hauntedness management

ว่าจะไปอยู่ ท่าจะเจ๋ง

เชิญร่วม

เสวนา “ศิลปะร่วมสมัยกับการจัดการประวัติศาสตร์” (กรณี 6 ตุลา 19)
อาทิตย์ 6 ก.ค. 2551 9:30-17:00 น.
@ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ

และ

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “อดีตหลอน” (’76 Flash Back)
2-23 ส.ค. 2551
@ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ

งานนี้ริเริ่มโดยศิลปินภาพถ่าย มานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย/การแสดงชุด “Pink Man”
(ตัวอย่าง)

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูที่บล็อกคนป่วย

technorati tags: , ,

Language is What Culture Looks Like

Typographics
อนิเมชันโดย Boca (a.k.a. Marcos Ceravolo) และ Ryan Uhrich หลักสูตรออกแบบดิจิทัล Vancouver Film School

ในตอนต้นของหนัง มีคำพูดนี้:

“Typography is What Language Looks Like”
— Ellen Lupton

Ellen Lupton เป็นนักออกแบบกราฟิก นักเขียน ภัณฑารักษ์ และนักการศึกษา
เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักออกแบบ 33 คน ที่ร่วมลงชื่อในคำประกาศ First Things First 2000 manifesto (อ่าน) ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึง คุณค่า ของการออกแบบ นักออกแบบควรจะคำนึงถึงคำถามทางสังคมการเมืองหรือไม่ นักออกแบบควรจะวิพากษ์และประกาศจุดยืนในงานของตัวเองหรือไม่ ตัวอย่างเช่น จะไม่โฆษณาสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งนี่คือคำถามที่นำไปสู่คำถามในเชิงต่อสู้ที่ว่า นักออกแบบและการออกแบบ จะต้านทาน cultural hegemony การครอบงำผูกขาดทางวัฒนธรรม หรือไม่ อย่างไร

Thinking with Type คือหนังสือของเธอ ที่เกี่ยวกับไทโปกราฟี (typography)

ติดตามงานของเธอได้ที่บล็อก Ellen Lupton: Design Writing Research

ไปดูตัวพิมพ์โลดแล่นอย่างมีชีวิต และอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างและถูกสร้างความหมายใหม่ ได้

Pulp Fiction in Typography:

Tramp Typography:

สนใจเรื่องไทโปกราฟี ลองค้นเน็ตดู มีเยอะแยะ อันนี้เป็นอันนึงที่เจอ I Love Typography

Designers who devote their efforts primarily to advertising, marketing and brand development are supporting, and implicitly endorsing, a mental environment so saturated with commercial messages that it is changing the very way citizen-consumers speak, think, feel, respond and interact. To some extent we are all helping draft a reductive and immeasurably harmful code of public discourse.

นักออกแบบที่ทุ่มเทอย่างถวายหัวเพื่อการโฆษณา การตลาด และการสร้างตราสินค้า กำลังสนับสนุนและรับรองโดยอ้อม ต่อภาวะแวดล้อมทางจิตใจที่เปี่ยมปรี่จนเกินรับไปด้วยถ้อยคำเชิงพาณิชย์ ซึ่งมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีที่ผู้บริโภค-พลเมือง พูด คิด รู้สึก ตอบสนอง และโต้ตอบ เกือบจะพูดได้ว่า พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยร่างรหัสความเชื่อสาธารณะที่ก้าวถอยหลังและเป็นอันตรายอย่างหาที่สุดไม่ได้

— First Things First Manifesto 2000

โฆษณา: ดีไซน์ + คัลเจอร์ โดย ประชา สุวีรานนท์ สนพ.ฟ้าเดียวกัน ออกแล้ว! หนังสือแห่งปีของผม หยิบจับอ่านแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ตั้งใจทำมาก ๆ ลองไปหาอ่านไปที่งานหนังสือ บู๊ทฟ้าเดียวกัน (N13) และบู๊ทโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ads: Design + Culture by Pracha Suveeranont is out now! Published by Same Sky Books. — My Book of the Year.

Design + Culture

ปรับปรุง 2008.04.04: แก้ไขคำแปล “citizen-consumers” จาก “ลูกค้า-พลเมือง” เป็น “ผู้บริโภค-พลเมือง” และที่พิมพ์ตก เพิ่มรูปปกหนังสือ “ดีไซน์+คัลเจอร์”

technorati tags:
,
,
,

culturalpolitics

วัฒนธรรม(ภาพยนตร์) กับการเมือง

Cultural Politics

ตอนนี้พื้นที่ในทางสื่อไม่ได้เปิดโอกาส ให้กับบทความเชิงวิเคราะห์ที่เกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์มากนัก ยิ่งถ้าเป็นบทความที่สวนกระแสระเบียบรัด ด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

หนำซ้ำดูเหมือนกระทรวงวัฒนธรรมจจะบีบคั้นจัดระเบียบความดีงามมากขึ้นทุกที แต่ยิ่งไปก้ยิ่งไกลกว่าความดีงามทุกทีเหมือนกัน

เลยมาลองคิดดูว่าถ้าเราสามารถเปิดพื้นที่ที่จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยใช้หนัง หนังสือ ละคร เพลง และปรากฏการณ์ทางสังคม เป็นกระจกสะท้อน
ถ้าหลายๆคนช่วยกันเขียนเอามารวมกันคงจะพอสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมได้บ้างไม่มากก็น้อย

แล้ว BLOG นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดี ฟรี และเปิดกว้างสำหรับทุกคน

นี่จึงเป็นที่มาของการเปิด BLOG CULTURAL POLITICS มองการเมืองผ่านทางวัฒนธรรม โดยบลอกนี้รวบรวมเอาบทความ บทสนทนา ของหลากหลายผู้คน ในหลายมุมมอง ที่มีต่อความเป็นไปในสังคม โดยยึดหลักจากการปรากฏผ่านทางภาพยนตร์ ดนตรี หรือปรากฏการณ์อื่นๆ

คำว่าcultural politics นั้น อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เคยเสนอคำแปลไว้ว่า “การเมืองวัฒนธรรม” อันหมายถึง “การต่อสู้ทางการเมืองในปริมณฑลวัฒนธรรม โดยปัจเจกบุคคลและกลุ่มสังคม เพื่อนำเสนอ สื่อสาร ประชันขันแข่งและช่วงชิงยึดครองพื้นที่แห่งนิยามความหมายและคุณค่าต่าง ๆ”

ขอเรียนเชิญทุกท่านที่นไปผ่านมาติดตามชมไปด้วยใจระทึกครับ

[ผ่าน filmsick]

technorati tags:
,
,

If You Tolerate This Your Children Will Be Next

(จาก คนป่วย/จิต(ร์ทัศน์) :P)

เพลง
โดย
อัลบั้ม

 

อนาคตสอนคุณ ให้อยู่โดดเดี่ยว
ปัจจุบัน ให้หวาดกลัว และเลือดเย็น
หากว่าฉันยิงกระต่ายได้
ฉันย่อมได้

กระสุนที่สมองคุณวันนี้
แต่เราก็จะลืมมันหมดอีก
อนุเสาวรีย์ ผ่านปากกา กระดาษ
ทำฉันเป็นสิ่งประหลาด ที่ขี้ขลาด

และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป

แรงดึงดูดยังกดหัวฉัน
หรือมันอาจจะอับอาย
ที่ทั้งแสนหนุ่ม และทั้ง แสนไร้ประโยชน์

รูในหัวคุณวันนี้
แต่ฉันผู้รักสันติ
ฉันเคยเดินจอแจ
แต่อย่างไม่ได้ตั้งใจ

และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป

และบนถนนคืนนี้ ชายชราเล่น
กับชิ้นหนังสือพิมพ์ จากวันรุ่งโรจน์เคยเป็น

และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
และถ้าคุณทนสิ่งเหล่านี้
ลูกคุณจะเป็นรายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป
รายต่อไป

(โพสต์ครั้งแรก: 2006.09.26 after-coup; อัปเดต: 2010.05.17 bangkok-killing zone)

tags: | |

Language and Politics

ถ้าการเมืองเป็นเรื่องโต้วาที (ประชด) … แบบนี้ ภาษา ก็สำคัญน่ะสิ

พิชญ์​ ​พงษ์สวัสดิ์: ครอบครัว​ ​ภาษา​ ​กับ​การเมือง​ไม่​ใช่​เรื่องที่​ไกล​กัน​
​จอร์จ​ ​เลคคอฟ​ (George Lakoff) การเมืองอเมริกัน รีพับลิกัน เดโมแครต ระบบคุณค่า ภาษา และ การกำ​หนดกรอบ​ความ​หมาย

ชาวมะกันนั้นมิได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามผลประโยชน์ของตัวเอง แต่การลงคะแนนมีความหมายว่าเขา “เลือกที่จะเป็นใคร” โดยที่เขาเหล่านั้นเลือก “คุณค่า” บางอย่าง

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่บรรดาชาวมะกันหัวก้าวหน้าจะต้องกล้าพูดและสื่อสารในเรื่องของคุณค่า และคุณธรรม ของพวกเขา มิใช่พูดแต่เรื่องข้อมูลและข้อเท็จจริง

ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ การยึดครองสื่อนั้นจึงไม่สำคัญเท่ากับความสามารถใน “การสื่อสารคุณค่า” ซึ่งสำคัญกว่า “การสื่อสารความจริง”

เพราะความจริงจะไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่มี “กรอบ” ให้ความจริงนั้น “ถูกแปลค่า” ออกมา

ตะกี้เจอโดยบังเอิญ:
ที่นิด้า มีอาจารย์ที่สนใจเรื่อง ภาษาศาสตร์/การเมือง ด้วย — Dr. Savitri Gadavanij Sangma — ตัวอย่างงานตีพิมพ์:

  • Damming with Faint Praise: Case of No- Confidence Debates in Thailand. in Nelson, Michael (ed.). KPI Yearbook 2002/2003. Bangkok: King Prajadhipok Institute. (สถาบันพระปกเกล้า)
  • Sociocognitive Aspect of News Discourse: The preliminary Analysis of the Macrostructure of Thai News Articles.

tags: , ,

Democracy is in the Eye of the Beholder (?)

เริ่มจาก อ่าน
ขอสนับสนุนฟ้าเดียวกัน และบทบาทของศิลปะในสังคมประชาธิปไตย โดย เคโกะ เซ
anpanpon ก็บล็อกเรื่องนี้

Process Art: ความหมายโดย Tate Online | ความหมายโดย Guggenheim Museum (NY) — ที่หลังนี่ เริ่มต้นให้ความหมายว่า:

“ศิลปะกระบวนการ เน้น “กระบวนการ” การสร้างงานศิลปะ (แทนที่จะเป็นการจัดวางหรือผังที่วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว) และความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงและสภาพที่ไม่ถาวร”

แล้วก็พูดถึงศิลปินคนสำคัญในแนวนี้ ยกตัวอย่างวิธีการสร้างสรรค์ของแต่ละคน … แต่เหมือนมันจะเกี่ยวกับ(คุณสมบัติของ)วัสดุซะมากกว่า … อืม ถ้าจะโยงไปหาบทความข้างบนสุดนั่น ซึ่งอ้างถึง Process Art ตอนที่ว่า:

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐสภาเยอรมันทำให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับงานศิลปะอย่างดุเดือด เมื่อปีค.ศ. 1994 ตอนที่สภากรุงบอนน์มีการอภิปรายว่า จะอนุญาตให้ศิลปินคริสโตห่อหุ้มรัฐสภาเป็นงานศิลปะได้หรือไม่ งานนี้เป็นโครงการที่ศิลปินเลื่องชื่อท่านนี้ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1975 ผลงานของคริสโตเรียกกันว่าเป็นโพรเซส อาร์ต (Process Art – ศิลปะกระบวนการ) ซึ่งหมายถึงประสบการณ์ในศิลปะของคนดูไม่ใช่เพียงแค่ชื่นชมผลลัพธ์ แต่รวมถึงมีส่วนสำรวจกระบวนการสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดในใจของตน ดังนั้นขอหยิบยกคำปราศรัยในการประชุมสภาของ ส.ส. คอนราด ไวส์ จากพรรคกรีน ซึ่งท่านยอมรับว่าการอภิปรายในสภาก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของศิลปะในสังคม

ถ้าจะโยงกันเนี่ย หมายถึงเราจะมอง พลเมือง สังคม อะไรพวกนี้เป็นวัสดุได้ด้วย ?

มัน ก็ น่าจะได้นะ … in the making … ถ้าเราคิดว่าสังคมที่เราอยู่กันทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ที่เสร็จสิ้นแล้ว แต่มันกำลังถูกสร้างและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เอ .. คิดแบบนี้มันเข้าแก๊บ โพสต์โมเดิร์น รึเปล่า ? 😛

พูดแล้วก็นึกถึง (ซึ่งก็ไม่รู้ทำไม ไม่เห็นมันเกี่ยวกันเลย) ความคิดเรื่อง “sympathy” หรือ “ความเข้าอกเข้าใจ”1 คือ การพยายามทำความเข้าใจคนอื่น ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ทำแบบนี้ รวมทั้งความพยายามมองตัวเอง ผ่านมุมมองของคนอื่น ว่าเขาจะคิดว่าเราเป็นคนแบบไหน จากข้อมูลที่เขามีไม่ครบถ้วน (ซึ่ง Roger E. Backhouse บอกไว้ใน The Penguin History of Economics ว่า ความคิดเรื่องความเข้าอกเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานของ The Theory of Moral Sentiments งานชิ้นสำคัญของ อดัม สมิธ (อดัม สมิธ เป็นที่รู้จักในยุคสมัยของเขาก็ด้วยงานชิ้นนี้ ไม่ใช่จาก The Wealth of Nations ซึ่งเป็นงานที่ดังขึ้นในยุคหลัง2))

สังคมที่ถึงแม้จะไม่สงบ/วุ่นวาย แต่ก็สามารถอยู่กันได้อย่างมีสันติ/สุข น่าจะต้องมีไอ้เจ้า ความเข้าอกเข้าใจ ที่ว่านี่เยอะ ๆ ก่อนรึเปล่า ซึ่งน่าจะนำไปสู่ ภูมิต้านทาน ความยืดหยุ่น “ฉันรับได้” (social tolerance?) … ศิลปะแบบที่ว่ามาข้างบน (หรือที่ว่าไว้ข้างล่าง) จะช่วยให้ ความเห็นอกเห็นใจ มันเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น มากขึ้น เยอะขึ้นมั๊ย?

อย่าง “เลือกxxx ไม่ได้แปลว่า โง่” อะไรอย่างนี้เป็นต้น จะใช้ศิลปะช่วยยังไงดี? 😛


Notes:

  1. (ปรับปรุง 15 เม.ย. 10:43 น.) เปลี่ยนจากคำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” ซึ่งเสนอโดย jittat (ความเห็นด้านล่าง):
    “ ความหมายมันเหมือนจะมีความรู้สึกของความเหนือกว่าอยู่หรือเปล่า? [..] คือลองนึกถึงคำอื่น ๆ ดู เช่น “ความเข้าอกเข้าใจ” … ” อืม เห็นด้วยครับ น่าจะใช้คำว่า เข้าใจ มากกว่า เห็นใจ จริง ๆ (ตามความรู้สึก แต่ไม่ตรงกับพจนานุกรมแฮะ 😛 .. ไม่เป็นไร)
  2. ดูเพิ่มที่ Adam Smith บิดาแห่งทุนนิยมเสรี ที่อยู่ชายขอบกว่าคุณคิด โดย คนชายขอบ