The Crown – กษัตริย์ในฐานะบุคลาธิษฐาน

ตะกี้อ่านใบตองแห้ง เรื่องว่าเราจะก้าวหน้าไปได้แค่ไหน แนวหน้าก้าวไป 7 ก้าว สังคมพร้อมก้าวด้วย 2-3 ก้าว ก็ต้องเอาตามสังคมไหม เพราะสุดท้ายขบวนมันต้องมีคนสนับสนุนและยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อไป (ดู https://www.facebook.com/baitongpost/posts/3277567832325023) เลยขอโพสต์เรื่อง “The Crown” นี้ใหม่ เพิ่มเติมนิดหน่อยจากที่โพสต์ไปเมื่อคืน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในการจัดที่ทางของอำนาจ เพื่อให้สิ่งที่เรียกว่า rule of law สามารถเกิดเป็นจริงได้มากขึ้น กลไกอำนาจทำงานเพื่อประชาชนได้จริงมากขึ้น

สังคมประชาธิปไตยที่เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีประโยชน์กับสาธารณะอยู่ (เช่น สวีเดน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร) เขาจัดที่ทางให้สถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน ในระบอบที่หลักใหญ่ใจความตามชื่อนั้นหมายความว่า อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน

การอภิปรายและพิจารณาถึงที่ทางของสถาบันกษัตริย์นี้มีความจำเป็น เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจอธิปไตย (ดังจะได้กล่าวต่อไป) ถ้าจะไม่ให้พูดถึงสถาบันกษัตริย์เลยในบทสนทนาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย นั่นหมายความว่าเราจะต้องไปใช้ระบอบการปกครองแบบอื่นที่ไม่มีกษัตริย์ ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่หลายคนต้องการ

ในการคิดเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องกลับไปที่นิยาม/มโนทัศน์/หรือวิธีในการคิดถึงและเอ่ยถึง กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์

(ใครมีความรู้ความเห็นเรื่องนี้ก็เชิญเพิ่มเติม-แก้ไข-แลกเปลี่ยนนะครับ)

(1) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน

ใน Netflix มีซีรีย์ชื่อ The Crown เป็นรื่องราวในสถาบันกษัตริย์ของบริเตน

Crown นี้ไม่ใช่มงกุฎประดับหัวที่เป็นสิ่งของ แต่หมายถึงสัญลักษณ์แทนอำนาจอธิปไตย เป็น Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ – ทำนองเดียวกับ public prosecutor) Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

“The Crown” เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจอธิปไตยที่ใช้ผ่านกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm หรือเครือจักรภพด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจ ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch เช่น ในการฟ้องคดีอาญาที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า “Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v ผู้ถูกฟ้อง” แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า “The Crown (หรือไม่ก็ใช้ชื่อของอัยการ) v ผู้ถูกฟ้อง” ในความหมายว่า คดีความนี้รัฐมองว่าสาธารณะเป็นผู้เสียหาย จึงใช้อำนาจของปวงชนในการฟ้อง

(2) กษัตริย์เป็นร่างทรง กษัตริย์เป็นภาชนะว่างเปล่า

The Crown นี้ จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นช่องทางให้อำนาจวิ่งผ่าน แต่ไม่ใช่ต้นทางของอำนาจในตัวมันเอง

ประเด็นเรื่อง “The Crown” ซึ่งดูคล้ายบุคคล (monarch) แต่จริงๆ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นบุคลาธิษฐาน*ของอำนาจอธิปไตยของปวงชนนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ชัดเจน พร่าเลือน ก็จะทำให้เข้าใจผิดไปหมดว่าอำนาจต่างๆ นั้นเป็นของกษัตริย์ที่เป็นบุคคลคนหนึ่ง ทั้งที่จริงนั้นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือ “ร่างทรง” (legal embodiment) หรือ “ทางผ่าน” ของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น

กล่าวคืออำนาจที่แท้จริงนั้นมาจากประชาชน เพียงแต่ในทางสัญลักษณ์ เพื่อให้ทำงานบางอย่างง่าย (เช่นการเอ่ยปากในพิธีหรือการลงชื่อในหนังสือ) ก็เอามนุษย์สักคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนปวงชนเสีย

เช่นที่เรียกกันโดยราชาศัพท์ว่าพิธี “ถวายสัตย์” นั้นไม่ใช่การสาบานกับบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นการกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประชาชน – เนื่องจากการจะเอาปวงชนทุกคนในประเทศมาอยู่ในที่พิธีเดียวกัน ให้รัฐมนตรีและข้ารัฐการทั้งหลายสาบาน ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้

หรือ Crown Property นั้นก็หมายถึงทรัพย์สินของสาธารณะ ไม่ใช่ทรัพย์สินของบุคคลหนึ่งคน จะปล่อยให้กษัตริย์ที่เป็นบุคคลบริหารจัดการ “ตามพระราชอัธยาศัย” ไม่ได้ (เนื่องจากตัวกษัตริย์ที่เป็นบุคคลนั้นไม่ได้มีอำนาจเป็นของตัวเอง) ต้องให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกของประชาชนเป็นคนจัดการ

หรือการที่ศาลเอ่ยว่าพิจารณาพิพากษาคดี “ในพระปรมาภิไธย” นั้น ก็หมายถึงว่าศาลใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นขาหนึ่งของอำนาจอธิปไตย (ตามหลักแบ่งแยกอำนาจคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ) โดยอำนาจที่ว่านี้ไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษาหรือของศาลเอง แต่เป็นอำนาจที่ได้ผ่านมาจากช่อง The Crown ซึ่งต้นทางของอำนาจก็คือปวงชน (ดูที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อภิปราย https://botkwamdee.blogspot.com/2012/07/n-oldcc.html)

กษัตริย์ในบริบทนี้จึงเป็นเหมือนท่อ หรือเป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่า ที่ถูกบรรจุด้วยอำนาจอธิปไตยของปวงชน ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

กรณีที่มีการเปลี่ยนภาชนะ ความผูกพันหรือสัมพันธ์ทางกฎหมายใดๆ ก็ยังดำเนินต่อไปโดยไม่ขึ้นกับภาชนะหรือกษัตริย์ที่เป็นบุคคลที่เปลี่ยนไป เนื่องจากอำนาจอธิปไตยของปวงชนก็ยังเป็นอำนาจเดิม ไม่ใช่ว่ากฎหมายที่ออกในสมัยกษัตริย์คนก่อนจะไม่มีผลในสมัยกษัตริย์คนใหม่ เพราะโดยแท้แล้ว อำนาจในการตรากฎหมายเหล่านั้น ไม่ใช่อำนาจของกษัตริย์คนใด ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีคนใด แต่เป็นอำนาจอธิปไตยจากปวงชนซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

(*บุคลาธิษฐาน/personification – การทำให้สิ่งไม่มีชีวิต พืช สัตว์ หรือสิ่งนามธรรม มีลักษณะของบุคคลขึ้นมา)

(3) ขีดเส้นความสัมพันธ์ที่ชัดเจน

สถาบันกษัตริย์กับระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชน ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” นั้นไปด้วยกันได้ ตราบใดที่กษัตริย์ยังเป็นตัวแทนบุคลาธิษฐานของอำนาจอธิปไตยของปวงชน และไม่ถือว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของกษัตริย์ซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งเสียเอง

นายทหารคนไหนที่เพ้อเจ้อหลงลืม พูดทำนองว่าเป็นทหารของพระราชา (ซึ่งเป็นคำที่เจาะจงกับมนุษย์หนึ่งคนหรือหนึ่งหน่วยครอบครัว) คนเหล่านี้ถือว่าทำผิดสัตย์ปฏิญาณ เพราะไม่ได้จงรักภักดีเฉพาะกับปวงชน แต่เอาใจออกห่างไปจงรักภักดีกับบุคคลคนหนึ่งคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นกบฏ

การแก้ไขกฎหมายจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งระลอกใหญ่ล่าสุดคือช่วงหลัง 2560 ทำให้การแบ่งแยก crown/สาธารณะ/ปวงชน และ monarch/บุคคล นั้นพร่าเลือนมากขึ้น เกิดความไม่ชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมาจากปวงชนจริงหรือไม่, ถ้ากษัตริย์ในฐานะบุคคลใช้อำนาจได้เองโดยไม่ต้องมีผู้สนองโองการ อำนาจนั้นเป็นอำนาจจากไหน, ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังเป็นของสาธารณะอยู่หรือไม่, การใช้อำนาจและทรัพยากรยังต้องรับผิดรับชอบกับประชาชนอยู่หรือไม่

การแก้ไขกฎหมายที่ทำให้ขอบเขตอำนาจพร่าเลือนเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่ อานนท์ นำภา ได้นำเสนอในการปราศัยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 — ดูสรุปโดยไอลอว์ที่ https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551/10164208505220551/

สิ่งที่อานนท์พูดถึงโดยหลักจึงเป็นเรื่องการรักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชน

(4) รูปคำที่แข็งแรงเพื่อรักษาความชัดเจนของความคิด

เราไม่จำเป็นต้องตามประเทศใดเป๊ะๆ ในการนิยามแนวคิดลักษณะ The Crown แต่เราควรแบ่งแยกเรื่องบุคคลกับสาธารณะให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นการแบ่งแยกอำนาจ rule of law และความรับผิดรับชอบต่างๆ มันเกิดไม่ได้

และเราควรมีรูปคำสำหรับแนวคิดลักษณะ The Crown ที่เปล่งเสียงได้และเข้าใจตรงกัน จะได้สื่อสารกันได้อย่างชัดเจน ไม่ปะปน crown กับ monarch

คือจะตกลงกันเรื่องที่ทางอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ภาษาคือเครื่องมือพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อที่จะได้สามารถตกลงกันได้ ถ้าภาษามันไม่ชัด ก็ทำงานกันลำบาก

ใครทราบว่ามีคำที่เหมาะสมอยู่แล้ว หรืออยากจะเสนอคำ ก็เชิญได้นะครับ

ปรับปรุงบางส่วนจากโพสต์บนเฟซบุ๊ก 9 ส.ค. 2563 และ “The Crown” (28 พ.ย. 2559) และเผยแพร่ครั้งแรกที่ https://www.facebook.com/arthit/posts/10157020621931086

การร่วมสร้างอัตลักษณ์ “คนดี” โดยมวลมหาประชาชน: กรณีศึกษาสื่อส่วนบุคคล

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ธันวาคม 2560

งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “มีม” (meme) ศึกษาการมีส่วนร่วมในขบวนการทางการเมืองในประเทศไทยช่วงปี 2556-2557 ผ่านการผลิตมีมของผู้สนับสนุนขบวนการ โดยใช้นิยามของมีมว่า “หน่วยของการส่งผ่านวัฒนธรรม”

  • มีม (meme) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่ล้อกับ ยีน (gene) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม
  • มีมที่ประสบความสำเร็จ คือมีมที่ถูกคัดลอก ทำซ้ำ
  • Mike Godwin เสนอว่า มีมคือสิ่งที่สามารถรวบยอดความคิดของทั้งสายความคิด

หนึ่งในข้อเสนอของงานก็คือ ในแง่กระบวนการ มวลชนนั้นร่วมผลิตเนื้อหาที่ไหลเวียนในขบวนการด้วย ความคิดในขบวนการไม่ได้มาจากด้านบน (โดยแกนนำ) และไหลลงสู่ผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ผู้สนับสนุนก็ร่วมผลิตด้วย (และบางส่วนก็ไหลขึ้นไปสู่แกนนำ) — สิ่งที่คิดต่อไปจากข้อเสนอนี้ได้ก็คือ เมื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกที่ไหลไปตามกระแสที่แกนนำกำหนด แต่ยังตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ดังนั้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

สิ่งที่พบจากงานศึกษานี้อีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะร่วมในมีมที่ถูกผลิตที่พอจะอธิบายได้ว่า อะไรคือ “คนดี” ในสายตาของผู้สนับสนุนการเมืองในแนวทางของ กปปส.

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอและรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ท้ายโพสต์นี้ – มีลิงก์วิดีโอนำเสนอที่ด้านท้ายด้วย

When a meme catches on, it may crystallize whole school of thoughts.

โจทย์วิจัยและวิธีการศึกษา

โจทย์วิจัย

มวลชนร่วมผลิตอะไร – อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน?

วิธีการศึกษา
เราจะดู การร่วมผลิต ผ่านอะไรได้บ้าง? โครงการวิจัยนี้เลือกดู

  • มีม – การผลิตออนไลน์
  • สินค้ารักชาติ – การผลิตออฟไลน์
  • เซเล็บ – บุคคลในฐานะที่เป็นสื่อ

โดยมองว่าสื่อส่วนบุคคลทั้ง 3 สิ่งนี้คือ “ภาชนะ”

โจทย์วิจัย: มวลชนร่วมผลิตอะไร - อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน? (ภาพสินค้ารักชาติจากการชุมนุม กปปส.)

ทุนกับการผลิตสื่อ

เราพบว่า “ทุน” ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนมี ทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถผลิตสื่อส่วนบุคคลที่มีพลังทั้งทางรูปแบบ เนื้อหา และปฏิบัติการได้

  • มีม – ส่งต่อความคิด แสดงอัตลักษณ์ออนไลน์ ช่วยในการเปล่งความคิดออกมาเป็นคำพูด (articulate) ผลิตง่าย-รู้สึกได้ร่วมขบวนการ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมากขึ้น
  • สินค้ารักชาติ – แสดงอัตลักษณ์และจุดยืนบนร่างกาย พาการชุมนุมออกไปนอกพื้นที่การชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไปสู่พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคนแปลกหน้า เช่น ในรถโดยสารสาธารณะ ทำให้เห็นคนที่มีจุดยืนแบบเดียวกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเปล่งเสียง
  • เซเล็บ – ได้รับความสนใจจากสังคม เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด โอกาสถูกผลิตซ้ำจากสื่อกระแสหลัก/สื่อดั้งเดิม เป็นตัวอย่างในการแสดงออก พื้นที่สื่อสังคมส่วนตัวในฐานะพื้นที่สาธารณะ
แผนผังแสดงพื้นที่แลกเปลี่ยน รูปแบบของสื่อ (ที่อยู่ของมีม) และเทคโนโลยีการผลิต

การผลิตสื่อส่วนบุคคลที่เป็นภาชนะส่งต่อความคิดและร่วมสร้างอัตลักษณ์ของขบวนการนี้ ใช้ “ทุน” (ในลักษณะที่ Pierre Bourdieu จำแนกไว้ใน “The Forms of Capital” [1986]) เป็นปัจจัยในการผลิตและการเข้าถึง “ตลาด”

ผลผลิตของมวลมหาประชาชน: การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ไม่เป็นการเมือง

ในกรณีของขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) งานศึกษาพบว่าสิ่งที่มีร่วมกันในมีมต่างๆ ที่ถูกผลิตนั้น คือการหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง ความเป็นการเมืองคือสิ่งไม่ดี

  • การกลายเป็นแฟนชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง
  • ลักษณะร่วมของ 3 สื่อ: สื่อสารประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่(พยายามทำให้)ดูไม่เป็นการเมือง
  • การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ดูไม่เป็นการเมือง (depoliticized political movement)
  • “ขบวนการทางการเมืองแบบคนดี” คือขบวนการทางการเมืองที่(ดู)ไม่เป็นการเมือง (apolitical political movement)
  • อัตลักษณ์: การหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง

งานศึกษาแยก: กรณีมีมอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การผลิตมีมจำเป็นต้องอาศัยทุน การบริโภคมีมเองก็ต้องอาศัยทุน ซึ่งในแง่การเข้าใจมีมชุดหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างภาษาเฉพาะเพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น (ทั้งจากรัฐหรือจากสังคม) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคในการส่งต่อความคิดออกไปยังวงสังคมที่กว้างขึ้น

The Art of Speaking on the Line

การนำเสนอจบโครงการ

การนำเสนอในสัมมนาสรุปโครงการวิจัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียรอาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ดูกำหนดการ)

การนำเสนอของ อาจินต์ และ อาทิตย์ จะอยู่ในคลิปที่ 3 ของ playlist ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 26:40 เป็นต้นไป หลังการนำเสนอของ ประจักษ์ ก้องกีรติ (ประเด็นว่า ศีลธรรม กับ ความรุนแรง ไปด้วยกันได้อย่างไรในขบวนการ)

ดาวน์โหลด

โครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ การเมืองของคนดี: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน “ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (“Good Man’s Politics”: Political Thoughts, Practices and Identities of the “Change Thailand Movement” Supporters) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) — ดูการสังเคราะห์จากงานของทั้งชุดโครงการวิจัยได้ใน อภิชาตและอนุสรณ์ 2560

ขอบคุณรายการ คนสวยเรียนสูงออนแอร์ EP. 5 ตอน hashtag the movement: ปั่นยังไงให้จีนสะดุ้ง (19 เม.ย. 2563) ที่ทำให้สลัดความขี้เกียจ รวบรวมลิงก์ต่างๆ มาโพสต์เสียที

“สุดงดงาม!!! นศ.ม.ศรีปทุม จัดทำภาพชุดพี่ตูน ใส่กรอบอย่างดี ติดชื่อผู้บริจาค นำรายได้สมทบ“ก้าวคนละก้าว”..โซเชียลแห่แชร์สนั่นหวั่นไหว!!!” — ทีนิวส์ 7 ธ.ค. 2560

พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา

การเมืองบนเฟซบุ๊ก / Facebook Politics

(จบแล้วครับ สี่ปีผ่านไป)

การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ “การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555” ตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวออนไลน์เปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ มากน้อยแค่ไหน สังคมออนไลน์แยกขาดจากออฟไลน์เพียงใด ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางการเมืองของสังคมที่เครือข่ายออนไลน์ตั้งอยู่ มีส่วนสำคัญในการกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวทางการเมืองออนไลน์ วิทยานิพนธ์นี้จึงต้องการค้นหาว่า วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของไทยเป็นอย่างไร เชื่อมโยงกับพื้นที่ทางการเมืองออฟไลน์อย่างไร และอะไรคือข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว การศึกษานี้อาศัยการสัมภาษณ์ทั้งผ่านอินเทอร์เน็ตและนอกอินเทอร์เน็ต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือนักศึกษาและคนทำงานที่ใช้เฟซบุ๊กอายุ 20-35 ปี

การศึกษานี้พบว่า การเคลื่อนไหวออนไลน์ในประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยทุนเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวออฟไลน์ แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์อนุญาตให้คนทั่วไปสะสมและแปลงทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมได้สะดวกขึ้น แม้สิ่งที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จะไม่ใหม่ไปเสียทั้งหมด แต่ก็เกิดการขยายวงของการสื่อสาร อำนาจในการควบคุมพื้นที่เคลื่อนไปอยู่ในมือคนธรรมดามากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมก็ช่วยในการแสดงออกเรื่องที่โดยทั่วไปทำได้ยากในสังคม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้มีเสรีภาพมากขึ้นในการแสดงออกและรวมตัว

อย่างไรก็ดี ในบริบทของวัฒนธรรม-การเมืองไทย การเคลื่อนไหวออนไลน์เรียกร้องให้ต้องรักษาความสัมพันธ์ในลักษณะหนึ่ง การเป็นเพื่อนเฟซบุ๊กจึงมีเงื่อนไขของความเป็นเพื่อนแบบสังคมไทยเคลือบแฝงอยู่ ส่วนการแสดงออกทางการเมืองซึ่งอาศัยทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงจำกัดกลุ่ม ทำให้คนที่มีทุนเหล่านั้นอยู่เดิมสามารถเข้าถึงและแสดงออกได้ง่ายกว่า กระนั้นก็ตาม ความเข้าถึงง่ายโดยเปรียบเทียบของเครือข่ายออนไลน์ในประเทศไทย ก็ทำให้การแสดงออกทางการเมืองเปิดกว้างขึ้น ผู้เสนอความเห็นทางการเมืองที่ไม่ได้มีทุนทางสังคมมาก่อนสามารถเข้าร่วมได้มากขึ้น

วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2555 [ดาวน์โหลด]

Facebook Politics: Culture-Politics on Thai Online Social Network (2010-2012)

Abstract

“Facebook Politics: Culture-Politics on Thai Online Social Network (2010-2012)” studies culture and politics on Thai online social network during the ongoing social and political conflicts of recent years. It investigates how online relationships create political spaces and how online societies and their offline counterparts connected. As the cultural conditions and political structures of the society that the online social network is built upon play important role to shape the direction of online political movement, this study raises the following questions: What are the culture and politics of Thai online social network? How online political spaces connect with offline political spaces? And what are major constraints for online political movement? Informants are university students and young professionals, aged 20-35 years old. Interviews and observations were made both on- and off-line.

It is founded that fundamentally online political movements need the similar set of social and cultural capital as offline movements do. However, online social network is more convenient for the accumulation, transformation, and transactions of capitals. Although online social network is not that entirely new space, as Internet users gain higher power to create and control their communication spaces, freedom to address prohibited issues is increasing.

However, being Facebook friend in the context of Thai culture-politics requires certain kind of relationship, making it a “Thai Facebook friend.” The well-received political expressions require cultural capital that limited to a small group of people. Those who already have the required capital offline can have better access to and are more capable to express their ideas on the online space. Still, the relatively accessible to online social network in Thailand provides higher opportunity for political participation. Hence, those who had not had the social capital can now also join the space.

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts Program in Anthropology, Faculty of Sociology and Anthropology, Thammasat University, 2012. [Download — Thai language, with English abstract]

การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555

ขอบคุณอาจารย์ยุกติ มุกดาวิตร ครับ

คำ “ออกตัว” — มาราธอน เล่มแรก

หนังสือ มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว

ด้านล่างนี้น่าจะเป็น “คำนำ” หนังสือเล่มครั้งแรกของผม วันนี้เพิ่งจะได้จับ ผมเลือกใช้คำว่า “มาราธอน” กับกิจกรรมของเครือข่ายพลเมืองเน็ตนี้ เพราะเห็นด้วยว่าการศึกษาและรณรงค์ประเด็นใดก็ตาม ไม่สามารถสำเร็จได้ชั่วข้ามคืน มาราธอนคือการวิ่งระยะไกล ข้ามเขตแดนและส่งข่าวสาร หนังสือเล่มวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดสตาร์ท ดังคำออกตัว

—-

“เราเดินด้วยคำถาม” ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกจากบล็อกของพี่แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มานานหลายปี ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำอย่างคำพูดดังกล่าวได้บ้าง

หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความและบทสนทนาว่าด้วยอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จากกิจกรรมที่เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้มีส่วนร่วม ในช่วงปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเป็นสองปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมปรากฏอย่างชัดเจนกว้างขวางบนพื้นที่ออนไลน์ที่เชื่อมกับออฟไลน์ ตั้งแต่การชุมนุมและการสลายการชุมนุมเมื่อต้นปี 2010 ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011*

ขอบคุณ นฤมล กล้าทุกวัน ที่รับเป็นบรรณาธิการให้หนังสือเล่มนี้ กระบวนการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน “มาราธอน” เกินกว่าที่ผมบอกกับเธอไว้ในคราวแรกมาก ผมน่าจะรู้จักนฤมลที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ท่าพระจันทร์ คนรอบตัวผมหลายคนรู้จักนฤมลในวาระต่างกันไป จำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อใหม่และความเคลื่อนไหว “ไม่เอารัฐประหาร”

ในช่วงปี 2004-2007 สื่อออนไลน์อย่างประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โอเพ่นออนไลน์ วิกิพีเดียไทย พลวัต ดูโอคอร์ เว็บบอร์ดและบล็อกต่างๆ รวมทั้งวงสนทนาที่จัดโดยเว็บไซต์บล็อกนัน กลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ในประเทศไทย ยูเฟส บาร์แคมป์ ไบโอสโคป ไทยอินดี้ และงานแสดงศิลปะดอคูเมนทา ได้ทำให้ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ผมจะได้ร่วมงานด้วยในอีกหลายปีให้หลัง เป็นการเปลี่ยนสายงานจากที่เคยอยู่ในแวดวงซอฟต์แวร์และภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งรู้จักคนเหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งเดินทางมากขึ้น

“ชีวิตคือการเดินทาง” และสำหรับคนรุ่นผม (เกิด 1979 เรียนโรงเรียนเอกชนชายล้วน อาศัยอยู่ในเขตเมือง และสามารถเข้าถึงเครื่องเล่นเกมแฟมิคอม) ตัวอย่างที่ให้ภาพได้ชัดที่สุดอันหนึ่งก็คือ วิดีโอเกมอาร์พีจี (role-playing game: RPG) อย่างไฟนอลแฟนตาซีหรือดราก้อนเควสต์ที่ผู้เล่นสวมบทบาทตัวละครสมมติออกเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ เพื่อ “เก็บเพื่อน” หรืออีกนัยหนึ่งคือการเก็บประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อถึงจุดหนึ่งจะได้คลี่คลายปริศนาของเกมและเตรียมความพร้อมไปสู่การปราบเจ้าจอมมารบอสใหญ่อันจะเป็นจุดสิ้นสุดของเกม

ในระหว่างทางของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกบันทึกรวบรวมลงหนังสือเล่มนี้ ผมได้พบเจอบุคคลต่างๆ จำนวนมาก บ้างตั้งใจ บ้างเป็นเหตุบังเอิญอันน่ายินดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง แม้อุปลักษณ์เกมอาร์พีจีในแบบดั้งเดิมอาจไม่ทาบสนิทเสียทีเดียวกับชีวิตของเราหลายคน เพราะเราไม่มีหรือไม่เคยนึกถึงบอสใหญ่ที่จะต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่อย่างน้อยการได้พบสิ่งต่างๆ รวมทั้งผู้คนระหว่างเดินทาง ก็ทำให้เราได้ทราบถึงภารกิจหรือที่ภาษาเกมเรียกว่า “เควสต์” ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่เราอยากจะเอาชนะให้ได้ น่าจะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้นักเดินทางจำนวนหนึ่ง มักบอกว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินทางโดยตัวของมันเอง พูดหล่อๆ แบบให้เอาไปทวีตต่อได้ก็อาจจะพูดว่า เรามองไปที่จุดหมายเพื่อมองเข้ามาในตัวเราเอง

ความน่าสนใจของการศึกษา “โลกเสมือน” หรือ “โลกออนไลน์” สำหรับผม จึงอยู่ที่การที่มันหยิกตัวเราให้ตื่นจากความเคยชิน และเดินกลับมาดู (revisit) ทบทวนแนวคิดที่เราเคยยอมรับเกี่ยวกับ “โลกจริง” หรือ “โลกออฟไลน์” ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม หรือจำเป็นต้องปรับแก้ ยืดขยาย หรือล้มมันทิ้งเสียให้หมด? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งคำถาม แต่คนทั่วไปในสังคมเองก็คิดกับมันหรือคิดผ่านมันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน บันทึกการเดินทางแบบ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ใน กวน มึน โฮ หนังรักตลกที่ดังที่สุดในปี 2010 เปิดประเด็นให้เราคิดมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นนิรนาม และ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังอิงประวัติผู้ประกอบการในปี 2011 ก็เดินเรื่องด้วยสัญลักษณ์จากวิดีโอเกมอาร์พีจี ความเป็นดิจิทัล (digitality) และการเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสถานะ (mobility) ได้ปรากฏสู่ภาษาในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานที่ส่วนใหญ่ในงานเทศกาล เน็ตติเซ่นมาราธอน เมื่อปี 2010 อยู่ในบริเวณที่เดินถึงกันได้ คือย่านสี่แยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และท่าพระจันทร์ (อีกสามแห่งอยู่ไกลออกไป ที่สีลม เกษตร และเชียงใหม่) เราตัดสินใจเลือกที่พักย่านถนนข้าวสารให้กับวิทยากรที่มาจากต่างเมือง ดัดแปลงห้องปรับอากาศในร้านอาหารใต้โรงแรมให้เป็นห้องสัมมนา ด้วยจุดประสงค์อยากให้วิทยากรได้เจอคนแปลกหน้า/นักเดินทาง ได้เดินสัมผัสเมืองเพราะหัวข้อหนึ่งในงานจะว่าด้วยเมืองกับอินเทอร์เน็ต และทดลองจัดงานในพื้นที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก เพราะสิ่งที่เรามองหานั้นก็เหมือนกับที่ผู้ใช้เน็ตจำนวนมากมองหาตามร้านกาแฟ คือ ที่นั่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต – ด้วยความไม่พร้อมหลายประการในปี 2011 ขนาดของงานได้ลดลงและไม่ได้มีสถานะเป็นเทศกาล – ปี 2012 นี้เราอยากกลับมาคึกคักอีกรอบ

ขอบคุณร้านหนังสือก็องดิด, The Reading Room, Cubic Creative Play Cube, Chiang Mai Commons, โรงแรมวิลล่า ชาช่า, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับสถานที่และการประสานงานวิทยากร จิราพร ธิโสภา, ธัญญธร สายปัญญา, นุตประวีณ์ สมดี, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ณัฐเมธี สัยเวช, วิชัย แสงดาวฉาย, ยอดพงษ์ จริยวิทยาวัฒน์, วสุมล บุณยเกียรติ, วนัสนันท์ ศรีไพศาล, พิสิฐ ศรีปราสาททอง, พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ, ทวีพร คุ้มเมธา, วรงค์ หลูไพบูลย์, และเยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล สำหรับการบันทึกและการประสานงานอื่นอีกสารพัด และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ที่วิ่งมาด้วยกันตลอด

ด้วยความระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จของเขา

กรุงเทพ, มีนาคม 2012

* ผู้สนใจสถานการณ์อินเทอร์เน็ตไทยตามลำดับเวลาในปี 2011 สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน “รายงานประจำปีเครือข่ายพลเมืองเน็ต: เสรีภาพและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตไทย พ.ศ. 2554” (เครือข่ายพลเมืองเน็ต 2555) และดูการอภิปรายเรื่องสื่อใหม่กับสิทธิเสรีภาพ การเคลื่อนไหว และการหาเสียงได้ใน “สื่อใหม่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ 2555)

—-

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ “มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว”
จัดจำหน่ายโดย สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด 0-2225-9536~40

สั่งซื้อออนไลน์: เคล็ดไทย | ซีเอ็ด | นายอินทร์
ห้องสมุดและองค์กรสาธารณประโยชน์ ติดต่อ contact (at) thainetizen.org เพื่อรับหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายชื่อผู้ร่วมก่อการจำนวนหนึ่ง

คำขวัญวันเด็ก

[title-link]

คำขวัญวันเด็ก สมมติประเทศ :

รักสนุก มีศีลธรรม ขยันปาร์ตี้ ไม่ดื่มของมึนเมา ซื่อสัตย์ มีมารยาท รักชาติ รักเพื่อนบ้าน ปกป้องประชาธิปไตย มีวินัย ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน คิดนอกกรอบ เชิดชูสถาบัน

ทำได้หมดนี้ นับว่าเป็นเทพมาเกิด มีความย้อนแย้งในตัวสูงยิ่ง

technorati tags:

สื่อและขบวนการทางสังคมในมาเลเซีย: กรณีศึกษา หนังสือพิมพ์ Malaysiakini

รายงานจากวิชา ขบวนการทางสังคม เรียนเมื่อปีที่แล้ว

เทอมนั้นเป็นเทอมที่หนักที่สุด เพราะเทอมก่อนหน้านั้นเกรดห่วยจนติดโปร ก็เลยต้องลงทะเบียนเรียนมันซะ 4 วิชาเลย เพื่อดันเกรด แล้วต้องได้ทุกวิชา B+ อะไรแบบนี้ ถึงจะรอด สุดท้ายก็รอด แบบหืด ๆ (หลุดได้ B มาตัวนึง แต่รอดเพราะได้ A มาช่วยอีกตัว) เทอมนั้นเป็นเทอมที่สนุกดี ได้ไปลงสนามเล็ก ๆ น้อย ๆ (จากวิชานี้และอีกวิชาคือ วัฒนธรรมเมือง) ได้พบกับคนที่ต่อสู้มาทั้งชีวิต และบอกว่า เอ็นจีโอแค่สนับสนุนก็พอ ชาวบ้านจะนำเอง (แปลว่า เอ็นจีโออย่าเสือกเยอะ)

เลือกมาเลเชียกีนี เพราะว่ามันน่าสนใจดี ในฐานะที่ตัวมันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม ที่ต่อเนื่องมาจากขบวนการเคลื่อนไหว Reformasi (ปฏิรูป) คือไม่ต้องมาบอกว่าสื่อต้องเป็นกลาง สื่ออย่าเลือกข้าง มาเลเชียกีนีก็พูดตรงไปตรงมา ว่าเขา เลือกข้าง คืออยู่ข้างคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความยุติธรรมจากนโยบายของรัฐ แล้วก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูป แน่นอนว่าด้วยการวางตำแหน่งตัวเองแบบนี้ ก็ย่อมจะมีปัญหากับรัฐบาล กับกลุ่มที่จะเสียประโยชน์ แต่คนก็ให้ความเคารพมาเลเชียกีนีที่เขาเลือกจะ ไม่เป็นกลาง แบบนี้ ไม่ต้องมาแอ๊บ

กรณีมาเลเชียกีนี ทำให้เราเห็นว่า สื่อต้องมีพันธกิจ มีฟังก์ชั่น มี contribution อะไรกับสังคม กับสาธารณะ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีสื่อไปทำไม และสาธารณะจะให้ สถานะพิเศษ กับสื่อไปทำไม

วิชานี้ได้อ่านงานสนุก ๆ เยอะดี โดยเฉพาะแนว cultural politics

btw ใครสนใจจะสมัคร
ปริญญาโทและปริญญาเอก สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ที่ท่าพระจันทร์ เขายังรับสมัครอยู่จนถึง 29 ธันวา นี้นะ

สื่อและขบวนการทางสังคมในมาเลเซีย: กรณีศึกษา หนังสือพิมพ์มาเลเซียกีนี
(ถ้าอ่านแล้วฟอนต์มันโย้ ๆ ไปดาวน์โหลดฟอนต์ TH Sarabun PSK มาติดตั้งก่อนนะครับ)

รายงานวิชา ขบวนการทางสังคม ภาคการศึกษา 1/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: นลินี ตันธุวนิตย์) – 19 ต.ค. 2552 (ปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อเผยแพร่ 25 ธ.ค. 2553)

technorati tags: , , , ,

อย่าลืมฉัน / Don’t Forget Me (short documentary on “Mra bri”) #6OCT

สารคดีสั้น ว่าด้วย ผีตองเหลือง ผู้ขาดอารยะ ล้าหลัง

Remember, Remember, the Sixth of October

technorati tags: , ,

people change ..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป

..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป

เมื่อเราผ่านการต่อสู้ เราย่อมตระหนักรู้ ว่าตัวเราเปลี่ยนไป
มันอาจจะเพียงไม่นาน และเราไม่ได้ถูกจ้างวานให้มาโดยใคร
เราสุขเราทุกข์มาด้วยกัน ผ่านคืนและวันที่เราต่างลุกเป็นไฟ
ไฟบางกองวูบวับดับลง หากที่เหลือยังคงเป็นไฟกองใหม่
แม้ล่วงเข้าปลายฤดูฝน มันยังลุกอยู่บนสิ่งที่ควรลุกไหม้
เพื่อนเอ๋ย..เราไม่อาจปล่อยวาง จุดหมายปลายทางยังอีกยาวไกล…….

ระหว่างเส้นทางสายนี้, เราเริ่มรู้ว่ามีเรื่องราวมากมาย
มีชุมชน และผู้คนเหล่านั้น ในตรอกซอยตัน และถนนสายใหญ่
บนทางลอยฟ้า หน้าห้างฯ ลานสนามกว้างขวางมีเวทีอภิปราย
วิทยุ, ทีวี, หนังสือ ฯลฯ บอกเราให้ยึดถือหลักการฯ ทั้งหลาย
การเผชิญหน้าปากกระบอกปืน ช่วยให้เราหยัดยืนได้มั่นคงกว่าใครๆ
และการล้อมปราบครั้งนั้น ไม่ทำให้เราพรั่นพรึงแต่อย่างใด……..

เพื่อนเอ๋ย เราผ่านมันมา และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป
เราเริ่มพูดจาเหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร
คิดและทำสิ่งเดียวกัน ตั้งเข็มมุ่งมั่นโดยมิต้องนัดหมาย
ไม่ต้องมัวตั้งคำถาม เพราะทุกอย่างเป็นไปตามชุดคำอธิบาย
การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ ทุกเรื่องเราคิดคำตอบได้ง่ายดาย
เรารักคนคนเดียวกัน และเกลียดคนคนนั้นเหมือนๆ กันใช่ไหม ?
ทุกคน ทุกเรื่องที่เรารัก ทำไมเรามักไม่มีคำถามใดๆ ?
และทุกคน ทุกเรื่องที่เราเกลียด เราก็ยิ่งยัดเยียดความเกลียดชังลงไป
เราอนุโลมให้กับความผิดพลาด ในทุกๆ โอกาสของพวกเราใช่หรือไม่ ?
เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบงันของ “คำถาม” ได้อย่างไร ?
หรือนี่คือสิ่งที่เรากำหนด ให้เป็นอนาคตของ“สังคมไทย” ..? ………

แน่นอน..เราถูกกระทำ ถูกเหยียดถูกย่ำอย่างกับวัวกับควาย
เสียงเราไม่ถูกได้ยิน เลือดเราไม่มีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย
ศพเราไม่ถูกมองเห็น เหมือนว่าเรานั้นเป็น “ผู้ไม่มีร่างกาย”
แต่แล้ว ในเวลาเดียวกัน เรากำลังทำอย่างนั้นกับคนอื่นอยู่หรือไม่ ?
เราคิดว่า ข้างนอกนั่น มีแต่ “พวกมัน” เท่านั้นหรืออย่างไร ?
หลายคนคงยังพอนึกออก ถึงตอนที่อยู่ “ข้างนอก” ยังไม่เข้ามา “ข้างใน”
ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราต่างก็เคยมีเมื่อวานนี้ ใช่หรือไม่ ?
เราเคยเห็นแย้งเห็นต่าง อคติ – เป็นกลาง กับเรื่องราวหลากหลาย
เคยถกเถียงหน้าดำคร่ำเครียด แต่ไม่เคยโกรธเกลียดกันแบบเอาเป็นเอาตาย
เคยได้ยินคำพูดทุกคำ แถมยังจดยังจำหน้าตากันได้
เราลองคิดว่า “พวกเขา” ก็คือพวกเราในวันเก่าๆ ได้หรือไม่ ?
คือ “เรา” ที่เคยมีโอกาส ก้าวข้ามความผิดพลาด กลายมาเป็นคนใหม่..
แล้วทำไมเราจะฉวยโอกาส รับฟังข้อผิดพลาดจากพวกเขาบ้างไม่ได้ ?
บางที หลายคนในพวกเขา อาจไม่ใช่ศัตรูเรา อย่างที่เราเข้าใจ…………

เพื่อนเอ๋ย เราเพิ่งผ่านมันมา ภาพยังติดตา เรื่องยังคาใจ
คนตายต้องไม่ตายเปล่า ความตายของเขาต้องมีความหมาย
แน่นอน, เราไม่อาจปรองดอง กับคนที่มือทั้งสองเปื้อนเลือดพวกเราได้ !
แต่หากเราต้องเป็นเหมือนกัน – กับคนเหล่านั้น มันมีประโยชน์อะไร ?
เราอาจต้องสนใจปัญหา ในระดับลึกกว่า “อำนาจของตีนใหญ่”
สนใจเครือข่ายกลุ่มก้อน ที่ลึกลับซับซ้อนกว่าเส้นสนกลใน
ทำความรู้จักกับทุกคน เพื่อเข้าใจว่า “ประชาชน” นั้น หมายถึงใคร ?
กล้าพูด กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ทุกๆ หลักการที่เริ่มล้าสมัย
ทบทวนวิธีต่อสู้ ที่มุ่งโค่นศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตาย
เราก็เห็น ว่าคนเหล่านั้น ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..จะเอาอย่างไปทำไม ?
โลกมีพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนถูกสร้างให้มีความหลากหลาย
เรา, ฉัน, ท่าน, เขา – แต่ละคน ต่างมีตัวตนแตกต่างกันไป
แต่เสียงเราต้องเป็นที่ได้ยิน เลือดเราต้องมีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย
และมันคือเลือดสีแดง เหมือนเลือดสีแดงของผู้คนทั่วไป
ตัวตนเราต้องถูกมองเห็น เพราะชีวิตเราเป็นสิ่งที่มีความหมาย
พลังแห่งปัจเจกภาพ ย่อมไม่ใช่การหมอบราบ – รอฟังคำสั่งใคร !
เพื่อนเอ๋ย..เราจงมากำหนด สิ่งที่เป็นอนาคตของสังคมไทยใหม่
ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า…
ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า… ตัวตนของเรา จะต้องเปลี่ยนต่อไป

 

กฤช เหลือลมัย อ่านในงานคอนเสิร์ต “เราไม่ทอดทิ้งกัน” หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ 25 กันยายน 2553 (คัดลอกจาก Facebook)

People change, asshole! / Damn. Who was that? / Someone who's changed. / Clearly.

เพิ่มเติม 2010.09.29 21:06 : บทกวีนี้ พร้อมกับบริบทที่มันถูกอ่าน สร้างข้อถกเถียงอย่างแพร่หลาย เอาแค่เฉพาะใน Facebook ก็มีคนถกเถียงแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ผมทราบก็มี:

ข้อผิดพลาดคอนเสิร์ต “เราไม่ทอดทิ้งกัน” และกรณี “คุณโบว์” โดย Chaithawat Tulathon (27 ก.ย. 2553)

แดงแท้ แดงเทียม แดงสลิ่ม แดงมือใหม่ แดงมือโปร แดงมหาเทพ แดงซูเปอร์แดง ฯลฯ โดย Sirote Klampaiboon (28 ก.ย. 2553)

ความคิดเห็นของเราต่อบทกวีของกฤชก็คือ… โดย ภัควดี ไม่มีนามสกุล (28 ก.ย. 2553)

บันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับกฤช เหลือลมัย, คุณโบว์และความคับแค้นใจบางประการของสลิ่มตัวพ่อ โดย Peter Sri มีเฌอเป็นลูกรัก (29 ก.ย. 2553)

(อ่านได้อ่านไม่ได้ ก็แล้วแต่ privacy settings ของแต่ละคนนะครับ)

รายงาน: รวมบรรยากาศวัฒนธรรมลูกผสม งาน “เราไม่ทอดทิ้งกัน”

รายงาน: ไต่สวนสาธารณะ ปากคำเหยื่อกระสุน เม.ย.- พ.ค.53

เสวนางาน ‘เราไม่ทอดทิ้งกัน’ : กระบวนการรับผิด กรณีสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ย.

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 (คปช.)
People’s Information Center The April-May 2010 Crackdown (PIC)

technorati tags: