"มายาคติ" / "อคติ"

การตัดสินใจทุกอย่างของเรา บางทีก็ไขว้เขว

เพราะเรา รัก โลภ โกรธ หลง

เห็นคนที่เรารัก ทำอะไรก็ตาม เราก็ว่าดี

มีอะไรดีๆ ที่ไหน เราก็บอกคนที่เรารักก่อนคนอื่น

มีงานที่นั่นที่นี่ บางทีเราก็ไปบอกเพื่อนบอกรุ่นพี่รุ่นน้องเราก่อน แล้วค่อยไปบอกคนอื่น

เห็นคนที่เราเกลียด ทำอะไรก็ตาม ก็ไม่ดีก็แย่ไปหมด คอยจับผิด

ด้วยความจริงชุดเดียวกัน แต่คนเห็นไม่เหมือนกัน ก็ด้วยสิ่งที่ข้างบนนี่ล่ะ

ในวงการคอมพิวเตอร์ ก็ต้องมีเรื่องเหล่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย

อ่านชื่อเหล่านี้ แล้วคุณนึกถึงอะไร?

Microsoft, Sun, IBM, Apple, Sony, Google, GNU, Gates, Stallman, Linus, Windows, Linux, GNOME, KDE, …

บางคนเห็นอีตาบิลไปงานการกุศล หรือบริจาคเงินให้ศูนย์วิจัย ก็พุ่งไปก่อนเลยว่า เอาหน้า หรือเล็งเห็นประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคต

และมองข้ามไปทันทีว่า สิ่งที่เค้าทำ ด้วยตัวของมันเองเนี่ย (ไม่เกี่ยวกับว่า ใครทำ) ดีจริงหรือเปล่า

เอาใหม่ คราวนี้ลอง

ไทย, พม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม, สหรัฐ, อิรัก, อิสราเอล, ปาเลสไตน์, จีน, ไต้หวัน, เวียดนาม, …

The New FSF: Free Service Foundation ?

(Yahoo ซื้อ Flickr แล้วนะ)

ใช้ IM ของ MSN (MSN Messenger)
ใช้บล็อกกะอีเมล ของ Google (Blogspot, GMail)
ใช้อัลบั้มรูปกะอีเมล ของ Yahoo (Flickr)

กระจัดกระจาย

เออ ดี แบ่งกันไปให้หมด ปวดหัว อยากได้ทุกอย่าง ที่เดียว ID เดียวอ่ะ
ต้องทำเองมั๊ยเนี่ย -_-“

แต่ทำเองก็ไม่ดีหรอก เพราะว่าจริงๆ ไอ้พวกนี้มันจะใช้ได้ดี มีคุณค่าขึ้นมา ก็ดีตรงที่เครือข่าย
ลำพัง application น่ะ มันก็เฉยๆ แต่มันดีขึ้นมาได้มากๆ ก็ด้วยคนที่เข้าไปใช้
ถ้าทำเองสร้างเอง ใช้อยู่คนเดียว มันก็ไม่มีพลังจาก social network ตรงนั้น
อย่าง Flickr ถ้ามันเชื่อมไปอัลบั้มชาวบ้านไม่ได้ (ผ่านทาง tag, ทาง contacts) มันก็แทบไม่มีอะไรต่างกะอัลบั้มรูปออนไลน์สมัยเก่าเลย

จะหวังให้มีการเชื่อมข้ามเครือข่าย? เปิดให้ใครๆ ก็เข้ามาเชื่อมได้?
(เช่น เราตั้งพื้นที่ส่วนตัวของเราขึ้นมาเอง บนเซิร์ฟเวอร์เราเอง แล้วให้ไปเชื่อมกับ Flickr, Blogspot, MSN Spaces โยง contacts กันไปมาได้)
ผ่านทาง Web API กลาง … ฝันเหอะ แค่โปรโตคอล IM นี่ยังรอกันไม่เลิกเลย

เราต้องการ Free Service Foundation ?
ต่อไปใครจะสนใจว่าใช้ “ซอฟต์แวร์” อะไร .. มีใครสนใจบ้างนะ?
ถ้ามือถือของเรา (‘โทรศัพท์มือถือ’? ป่าว ผมบอกแค่ ‘มือถือ’ มันเป็นอะไรมากกว่านั้นไปแล้วนี่) ทำอะไรได้ทุกอย่างที่เราต้องการ ผ่านบริการต่างๆ ทั้งฟรี และบอกรับสมาชิก
ใครจะสนใจว่าบริการเหล่านั้นใช้ซอฟต์แวร์อะไร ทำงานอะไร?
(โอเค สนนิดหน่อย ก่อนตัดสินใจใช้ เหมือนอ่านพวกหนังสือเครื่องเสียง เปรียบเทียบรุ่น สเปก ราคา ต่างๆ ก่อนซื้อ, แต่หลังจากนั้น เราก็ลืมไปเลย วันๆ กดรีโมตอย่างเดียว ไม่ได้สนแล้วว่าสเปกมันอะไรบ้าง ฟังเพลงเพราะ เลือกแทร็คได้ ทำอะไรๆ อย่างที่ต้องการได้ พอแล้ว เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นบ้าง ปวดหัว)

FSF เก่า (S สำหรับ Software/ซอฟต์แวร์) ก็ยังต้องมีอยู่ สำหรับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างใต้ (ผู้ใช้จะสนใจมันรึเปล่าไม่รู้ล่ะ แต่ของพื้นฐานมันต้องมี ไม่มีไม่ได้)
แต่เราคงต้องมี FSF ใหม่ (S สำหรับ Service/บริการ) เพิ่มขึ้นมาด้วย
ซอฟต์แวร์เป็นชิ้นๆ ไม่ได้ต่อกันเป็นบริการ ก็เหมือนแขนข้าง ขาข้าง ไม่ได้เอามาต่อกัน ความสามารถก็จำกัด?

มาตรฐานเปิด อย่างมาตรฐานเอกสาร พวก OpenDocument หรือพวกลูกหลาน XML อะไรทั้งหลายแหล่นั่น ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เป็นพื้นฐาน ของ FSF ใหม่นี้ได้
แต่อันนั้นมันกำหนดแค่ มาตรฐานข้อมูล ไม่ได้มีเรื่อง มาตรฐานการแลกเปลี่ยน

มาตรฐานการแลกเปลี่ยน พื้นฐานสุดตอนนี้ ก็คงเป็น TCP/IP, แล้วก็มีพวก web services ทั้งหลายมาซ้อนอยู่ด้านบน บอกว่าจะแลกเปลี่ยนกันยังไง ข้อตกลงต่างๆ (คำว่า protocol/โปรโตคอล แปลตรงๆ ก็คือ ข้อตกลง/พิธีสาร นั่นเอง)
แต่อย่างโปรแกรมที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน อย่างการเขียนบล็อก เว็บแต่ละที่ ถึงจะใช้ web service เหมือนกัน แต่ก็มี api ต่างกัน ไม่ได้มีอะไรที่ใช้ร่วมกันเลย (ส่วนการอ่านนี่ ก็คงผ่าน RSS, RDF, Atom อะไรพวกนี้ อันนี้ดีหน่อย)

หรือเราจะมีทางมีโปรโตคอลกลางสำหรับแชร์ contact list รึเปล่า? และบริการอื่นๆ ด้วย (สมุดนัดหมาย?)
แบบว่าลิขสิทธิ์ถือโดยองค์กรกลางอะไรซักอย่าง แล้วสัญญาอนุญาตการใช้งาน ก็เป็นแบบเสรี (Free Service License? .. ผมก็ตั้งชื่อไปงั้นแหละ ยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นไง)
แล้วเจ้าเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการนี่ ก็ใครจะตั้งขึ้นมาก็ได้ เป็นลักษณะ distributed, decentralized กระจาย, ไม่รวมศูนย์
(อย่างของ Drupal? ชื่อเดียวล็อกอินเข้าเว็บ Drupal ที่ไหนก็ได้? .. หรือว่าอย่าง Liberty Alliance ที่เป็นระบบ single sign-on?)

สมมติ ผมตั้งเซิร์ฟเวอร์ (อาจจะที่โน๊ตบุ๊คผมนี่แหละ เป็น peer-to-peer ก็ได้) ของผมขึ้นมาเอง ใช้ซอฟต์แวร์ “Miss Photo” (นามสมมติ)เอาไว้เก็บรูปถ่ายต่างๆ ของผม มี รูปวัด รูปทะเล
จะมีทางยังไง ให้มันโยงหน้าที่แสดงรูปทะเลของผม เข้ากับรูปทะเลของคนอื่นๆ ที่เค้าใช้ซอฟต์แวร์ “ePhoto” ได้โดยอัตโนมัติ
ถ้าไม่มีมาตรฐานกลางเรื่องโปรโตคอล เรื่อง api เราไม่น่าจะทำได้นะ
แล้วถ้าไม่มีองค์กรอะไรที่เราเชื่อถือได้มาดูแลเรื่องนี้ .. อะไรจะมารับรองว่า มันจะเป็นกลาง และเสรีไปตลอด?

โมเดล ซอฟต์แวร์เสรี จะมาช่วยสร้าง บริการเสรี ได้รึเปล่า?

Free Service Foundation .. ตอนนี้ไกลตัวเราเกินไปมั๊ย?

หมายเหตุ: อยากเขียนเป็นภาษาอังกฤษนะ เผื่อคนชาติอื่นๆ จะได้อ่านด้วย
แต่ตะกี้มันแบบ ระเบิดออกมาทันทีน่ะ ยังไงถ่ายทอดเป็นภาษาแม่มันก็ไหลกว่า (จินตนาการไม่ถูกจำกัดด้วยความอ่อนหัดทางภาษา)
แต่ตอนนี้ก็ขี้เกียจแปลละ เหมือนที่พยายามจะพูด พูดเป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยชัดเจนเลย แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะไปกันใหญ่ -_-

สังคมที่ดีควรเป็นอย่างไร / ซอฟต์แวร์เถื่อน

จาก การบรรยายพิเศษ ในงาน “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี”
30 พ.ย. 43 ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน จ. นนทบุรี
โดย นาย มีชัย ฤชุพันธุ์

  1. คนในสังคม ต้องมีระเบียบวินัย
  2. คนในสังคม ต้องเคารพ กฎ กติกา ของสังคม
  3. คนในสังคม ต้องรู้จักสิทธิ โดยคิดถึงหน้าที่ควบคู่กันไป
  4. สังคม ต้องสามารถรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของตน และไม่ทอดทิ้งสิ่งดีงาม เพื่อจะวิ่งตามความทันสมัยโดยไม่สนใจภูมิปัญญาเดิมของตน
  5. คนในสังคม ต้องรู้จักแยกแยะ ภาระ หน้าที่ และบทบาท เพื่อที่จะยอมรับนับถือเหตุและผลของกันและกัน
  6. คนในสังคม ต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่ไม่ตรงกับเรา และต้องรับฟังด้วยอาการอันสงบ แล้วนำไปไตร่ตรอง
  7. คนในสังคม ต้องไม่นิ่งดูดายต่อความเสียหายที่จะมีมาเป็นส่วนรวม
  8. ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ด้วยลักษณะของความเอื้ออาทรต่อราษฎร เพื่อให้ราษฎรได้รับการบริการที่ดี ได้รับการดูแลให้เกิดความสะดวกสบาย มีความสุข
  9. สังคม ต้องลดคอรัปชั่นลง และพยายามทำให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
  10. สังคมทุกส่วน ต้องตระหนักถึงมหันตภัยของยาเสพติด และต้องช่วยกันคิดช่วยกันรณรงค์ ช่วยกันปราบให้หมดสิ้น

ขออนุญาตคิดต่อจาก 10 ข้อด้านบนนั้น

เมื่อคิดหลายๆ ด้านแล้ว
เราอาจจะพูดได้ว่า การใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย (เทปผี ซีดีเถื่อน)
ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สวนกับการได้มาซึ่ง สังคมดี

อย่างไร?

ตาม 10 ข้อด้านบนนั้น
ข้อ 2 กับ 3 นั้น น่าจะชัดเจน ว่าขัดแน่
เนื่องจากไม่เคารพกฏหมายลิขสิทธิ์ (2) และละเมิดสิทธิของเจ้าของซอฟต์แวร์ (3)
ส่วนข้อ 1 นั้น ก็คงโดนเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพนักงานในองค์กร นี่ก็คือผิดระเบียบองค์กรแน่ๆ

ข้อ 4 นั้น อาจจะกว้างเกินไป
แต่ถ้าจะพูดว่าการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ก็คล้ายๆ กับการลักทรัพย์
แบบนี้ก็คงไม่น่าจะเป็นวัฒนธรรมอันดีงามเท่าใดนัก

ข้อ 5 กับ 6 ก็คงจะกว้างไปอีก
แต่ถ้าสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายซีดีแล้ว ก็น่าจะทำให้เห็นใจเจ้าหน้าที่เค้าขึ้นมาหน่อย เวลาถูกจับกุม และถูกดำเนินคดี
(ไม่ใช่เอาแต่อ้างว่า เป็นอาชีพสุจริต แค่ขายซีดี ไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครเขา .. แบบนี้คือไม่รู้จักแยะแยะ / ยอมรับความเห็นคนอื่น)

ข้อ 7 นี้สำคัญ
กี่ครั้งแล้ว ที่ประเทศของเรา ถูกตัดสิทธิพิเศษ/กีดกันทางการค้าหลายประเภท
โดยประเทศอีกฝั่ง ยกเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมาอ้าง
(แน่นอน บางทีมันก็พร่ำเพรื่อ/เลือกปฏิบัติ/การเมือง แต่ถ้าเราไม่ละเมิดกันเยอะขนาดนี้ เค้าก็อ้างไม่ได้)
เศรษฐกิจของประเทศก็รวน
แบบนี้คือ ไม่คิดถึงความเดือดร้อนส่วนรวม เอาแต่ตัวสบาย(ตรงหน้า)ก่อน
(ไม่รู้หรอก ว่าสุดท้ายเมื่อทั้งสังคมเดือดร้อน ตัวเองก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่ดี
เงินเฟ้อเงินฝืด ก็เฟ้อก็ฝืดกันทั้งประเทศ ไม่ใช่โดนกันแค่หน้าปากซอยเสียหน่อย)

ข้อ 8 กับ 9 เหมือนไม่เกี่ยว แต่มันก็เกี่ยว
การซื้อของเถื่อน ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์เถื่อน ของหนีภาษี เหล้าบุหรี่ไม่มีสแตมป์ ฯลฯ
พวกนี้คือการสนับสนุนการทุจริตในวงราชการทั้งนั้น เกิดเป็นระบบส่วย ค่าคุ้มครอง เป็นระบบผู้มีอิทธิพลขึ้นมา
(ดูพฤติกรรมร้านขายซีดีเถื่อนบางร้านก็ได้ เถื่อนสมชื่อ)
ต้องคิดด้วยว่า เงินร้อยสองร้อยที่เราจ่ายไป รวมๆ กับของคนอื่นๆ นั้น
ส่วนหนึ่งถูกหักไปหล่อเลี้ยงผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ ให้เติบโตขึ้น
วันนี้คุ้มครองแค่คนขายซีดี บุหรี่ ต่อไปเส้นสายก็ใหญ่ขึ้น ก็ไปคุ้มครองคนขายยา ธุรกิจผิดกฏหมายอื่นๆ ต่อไปได้อีก
ต่อไปก็สนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองระดับชาติ .. คิดแล้วก็เห็น ‘สังคมดี’ ตรงหน้าเลย .. ว่าหมดหวัง
(ตอนนี้ทางการสหราชอาณาจักร ออกมารณรงค์เรื่องบุหรี่ผิดกฏหมาย โดยเสนอในแง่มุมนี้ ออกเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์)

ข้อ 10 อ่านย่อหน้าตะกี้อีกรอบ ก็จะเห็นว่ามันเป็นยังไง
พูดไปอาจจะดูเหมืิอนหนัง
แต่บางทีคนที่เราซื้อซีดีเกมให้ลูกเราวันนี้ วันหน้าเค้าอาจจะมาขายยาบ้าให้ลูกเราก็ได้ ใครจะรู้

ตัวผมนั้น เคย ซื้อซีดีเถื่อน ทั้งเพลง ทั้งโปรแกรม มาเยอะมาก
ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร ไม่เป็นไร
แต่เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้ว ก็เลิกซื้อมาได้สองปีกว่าแล้ว

ประกอบกับทุกวันนี้ มีซอฟต์แวร์เสรี/ซอฟต์แวร์รหัสเปิด คุณภาพดีออกมาให้ใช้กันมากมาย
แม้จะไม่สะดวกสบายเท่าของที่เขาขายกันหลายๆ ตัว
แต่ในเมื่อเรามีกำลังเท่านี้ ก็ใช้เท่านี้
มีเงินแค่ขึ้นรถเมล์ จะให้ไปปล้นเบนซ์เขามาขับ มันก็ไม่ได้
ก็ต้องหาของฟรี (เจ้าของเค้ายอมให้ใช้ฟรี) หรือที่ถูกหน่อย มาใช้กันไป

ความไม่สะดวกสบายทั้งหลาย เมื่อแลกกับความภูมิใจ
ว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้าง สังคมดี ให้คนที่เรารักอยู่
ก็น่าจะพอทดแทนกันได้ – เกินพอเสียด้วยซ้ำ

สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง ครับ

ป.ล. ถ้าเห็นด้วยยังไง กดส่งให้เพื่อนอ่านก็ได้ครับ ไอคอนรูปจดหมายข้างล่างน่ะ thx

สิ่งที่ควรเขียนไว้ในพินัยกรรม ?

username และ password ต่างๆ
ทั้ง อีเมล im blog สารพัดอย่าง
ที่เป็นของส่วนตัว (ไม่ใช่เรื่องงาน/ใช้ร่วมกับคนอื่น)
ควรจะบอกไว้ในพินัยกรรม หรือบอกใครไว้ก่อนสิ้นใจรึเปล่า?

เผื่อมีอะไรสำคัญ
หรืออย่างน้อย ก็ให้เค้าล็อกเข้าไปส่งอีเมลหาทุกคนในสมุดที่อยู่ของเรา ว่าเราตายแล้วนะ

หรือจะให้ปล่อยหายไปพร้อมกับคนเลย

คนสมัยนี้ รู้วิถีชีวิตของคนสมัยก่อน รวมทั้งความรู้เก่าๆ
ส่วนนึง ก็จากจดหมาย บันทึก ข้อเขียนอะไรต่างๆ ของคนที่จากไปแล้ว
จะใส่กล่อง ล็อกกุญแจ ฝังดิน หรือเก็บใต้ตุ่ม
เวลาผ่านไป ยังไงเดี๋ยวก็มีคนเจอ

แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเป็นดิจิตัล
เข้ารหัส ล็อกด้วยพาสเวิร์ด
คนที่รู้รหัสผ่านตายไป ทุกอย่างก็อาจจะหายไปด้วย
(จริงๆ เมลบางเจ้า เจ้าของยังหายใจอยู่
แต่ลืมเข้าไป activate ทุกๆ 15 วัน
จดหมาย 250 MB ก็อาจจะหายวับไปได้)

ญาติผู้ตาย สามารถขอให้เปิดกล่องจดหมายดูได้รึเปล่า
รวมทั้งบริการอื่นๆ ด้วย หลังจากเจ้าของเดิมล่วงลับไปแล้ว

วันนึง ก็จะไม่มี อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล อยู่
แต่ร่างก็อาจจะยังเป็นปุ๋ย เป็นอะไรได้นิดหน่อย
ถ้าตอนอยู่ทำคุณงามความดีอะไรไว้บ้าง
หรือว่าคิดสร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังหน่อย
ชีวิตที่ไม่เหลือแล้ว ก็อาจจะยังเป็นประโยชน์ต่อได้อีกบ้าง ในหนังสือชีวประวัติทั้งหลาย
อาจจะจากงานที่เป็นกระดาษ บันทึก ของใช้ คำบอกเล่าของคนรอบข้าง

วันนึง bact’ ก็จะหายไป
แป้นพิมพ์ที่เคาะ ตัวอักษรต่างๆ สารพัดบิต
ทั้งที่ encode ด้วย TIS-620 ISO-8859-1 หรือ UTF-8
ไม่บางทีก็ดันลืม ให้ชาวบ้านเค้าปวดหัว ต้องมาคอยเปลี่ยน
มันจะหายไปไหน

0 0 1 1 กระพริบ วาบ ไปอย่างปกติ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาจจะกองเป็นขยะข้อมูลอยู่ที่มุมไหนซักมุมหนึ่งของ Internet Archive Project

หรือบางทีบัญชี ICQ หรืออีเมล ก็อาจจะยังอยู่ต่อไปอีกร้อยปี กรณีที่ผู้ให้บริการเค้าไม่ลบ

spammers ทั้งหลาย ก็ยังจะปราถนาดี
คอยส่งวิธีที่ทำให้เรารวยขึ้นภายในสามวันเจ็ดวัน เข้าอีเมลเรา ทั้งๆ ที่เราตายห่าไปแล้ว (อาจจะเป็นแบงค์กงเต๊กก็ได้ ไม่แน่ใจ)
ไม่ก็อาจจะเป็นพวกสมุนไพรหน้าเด้งหน้าเนียน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็คงเป็นหน้าหนอนแล้ว
ที่หนีไม่พ้น ก็คงจะเป็น Work @ Home ที่อาจจะต้องหอบงานเอาไปทำ @ Hell แทน ฯลฯ

online identity สร้างได้ เกิดได้
แต่เวลาตาย มันจะตายยังไง?

แล้วสิ่งต่างๆ ที่ online identity นั้นสร้างขึ้นมาในโลกออนไลน์
จะปล่อยให้ตามตามไปด้วยมั๊ย?

ในโลกจริง คนตาย แต่งานอยู่

มีโค้ด มีโปรแกรม เอา source code มาเปิดซะ จะได้ไม่ตายตามไปกับตัว

—-

Subject: ขออภัย อีเมลที่ท่านส่งไม่ถึงผู้รับ

Text:
ขออภัย อีเมลที่ท่านส่งถึง art at siit.net ไม่ถึงผู้รับ
เนื่องจากเจ้าของอีเมลได้เสียชีวิตไปแล้ว

ทางระบบจะพยายามส่งอีเมลฉบับนี้ใหม่ภายในชาติหน้าโดยอัตโนมัติ
ท่านไม่จำเป็นต้องส่งอีเมลซ้ำอีก

หากท่านยังได้รับข้อความนี้อีกหลายๆ ครั้ง
กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบของ siit.net เพื่อให้ดำเนินการซ่อมบำรุงระบบต่อไป

ขอบคุณ

How to be a good teacher?

I don’t want to be a lecturer.

How to become a good teacher? My curiousity

I’ve never been a good student. A bit shame about it. But that’s a fact

I like to live (i.e. work) in an environment surrounded with my colleagues and students working (i.e. living) together on things that we do all love. On things that we all want to know — so we all want to get there, find a solution/result

Research? I love it, may be. But only as an instrument of education. Get your hands dirty, do mistakes (again and again), and that’s all about education. Research without education in the picture, I can’t imagine

If I’m gonna be a teacher. I like my students to call me ‘friend’.Well, I should not asking for this. Just let it be

I don’t want to be a lecturer.

ศาสนา อำนาจ วิทยาศาสตร์

คุยกันยาว ใน blog ของมาร์ค
เริ่มจาก Passion of Christ
ไปถึง Foundation
ลากย้อนมาเรื่อง วิทยาศาสตร์

กดที่หัวข้อ เพื่ออ่าน

—-

ฐานทางสังคมของวิทยาศาสตร์
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
หน้า 6 มติชน 19 มี.ค. 2547

@@@ ++++ กระทู้ฉัน สำคัญเหลือเกิน !!! %%% ***

เบื่อพวกชอบตั้งกระทู้ แล้วใส่เครื่องหมายบ้าบออะไรไม่รู้เต็มไปหมด

นอกจากจะรำคาญลูกตาแล้ว
ผมว่ามันไร้มารยาท
เหมือนเห็นว่ากระทู้ตัวเองสำคัญที่สุด
ปกติผมจะไม่กดเข้าไปเลย ไอ้กระทู้แบบนี้

วันนี้ทนไม่ไหว เลยไปเพิ่มโค้ดในเวบบอร์ดสถาบัน
ให้ดักไอ้พวกบ้านั่นออกไปให้หมด

แต่ก็ได้แค่ที่เดียวล่ะนะ
เข้าเวบอื่นๆ ไป ก็เจออยู่ดี

น่าจะมีแบนนะ
ใครตั้งกระทู้แบบนี้มา ไม่ตอบ
ไม่งั้นก็แจ้งลบได้

ไปอ่านเปเปอร์ต่อดีกว่า T-T

รีบๆ ทำเข้า จะได้ไปเที่ยวนะอาทนะ