rent a house = high mobility ?

เวลานั่งรถไฟฟ้า นั่งรถไปไหนมาไหน มองเห็นตึกแถวใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เยอะแยะมากมายในกรุงเทพ

ตึกแถวต่าง ๆ น่าจะมีการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากว่านี้ จะได้ไม่ต้องสร้างตึกใหม่ให้เปลืองทรัพยากร
ทำเป็น mixed use ซะ ใช้หลายประสงค์ ถือครองร่วมกันหลายคนหลายครอบครัวหรือเจ้าของตึกแบ่งเช่า

ชั้นล่างให้เช่าเป็นร้านค้า/สำนักงาน
ชั้นบน ๆ แบ่งชั้นให้แต่ละครอบครัวเช่า
ชั้นดาดฟ้าบนสุดใช้ร่วมกัน เป็นลานซักล้าง-ตากผ้า
หรือถ้าตึกข้างเคียงจะตกลงเปิดดาดฟ้าต่อกันก็ได้-ทำเป็นลานนั่งพักผ่อน/ทำกิจกรรม (ข้างล่างไม่มีที่)

ถ้าจะทำ ต้องปรับปรุงเรื่องประตูเข้าออก ทางขึ้นลง ให้สะดวกกับทุกฝ่าย

แบบนี้ ตึกแถวห้องหนึ่งอาจอยู่ได้ถึงสามสี่ครอบครัวเล็ก ๆ ตามลักษณะครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ในเมือง

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้เรื่องข้างบนเป็นไปได้มากขึ้น คือ
ค่านิยมเรื่อง “เช่าบ้าน = ไม่มั่นคงในชีวิต”
น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” มี mobility เคลื่อนย้ายสะดวก
ซึ่งน่าจะเหมาะกับลักษณะชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า ที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง (ทั้งจากการย้ายองค์กร หรืออยู่ในองค์กรเดิมแต่ต้องเดินทางเปลี่ยนที่ทำงาน) ทั้งตอบสนองความต้องการที่จะมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อความสะดวก ลดค่าเดินทาง ประหยัดเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต (สามารถย้ายบ้านตามที่ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องห่วงเรื่องซื้อขายบ้าน หรือทำสัญญาระยะยาว)

นอกจากนี้ ความคล่องตัว-ไม่ติดกับพื้นที่ น่าจะช่วยเรื่องการย้ายถิ่นฐาน/โยกย้ายบุคลากรที่ขาดแคลนในเขตนอกศูนย์กลาง (กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) เพิ่มโอกาสกระจายงาน กระจายความเจริญได้ด้วย — ไม่ทำให้เมืองหลวงหรือหัวเมืองมันโตเกินไป ซึ่งนำมาสู่ปัญหาการจัดการต่าง ๆ เช่นสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สร้างยังไงก็ไม่ทัน เช่นที่เชียงใหม่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ (ไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพ)

ไม่ใช่ว่า ก็ทรัพยากรบุคคลมันอยู่ในกรุงเทพ (หรือหัวเมือง) ย้ายเข้าออกไม่สะดวก บริษัทก็เลยต้องมาตั้งอยู่ในกรุงเทพ แล้วพอบริษัทต่าง ๆ มากระจุกอยู่ในกรุงเทพ คนข้างนอกก็ต้องย้ายเข้ามาเพิ่มอีก เพราะนอกกรุงเทพไม่ค่อยมีงาน ทรัพยากรบุคคลทั้งหลายก็เข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ บริษัทต่าง ๆ จะตั้งบริษัท จะขยายงาน ขยายสาขา ก็ต้องอยู่ในกรุงเทพอีกนั่นแหละ ไปที่อื่นมันไม่มีคน ก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหาง ไก่กับไข่

เรื่อง workforce mobility หรือความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เป็นนโยบายของสำคัญของการสร้างและรักษาความมั่งคงของสหภาพยุโรป ไม่ให้ความเจริญมันเหลื่อมล้ำ พอคนย้ายได้ง่าย งานก็ย้ายได้ง่ายด้วย ปลดล็อกงูกินหาง

เอกสาร Mobility in Europe [pdf]
โดย มูลนิธิยุโรปเพื่อการปรับปรุงสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต
Eurofound – European Foundation for the Improvement of Living and Working Conditions

ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เกี่ยวหลายเรื่อง
แม้ที่เด่นเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน
แต่เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการใช้ชีวิตของแรงงานก็สำคัญ ที่พัก (สัญญาขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ราคาพอรับไหว ไม่ผูกมัดเกิน) ระบบขนส่ง (เมือง-รอบนอก / งาน-ที่พัก) ภาษา (กรณีพูดต่างภาษาควรสื่อสารภาษากลางกันได้) วัฒนธรรม (ที่อดทดอดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่คลั่งชาติ เปิดใจรับความแตกต่าง) คือแรงงานก็เป็นคนน่ะ
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานดี ๆ แล้ว ก็อยากได้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ดี ๆ เช่นกัน

สภาพที่ปราถนา เพื่อเมืองที่มีชีวิต live life :
ที่อยู่อาศัยย้ายเข้าออกคล่องตัว – ระบบขนส่งสะดวก – สื่อสารภาษากลางได้ – วัฒนธรรมเปิดกว้างรับความแตกต่าง
สองอันหลังสำหรับการจะเป็นเมืองระดับภูมิภาค/นานาชาติ

ที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางโน่นนี่ เป็น hub จะดันเมืองนั้นเมืองนี้เป็นเมืองระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ
แต่ทุกอย่างมันก็ต้องอาศัยคนด้วย ทั้งคนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ
จะเป็น hub แต่เขาเดินทางเข้ามาทำงาน/ใช้ชีวิตไม่สะดวก ใครเขาจะอยากมา
แล้วจะเป็น hub ได้ยังไง ? จะมีเมืองศูนย์กลางหลาย ๆ เมืองได้ยังไง ? (แนวคิด mobility นี้ไม่ได้ปฏิเสธเมืองศูนย์กลาง แต่ปฏิเสธการมีศูนย์กลางแต่ที่เดียว อะไร ๆ ก็อยู่ในเมืองนี้ – เช่นกรณีกรุงเทพ)

ในแง่สิทธิโดยทั่วไป-ไม่ได้เจาะจงเรื่องแรงงาน เรื่อง mobility นี้เกี่ยวกับ สิทธิในการเดินทาง/เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย mobility rights / rights to travel / freedom of movement

เฮ้ย เริ่มจากตึกแถว มาจบที่เรื่องสิทธิได้ไง

ย้อนกลับไปใหม่ คิดว่า “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” ไหม ?

กลับไปทำงานต่อดีกว่า

ปรับปรุง 2008.07.04: เพิ่มเรื่อง cosmopolitan

technorati tags:
,
,
,
,

Dr. Sa-nguan life and thoughts

จากหนังสือ งานกับอุดมคติของชีวิต นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (หน้า 3-5)

… ผมเข้าร่วมขบวนการกิจกรรมนักศึกษาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนกระทั่งขบวนการกิจกรรมนักศึกษาถูกทำลายในวันที่ 6 ตุลา พ.ศ. 2519 แม้ว่าจะไม่ใช่ประเภทมือไมค์ไฮปาร์ค ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของนักศึกษามหิดล แต่เราก็มีรูปแบบกิจกรรมที่ไปเสริมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในแนวทางของเรา

ที่ผมมองว่าสังคมนักศึกษาขณะนั้นเป็นสังคมอุดมคติ ก็เพราะในขณะนั้นชีวิตนักศึกษาเป็นสังคมรวมหมู่ที่ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายอย่างเดียวกันก็คือ การที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม และก็ทำให้ประเทศชาติเป็นประเทศที่มีความยุติธรรม ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกทอดทิ้ง

ผมจำได้ว่ารู้สึกรักและนับถือเพื่อนนักศึกษาหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่ทุ่มเทชีวิตทั้งกายและใจเพื่อที่จะรับใช้ประชาชน ซึ่งแรงบันดาลใจและตัวอย่างจากคนเหล่านี้ ทำให้ผมมีแนวคิดและมีความฝังใจว่า อยากจะเห็นสังคมรวมหมู่ที่ดีที่ทุกคนแบ่งปันเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นฐานคิดที่สำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ว่า เราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องในสังคมเดียวกันนี้ต้องป่วยตายและตายไปโดยไม่ได้รับการดูแลด้วยเหตุว่าเขาไม่มีเงิน

เมื่อมีการปราบปรามนักศึกษาผมเองก็มีชื่ออยู่ในบัญชีที่ต้องถูกจับกุมเช่นเดียวกับเพื่อนนักกิจกรรมคนอื่น ๆ อีกหลายคน ในเวลานั้นพวกเราแต่ละคนต้องตัดสินใจเลือกทางชีวิตของตัวเอง ในจำนวนไม่กี่ทางเลือกที่มี ผมตัดสินเลือกที่จะอยู่ต่อสู้ในเมืองต่อไป แม้ว่าต้องหลบซ่อนตัวอยู่ระยะหนึ่งก็ตาม ในขณะที่เพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งเลือกที่จะไปจากเมืองเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล

นอกจากนั้น ความที่ผมไม่ถูกจับ แม้จะมีรายชื่อตามจับของทางการอยู่ ทำให้ผมไม่สามารถจะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปริญญาต่อหน้าพระพักตร์และมีรูปถ่ายไปติดที่บ้าน ถือเป็นค่านิยมของครอบครัวชนชั้นกลางซึ่งเป็นครอบครัวชาวจีน เป็นค่านิยมที่พ่อแม่จะภาคภูมิใจเป็นอันมาก ผมเองอยากจะให้ความภาคภูมิใจกับคุณพ่อคุณแม่ผมมาก และปราถนาอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสนั้น ในขณะนั้นผมถูกเรียกไปพบจากอาจารย์ผู้ที่รักและห่วงใยผมมากท่านหนึ่ง คือคณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ได้แก่ ศ.นพ. ทวี บุญโชติ ได้แจ้งกับผมว่าทางตำรวจได้แจ้งกับทางมหาวิทยาลัยว่า ผมจะต้องไปมอบตัวเนื่องจากผมเป็นผู้ที่มีรายชื่อว่าทางการตามจับอยู่ จากนั้น ผมก็จะเป็นอิสระ จะไม่มีผู้เฝ้าติดตาม และสามารถไปรับพระราชทานปริญญาต่อหน้าพระพักตร์ได้ นอกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ตำรวจยังส่งผู้บริหารโรงพยาบาลวชิรพยาบาลซึ่งผมทำงานอยู่มาเกลี้ยกล่อมผมด้วย ผมได้แจ้งกับผู้บริหารทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลวชิรพยาบาลอย่างสุภาพ แต่ดื้อรั้นว่า ผมไม่ได้ทำอะไรผิด การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเป็นไปได้ด้วยความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน หากทางตำรวจเห็นว่าผมทำผิดและมีหมายจับอยู่ ก็มาจับกุมได้เลย ผมจะไม่หนีไปไหน แต่ผมจะไม่มีทางมอบตัวเด็ดขาด ผมยังได้บอกไปอีกว่า หากให้เลือกใหม่ได้ ผมก็คงยังเลือกทำแบบเดิมอีก (พูดง่าย ๆ ก็คือ ยืนยันว่าขบวนการนักศึกษาไม่ได้ทำอะไรผิดแม้จะถูกตามจับก็ไม่เสียใจ)

ทั้งหมดเป็นการพูดที่ออกไปจากความรู้สึกที่แท้จริงในขณะนั้น สุดท้ายผมจึงจบมหาวิทยาลัยไปทำงานต่างจังหวัดโดยไปรับปริญญาจากสำนักงานอธิการบดีเองในภายหลัง


สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เผยแพร่หนังสือ 3 เล่ม เพื่อเผยแพร่ข้อเขียนที่ทรงคุณค่าให้เป็นประโยชน์กับสังคม และสมทบ “กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่องานมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อสานต่อภารกิจครั้งสุดท้ายของนพ.สงวนต่อไป

สนใจ ติดต่อ
สำนักสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โทร. 0-2831-4000 ต่อ 4134
และดาวน์โหลดที่เว็บสปสช. (หรือตามลิงก์ข้างบน)

ร่วมอาลัย นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (18 มี.ค. 2495 – 18 ม.ค. 2551)

[ ลิงก์ สปสช. | ผ่าน หมวย ]

technorati tags:
,
,
,
,

Does Wikipedia a real peer-to-peer production ?

ต่อเนื่องจาก วิกิพีเดียไทยกำลังล้มเหลว – มีข้อสังเกตน่าสนใจจาก เชิงอรรถ ของ มหาวิหารกับตลาดสด (The Cathedral and the Bazaar)

น่าสังเกตพอๆ กัน ว่าในชุมชนโอเพนซอร์สนั้น รูปแบบโครงสร้างชุมชนก็ตรงกับหน้าที่ที่ทำในหลายระดับ เครือข่ายนี้ครอบคลุมทุกอย่างและทุกที่ ไม่ใช่แค่อินเทอร์เน็ต แต่ผู้คนที่ทำงานยังได้สร้างเครือข่ายแบบกระจาย ขึ้นต่อกันอย่างหลวมๆ ในระดับเดียวกัน ที่มีส่วนที่ทดแทนกันได้เกิดขึ้นกลายส่วน และไม่ล้มครืนลงแบบทันทีทันใด ในเครือข่ายทั้งสอง แต่ละกลุ่มจะมีความสำคัญแค่ในระดับที่กลุ่มอื่นต้องการจะร่วมมือด้วยเท่านั้น

ตรงส่วน “ในระดับเดียวกัน” นี้ สำคัญมากสำหรับผลิตภาพอันน่าทึ่งของชุมชน ประเด็นที่โครพอตกินพยายามจะชี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ได้ถูกพัฒนาต่อไปโดย ‘หลัก SNAFU’ ที่ว่า “การสื่อสารที่แท้จริง จะเกิดได้ระหว่างคนที่เท่าเทียมกันเท่านั้น เพราะผู้ที่ด้อยกว่าจะได้รับการตอบแทนอย่างสม่ำเสมอกว่า ถ้าพูดโกหกให้ผู้ที่เหนือกว่าพอใจ เทียบกับการพูดความจริง” ทีมงานที่สร้างสรรค์จะขึ้นอยู่กับการสื่อสารอย่างแท้จริง และจะถูกขัดขวางอย่างมากจากการมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ชุมชนโอเพนซอร์ส ซึ่งปราศจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจดังกล่าว จึงได้สอนเราในทางตรงกันข้าม ให้รู้ถึงข้อเสียของความสัมพันธ์ดังกล่าวในรูปของบั๊ก ผลิตภาพที่ถดถอย และโอกาสที่สูญเสียไป

ข้อสังเกตนี้ ชี้ว่า ในการผลิตแบบเท่าเทียม (peer production) ชุมชนที่จะมีประสิทธิภาพควรจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชุมชนแบบเท่าเทียม/ในระดับเดียวกัน … แล้วความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในวิกิืพีเดีย(ไทย)เป็นแบบไหน ?

technorati tags:
,
,

Free Software Culture

รวมบทความเกี่ยวกับ วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซอฟต์แวร์เสรี และโอเพนซอร์ส
สำรวจ วัฒนธรรมแฮกเกอร์ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมซอฟต์แวร์เสรี และกระบวนโอเพนซอร์ส
เพื่อทำความเข้าใจด้านที่นอกเหนือไปจากเรื่องเทคโนโลยี ของ การเคลื่อนไหวซอฟต์แวร์เสรี
บทความทั้งหมดนี้ เขียน/แปลโดยอาสาสมัครจาก (หรือมีความเกี่ยวข้องกับ) linux.thai.net ชุมชนซอฟต์แวร์เสรีรุ่นบุกเบิกชุนชนหนึ่งของไทย


มาเป็นแฮ็กเกอร์กันเถอะ!
เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงจาก How to become a Hacker ของ Eric Steven Raymond (ESR)
บทความสั้น วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ใครคือแฮ็กเกอร์ พวกเขาทำอะไร และจะเป็นได้อย่างไร

มหาวิหารกับตลาดสด
แปลจาก The Cathedral and the Bazaar ของ ESR
บทความชุด สำรวจวัฒนธรรมโอเพนซอร์ส ทำไมโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ประสบความสำเร็จ จึงประสบความสำเร็จเช่นนั้น

วิธีทำงานกับซอฟต์แวร์เสรี
แปลจาก Working on Free Software ของ Havoc Pennington
กฎและความเข้าใจที่ไม่มีการบัญญัติ สำหรับอาสาสมัครซอฟต์แวร์เสรีเลือดใหม่

ลงหลักปัญญาภูมิ
แปลจาก Homesteading the Noosphere ของ ESR
บทความชุด สำรวจจารีตปฏิบัติของแฮ็กเกอร์ ในเรื่องกรรมสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซึ่งเป็น “วัฒนธรรมแห่งการให้” และตรวจสอบผลพวงของการวิเคราะห์นี้
(พี่เทพ ผู้แปล ไม่ได้แปลชื่อบทความไว้ ผมขอถือโอกาส โดยล้อคำว่า biosphere ที่มีผู้แปลไว้ว่า ชีวภูมิ)

ทบทวนซอฟต์แวร์เสรีเมืองไทย
บทความสั้น(ไม่มาก) ทบทวนและพิเคราะห์วงการซอฟต์แวร์เสรีในประเทศไทย ตั้งข้อสังเกต เงื่อนไขและอุปสรรค โดย เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์


เกี่ยวเนื่อง: สัมมนาและเสวนา ชุมชนซอฟต์แวร์เสรีไทย (พร้อมวีดิโอและสไลด์) จากงาน TLUG “อนาคตโอเพนซอร์สไทย”

tags:
|
|
|
|
|

Thailand, FOSS, and Community

(ขอรวมมันที่เดียวเลยละกัน ไปตามแก้โพสต์ก่อน ๆ แล้วงง – -“)

รายงาน TLUG
รายงาน มัลติมีเดีย และรวมลิงก์ที่เกี่ยวข้อง ที่เว็บ Blognone

TLUG Resurrection
รายงานประเด็นต่าง ๆ ในงานเสวนา โดย เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์

รายงาน : เสวนาโอเพนซอร์ส “อนาคตโอเพนซอร์สไทย”
รายงาน และสัมภาษณ์พิเศษคุณเทพพิทักษ์ พร้อมมัลติมีเดีย และลิงก์ที่เกี่ยวข้อง ที่เว็บ พลวัต

Thailand FOSS Retrospects
ย้อนมองวงการซอฟต์แวร์เสรีเมืองไทย บทความวิเคราะห์ โดย เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์

รวมบทความ วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซอฟต์แวร์เสรี และโอเพนซอร์ส
สำรวจและทำความเข้าใจกับ วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมซอฟต์แวร์เสรี และกระบวนโอเพนซอร์ส มีบทความเด่น เช่น มหาวิหารกับตลาดสด


วีดิโอของงาน TLUG อนาคตโอเพนซอร์สไทย ตัดมาเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับชุมชน
ดูวีดิโอทั้งหมดได้ที่ howforge

อนาคต+โอเพนซอร์ส+ไทย 20 อย่างที่พอนึกออก
แนวคิด/ประสบการณ์ เกี่ยวกับ ชุมชน การผลิต โอเพนซอร์ส และประเทศไทย การนำเสนอ โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล / พูดคุยแลกเปลี่ยน กับ คุณวิษณุ เอื้อชูเกียรติ และ อ.สุพัตร์ ฟ้ารุ่งสาง
ดาวน์โหลดสไลด์: PDF | OpenDocument

ชุมชนนักพัฒนาโอเพนซอร์สในประเทศไทย
ประสบการณ์ของนักพัฒนาโอเพนซอร์สรุ่นแรกในไทย การสร้างชุมชนนักพัฒนา การสนทนา โดย โดม เจริญยศ

Economics of Free and Open Source in Thailand
เศรษฐกิจของซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์สในประเทศไทย แรงจูงใจของผู้ผลิต มวลวิกฤตของชุมชน คุณค่าของเครือข่าย การนำเสนอ โดย กานต์ ยืนยง
ดาวน์โหลดสไลด์: PowerPoint

ประสบการณ์ของผู้ใช้กับชุมชนโอเพนซอร์ส
ประสบการณ์ในมุมมองผู้ใช้ ที่เข้าร่วมชุมชนพัฒนา และอนาคตโอเพนซอร์สไทย การสนทนา โดย วิษณุ เอื้อชูเกียรติ

ปรัชญาซอฟต์แวร์เสรีกับการสร้างชุมชน
ปรัชญาซอฟต์แวร์เสรี ชุมชนผู้พัฒนา ชุมชนผู้ใช้ ทำไมในประเทศไทยถึงยังไม่เกิดเงื่อนไขให้เกิดโอเพนซอร์ส การสนทนา นำโดย เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์

วงเสวนาเปิด
หัวข้อต่าง ๆ ข้อเสนอแนะ ประสบการณ์ วงเสวนาเปิด โดยผู้ร่วมงาน TLUG

ลิงก์บางส่วน เคยโพสต์ไปแล้วที่: TLUG presentation

tags:
|
|
|
|
|
|

TLUG presentation

อนาคต+โอเพนซอร์ส+ไทย — 20 อย่างที่พอนึกออก

(ดูแบบ PDF หรือ OpenDocument — ไฟล์ชนิด OpenDocument เปิดได้ด้วยโปรแกรมเช่น OpenOffice.org หรือ KOffice)

พูดในงาน TLUG 25 พ.ย. 2549 ที่เขียนถึงในโพสต์ก่อนหน้านี้

อันนี้เป็นรุ่นต้นฉบับ เหมือนที่ใช้ในงานเลย มีหมายเหตุประกอบ (“Notes”) อยู่นิดหน่อย ลองเปิดดูได้ จะพยายามเพิ่มหมายเหตุประกอบเข้าไปอีก แล้วอัพขึ้นอีกทีนะครับ ตอนนี้ดูอันนี้ไปก่อน

มันไม่มีเนื้อหาอะไรมาก มีแค่คำสำคัญ จุดประสงค์หลักคือเพื่อจุดประเด็นความสนใจ หวังให้เป็นหัวข้อพูดคุยต่อไป

ถ้าใครสนใจประเด็นไหนเป็นพิเศษบอกได้ ผมก็อยากศึกษาแล้วมีคนคุยด้วยน่ะ 😛

การนำเสนอ/หัวข้ออื่น ๆ

tags: 

Government Scholarship

เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล … ต้องสำนึกคุณใครดี ? (ที่นอกเหนือจากบุพการี)

ไม่ต้อง, รัฐบาล (ผู้ให้ทุน), รัฐ (เจ้าของทุนตัวจริง? รัฐบาลเป็นแค่ผู้บริหาร), ผู้เสียภาษี (ก็ทุนมาจากนี่), ประชาชนทั้งหมด (เจ้าของรัฐ ที่ฝากรัฐบาลบริหารอยู่), … ?

tags:
|

Dynamicism

พอคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมาถึงจุดนึง เราก็สามารถ “ฟุ่มเฟือย” พลังประมวลผล ไปกับคำสั่งที่อาจจะไม่จำเป็นบางอย่าง ยกหน้าที่เรื่องการเขียนภาษาเครื่องให้กับตัวคอมไพเลอร์ แล้วเราก็ไปเขียนภาษาในระดับที่สูงกว่านั้นแทน เพื่อแลกกับความสะดวกในการเขียนโปรแกรม .. ลดเวลาในการเขียน และเพิ่มความง่ายในการ port

พอคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมาถึงอีกจุดนึง เราก็สามารถ “ฟุ่มเฟือย” พลังประมวลผล ไปกับการแปลงโค้ดทุกครั้งที่รันได้ (โดยแปลงเป็นภาษากลางล่วงหน้าก่อน แล้วค่อยเป็นภาษาเครื่อง) เพื่อแลกกับความสะดวกเรื่องการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม .. ลดจำนวนโปรแกรมที่ต้องเขียน และถึงตอนนี้ก็ไม่ต้อง port แล้ว รันได้เลย

แล้วพอจะไปถึงอีกจุดนึง เราก็สามารถ “ฟุ่มเฟือย” พลังประมวลผล ไปกับการแปลงโค้ดทุกครั้งที่รัน (จริง ๆ – จากภาษาโปรแกรม ไปเป็นภาษาเครื่องเลย) เพื่อแลกกับความง่ายในการเขียนโปรแกรม (บางอย่างที่อาจจะยาก ถ้าต้องเขียนแบบ static) .. ลดจำนวนบรรทัดที่ต้องเขียน/ความซับซ้อนของโปรแกรม เพิ่มผลิตภาพ แล้วถึงตอนนั้น ก็อาจจะไม่ต้องเขียนโปรแกรมบางอย่างเองล่วงหน้าแล้ว ปล่อยให้โปรแกรมมันไปเขียนโปรแกรมตอนรันเอาเอง

คาดว่าหลังจากนั้น ก็คงจะถึงยุคของ การไม่ต้องเขียนโปรแกรม แต่เปลี่ยนเป็นบอกว่า เราอยากได้อะไร (declarative) (จากเมื่อก่อนเป็นการบอกขั้นตอนว่าทำอย่างไร)
คงจะเป็นทำนอง Prolog (ทั่วไป) หรือพวก XUL (เฉพาะงาน) … ??

.NET and Java

tags:
|
|
|
|
|
|

Taking Back the Web, with Cautions

ช่วงนี้มีคนพูดถึง Web 2.0 บ่อยขึ้นทุกที

บางคนคิดว่ามันหมายถึงเทคโนโลยีอย่าง AJAX, อินเทอร์เฟสที่ลื่นไหลขึ้น โต้ตอบได้ทันใจ ทำให้การใช้งานเว็บสะดวกขึ้น มีการพูดถึงว่า ต่อไปเราจะทำทุกอย่างได้ในเว็บเบราเซอร์ (ตอนนี้ก็มีทั้งโปรแกรมอีเมล ตารางนัดหมาย ประมวลคำ ตารางคำนวณ ฯลฯ)

แต่แค่เทคโนโลยีอย่างเดียวจริง ๆ เหรอ ที่ทำให้คนสนใจ Web 2.0 ?

เพราะจะว่าไป ไอ้เจ้าเทคโนโลยีทั้งหลายใน Web 2.0 นั้น ไม่ได้เป็นของใหม่เลย มันมีมานานแล้ว
แล้วสิ่งที่ใหม่คืออะไรล่ะ ?

ก็คือมุมมองในการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นนั่นเอง ที่เป็นของใหม่

หัวใจของ Web 2.0 อยู่ที่ “คน” เพื่อคน และโดยคน

เมื่อเปรียบเทียบกับ “Web 1.0” ที่หัวใจอยู่ที่เนื้อหา(ทางเดียว) เพื่อการค้่า และโดยผู้จัดพิมพ์รายใหญ่
(ส่วน “Web prototype” นั่น หัวใจคงเป็นเรื่องการวิจัย เพื่อความมั่นคง และโดยรัฐ)

สิ่งที่สร้าง Web 2.0 คือ การแบ่งปัน และสิ่งที่ทำให้การแบ่งปันเป็นไปได้ ก็คือ มาตรฐานเปิด (นอกจากนี้ ก็มีเรื่องซอฟต์แวร์เสรี ที่ทำให้ราคาของเทคโนโลยีนั้นต่ำลง กำแพงที่กันผู้เล่นหน้าใหม่ก็ลดลง)

และสิ่งที่ Web 2.0 สร้าง ก็คือ collective intelligence จะพูดอย่างไทย คงได้ว่า “ปัญญารวมหมู่”
tagging หรือ folksonomy และ Wikipedia เป็นตัวอย่างของ collective intelligence ที่ individual intelligence ปัญญาเดี่ยว ๆ หัวเดียวกระเทียมลีบสู้ไม่ได้ในบางเรื่อง (ไม่ว่าเดี่ยว ๆ นั้น จะเป็นคน หรือ AI ก็ตาม)

Web 2.0 ไม่ได้เลื่อนเวอร์ชั่นขึ้นมาจากรุ่น 1.0 เพียงเพราะมันใช้เทคโนโลยีใหม่
แต่เพราะมันยังนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของเว็บอีกด้วย

ลิงก์ของ Web 1.0 คือ ไฮเปอร์ลิงก์ ; ลิงก์ของ Web 2.0 คือความสัมพันธ์ทางสังคม (และรสนิยม)

โหนดของ Web 1.0 คือ เซิร์ฟเวอร์ ; โหนดของ Web 2.0 คือ คน

เป็นเว็บที่เนื้อหาไม่ได้มากจากศูนย์กลาง (ผู้จัดพิมพ์รายใหญ่) เพียงอย่างเดียว (ศูนย์กลางยังคงมี แต่ถูกลดความสำคัญลงไป) ความสนใจในเนื้อหาถูกกระจายออกไปยังผู้จัดพิมพ์รายย่อย ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง มันก็คือผู้ใช้เว็บปกตินี่เอง (เว็บบล็อก) เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ (online social network) ที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อหาจากผู้จัดพิมพ์เล็ก ๆ สามารถเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน – ถ้าเนื้อหานั้นโดนใจพอ มันก็จะแพร่สะพัดไปทั้งเว็บอย่างรวดเร็ว

มาตรฐานเปิด การแบ่งปัน เนื้อหาจากทั้งด้านบนและด้านล่าง เครือข่าย บวกกับการโต้ตอบอย่างฉับพลัน ทำให้ Web 2.0 กลายสภาพจากสื่อที่ไม่ต่างอะไรนักจาก ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ไปสู่สื่อที่มีสภาพเหมือน ลานสาธารณะขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่คล้ายห้องประชุมสภาทางไกล มีโทรศัพท์หลายล้านสายโยงเข้าและออก ทุกคนสามารถพูด ทุกคนสามารถได้ยิน ทุกคนสามารถให้ความเห็น พร้อมกับส่งสิ่งที่ตนได้ยินพร้อมความเห็นไปหาเพื่อน ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทุก ๆ คนทำหน้าที่เป็นทั้งนักข่าว นักคิด นักเขียน ผู้จัดพิมพ์ โฆษก เด็กส่งหนังสือพิมพ์ แถมบางคนยังทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์คัดแยกข่าวสารไปในตัวอีกต่างหาก (tagging)

ทั้งหมดนี้ ดำเนินไปได้ด้วย ปัจเจกบุคคล ที่อาจจะไม่ได้มีเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แต่แรงคนละเล็กละน้อยที่ทำลงไป พอรวมกันแล้ว ก็กลายออกมาเป็นปรากฏการณ์อย่างที่เราเห็นกันอยู่

Web 2.0 เป็นเรื่องน่ายินดี สำหรับสังคมความรู้ …
แต่…

สิ่งที่น่ากลัวอย่างมาก(และอาจจะอย่างเดียว)สำหรับ Web 2.0 ก็คือ
เป็นไปได้อย่างมาก ที่ต่อไป คนจะอ่านเฉพาะเรื่องที่ตนอยากอ่าน รู้เฉพาะเรื่องที่ตนอยากรู้ … ผู้คนจะเสพข่าวสารกันง่ายขึ้นและมากขึ้น แต่แคบลงแคบลง
รู้ลึก แต่ไม่รอบรู้
เมื่อไม่รอบรู้ ก็มองไม่เห็นภาพใหญ่ ภาพรวม ไม่เห็นบริบทของสิ่งที่ตนรู้ลึก ..คุณค่าของสิ่งที่รู้ลึกนั้น ก็อาจจะด้อยลงไป

สำคัญก็คือ เมื่อไม่รอบรู้แล้ว ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของคนที่รอบรู้กว่าได้
สำคัญกว่าก็คือ หากไม่รอบรู้ แล้วดันรู้ลึกอีก (นั่นคืออาจจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนใกล้ชิด/เครือข่าย) ก็ไม่แน่ว่าอาจจะถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อชักนำคนใกล้ชิด/เครือข่าย เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ได้

Web 2.0 ให้เครื่องมือแก่เราในการแสวงหา/แบ่งปันความรู้ในเรื่องที่เราสนใจ

แต่ Web 2.0 ไม่สามารถป้องกันเราจากภาวะความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดได้

ด้วยปัญญารวมหมู่ผสมกับเทคนิคทางปัญญาประดิษฐ์ Amazon.com, Last.fm สามารถแนะนำเพลงที่คุณอยากฟังได้ จากประวัติการฟัง(ซื้อ)เพลงที่ผ่านมาของคุณ …
แต่คน ๆ นึงจะรู้ได้ยังไง ว่าตัวเองชอบฟังแจ๊ส(หรืออะไรก็ตาม) ถ้ายังไม่เคยลองฟังมาก่อนเลย ?


พักความกลัวไว้ ตอนนี้ไปรู้จักกับเว็บที่สร้างโดยคน และเพื่อคน กันก่อน CNET News.com เสนอบทความชุด ยึดเว็บกลับ Taking Back the Web
ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน เห็นแล้วเข้ามาเขียนบล็อกก่อน 😛 เดี๋ยวอ่านแล้วอาจจะเข้ามาเขียนอะไรเพิ่ม


ต้องการความเห็นอย่างมาก เชิญด้านล่าง

Data, Information, Knowledge, Understanding, and Wisdom

ปรับปรุงและเพิ่มเติม จากความเห็นในหัวข้อ ทำไมต้อง KM , อะไรคือ data , information , and knowledge ที่ GotoKnow.org (ลิงก์เดิม)

systems-thinking.org ให้ความหมายของ ข้อมูล, สารสนเทศ, ความรู้, ความเข้าใจ, และปัญญา ไว้ดังนี้ (ถอดความเป็นภาษาไทย):

  1. ข้อมูล: (data) ชุดสัญลักษณ์
  2. สารสนเทศ: (information) ข้อมูลที่ถูกประมวลผลให้มีประโยชน์แล้ว; ตอบคำถาม “ใคร”, “อะไร”, “ที่ไหน”, “เมื่อใด”
  3. ความรู้: (knowledge) การประยุกต์ข้อมูลและสารสนเทศ; ตอบคำถาม “อย่างไร”
  4. ความเข้าใจ: (understanding) ความตระหนักว่า “ทำไม”
  5. ปัญญา: (wisdom) ความเข้าใจที่ถูกประเมินแล้ว

กรณีตัวอย่าง สูตรลับก๋วยเตี๋ยว:

ถ้ายึดตามเกณฑ์ข้างบนนั้น จากตัวอย่างสูตรลับก๋วยเตี๋ยวที่ว่ามา

“ สมมติธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยว มีสูตรลับเฉพาะในการทำเส้นที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ทำมาอย่างไร ก็มีเอกลักษณ์ของการทำเส้นร้านนั้นถ่ายทอดถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน อย่างนี้ก็ถือว่าเป็น KM แล้วล่ะครับ ”

การรู้ว่าจะปรุงก๋วยเตี๋ยว “อย่างไร” ก็คือรู้ว่า จะใส่เครื่องปรุง “อะไร”, “ที่ไหน”, “เมื่อใด”

อันนี้ถือเป็น ความรู้ ได้, คือรู้ว่าจะทำ “อย่างไร”

และการถ่ายทอด ‘สูตรลับ’ (ทำ “อย่างไร”) นี้ ก็น่าจะนับเป็น การจัดการความรู้ (knowledge management) ได้ (คือ สามารถเก็บรักษาและส่งต่อความรู้ได้)

แต่การถ่ายทอดลักษณะนี้ ไม่ได้รับประกันว่า รุ่นลูกรุ่นหลาน จะรู้ว่า “ทำไม” ต้องใส่เครื่องปรุงนี้ ตรงนี้ ตอนนั้น ด้วย ?

เพราะในการถ่ายทอดสูตรลับอาจจะไม่ได้ถ่ายทอด ความเข้าใจ ไปด้วย

อันนี้คือสมมติว่า คุณปู่เจ้าตำรับมีความเข้าใจ ว่าทำไมปรุงก๋วยเตี๋ยวตามสูตรนี้ ถึงได้รสชาตินี้นะครับ

มีอีกกรณีคือ คุณปู่อาจจะไม่มีความเข้าใจ เลย.
คือมี ความรู้ จริง, รู้ว่าจะทำ “อย่างไร” แต่ไม่รู้ว่า “ทำไม”.
เช่น ความรู้นั้นอาจจะเกิดจากประสบการณ์ การลองผิดลองถูก โดยไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจ (เช่น รู้ว่า “ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะ ถ้าทำอย่างอื่น จะไม่ได้ผลที่ต้องการ”1, แต่ไม่รู้ว่า “ที่ทำอย่างนี้แล้วได้ผลที่ต้องการ เพราะ …”2)* – ถ้ากรณีนี้ ความเข้าใจ ก็คงจะถ่ายทอดไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้มีมาอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

*โปรดสังเกตว่า สองกรณีนี้ 1 และ 2 ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นคำตอบ ของคำถาม “ทำไม” ทั้งคู่ (มีคำว่า “เพราะ”), แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าไม่ใช่ – ความเข้าใจ นั้น น่าจะวัดจากความสามารถในการตอบ 2 ได้เท่านั้น (ทำไมทำอย่างนี้แล้วจึงได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ) – ส่วนคำตอบ 1 นั้น เป็นเพียงคำตอบสำหรับคำถามแบบ “อย่างไร” เท่านั้น (รู้ว่าจะทำอย่างไร = รู้ว่าจะไม่ทำอย่างไร)

เช่นเดียวกันกับความเข้าใจ, ปัญญา นั้น ก็อาจจะไม่สามารถถูกถ่ายทอดได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกัน – คือคุณปู่เจ้าตำรับ อาจจะไม่เคยประเมินความเข้าใจของตนเอง (หรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาประเมิน, เนื่องจากเป็น ‘สูตรลับ’)

หรือพูดอีกอย่างคือ แม้คุณปู่จะเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าสูตรนี้ทำก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยแน่ และรู้ด้วยว่า ทำไมถึงต้องใส่เครื่องปรุงอันนั้นก่อนอันนี้ แต่คุณปู่อาจจะไม่เคยประเมินสูตรของตนเองว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือยังในการทำก๋วยเตี๋ยวให้ได้รสชาตินี้ มีวิธีอื่นหรือเปล่า ที่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ออกมาได้อร่อยเท่านี้ รสชาตินี้ แต่ใช้เครื่องปรุงน้อยกว่านี้ ถูกกว่านี้ หรือเสียเวลาปรุงน้อยกว่านี้

ขอบเขตของ KM ที่เราต้องการ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร/สังคมนั้น อยู่ที่ไหน เราต้องการแค่ “อย่างไร” ก็เพียงพอแล้ว, หรือจำเป็นต้องมี “ทำไม” ด้วย? (หรือยิ่งกว่านั้น “นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหรือยัง” ?)

เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะสามารถจัดการ ความเข้าใจ และ ปัญญา ได้ ?


ในสาขาวิทยาการสารสนเทศนั้น ระบบตอบคำถามอัตโนมัติ (automatic question answering system) ในปัจจุบัน พัฒนามาถึงขั้นที่สามารถตอบคำถามประเภทสารสนเทศได้แล้ว (ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อใด), แต่ยังตอบคำถามที่ต้องใช้ความรู้ไม่ได้ (อย่างไร) ส่วนคำถามที่ต้องใช้ความเข้าใจหรือปัญญานั้น คงยังอีกไกล (กรณีที่เป็นไปได้)

บันทึกนี้ที่ bact.gotoknow.org (ลิงก์เดิม)


อัพเดท 2008.06.27 (วันรัฐธรรมนูญ 27 มิ.ย.): ข้อเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้ เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ประเภทแสดงที่มา (by) อนุญาตให้นำไปใช้ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของผลงาน ขอเพียงแจ้งที่มาของงานเท่านั้น (ชื่อผู้เขียน และ url)

ผู้เขียนยินดีให้นำข้อมูลทุกอย่างไปใช้ ไม่ว่าจะเอาไปทำการบ้าน รายงาน เขียนบล็อก หรืออะไรก็ตาม แต่ไม่อยากให้ลอก (เช่น กรณีที่แจ้งในเว็บไซต์ GotoKnow) แต่ก็คงจะบังคับไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การลอกไปใช้โดยไม่แจ้งที่มา (หรือแอบอ้างว่าเป็นผู้เขียนเสียเอง) นั้นละเมิดเงื่อนไขในสัญญาอนุญาตอย่างชัดเจนนะครับ

technorati tags:
,
,
,
,
,