จะเป็นกสทช.ของไทยต้องวัยวุฒิเพียบพร้อม ว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังเป็นไม่ได้เลย

“อายุ 39 มีปุ่มนิวเคลียร์ในมือ แต่เป็น กสทช. ไม่ได้นะครับ”
— มิตรสหายท่านหนึ่ง

มาตรา 7 พ.ร.บ.กสทช.ฉบับแก้ไขใหม่ (2560)
ตามพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับเลือกไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นกรรมการกสทช.ไม่ได้นะครับ

อายุไม่ถึงน่ะ (แน่นอนว่าไม่มีสัญชาติไทยด้วย)

พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ที่สนช.ผ่านไปเงียบๆ เมื่อ 31 มี.ค. 2560 ขยับอายุขั้นต่ำของกรรมการจาก 35 ปี เป็น 40 ปี (ร่างที่เสนอแก้ไขตอนแรก เสนอไปถึง 45 ปีด้วยซ้ำ)

เอ็มมานูเอล มาครง นี่ 39 ปี (เกิด 2520) วัยวุฒิไม่ถึงครับ

เหมือนกับ ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวัน ที่ตอนเข้ารับตำแหน่งนี่ 35 ปี (เกิด 2524) แต่ก็วัยวุฒิไม่พอสำหรับประเทศไทยอยู่ดี แล้วอย่าไปพูดถึงตามาร์ก เฟซบุ๊ก ขานั้น 32 ปี (เกิด 2527) ประสบการณ์ไม่ถึงแน่ๆ

#สังคมสูงวัย #ประสบการณ์สูงวิสัยทัศน์ไกล #วางยุทธศาสตร์ประเทศกันถึงสัมปรายภพเลย

ดู ตารางเปรียบเทียบอายุของกรรมการชุดต่างๆ ของไทย

The Crown

เข้าใจว่า The Crown ในชื่อซีรีส์ มันไม่ใช่มงกุฎ แต่หมายถึงหน่วยทางการเมือง เป็น Crown เดียวกับ Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ, ทำนองเดียวกับ public prosecutor), Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

The Crown เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจของกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm ด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจในทางปกครอง ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch
เช่น ในการฟ้องคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v … แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า The Crown v …

….

อันนี้คิดต่อเฉยๆ ว่า การพยายามนำแนวคิด The Crown มาใช้ในไทย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่พอไม่มีรูปคำมารองรับ (ไม่มีคำที่ใช้แทนคำว่า crown ได้ตรงๆ) ก็ทำให้แนวคิดมันไม่มีที่อยู่ที่แข็งแรงรึเปล่า

Crown Property Bureau หรือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในตอนแรกของไทยพยายามแยกทรัพย์สินตรงนี้ออกมาจากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ แรกๆ รัฐบาลก็มีอำนาจจัดการส่วนนี้จริง แต่ทำไปทำมา กลายเป็นดินแดนที่คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ (monarch แบบมีเลือดเนื้อ) ในแบบที่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเข้าไปยุ่งได้ยากแล้ว

ทำไปทำมา สำหรับเมืองไทย crown กับ monarch ก็ดูจะค่อยๆ กลืนกลับไปเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นไหม? อย่างน้อยก็ในเชิงมโนทัศน์ เพราะเวลาเราเปล่งเสียงในภาษาไทย เพื่อให้หมายถึงความหมายอย่าง crown กับ monarch อย่างแยกกัน ยังลำบากเลย

media and information literacy & citizen science: พลเมืองที่อ่านเขียนสารสนเทศเป็นกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่าน “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.ย. 2556) ไปงาน แผนแม่บทไอซีที ระยะที่ 3 ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังจัดทำสำหรับ พ.ศ. 2557-2561 มีสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยจัดทำด้วย (ดูเอกสารประกอบการประชุมกลุ่มย่อยและการรับฟังความคิดเห็น)

มนู อรดีดลเชษฐ์ (เมื่อก่อนอยู่ศรีปทุม ไม่รู้ตอนนี้อยู่ไหน) กับ พรทิพย์ เย็นจะบก จากยูเนสโกพูดถึงประเด็นการหลอมรวมกันของนิเทศศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

พรทิพย์บอกว่าทุกวันนี้นิเทศศาสตร์เข้ามาอยู่ในไอซีที media literacy กลายเป็น media and information literacy (ยูเนสโกใช้คำนี้ ย่อว่า MIL ส่วนที่อื่นอาจจะเรียก information and media literacy ย่อว่า IML)

หลายคนเทียบ “media literacy” เป็นคำไทยว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” ซึ่งก็สะท้อนความคิดในช่วงหนึ่งของนักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อไทย ที่รู้สึกว่าสื่อมันมีอิทธิพลมาก ความชั่วร้ายในสังคมนี่หลักๆ มาจากสื่อไม่ดี ดังนั้นคนเราต้องได้รับการศึกษา ให้รู้เท่าทันสื่อ ไม่ถูกสื่อ(และนักการเมืองที่ครอบงำสื่อ)หลอกเอา นักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งที่ใช้คำว่า “รู้ทัน” จนเป็นเครื่องหมายการค้า ก็คือ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับชุดหนังสือและรายการ “รู้ทันทักษิณ”

ผมแสดงความหงุดหงิดกับการแปล “media literacy” เป็น “รู้เท่าทันสื่อ” ในหลายโอกาส ถ้าจำไม่ผิดในช่วงแรกก็น่าจะเป็นตอนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอบรมนักข่าวพลเมือง ซึ่งโดยตัวมันเองก็ชัดเจนว่า นี่เราจะเป็นพลเมืองที่สื่อสารข่าวเองแล้วนะ ไม่ใช่แค่พลเมืองที่รู้ทันเท่านั้น กระแสพวกนี้อยู่ร่วมสมัยกับเว็บล็อกและยูทูบ กับสิ่งที่เรียกว่า user-generated content และต่อมาก็โซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้มันเข้าใจให้รอบไม่ได้ในกรอบ “รู้เท่าทันสื่อ” แบบเดิม ที่เน้นการรับสาร (อย่างเท่าทัน)

คำแปล “literate” ในภาษาไทย มีใช้กันอยู่ว่า “อ่านออกเขียนได้” เทียบได้อย่างตรงไปตรงมากับภาษาอังกฤษที่นิยามว่า “literacy” คือ “ability to read and write”

คำว่า “รู้เท่าทัน” มันตก “การเขียน” ไป

แม้เราจะพอขยายความหมายของ “รู้เท่าทัน” ให้รวมไปถึงการเขียนอย่างเท่าทันได้บ้าง แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่า “อ่านออกเขียนได้”

ผมเลยพยายามจะแปล media literacy ว่า “การอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” หรือถ้าเอายาวๆ ก็อาจจะเป็น “ความสามารถในการอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” … ซึ่งก็ยาวเกิน ยังนึกคำที่กระชับและครบไม่ออก ยิ่งพอมีคำว่า information พ่วงมาด้วย ยิ่งยาก

(ผมคิดว่าการแฮ็กนี่แหละ คือการรวบยอด literacy ทั้งหมดของยุคหน้า)

การอ่านสารเทศออกเขียนสารเทศได้ของพลเมืองทั่วไป เมื่อประกอบกับการมีอยู่และเข้าถึง open data/big data และเอกสารแบบ open access ที่มากขึ้น กฎระเบียบที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก open access movement และ free culture movement (รวมไปถึงกฎหมาย freedom of information และการสนับสนุนการหลุดรั่วโดยบุคคลและสถาบันอย่างหนังสือพิมพ์และ WikiLeaks) จะทำให้ความเป็น “เจ้า-หน้าที่” (authority) ที่เกิดและดำรงอยู่เพราะความจำกัดของแวดวงวิชาชีพ ถูกท้าทายมากขึ้น

สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับวงการข่าว และกำลังเกิดขึ้นกับวงการวิทยาศาสตร์

เมื่อประมาณสิบปีก่อน สิ่งที่เรียกว่า grassroot/citizen journalism ได้เกิดขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำให้วงการสื่อต้องปรับและปฏิวัติตัวเองอย่างไร

วันนี้ แนวคิดคล้ายๆ กันกำลังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า citizen science หรือ “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

พลเมืองที่เดิมทำได้แค่เพียงตรวจสอบผลวิจัยที่ดูจะมีปัญหา ตอนนี้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำวิจัยได้

ในขั้นแรกอาจจะเป็นเพียงการให้ข้อมูล เก็บข้อมูล หรือร่วมประมวลผล บนกรอบวิธีวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด แต่มันมีแนวโน้มจะค่อยๆ ขยับ พลเมืองทั่วไปจะเข้าไปร่วมสังเกตการวิจัยและกำหนดวาระวิจัยได้มากขึ้น

ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะวาระการวิจัยเองก็กำหนดว่า อะไรที่จะถูกมองเห็น และในหลายครั้ง สิ่งที่จะถูกมองเห็นและวิเคราะห์สรุปออกมาเป็นผลวิจัยนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อพลเมืองทั่วไป ผ่านการถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบและสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบาย หรือใช้ในการรณรงค์สนับสนุนนโยบาย

ถ้าอำนาจในสังคมปัจจุบัน มาจาก ข้อมูล และ วิธีการให้เหตุผล

พลเมืองเจ้าของอำนาจ ก็ควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสร้างข้อมูลและวิธีการให้เหตุผลพวกนั้น

 

ปรับปรุงจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก (4 ก.ย. 2556)

#มาตรา37 #กสทช. สื่อ กับสังคมโคตรอ่อนไหว อยากจะร้องไห้

ศุกร์ 26 ก.ค. ไปฟังเสนองานวิจัยเรื่อง “เฮตสปีช” (hate speech) หรือ “คำชัง” ของศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬา (พร้อมกินฟรีอาหารกลางวัน)

ช่วงวิทยุโทรทัศน์ มีคนมาวิจารณ์สองคน คนแรก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คนสอง สมชัย สุวรรณบรรณ

คนแรกตอนท้ายๆ มีพูดถึงอารมณ์ขัน ถ้าพื้นที่คำชังมันกว้างขวาง มันก็จะไปกินพื้นที่ฟรีสปีชจนเหลือนิดเดียว พูดอะไรก็ไม่ได้ละ อารมณ์ขันก็จะหายไปด้วย

คนสองพูดถึงสื่อเลือกข้าง การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อ ฯลฯ

ก็เลยนึกถึงจุดที่มันตัดกัน คือแคมเปญ Reform Section 5 ในสหราชอาณาจักร

แคมเปญ Reform Section 5 หรือ “Feel Free to Insult Me” (เชิญดูถูกฉันตามสบายเลย) นี้เริ่มเมื่อปี 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็ตามชื่อ คือให้ปฏิรูปมาตรา 5 ใน Public Order Act (พ.ร.บ.ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1986 — ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในมากาเร็ต แธตเชอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอกำลังพุ่งสูง

มาตรา 5 เดิม เขียนไว้ว่า

A person is guilty of an offence if he–

(a) uses threatening, abusive or insulting words or behaviour, or disorderly behaviour, or
(b) displays any writing, sign or other visible representation which is threatening, abusive or insulting,

within the hearing or sight of a person likely to be caused harassment, alarm or distress thereby.

ข้อเสนอในการปฏิรูปก็คือ ให้เอาคำว่า “insulting” (ดูถูกเหยียดหยาม) ออกจากมาตรานี้ซะ เพราะถือว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก และกฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อจับคนที่ไม่ควรจะถูกจับ เช่นเด็กนักเรียนถือป้ายบอกว่า ลัทธิซายโทโลจี้เป็นลัทธิหลอกหลวง ก็ถูกฟ้องด้วยกฎหมายนี้ ทั้งๆ นี้มันควรจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ

ในเว็บไซต์รณรงค์ยังบอกด้วยว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายอาญาอีกด้วย เราแน่ใจจริงๆ หรือเปล่า ที่จะมอบหมายให้รัฐมาคุ้มครองให้เราพ้นจากการถูกดูถูก?” (คือมันก็มีกฎหมายแพ่งให้ไปฟ้องเอาได้ ถ้ารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ)

ในสุนทรพจน์สนับสนุนแคมเปญดังกล่าว โรแวน แอตคินสัน นักแสดงนำละครตลก “มิสเตอร์บีน” กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายนี้คือ การตีความคำว่า “ดูหมิ่น” ที่กว้างเกินไป

“คำวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียน และการเสียดสี ที่เป็นเพียงการพูดจากมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งดั้งเดิม กลับถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น”

“การยกเลิกมาตรานี้ จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นก้าวที่สำคัญของโครงการระยะยาวในการยุติและเพิกถอนวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์”

ในที่สุด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ การแก้ไขถูกรวมเข้าไปในมาตรา 57 ของ Crime and Courts Act 2013

มีความเปลี่ยนแปลงในสังคมบริเตน และมันสะท้อนลงไปยังกฎหมาย

ปรเมศวร์ มินศิริ และนักวิจัยอีกคนที่ทำเรื่องหนังสือพิมพ์ พูดบนเวทีว่า ของบางอย่างเมื่อก่อนพูดไม่ได้ เดี๋ยวนี้พูดได้แล้ว เมื่อก่อน “เจ๊ก” มีความหมายเหยียด เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหรือเปล่า?

จากกรณี ‪#‎HormonesTheSeries‬ ‪#‎กสทช‬. และ #มาตรา37 ผมโพสต์ไปเมื่อวันก่อนว่า

“กสทช.กำลังเอาความคิดของ 20 ปีที่แล้ว มาออกกฎที่จะใช้ไปอีก 20 ปีจากนี้ – เราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่รับประกันความล้าหลังล่วงหน้า 40 ปี”

คนในวงวิชาชีพและวิชาการสื่อก็เช่นกัน ที่เคยทำงานเคยเรียนกันมาแล้วเห็นว่าดีว่าเหมาะ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 หรือ 1990 คำถามคือมันยังเหมาะกับวันนี้ไหม? สังคมไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

หรือสื่อไทยในยุค 2010 จะทำงานด้วยนโยบายจากโลกทัศน์ยุค 1980 หรือโลกทัศน์แบบสหราชอาณาจักรยุคแธตเชอร์นิยม?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับเดียวกับสหราชอาณาจักรสมัยใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยโลกที่วิ่งด้วยอัตราเร่งในทุกสังคม เราอยู่ห่างกับคนอื่นถึง 30 ปีจริงๆ หรือ?

ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะเป็นอนุรักษ์นิยม แต่ถ้ามาอยู่ในสาขาเหล่านี้ ช่วยเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 2030 หน่อย อย่าเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 1980 เลย

เพราะนโยบายเทคโนโลยีและสื่อ ต้องไม่เพียงกำกับดูแลปัญหาในวันพรุ่งนี้ ทุกกฎหมายและนโยบายนั้นออกมาเพื่อใช้ในอนาคต ดังนั้นมันต้องเปิดทางไว้เผื่อความเปลี่ยนแปลงในอีก 10-20 ปีจากนี้ด้วย (ผมไม่คิดว่าเราคาดการณ์อะไรไปไกลกว่านั้นได้)

ถ้าไม่อยากให้กระถางถูกดันแตกหรือไม่อยากเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ก็ต้องเผื่อขนาดไว้ให้ต้นไม้มันโตหน่อย — ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องปลูกในกระถาง ไม่ปลูกลงพื้นดิน

จบเท่านี้ล่ะครับ

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก

ความผิดพลาดเรื่องไหนระดับไหนที่เราพอจะยอมรับได้ในข่าว? #news #bugs

หารูปประกอบให้ด้วยครับ

“โดย…xxxx xxxxxx หารูปประกอบให้ด้วยครับ”

ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป๊ะมากมาย และคิดว่าโดยสภาพออนไลน์ มันแก้กันทีหลังได้ ความเคร่งครัดก็อาจจะลดลง ยิ่งถ้าคิดในบริบทข่าวด่วน ข่าวที่กำลังดำเนินอยู่ มันจะอัปเดตอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลที่เคยคิดว่าถูกในเวลาหนึ่ง ก็อาจถูกแทนด้วยข้อมูลใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ต้องแก้ๆ กันไปเรื่อยๆ ล่ะ

หลายคนในวงการวารสารก็เสนอกันว่า ข่าวในทุกวันนี้ มันไม่ใช่ product มันเป็น process อย่าไปคิดว่าจะจบในตัวมันเอง

เฮ้ย แต่ขอในหนึ่งชิ้นนี่ ให้มันอ่านรู้เรื่องหน่อย เรื่องที่ไม่ควรจะผิดหรือเรื่องพื้นฐานก็พยายามอย่าผิด จะอัปเดตอะไรเดี๋ยวว่ากัน

คือหลังๆ มันหลุดเยอะเกินนะ ไม่ได้เจาะจงที่ไหนเป็นพิเศษ มองเป็นภาพรวมเลย เราจะเห็นตั้งแต่เรื่อง “เล็กน้อย” อย่างสะกดผิด ไปจนถึงข้อมูลผิด หรือตีความข้อมูลผิด

ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หน้าข่าวออนไลน์ แต่พูดถึงกระบวนการทำข่าวในยุคออนไลน์ มองเป็นยุค ไม่ได้มองที่ช่องทางนำเสนอ

หนังสือพิมพ์ออนไลน์แห่งแรกๆ อย่างประชาไทนี่ก็สะกดผิดเยอะ หลังๆ พอโดนบ่นหนัก ก็ดีขึ้น แต่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องสะกดผิด แต่เป็นการใช้คำผิดไปเลย

อย่างพาดหัวข่าว “กลุ่มนิรนามแฮกเว็บรัฐบาลบราซิล เปลี่ยนข้อความเป็นชวนร่วมประท้วงขึ้นค่าโดยสาร ขสมก.” อ่านแล้วก็ชะงัก อะไรจะสมานฉันท์ขนาดนั้น กลุ่มในบราซิลประท้วงเพื่อคนกรุงเทพเลยนะเนี่ย (เขาแก้ไปแล้ว แต่ไม่ทันละฮะ ถ้าเสิร์ชพาดหัวนี้ดูจะเห็นเต็มเว็บเลย คนเขาก๊อปไปทั้งหยั่งงั้นล่ะ)

มติชนออนไลน์นี่ก็โดนล้อเยอะ มีตั้งเป็นเพจ “มติชนออนไลน์นี่มันมติชนออนไลน์จริงๆ” เลย

ส่วนหนึ่งเราต้องให้เครดิตทีมมติชนออนไลน์ เหมือนๆ กับประชาไท ที่พยายามจะทำประเด็นที่ไม่เคยจะได้เป็นข่าวในหน้ากระดาษหรอก ให้มันมีที่ทางไปสู่คนจำนวนมากขึ้น

ทั้งการถ่ายทอดงานสัมมนาเสวนาต่างๆ ให้มันไม่ตายอยู่แค่ในวงเล็กๆ ทั้งมอนิเตอร์นักคิดนักเขียนนักวิชาการต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย — ซึ่งนสพ.ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับต่างๆ ก็ทำแบบนี้ เขาถือว่านี่เป็นการเข้าถึงความคิดของคนพวกนี้ได้ใกล้ชิดขึ้น บางทีก็ถามตอบกันทางทวิตเตอร์เพื่อเอาเป็นแหล่งข่าวเลยก็มี — และพร้อมกันนี้ รูปแบบการนำเสนอและการใช้ภาษา มติชนออนไลน์เองก็ได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียมาเยอะ สมกับที่เกิดในยุคสมัย

ที่โดนแซวเยอะ ก็เรื่องหลายข่าวที่คนงงว่า นี่ก็เป็นข่าวได้ด้วยเหรอเนี่ย (ซึ่งตรงนี้จะว่าแล้วแต่มุมมองก็ได้) หรือข่าวที่สั้นมากๆ บางทีมีแต่พาดหัว — กรุงเทพธุรกิจก็เป็นแบบนี้ด้วย บาง Breaking News นี่สั้นกว่าทวีตอีก ไม่รู้จะกดเข้าไปดูในเว็บทำไม อ่านทวีตก็พอละ

และการสะกดผิดที่เห็นเป็นประจำ หรือใช้คำผิดไปเลย

อย่างที่คนล้อเยอะเร็วๆ นี้คือ ข่าวเรือบรรทุกสินค้า “เอ็มม่า แมร์เซ็ค” ที่ลงผิด จาก เมตร เป็น ไมล์ กลายเป็นโคตรเรือไปเลย

เรื่องใช้คำผิดนี่ ผมว่าซีเรียสกว่าสะกดผิด เพราะมันสะท้อนว่า คนเขียนข่าวเข้าใจเนื้อหาข่าวมากน้อยแค่ไหน

เย็นวันเสาร์ ดูรายการ Weekly C3 ทางช่องสาม น้องซี ผู้ประกาศ แนะนำโปรแกรมรุ่นใหม่ของอโดบี บนจอโชว์หราเลย “Adobe Creative Clound” กดดูที่เว็บในวันอาทิตย์ก็สะกดแบบนี้

จะว่าสะกดผิดก็ได้ หรืออีกอย่างนึงก็คือไม่รู้ว่ามันคือคำที่หมายถึง เมฆ นะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มันก็งงๆ นะ ว่าเขารู้ไหมว่าคอนเซปต์ของเรื่องที่กำลังเสนอ มันเป็นยังไง ทำไมถึงใช้อุปลักษณ์ เมฆ — โอเค แต่คนทำกราฟิกก็อาจจะไม่ใช่ผู้ประกาศข่าว เป็นฝ่ายเทคนิค ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ปรึกษากัน แต่นี่ก็ทำให้เห็นจุดอ่อนในกระบวนการทำข่าวได้เหมือนกัน

มันก็มีความกดดันจากทุกด้านนะ สำนักข่าวทั่วโลกลดจำนวนนักข่าว ทั้งในภาพรวมขององค์กร และทั้งในเรื่องจำนวนนักข่าวที่ส่งไปทำต่อข่าวหนึ่งชิ้น

นักข่าวยุคนี้ถูกคาดหวังว่าต้องทำเองหมด ทั้งกำหนดประเด็นเอง ค้นคว้าข้อมูลก่อนลงสนามเอง (ผมเข้าใจว่าข่าว 3 มีทีมค้นคว้าข้อมูลเพื่อสนับสนุนนักข่าวหรือผู้ประกาศ Nation Channel และ Voice TV ก็น่าจะมี รายการอย่างตอบโจทย์และรายการข่าวหลักๆ ของ Thai PBS นี่มีแน่ ช่องอื่นผมไม่ทราบ) ลงสนามเอง สัมภาษณ์เอง ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอเอง (จะ backpack journalist หรือ back-pocket journalist ก็แล้วแต่ความบ้าอุปกรณ์) เผลอๆ ยังต้องตัดต่อคลิปสั้นๆ ได้เองอีกด้วย เพื่อส่งแบบเร็วๆ ด่วนๆ จากสนาม แน่นอนว่าการเป็นบรรณาธิการเองและตรวจปรูฟตัวสะกดเอง ก็เป็นเรื่องที่ถูกเรียกร้องมากขึ้น

ในทางนึงมันเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ในอีกทางนึง มันก็คล่องตัวขึ้น ถ้าบริหารจัดการให้ภาระงานมันไม่กดดันจนเกินไป และสำนักข่าวยังมีทีมสนับสนุนอีกชั้น ไม่ใช่ถีบนักข่าวออกไปทำทุกอย่างเอง แล้วสำนักข่าวทำแค่เอาข่าวขึ้นเว็บกับหาสปอนเซอร์หาทุนมารันธุรกิจ ถ้าเป็นแบบนั้น มันเหมือนโยนหน้าที่ทุกอย่างของสำนักข่าวไปอยู่กับนักข่าว ซึ่งจะหนักไปไหม เช่นจะคาดหวังให้นักข่าวอ่านบัญชีการเงินได้คล่องแคล่ว ไม่ปล่อยไก่แบบโพสต์ ที่รายงานเรื่อง K-Water ก็จะเกินไปไหม ทำไมสำนักข่าวไม่มีทีมสนับสนุนเรื่องอ่านบัญชีอะไรนี่ให้กับนักข่าวมั่ง บก.เช็คการตีความข้อมูลอีกที

คือถ้าไม่มีทีมสนับสนุน แล้วทำเรื่อง funding กับ distribution เท่านั้น งั้นสำนักข่าวนี่ทำตัวเหมือนนายหน้าเลยนะ ซึ่งโมเดลนี้อาจจะเวิร์กสำหรับ The Huffington Post แต่อย่าลืมว่า “นักข่าว” ของ HuffPost นั้นจำนวนมากคือนักข่าวพลเมืองที่อยู่ในวิชาชีพต่างๆ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะของตัวเองสูงและเขียนเฉพาะเรื่องในสาขานั้น และอีกจำนวนนึงคือคอลัมนิสต์ชั่วโมงบินสูง (ใครรู้ editorial process ของ HuffPost ละเอียดๆ ก็แชร์ได้นะครับ)

ผมก็ไม่รู้ว่าโมเดลธุรกิจในไทยจะพัฒนาไปยังไง แต่อาการที่ปรากฏในปัจจุบัน ในเรื่องเนื้อหาที่เราว่าๆ ไป การสะกดผิด คำผิด ข้อมูลผิด อ่านผิด ผมว่าเหตุสำคัญมาจากโมเดลธุรกิจซึ่งเชื่อมโยงกะกระบวนการบรรณาธิการนี่แหละ (แม้โดยอุดมคติเราจะเชื่อว่า การดำเนินธุรกิจไม่ควรจะมายุ่งกับการทำข่าวก็เถอะนะ) ดังนั้นถ้าหงุดหงิดเรื่องพวกนี้ เรื่องข่าวผิด จะผิดระดับไหนก็เถอะ ก็อาจจะชวนคิดหน่อย ว่าโมเดลตอนนี้เรามีแบบไหนมั่ง แล้วข้อดีข้อเสียเป็นไง จะช่วยพัฒนาข่าวได้ไงมั่ง

(โพสต์เสร็ตแล้วผมก็ออกไปดูหนัง ไม่ใช่เรื่องของผมไง พูดอะไรก็ได้ / เมื่อคืนไปดู The Company You Keep มา เกี่ยวกะนักข่าวพอดี)

 

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’ 6 ก.ค. 2556 — แก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย และเพิ่มลิงก์ไปยังรายการและหนังสือพิมพ์ต่างๆ

Netizen Meetup 2013.06.09 พบปะเหล่า “นักพัฒนา” หลัง #inetbkk

หลังเสร็จงาน INET Bangkok อันยิ่งใหญ่อลังการ ศุกร์-เสาร์ 7-8 มิ.ย. แล้ว (ใครยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบเลยครับ) ก็มีงานนี้ต่อครับ ไปคุยกันแบบสบายๆ พบปะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักนโยบายเทคโนโลยี ผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต และนักกิจกรรมสังคม

Netizen Meetup — อาทิตย์ 9 มิ.ย. ที่ Glowfish ชั้น 6 ตึกอโศกทาวเวอร์ ตรงข้ามมศว.ประสานมิตร (MRT เพชรบุรี ทางออก 2 แล้วข้ามคลอง)

เจอกันครับ 🙂

Meet techies, policy people, startup founders, social activists, and human rights defenders. 9 June 2013 @ Glowfish Asoke
[ใบปลิว (JPG)] [ใบปลิว (PDF, A5)]

Netizen Meetup 2013.06 Facebook cover
[Facebook cover]

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วันนี้ดูทีวี ก็ไม่ได้เลือกช่องอะไร ที่บ้านเปิดไรไว้ก็ดู ระหว่างกินข้าว
ก่อนเที่ยงนิดนึง ช่อง 5 มีรายการ Z-TV
โผล่มาจอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ครึ่งซ้ายไว้ให้พิธีกรยืน ครึ่งขวาเป็นโลโก้ผู้สนับสนุน 9 อัน เรียงในตาราง 3×3

เนื้อหารายการก็เทพมาก มีสองช่วงใหญ่ ZStreet ดูแลรักษารถ กะ Z(something) ดูแลความงาม

ช่วงดูแลรักษารถ พิธีกรก็พาไปคุยกับช่างที่ศูนย์อีซูซุ พูดถึงวิธีการเลือกซื้อรถ ตบว่าซื้อรถต้องดูว่าตอนขายขายได้ราคาไหมด้วย แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. แหงฮะ เป็นโฆษณาอีซูซุ

เข้าช่วงสอง พิธีกรอีกชุด พาไปคุยกับหมอของนิติพลคลีนิก พูดถึงเทคนิคการลดเซลลูไลต์ด้วยแก๊สอะไรสักอย่าง แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. ฮะ โฆษณานิติพลคลีนิก ตามด้วยโฆษณา CSR โครงการน้ำสะอาดของอีซูซุ

จากนั้นก็เป็นช่วงข่าวอัปเดต เป็นข่าวเจนี่ร้องเพลงให้กับเครื่องสำอางค์ยี่ห้อจำไม่ได้ และข่าวกิจกรรมของเชฟโรเลต

จบแล้ว หมดแค่นี้ ขึ้นเครดิตตอนท้าย ที่ปรึกษารายการเป็นพลโทนายแพทย์มงคล ดูนามสกุลไม่ทัน

สาระประโยชน์เพียบครับ “ทีวีบริการสาธารณะ” ของไทย เราจะได้ดูแบบนี้นี่แหละในทีวีดิจิทัล ดูกันไปอีก 15 ปีครับ แหม่ กว่าเขาจะจัดสรรใบอนุญาตกันใหม่

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

แล้วยังไงต่อ? คิดสั้นๆ หลังดูข่าวเงินกู้นอกระบบ @BBTVChannel7

ข่าว 7 สี ทำสกู๊ปพิเศษ รายงานการจับกุมกลุ่มทวงหนี้นอกระบบ

ตำรวจให้คำแนะนำว่า เข้าใจว่าผู้ค้าหาบเร่รายย่อยจำเป็นต้องมีเงินลงทุน และกู้ในระบบลำบาก แต่การกู้นอกระบบมีความเสี่ยง ทวงโหดๆ ถึงชีวิตก็มี อย่ากู้เลยนะ

ก็แฟร์ ในฐานะคำแนะนำจากตำรวจ แต่ข่าว 7 สีก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเอาคำตำรวจมาพูดซ้ำ ไม่ได้พูดไปต่อว่า แล้วจะแก้ปัญหายังไง นอกจากไล่จับคนปล่อยกู้และปรามไม่ให้คนไปกู้ ซึ่งยังไงก็ไม่สำเร็จ เพราะความต้องการกู้มันก็ไม่ได้หายไปไหน คนมันต้องทำมาหากิน

ข่าวไม่ได้พูดถึงนโยบายปล่อยกู้รายย่อยของรัฐ (ซึ่งมีสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน มาตั้งแต่สมัยทักษิณ สมัยอภิสิทธิ์ก็มีโครงการสินเชื่อเข้มแข็ง หรือตอนนี้ก็มีของธนาคารอิสลาม รวมทั้งโครงการธนาคารประชาชนก็กลับมาใหม่) ไม่ว่าจะพูดถึงมันในเชิงประชาสัมพันธ์ว่า มีโครงการนี้อยู่นะ เชิญชวนไปใช้บริการ หรือพูดถึงมันในเชิงวิพากษ์ว่า ไม่ประสบความสำเร็จอย่างไร ทำไมหาบเร่ยังไปกู้นอกระบบอยู่อีก

เราดูข่าวแล้วเราก็รู้แค่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรบางอย่างแล้วนะ และสื่อก็สนใจไปทำข่าวแล้วนะ แต่เราก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น ไม่รู้ว่าชีวิตเราจะดีขึ้นได้ยังไง

—-
โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’

ตอบโจทย์ประเทศไทย: สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ — ครบ 5 ตอน + รวมข่าว

รายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” หัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ” ตอนที่ 5 ที่ถูก “ชะลอการออกอากาศ” ในสถานีไทยพีบีเอส สามารถชมได้ทาง ช่อง YouTube ของรายการ เช่นเดียวกับตอน 1-4 ครับ

อัปเดต 19 มี.ค. 2556 เวลาประมาณ 18:00 — วิดีโอทั้ง 5 ตอน ถูกตั้งให้เป็น “วิดีโอส่วนตัว” ไม่สามารถกดดูได้แล้วครับ
อัปเดต 19 มี.ค. 2556 เวลาประมาณ 19:00 — เพจ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” บนเฟซบุ๊ก ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

รายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” หัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ”

  1. คุยกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย (11 มี.ค. 2556) http://youtu.be/PTbpij7MLYk
  2. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (12 มี.ค. 2556) http://youtu.be/_gYdzaa_JXc
  3. คุยกับ วสิษฐ เดชกุญชร (13 มี.ค. 2556) http://youtu.be/KOZM6JZAPzY
  4. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (14 มี.ค. 2556) http://youtu.be/vgE1sS8gqRc
  5. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ยังไม่ได้ออกอากาศ 18 มี.ค. 2556, กำหนดเดิมคือ 15 มี.ค.) http://youtu.be/vKkxmj45bms

ข่าวที่เกี่ยวข้อง (ปรับปรุง 21 มี.ค. 2556):

ทัศนะ (ปรับปรุง 21 มี.ค. 2556):

—-

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญร่วมเสวนาสาธารณะ
“ตอบโจทย์ เรื่อง ‘ตอบโจทย์’: ทีวีสาธารณะกับบทบาทพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย”
พุธ 20 มี.ค. 2556 10:00-12:00 11:00–13:00
@ ห้องประชุมชั้น 11 อาคารมงกุฏสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Media Inside Out เชิญร่วมเสวนา
“อวสานตอบโจทย์ ..ศึกนอก หรือศึกใน?”
พุธ 20 มี.ค. 2556 10:00-12:00
@ ระเบียงกาแฟ, มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ 328/1 ถนนพญาไท (BTS ราชเทวี)
สำรองที่ ติดต่อ พรรณี 0-863-661-982 หรือ กนกวรรณ 0-810-059-768 หรืออีเมล mediainsideout.mio@gmail.com

—-

“ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” ชำแหละสื่อไทย ในงานสัมมนา “นโยบายสื่อภายใต้รัฐบาลใหม่ : ปิดกั้น แทรกแซง หรือ เสรี?” จัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อ 3 ก.ย. 2554

Lies, damned lies, statistics, and infographics

อาบ อบ นวด ใน กทม. เยอะกว่า วัดพุทธ-คริสต์-อิสลาม

อินโฟกราฟิกโง่ๆ อีกแล้วครับ

นับจำนวนไอคอนของแต่ละชนิดนะครับ ว่ามีกี่ก้อน

  • อาบ อบ นวด 38 ก้อน (508 แห่ง, หนึ่งก้อนในแผนภูมิ = 13 แห่ง)
  • วัด 14 ก้อน (449 แห่ง, หนึ่งก้อน = 32.071 แห่ง)
  • มัสยิด 4 ก้อน (178 แห่ง, หนึ่งก้อน = 44.5 แห่ง)
  • ศาลเจ้า 3 ก้อน (116 แห่ง, หนึ่งก้อน = 38.667 แห่ง)
  • โบสถ์คริสต์ 2 ก้อน (62 แห่ง, หนึ่งก้อน = 31 แห่ง)

เวลาทำแผนภูมิรูปภาพแบบนี้ หนึ่งก้อนของแต่ละชนิดมันต้องเท่ากันสิครับ ถึงจะเทียบกันได้

สมมติว่าข้อมูลถูกต้องถูกอย่าง จำนวนอาบอบนวดก็มีมากกว่าวัดอยู่ 59 แห่ง หรือ 13% แต่ถ้าดูตามแผนภูมินี้เฉยๆ โดยไม่ดูตัวเลขเลย มันจะหลอกตาเราว่า จำนวนอาบอบนวดมีมากกว่าวัดอยู่ถึง 171%

สังคมอุดมปัญญาครับ “อินโฟ”กราฟิกเต็มบ้านเต็มเมือง

ref: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=499835326719981&set=a.204044066299110.44147.113053042064880