไม Z จึงต้องเรียกว่า ‘ซี’ เขาคิดว่าการเรียกแบบอังกฤษว่า ‘เซ็ด’ นั้นก็เมกเซนส์อยู่แล้ว (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาอ้างนี้ถูกรึเปล่า มันน่าจะเป็น ‘แซ็ด’ สิ ‘เซ็ด’ มันดูเยอรมันไปหน่อย)

แม็กกี้เห็นด้วย เธอบอกว่าสมัยเด็ก ๆ เธองงมากว่าทำไมตอนต้นเริ่มด้วย เอ บี ซี แล้วตอนท้ายต้องไปจบที่ ซี อีก (โอเค โดยเคร่งครัดแล้ว มันอาจเป็นคนละซีกัน แต่เราคงพอนึกออกถึงความสงสัยนี้)

สมัยเด็ก ๆ ผมเรียก H ว่า ‘เฮช’ มาโดยตลอด จนสมัยวัยรุ่น ใครก็ไม่รู้มาบอกว่า ต้องเรียกว่า ‘เอช’ สิ มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละสอนกันผิด ๆ ว่า ‘เฮช’ … ผมเพิ่งได้รู้อีกครั้งตอนไปอยู่สกอตแลนด์ ว่าอย่างน้อยคนแถวนั้นก็เรียกมันว่า ‘เฮช’

การได้เห็นอะไรที่ผิดความคาดหมายบ่อย ๆ มันก็สอนให้เราเผื่อใจ และไม่ตัดสินคนจากความแผก หรือไปมองว่ามันเป็นสาระสำคัญ จนมองข้ามเรื่องอื่น

ผมคิดว่าปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็มาจากแค่นี้แหละ

ทัศนคติที่ตัดสินว่า แผก คือ ผิด

แบ่คเต้นกับตินติน ที่เวียงจันทน์
เต้นรำกับตินตินที่ริมน้ำโขง เวียงจันทน์. ตินติน (แตงแตง) เป็นนักข่าวที่ไปทุกที่ ใต้ทะเลจนถึงดวงจันทร์.

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก 21 พ.ย. 2554

เพิ่มเติม

พิดจิน (pidgin) คือภาษาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ต้องการจะสื่อสารกัน แต่ไม่มีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องคิดภาษาใหม่ขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมักเกิดบ่อยกับพ่อค้าทางเรือในสมัยก่อน ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพิดจินก็คือ มันไม่ใช่ภาษาแม่ของคนกลุ่มใดเลย ทุกคนเรียนมันเป็นภาษาที่สอง (หรือสามสี่…)

ครีโอล (creole) เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมกันของภาษาตั้งแต่สองภาษาขึ้นไป และถูกทำให้กลายเป็นภาษาถิ่น ลักษณะสำคัญของมันที่ต่างจากพิดจินก็คือ มันสามารถเป็นภาษาแม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็น เช่น Bahasa Indonesia ซึ่งถือว่าเป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษามาเลย์ผสมกับภาษาถิ่นและภาษาจากยุโรป มีผู้พูดมันเป็นภาษาแม่เฉพาะในเขตเมือง (อย่างจาการ์ตา) เท่านั้น และเอาเข้าจริงแล้ว Bahasa Indonesia ที่พูดตามเมืองต่าง ๆ ในอินโดนีเซียเองก็จะได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเข้าไป Singlish ในสิงคโปร์ก็เป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษามาเลย์ จีน ทมิฬ และภาษาถิ่นอื่น ๆ

ครีโอลนั้นเคยถูกมองว่ามีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า “ภาษามาตรฐาน” (กระทั่งในวงวิชาการภาษาศาสตร์เองก็เคยมีมุมมองแบบนี้ คือมองว่าครีโอลเป็นภาษาที่ “ถูกปนเปื้อน”) แต่ภายหลังยุคอาณานิคม ความคิดเช่นนั้นก็เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางประเทศประกาศให้ครีโอลเป็นภาษาประจำชาติ แต่ก็มีบางประเทศอย่างสิงคโปร์ที่สถานะทางสังคมของ Singlish ก็ยังต่ำกว่า “ภาษาอังกฤษมาตรฐาน” รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนให้ใช้มันในสื่อ แต่เหมือนนักวาดการ์ตูน Troy Chin จะไม่สนใจ เขาเลือกใช้ Singlish ในการ์ตูน The Resident Tourist