ข่าวปลอมคือข่าวที่ทำให้คล้ายข่าวจริง

มิตรสหายสายวารสารศาสตร์และกฎหมายสื่อหลายคนเหนื่อยกับคำว่า “ข่าวปลอม” หรือ fake news มาหลายปี เพราะพอใช้กันอย่างลำลองไม่เคร่งครัด ไอ้นั่นก็เฟค ไอ้นี่ก็เฟค อะไรๆ ที่ “ไม่เป็นความจริง” ไม่ว่าจะ “ไม่จริง” เพราะ:

  • เข้าใจผิด
  • พูดผิด พิมพ์ผิด สะกดผิด
  • ตั้งใจทำปลอม กุขึ้น
  • ไม่ตรงกับที่เคยรับรู้
  • ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือไม่สามารถหาข้อสรุปได้
  • มันพูดละเอียดขนาดนั้นหรือเหมารวมขนาดนั้นไม่ได้
  • เคยจริงแต่ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว
  • จริงเกือบหมดแต่มีอยู่บางจุดที่ไม่จริง
  • ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าคลาดเคลื่อนไป
  • จะจริงหรือไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม
  • มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงโดยตัวมันเองและก็ได้แสดงโดยรูปแบบว่านี่คือเรื่องไม่จริง (เช่น นิทาน รูปล้อเลียน)
  • ฯลฯ

ก็ราวกับว่าจะเป็น “ข่าวปลอม” ไปเสียหมด

และเนื่องจากคำว่า “ปลอม” นี้ มีความหมายโดยนัยถึงความทุจริตด้วย มันก็อันตรายอยู่ ในแง่สร้างความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการ “เพื่อรักษาความจริง”

ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันเลยซีเรียส เพราะการใช้คำว่า “ข่าวปลอม” แบบไม่ระวังนี่ มันเป็นการแปะป้ายความ “ทุจริต” ให้กับกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ได้ทุจริต และทำให้กิจกรรมเหล่านั้นตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็นและโดยไม่เป็นธรรมน่ะ

(กฎหมายอย่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังถูกนำมาใช้จัดการควบคุมเรื่องทำนองนี้ โดยอาศัยการตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” อย่างในมาตรา 14)

วงวิชาการและวิชาชีพวารสารศาสตร์ ก็เลยพยายามจะใช้คำที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเป็นประเด็นเจตนาที่จะทำให้เข้าใจผิด (deceiving) ก็จะมีคำเพื่อแยกระหว่าง

1) ข้อมูลที่ไม่จริงหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน​ โดยผู้เผยแพร่อาจมีหรือไม่มีเจตนาทำให้เข้าใจผิดก็ได้ (และผู้เผยแพร่อาจเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ามันจริงก็ได้) หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “misinformation” กับ

2) ข้อมูลที่ไม่จริง และผู้เผยแพร่ก็รู้ว่ามันไม่จริง แต่ตั้งใจเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือมุ่งจะให้เกิดความเสียหาย – “disinformation”

3) ข้อมูลที่*ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง* แต่ถูกใช้ในลักษณะที่ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสียหายหรือความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล – “mal-information” (เช่นการบอกว่าคนนี้เป็นเกย์ คนนี้นับถือศาสนานี้ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ด้วยเจตนาร้ายหรือเจตนาเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา)

จะเห็นว่าสิ่งที่ disinformation และ mal-information นั้นมีร่วมกัน คือเจตนาร้าย-เจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ในขณะที่ misinformation นั้นไม่คำนึงถึงเจตนา

misinformation สะกดขึ้นต้นด้วย mis- เหมือนกับคำว่า mistake (ความผิดพลาด) และ misspelling (การสะกดผิด)

ส่วน ปลอม (fake) นี่คือการทำปลอม (fabricated) หมายความว่ามันไม่เคยจริงเลย *และ* มีความพยายามจะทำให้เข้าใจว่าจริง

นึกถึงธนบัตรปลอม มันไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย *และ* โดยหน้าตาและวิธีการใช้งานมันพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนแบงก์ในเกมเศรษฐีนี่ แม้มันจะไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย แต่เราก็ไม่เรียกมันว่าธนบัตรปลอม เพราะโดยรูปร่างหน้าตาเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ได้พยายามจะทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนคำว่า ข้อเท็จจริง (fact) นอกจากผูกกับเวลาแล้ว ยังผูกอยู่กับความสามารถในการรับรู้หรือความสามารถในการวัดของเราด้วย (ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีในการวัด สามารถ “เปลี่ยน” fact ได้)

นึกถึงการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ ที่มีการรายงานตัวเลขใหม่เข้ามาเป็นระยะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามเวลา) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งจะพบศพเพิ่มเติม (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามความสามารถในการรับรู้หรือการวัด)

ถามว่าที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้มัน fake ไหม ก็ไม่ เพราะไม่ได้เป็นการทำปลอม (และโดยลักษณะการรายงานที่ปรับปรุงตัวเลขเป็นระยะ ผู้ชมที่ติดตามก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นตัวเลข “เท่าที่ทราบ”) มันเป็น fact ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

เนื่องจาก fake นั้นต้องไม่เคยจริงเลย ข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว (outdated fact) จึงไม่ใช่ fake เช่น “ภูมิพลเป็นกษัตริย์ของไทย” “ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน” นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อมูลปลอม

พอข้อเท็จจริงมันผูกกับเวลาและวิธีการวัด การรายงานก็ควรจะระบุด้วย ว่าข้อเท็จจริงนี้ ได้รับรู้ ได้วัด ได้สอบถาม มาเมื่อใด คนอ่านก็จะได้ประเมินต่อเองได้ ว่าควรจะเชื่อถือข้อเท็จจริงนี้ในระดับใด

(แต่หลายอย่างก็ละไว้ได้ เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แม้จะมีขอบเขตเวลาอยู่ วันหนึ่งโลกอาจจะหลุดออกจากระบบสุริยะ หรือวันหนึ่งดวงอาทิตย์อาจจะดับแล้วทิ้งโลกหนาวๆ เอาไว้ แต่กรอบมันอาจจะล้านปี สมมติ ซึ่งพอเทียบกับอายุขัยมนุษย์หรืออายุของอารยธรรมมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุหรอก สมมติว่าจริงแบบไม่มีกำหนดไปละกัน กระชับดี)

นิยามเหล่านี้เป็นเรื่องซีเรียส (สำหรับผมอย่างน้อยคนหนึ่ง) เพราะกฎหมายที่กำหนดว่าเราจะพูดอะไรได้หรือไม่ได้ พูดอะไรแล้วจะมีความผิด (เช่น ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ก็ตั้งอยู่บนนิยามเรื่อง เจตนา, ข้อเท็จจริง, การทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ทำปลอม, ทุจริต เหล่านี้

ก่อนจะเรียกอะไรว่า “ข่าวปลอม” ให้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง ว่าเรากำลังคิดถึงอะไร กำลังจะสื่อสารอะไร ที่เราว่า “ปลอม” มันปลอมอย่างไร มีคำอธิบายอื่นที่จะเรียกสิ่งที่เราคิดว่าไม่จริงได้ชัดเจนกว่าคำว่า “ปลอม” ไหม

ไม่เช่นนั้นตัวเราเองนี่แหละที่กำลังทำให้ปัญหา “ข่าวปลอม” มันแย่ลง เพราะการใช้คำนี้อย่างลำลองไปทั่ว จนอะไรๆ ก็ถูกเรียกว่าข่าวปลอมไปหมด ทำให้เราระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบากขึ้น พอระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบาก การแก้ปัญหาก็ทำได้ไม่ค่อยตรงจุด เสียทั้งเวลาทั้งทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ทำอย่างไรต่อ

เพิ่มเติม: มีคนถามมาว่า แล้วจะจัดการยังไง คิดตอนนี้ได้ดังนี้

ทั้ง mis-, dis-, และ mal-information เป็นส่วนหนึ่งของ information disorder หรือความโกลาหลปั่นป่วนของข่าวสาร มาตรการลด information disorder ควรคิดถึงธรรมชาติของข่าวสารแต่ละแบบ

สิ่งที่มีร่วมกันของ dis- และ mal-information คือ เจตนาสร้างความเสียหาย (กรณี information operation หรือปฏิบัติการข่าวสารควรอยู่ในหมวดนี้ เพราะมีเป้าหมายและเจตนาชัดเจน)

ขณะที่ misinformation เป็นความพลาด-ไม่รอบคอบ คนทั่วไปก็อาจเคยเผลอ

เราควรสู้ mis- และ dis-information ด้วยการเปิดเผยข้อมูลจริงให้มากที่สุด อนุญาตให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้มากที่สุด ปกป้องคนที่ทำงานเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากที่สุด ไม่ว่าจะคนทำสื่อเป็นอาชีพหรือไม่

หนึ่งในวิธีที่ใช้กันเยอะ คือการมีหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact checking) อย่างในไทยก็มีทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัล และ cofact ซึ่งเป็นกลุ่มภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมมือกัน

ข้อสังเกตคือ กรณีคนเผยแพร่ disinformation คือรัฐ ศูนย์ต้านข่าวปลอมของรัฐก็อาจจะทำงานไม่ค่อยได้เต็มที่นักจากมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

หน่วยงานบริการสาธารณะที่กระเถิบออกมาจากรัฐอยู่หนึ่งระยะ มีโครงสร้างกำกับมาตรฐานจริยธรรม และมีทรัพยากรในการดำเนินงานที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากแหล่งทุน อย่างองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) น่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีศักยภาพในการเป็นคนกลางที่จะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับสังคม

สำหรับ dis- และ mal-information ด้วยการสกัดผู้เผยแพร่ข้อมูลที่มีเจตนาร้าย ทำให้ผู้ปฏิบัติการดังกล่าวทำงานได้ลำบาก และต้องเกรงกลัวกับผลกระทบทางกฎหมาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ

การต่อสู้ด้วยวิธีทางกระบวนการยุติธรรม (ด้วยความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังพึ่งพาได้) อย่างที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล, และนายวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลสั่งกองทัพบกยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ก็เป็นวิธีหนึ่ง

ผู้เผยแพร่ dis- และ mal-information ที่มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายชัดเจน ควรจะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานและสามารถลงโทษหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ และถ้าเรารู้ว่าบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ไปร่วมปฏิบัติการมีบริษัทอะไรบ้าง ประชาชนก็ควรช่วยกันประณาม ไม่คบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งสมาคมวิชาชีพโฆษณาก็ควรมีบทบาทตักเตือนและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพในเรื่องหลักการไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นโดยเจตนา

อย่างก็ตาม ในแง่การเอาผิดทางกฎหมายก็ควรมีความระมัดระวัง สำหรับกรณี misinformation ซึ่งเป็นความผิดพลาด-ไม่รอบคอบ และขาดเจตนาสร้างความเสียหาย ซึ่งไม่ควรมีความผิดทางอาญา และควรใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันในอนาคต (เช่นมาตรฐานวิชาชีพ หรือกลไกทางเทคนิคและกราฟิกในการช่วยลดความเข้าใจผิด)

อีกทางหนึ่งในการสกัดผู้ปฏิบัติการ dis- และ mal-information ก็คือการระงับหรือปิดกั้นบัญชีของผู้เผยแพร่ เช่นกรณีที่ทวิตเตอร์ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกและพุ่งเป้าโจมตีพรรคฝ่ายค้าน และเฟซบุ๊กระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งมีพฤติกรรมกระจายเนื้อหาที่ผิดธรรมชาติและแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรมีกฎหมายหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนอธิบายได้รองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นช่องทางในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกไปได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน

ชื่อโครงการวิจัย: สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน (Media landscape and future of media regulation in the convergence era) โครงการศึกษาแนวทางส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี

ผู้วิจัย: มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน

ปีที่วิจัย: กรกฎาคม 2557 – กรกฎาคม 2558 (เสนอ ธันวาคม 2558)

แหล่งทุน: สำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง (สส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาแนวทางการกำกับดูแลสื่อใหม่ (New Media) ภายใต้ปรากฏการณ์การหลอมรวมและบรรจบกันของสื่อ (Media Convergence) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อในยุคปัจจุบันไปจากเดิมทั้งหมด โดยเฉพาะการทำให้เส้นแบ่งระหว่างประเภทของสื่อ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์พร่าเลือนไป เนื่องจากเนื้อหาหรือบริการในลักษณะเดียวกันสามารถไปปรากฏบนสื่อกลาง (medium) หรือเครือข่ายข้อมูลที่หลากหลาย สภาวะเช่นนี้ทำให้การออกแบบการกำกับกิจการที่มองพรมแดนของสื่อในแบบเดิมประสบปัญหาในการกำกับดูแล นำไปสู่ความจำเป็นในการสำรวจและทำความเข้าใจกับพรมแดนของสื่อเสียใหม่

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นศึกษานโยบายเชิงเปรียบเทียบ โดยใช้การวิจัยจากหนังสือเอกสาร การสัมภาษณ์เก็บข้อมูล และการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีโจทย์การวิจัยสามประการสำคัญ คือศึกษาความหมาย ปัจจัย และองค์ประกอบของสื่อใหม่ในยุคของการหลอมรวมทางเทคโนโลยี การศึกษาทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่โดยใช้กรณีตัวอย่างในต่างประเทศ และการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อเสนอในการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง

งานวิจัยชิ้นนี้เห็นว่ากรอบคิดหรือเป้าประสงค์ในการกำกับกิจการสื่อในยุคปัจจุบันที่สำคัญสามประการ ประกอบไปด้วย การมุ่งส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม, การกำกับภายใต้ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, และการมุ่งส่งเสริมความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารและพหุนิยมในสังคม รวมทั้ง คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภคและในฐานะพลเมือง

สำหรับแนวคิดที่งานวิจัยชิ้นนี้ทบทวนเพื่อใช้ประกอบการศึกษา ประกอบไปด้วย แนวคิดเรื่องสื่อใหม่ แนวคิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการกำกับกิจการสื่อ ในส่วนประเทศที่คณะวิจัยเลือกใช้เป็นกรณีศึกษามีจำนวนสามประเทศหลัก ได้แก่ ประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของประเทศที่มีกฎหมายที่ดี มีเทคโนโลยีสูง และมีบริบทต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็มีข้อจำกัดในเรื่องการติดตามให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อใหม่ในระดับโลก ซึ่งกำลังดำเนินไปตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยพลวัต แนวทางการกำกับกิจการสื่อใหม่ยังมีลักษณะที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศในกรณีศึกษายังไม่มีประเทศใดที่มีการกำกับกิจการที่ครอบคลุม และแบบแผนที่ชัดเจนลงตัว งานวิจัยนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิจารณาแนวทางในการกำกับสื่อใหม่เท่านั้น

สรุปผลการวิจัย

จากการศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศ พบว่าใน กรณีของประเทศเกาหลีใต้ มีเป้าหมายในการออกแบบการกำกับกิจการที่เด่นชัด คือเน้นการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แนวโน้มของแนวทางกำกับจึงมุ่งไปสู่การส่งเสริมการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของรัฐที่มีการผ่อนคลายลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพยายามตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ยังพยายามออกแบบองค์กรกำกับกิจการสื่อหลอมรวมโดยตรง โดยแยกองค์กรที่กำกับกิจการด้านเนื้อหากับด้านโครงสร้างของสื่อออกจากกัน และรัฐมีบทบาทในการส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็มีแนวโน้มในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กรณีประเทศฝรั่งเศสนั้น มีจุดเด่นในการมุ่งเน้นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน รับประกันความหลากหลายของการสื่อสาร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค ฝรั่งเศสใช้โครงสร้างการกำกับกิจการแบบเดิมซึ่งแยกตามชนิดของสื่อ โดยใช้วิธีการปรับปรุงกฎหมายเดิมเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถดูแลข้อท้าทายใหม่ๆ ลักษณะขององค์กรกำกับกิจการแยกไปตามชนิดของสื่อ ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจไว้ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็ทำให้มีแนวโน้มที่จะปรับตัวค่อนข้างช้าต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และยังต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการกำกับตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป (EU Directive) อีกด้วย

กรณีประเทศอินโดนีเซีย อำนาจในการกำกับกิจการสื่อยังค่อนข้างรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง โดยองค์กรกำกับในลักษณะกระทรวงของรัฐมีอำนาจมากกว่าองค์กรที่เป็นอิสระ และประสบปัญหาการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน แต่ภาครัฐก็ค่อยๆ ลดบทบาทลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพการเมืองในอดีต โดยมีการออกกฎหมายที่สนับสนุนให้เปิดเสรีสื่อ และจัดตั้งองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาต และควบคุมเนื้อหา ขณะที่กลไกการกำกับสื่อหลอมรวมนั้นยังอยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนากฎหมายและองค์กรกำกับ

ปัญหาประการหนึ่งที่พบร่วมกันในรูปแบบการกำกับกิจการที่แยกองค์กรและกฎหมายไปตามประเภทของสื่อแบบดั้งเดิม คือ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับกิจการสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะสื่อที่มีลักษณะตัวกลางที่ซ้อนทับกัน และยังนำไปสู่การแข่งขันกันเองระหว่างองค์กรต่างๆ ในการพยายามเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อใหม่ รวมทั้งปัญหาที่หลายประเทศมีร่วมกันคือความเป็นอิสระขององค์กรกำกับกิจการ

ในส่วนข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในประเทศ พบว่า แนวทางที่มีความเห็นร่วมกัน คือควรเน้นส่งเสริมการกำกับกันเอง มากกว่าที่จะให้รัฐหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับมากเกินไป หากควรจำกัดบทบาทของรัฐ ในฐานะผู้บริหารจัดการส่งเสริมให้เกิดสภาพการแข่งขัน เอื้อให้มีผู้ประกอบการที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยสามารถเข้าสู่การแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนให้ได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้บริโภค และมีส่วนร่วมในการสื่อสารของพลเมือง และยังควรคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม เช่น ช่องว่างทางทักษะดิจิทัลและความเป็นส่วนตัว การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพต่อประโยชน์สาธารณะ การพัฒนาและประกันคุณภาพบริการ และคำนึงถึงโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

ข้อเสนอในงานวิจัย

ข้อเสนอแนะของงานวิจัยชิ้นนี้เกี่ยวกับการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี ได้แก่ หากจะมีการจัดตั้งองค์กรกำกับใดๆ ควรพิจารณาถึงหลักการเรื่องความชอบธรรมและการแบ่งแยกอำนาจให้มากที่สุด ควรรักษาหลักการคานอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร พร้อมแยกบทบาทระหว่างผู้ประกอบการกิจการและผู้กำกับกิจการ เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันและเป็นอิสระจากกัน และดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลักความยุติธรรมและธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ยังควรทบทวนตัวกฎหมายและบทบาทหน้าที่ขององค์กรเป็นระยะ เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางสังคม

ส่วนหน่วยงานหรือบุคคลที่จะถูกกำกับนั้น จำเป็นจะต้องแยกประเภทออกจากกันตามบทบาทที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตหรือเผยแพร่เนื้อหา โดยผู้ผลิตเนื้อหาควรพิจารณาคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของสื่ออาชีพและสื่อพลเมือง ที่คำนึงถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิโดยองค์กรหรือบุคคลที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นสื่อทุกชนิดจะได้รับการคุ้มครองในระดับที่ไม่แตกต่างกัน

สำหรับการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการออกอากาศ คลื่นความถี่ หรือกองทุน จำเป็นที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้สื่อพลเมืองไม่น้อยไปกว่าสื่ออื่น และมีแนวทางที่สอดคล้องกับการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เนื้อหาข้อมูลข่าวสารและบริการนั้นๆ สอดรับกับการวิถีการดำรงชีวิตหรือภัยสาธารณะในแต่ละพื้นที่

ในส่วนกรณีของการจัดสรรคลื่นความถี่ในรอบใหม่ๆ รวมถึงคลื่นชุดที่จะได้รับคืนมาจากกิจการกระจายเสียงแบบแอนะล็อก ควรจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคตให้กับกิจการอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากิจการอื่นๆ ภายใน 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของสื่อใหม่ในยุคหลอมรวม คือการมีอินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มหลัก

ส่วนแนวทางการกำกับกิจการโดยหน่วยงานรัฐนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกำกับเนื้อหา โดยประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาและคุณค่าเป็นเรื่องที่รัฐควรเข้าไปมีส่วนกำกับให้น้อยที่สุด และให้พื้นที่สำหรับการกำกับกันเองของสื่อเป็นบทบาทหลักในการกำกับเนื้อหา

ส่วนข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการกำกับกันเองในงานวิจัยชิ้นนี้ เห็นว่าจำเป็นต้องรับประกันเสรีภาพในการทำงานของสื่อตัวกลาง มีกลไกการร้องเรียนชั้นต้นที่บริหารโดยตัวองค์กรสื่อเอง โดยกำหนดให้ทุกองค์กรสื่อมีหน่วยรับเรื่องร้องเรียน และให้ทบทวนมาตรฐานที่ได้จากการประมวลคำวินิจฉัยเป็นระยะเพื่อให้ทันต่อวัฒนธรรมเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานเดิมที่กำหนดไว้ รวมไปถึงส่งเสริมการปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ และการรวมกลุ่มของคนทำงานสื่อ

นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามาตรฐานเปิดที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ เพื่อลดกำแพงในการเข้าสู่การให้บริการ และพิจารณาใช้หลักการกำกับตามหลังเท่าที่จำเป็น เฉพาะกรณีที่เห็นได้ชัดว่า มีปัญหาที่สำคัญเกิดขึ้นและตลาดหรือระบบที่มีอยู่เดิมไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในแนวทางใหม่ๆ

คณะผู้วิจัย

  • จันทจิรา เอี่ยมมยุรา – ที่ปรึกษา
  • จีรนุช เปรมชัยพร – ที่ปรึกษา
  • อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ – ที่ปรึกษา
  • อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล – หัวหน้าคณะนักวิจัย
  • นพพล อาชามาส – นักวิจัย
  • ธีรมล บัวงาม – นักวิจัย
  • จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ – นักวิจัยและผู้ประสานงาน

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (ธันวาคม 2558)

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา “คิดใหม่พรมแดนสื่อ” (New Thinking for New Media) 24 ก.ค. 2558 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพ

เสนองานวิจัย “สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน”

นวัตกรรมการกำกับกิจการจากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับกิจการในเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย และข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการกำกับกันเองในประเทศไทย) โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล — เอกสารนำเสนอ

เสวนาหัวข้อ “Infrastructure for the Future: How convergent media governance could facilitate innovative economy and democratic society?”

โครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคต: การอภิบาลสื่อในยุคหลอมรวมจะส่งเสริม เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร? — ดำเนินเสวนาโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

เสวนาหัวข้อ “New media self-regulation for citizen self-determination”

การกำกับสื่อใหม่กันเองเพื่อความสามารถในการกำหนดชีวิตตัวเองพลเมือง — ดำเนินเสวนาโดย พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ส่วนงานเอเชียตะวันออก FORUM-ASIA

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

ข่าวลือ

“ข่าวลือ” ในความหมายของการกระจายข่าวที่ไม่อาจยืนยันที่มาและความแม่นยำได้ ถ้ามันเป็นเป็น “ข่าวลือ” เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะหรือสถาบันทางสังคม มันก็มีประโยชน์สาธารณะได้นะ จะไปบอกว่าข่าวลือทุกชนิดทุกชิ้นไม่มีประโยชน์กับสาธารณะก็ไม่ใช่

เนื่องจากบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมมีอำนาจมาก การกระจายข่าวเกี่ยวกับคนหรือสถาบันเหล่านั้นในลักษณะที่สืบย้อนที่มาได้อย่างเปิดเผย ก็ทำได้ลำบากกว่า เนื่องจากอาจเป็นอันตรายกับแหล่งข่าวหรือคนที่เปิดหน้าเผยแพร่

ดังนั้นลักษณะของเนื้อข่าวก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่มาของข่าวมีลักษณะคลุมเครือหรือปกปิด และลักษณะของการเผยแพร่ ก็อาจทำไม่ได้ในทางช่องทางปกติ ก็ออกไปทางพูดปากต่อปากบ้าง คุยกันในวงเล็กหรือวงที่พอเชื่อใจกันอยู่บ้าง ไม่สามารถทำได้ในสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนได้ทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเอามาตรฐานทางวารสารศาสตร์ไปพิจารณา “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็อาจจะพบว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้อยู่ในข่าว
แต่เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรของบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมแล้ว “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็น่าจะถือได้ว่า โดยเปรียบเทียบ ยังเป็นธรรมอยู่กับบุคคลในข่าว

เนื่องจาก

– ในแง่ความครบถ้วน บุคคลและสถาบันเหล่านั้น มีอำนาจ(และหน้าที่)ที่จะทำได้อยู่แล้ว ที่จะทำให้ข้อมูลมันครบถ้วนขึ้น ให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ทำให้สาธารณะหายสงสัยได้

– ในแง่ความน่าเชื่อถือ ความเป็นบุคคลสาธารณะหรือสถาบัน ยังไงก็มีเครดิตมีความน่าเชื่อถือในการอธิบายเหนือกว่า และการที่ไม่ได้นิรนามก็อนุญาตให้สะสมความน่าเชื่อถือได้ และ

– ในแง่ทรัพยากร บุคคลและสถาบันเหล่านั้นก็มีทรัพยากรเพียงพอ (และในหลายครั้งก็เป็นทรัพยากรของสาธารณะด้วยซ้ำ) ในการจะเผยแพร่แก้ไข หรือยืนยันข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้งแง่อำนาจ หน้าท่ี และทรัพยากร การที่ “ข่าวลือ” จากผู้มีอำนาจน้อยต่อผู้มีอำนาจมาก จะมีมาตรฐานในทางวารสารศาสตร์หย่อนกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ “แฟร์” หรือ “เป็นธรรม” อยู่ — โดยเฉพาะถ้า “ภาระในการพิสูจน์” ให้สาธาณะเห็นความโปร่งใสในการทำงาน นั้นถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วของสถาบันทางสังคมนั้นๆ

(ลองคิดถึง “การแจ้งความ” กับตำรวจดู จริงอยู่ว่า ถ้ามาตรฐานในการรับแจ้งต่ำไป ก็จะเป็นเกิด “การใส่ความ” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าสูงมาก ต้องมีหลักฐานพยานครบถ้วน โอกาสที่คนอำนาจน้อย ทรัพยากรน้อย จะแจ้งความได้ ก็จะลดลงไปมาก โอกาสตรวจสอบอำนาจใหญ่ก็จะลดลง)

นอกจากนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับการทำงาน มันก็สามารถใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีเหตุมีผลรัดกุม ลดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นมิตรเป็นธรรม พวกนี้ก็เป็นประโยชน์กับสาธารณะด้วย
“ข่าวลือ” ต่อสถาบันทางสังคมและบุคคลสาธารณะ จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงการทำงานและเป็นกลไกความรับผิด (accountability) หรือการที่ต้องสามารถรายงานและอธิบายการใช้อำนาจของตัวเองให้ได้

แน่นอนว่ามันมีการกุข่าวเพื่อใช้โจมตีกัน ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจมากก็ใช้วิธีนี้มาทำลายคนอำนาจน้อยด้วย เช่น การดิสเครดิตอย่างเป็นระบบ (ภาษาปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอทหารคือ “ด้อยค่า” lol) หรือเล่าเรื่องในรูปแบบหรือลำดับที่ชวนให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักกิจกรรม (เคยเห็นกับตัวจากสไลด์นักวิชาการสถิติประยุกต์ท่านหนึ่งที่ไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า) ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องมีการจัดการกับข่าวลือ ไม่ใช่ปล่อยไปหมด เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีการจัดการอะไรเลย คนที่มีอำนาจน้อย มีทรัพยากรน้อย จะตกที่นั่งลำบากกว่า

เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า “ข่าวลือ” ไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่บวก ที่สนับสนุนอำนาจนำ ทำลายผู้ท้าทายอำนาจ จะแพร่กระจายได้สะดวกกว่า (แต่ไม่รับประกันว่าจะไกลกว่าและนานกว่านะ เพียงแต่ตอนเริ่มแรกนั้นทำได้สะดวกกว่า) เพราะมีปัจจัยหลายอย่างส่งเสริม เช่น

– คนพูดสามารถเปิดหน้าปล่อยข่าวได้ ใช้พื้นที่สื่อกระแสหลักหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าในทางอำนาจ มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกดำเนินคดี

– กลไกปิดกั้นหรือ “ตรวจสอบ” ข่าวสารของรัฐ (อย่างศูนย์ข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัล) ก็อาจจะเลือกไม่ทำงานกับข่าวลือที่เป็นประโยชน์กับรัฐ

– ผู้เผยแพร่ ซึ่งอยู่ฝั่งอำนาจนำ มีแนวโน้มที่จะมีทรัพยากรจำนวนมาก (ทั้งในมิติทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม) ในการเผยแพร่เนื้อหา ทั้งการเผยแพร่ทางคลื่นความถี่สาธารณะ (ที่เป็นสมบัติของประชาชน) การขอทุนจากกองทุนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจนำ (ทั้งของรัฐและเอกชน) มาทำเนื้อหา ทำหนัง ทำเวิร์กช็อป ผลิตซ้ำข่าวลือ

ข่าวลือจึงสามารถเป็นกลไกที่ผู้มีอำนาจน้อยใช้ส่งเสียงและตรวจสอบเพื่อให้อำนาจใหญ่เปลี่ยนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอำนาจนำ มีอำนาจมาก ใช้ได้อย่างสะดวกมือ(กว่า) เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

การพิจารณา “ข่าวลือ” และการรับมือกับข่าวลือ จึงไม่ควรละเลยมิติของอำนาจ

เมื่อคืนดู Spotlight อีกรอบ สนุกดี ทีมข่าวพยายามจะขุดกรณีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยพระคาทอลิก แต่ไปทางไหนก็เจอตอ เพราะสถาบันทางสังคมต่างๆ ในเมืองมี “ความสัมพันธ์อันดี” ต่อกัน การไปท้าทายโบสถ์ ก็เหมือนท้าทายความเป็นอยู่ของสถาบันอื่นๆ ไปด้วย การพยายามจะใช้กลไกคานอำนาจอื่นๆ ของสังคมมาช่วย จึงทำได้ยากมาก ตำรวจเองก็ไม่อยากยุ่ง บก.ใหญ่สุดบอกว่า ถ้าไปเจาะรายงานเป็นกรณีๆ ตัวระบบของโบสถ์ก็จะทำให้เรื่องเงียบไปเองได้เหมือนที่ผ่านๆ มา ต้องทำข่าวที่ตีไปที่ตัวระบบให้ได้ ให้เห็นว่าโบสถ์รู้เห็นเรื่องนี้และได้มีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องพระที่ทำผิด ประเด็นที่สถาบันทางสังคม “มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” ก็ดีมาก มีบทสนทนานึงในหนังที่บอกว่า สื่อต้องเป็นอิสระจากสถาบันเหล่านี้ จึงจะทำงานได้ หนัง 2 ชั่วโมง สร้างจากเรื่องจริง — ใน Netflix มี

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 25 ก.ค. 2563)

การร่วมสร้างอัตลักษณ์ “คนดี” โดยมวลมหาประชาชน: กรณีศึกษาสื่อส่วนบุคคล

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ธันวาคม 2560

งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “มีม” (meme) ศึกษาการมีส่วนร่วมในขบวนการทางการเมืองในประเทศไทยช่วงปี 2556-2557 ผ่านการผลิตมีมของผู้สนับสนุนขบวนการ โดยใช้นิยามของมีมว่า “หน่วยของการส่งผ่านวัฒนธรรม”

  • มีม (meme) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่ล้อกับ ยีน (gene) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม
  • มีมที่ประสบความสำเร็จ คือมีมที่ถูกคัดลอก ทำซ้ำ
  • Mike Godwin เสนอว่า มีมคือสิ่งที่สามารถรวบยอดความคิดของทั้งสายความคิด

หนึ่งในข้อเสนอของงานก็คือ ในแง่กระบวนการ มวลชนนั้นร่วมผลิตเนื้อหาที่ไหลเวียนในขบวนการด้วย ความคิดในขบวนการไม่ได้มาจากด้านบน (โดยแกนนำ) และไหลลงสู่ผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ผู้สนับสนุนก็ร่วมผลิตด้วย (และบางส่วนก็ไหลขึ้นไปสู่แกนนำ) — สิ่งที่คิดต่อไปจากข้อเสนอนี้ได้ก็คือ เมื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกที่ไหลไปตามกระแสที่แกนนำกำหนด แต่ยังตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ดังนั้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

สิ่งที่พบจากงานศึกษานี้อีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะร่วมในมีมที่ถูกผลิตที่พอจะอธิบายได้ว่า อะไรคือ “คนดี” ในสายตาของผู้สนับสนุนการเมืองในแนวทางของ กปปส.

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอและรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ท้ายโพสต์นี้ – มีลิงก์วิดีโอนำเสนอที่ด้านท้ายด้วย

When a meme catches on, it may crystallize whole school of thoughts.

โจทย์วิจัยและวิธีการศึกษา

โจทย์วิจัย

มวลชนร่วมผลิตอะไร – อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน?

วิธีการศึกษา
เราจะดู การร่วมผลิต ผ่านอะไรได้บ้าง? โครงการวิจัยนี้เลือกดู

  • มีม – การผลิตออนไลน์
  • สินค้ารักชาติ – การผลิตออฟไลน์
  • เซเล็บ – บุคคลในฐานะที่เป็นสื่อ

โดยมองว่าสื่อส่วนบุคคลทั้ง 3 สิ่งนี้คือ “ภาชนะ”

โจทย์วิจัย: มวลชนร่วมผลิตอะไร - อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน? (ภาพสินค้ารักชาติจากการชุมนุม กปปส.)

ทุนกับการผลิตสื่อ

เราพบว่า “ทุน” ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนมี ทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถผลิตสื่อส่วนบุคคลที่มีพลังทั้งทางรูปแบบ เนื้อหา และปฏิบัติการได้

  • มีม – ส่งต่อความคิด แสดงอัตลักษณ์ออนไลน์ ช่วยในการเปล่งความคิดออกมาเป็นคำพูด (articulate) ผลิตง่าย-รู้สึกได้ร่วมขบวนการ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมากขึ้น
  • สินค้ารักชาติ – แสดงอัตลักษณ์และจุดยืนบนร่างกาย พาการชุมนุมออกไปนอกพื้นที่การชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไปสู่พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคนแปลกหน้า เช่น ในรถโดยสารสาธารณะ ทำให้เห็นคนที่มีจุดยืนแบบเดียวกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเปล่งเสียง
  • เซเล็บ – ได้รับความสนใจจากสังคม เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด โอกาสถูกผลิตซ้ำจากสื่อกระแสหลัก/สื่อดั้งเดิม เป็นตัวอย่างในการแสดงออก พื้นที่สื่อสังคมส่วนตัวในฐานะพื้นที่สาธารณะ
แผนผังแสดงพื้นที่แลกเปลี่ยน รูปแบบของสื่อ (ที่อยู่ของมีม) และเทคโนโลยีการผลิต

การผลิตสื่อส่วนบุคคลที่เป็นภาชนะส่งต่อความคิดและร่วมสร้างอัตลักษณ์ของขบวนการนี้ ใช้ “ทุน” (ในลักษณะที่ Pierre Bourdieu จำแนกไว้ใน “The Forms of Capital” [1986]) เป็นปัจจัยในการผลิตและการเข้าถึง “ตลาด”

ผลผลิตของมวลมหาประชาชน: การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ไม่เป็นการเมือง

ในกรณีของขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) งานศึกษาพบว่าสิ่งที่มีร่วมกันในมีมต่างๆ ที่ถูกผลิตนั้น คือการหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง ความเป็นการเมืองคือสิ่งไม่ดี

  • การกลายเป็นแฟนชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง
  • ลักษณะร่วมของ 3 สื่อ: สื่อสารประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่(พยายามทำให้)ดูไม่เป็นการเมือง
  • การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ดูไม่เป็นการเมือง (depoliticized political movement)
  • “ขบวนการทางการเมืองแบบคนดี” คือขบวนการทางการเมืองที่(ดู)ไม่เป็นการเมือง (apolitical political movement)
  • อัตลักษณ์: การหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง

งานศึกษาแยก: กรณีมีมอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การผลิตมีมจำเป็นต้องอาศัยทุน การบริโภคมีมเองก็ต้องอาศัยทุน ซึ่งในแง่การเข้าใจมีมชุดหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างภาษาเฉพาะเพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น (ทั้งจากรัฐหรือจากสังคม) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคในการส่งต่อความคิดออกไปยังวงสังคมที่กว้างขึ้น

The Art of Speaking on the Line

การนำเสนอจบโครงการ

การนำเสนอในสัมมนาสรุปโครงการวิจัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียรอาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ดูกำหนดการ)

การนำเสนอของ อาจินต์ และ อาทิตย์ จะอยู่ในคลิปที่ 3 ของ playlist ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 26:40 เป็นต้นไป หลังการนำเสนอของ ประจักษ์ ก้องกีรติ (ประเด็นว่า ศีลธรรม กับ ความรุนแรง ไปด้วยกันได้อย่างไรในขบวนการ)

ดาวน์โหลด

โครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ การเมืองของคนดี: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน “ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (“Good Man’s Politics”: Political Thoughts, Practices and Identities of the “Change Thailand Movement” Supporters) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) — ดูการสังเคราะห์จากงานของทั้งชุดโครงการวิจัยได้ใน อภิชาตและอนุสรณ์ 2560

ขอบคุณรายการ คนสวยเรียนสูงออนแอร์ EP. 5 ตอน hashtag the movement: ปั่นยังไงให้จีนสะดุ้ง (19 เม.ย. 2563) ที่ทำให้สลัดความขี้เกียจ รวบรวมลิงก์ต่างๆ มาโพสต์เสียที

“สุดงดงาม!!! นศ.ม.ศรีปทุม จัดทำภาพชุดพี่ตูน ใส่กรอบอย่างดี ติดชื่อผู้บริจาค นำรายได้สมทบ“ก้าวคนละก้าว”..โซเชียลแห่แชร์สนั่นหวั่นไหว!!!” — ทีนิวส์ 7 ธ.ค. 2560

Science Communication สื่อสารวิทยาศาสตร์ให้สาธารณะเข้าใจ

สิ่งที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงทรัพยากรในการพัฒนาตัวความรู้ แต่มีเรื่องของการสื่อสารความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่สาธารณะด้วย

  • ทำให้คนทั่วไปเข้าใจมากขึ้นว่าตอนนี้โลกมันไปถึงไหนแล้ว
  • ทำให้ความคิดทางวิทยาศาสตร์เป็นที่พูดถึงกันทั่วไปในสังคม (อาจจะได้ความเห็นที่มีคุณภาพระดับต่างๆ กันไป แต่ก็มีการพูดคุยกันในมุมมองที่กว้างขวางกว่าในวงการวิทยาศาสตร์กันเอง)
  • ต่อจากประเด็นก่อนหน้า มันทำให้ความคิดทางวิทยาศาสตร์มีโอกาสไปอยู่ในนโยบายสาธารณะได้มากขึ้น ผ่านบุคคลที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเอานักวิทยาศาสตร์ตรงๆ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ (ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องถนัด)
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนนอกวงการ ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งเยาวชนหรือคนที่ทำงานในสายอื่น ให้เข้ามาทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะได้ทั้งจำนวนและมุมมองหลากหลาย มีโอกาสทำงานข้ามศาสตร์มากขึ้นด้วย
  • พูดง่ายๆ คือ มันทำให้สังคมกับวิทยาศาสตร์ มีโอกาสคุยระหว่างกันมากขึ้น ด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนน้อยลง

….

ในไทยเห็นเพจ Science Communication Thailand สื่อสาระวิทยาศาสตร์ไทย พูดถึงวิชา Science Storytelling ที่บางมด ก็น่าสนใจดี เหมือนจะเป็นการเอานักวิทยาศาสตร์มาเล่าเรื่อง?

ข้อควรระวังหนึ่งของ science communication, science journalism นอกจากการตีความข้อค้นพบอย่างผิดพลาดหรือพูดอย่างตีขลุมเกินไปแล้ว ก็คือการเป็นกระบอกเสียง (โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว) ให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมอาหารเสริมและยา หรือที่เป็นประเด็นมากขึ้นตอนนี้คืออุตสาหกรรมพลังงาน (ว่าด้วยเรื่องโลกร้อนไม่ร้อน อะไรปล่อยคาร์บอนมากกว่า ฯลฯ)

บางที่หลักสูตรพวกนี้ก็ไปอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ บางทีก็คณะวารสารศาสตร์/นิเทศศาสตร์

….

เว็บไซต์ Knight Science Journalism at MIT https://ksj.mit.edu/ รวมทรัพยากรและสถานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ใครสนใจไปกดดูได้ครับ (อยู่ในหน้า Resources)

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 28 เม.ย. 2018)

จะเป็นกสทช.ของไทยต้องวัยวุฒิเพียบพร้อม ว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังเป็นไม่ได้เลย

“อายุ 39 มีปุ่มนิวเคลียร์ในมือ แต่เป็น กสทช. ไม่ได้นะครับ”
— มิตรสหายท่านหนึ่ง

มาตรา 7 พ.ร.บ.กสทช.ฉบับแก้ไขใหม่ (2560)
ตามพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ว่าที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับเลือกไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นกรรมการกสทช.ไม่ได้นะครับ

อายุไม่ถึงน่ะ (แน่นอนว่าไม่มีสัญชาติไทยด้วย)

พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ที่สนช.ผ่านไปเงียบๆ เมื่อ 31 มี.ค. 2560 ขยับอายุขั้นต่ำของกรรมการจาก 35 ปี เป็น 40 ปี (ร่างที่เสนอแก้ไขตอนแรก เสนอไปถึง 45 ปีด้วยซ้ำ)

เอ็มมานูเอล มาครง นี่ 39 ปี (เกิด 2520) วัยวุฒิไม่ถึงครับ

เหมือนกับ ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวัน ที่ตอนเข้ารับตำแหน่งนี่ 35 ปี (เกิด 2524) แต่ก็วัยวุฒิไม่พอสำหรับประเทศไทยอยู่ดี แล้วอย่าไปพูดถึงตามาร์ก เฟซบุ๊ก ขานั้น 32 ปี (เกิด 2527) ประสบการณ์ไม่ถึงแน่ๆ

#สังคมสูงวัย #ประสบการณ์สูงวิสัยทัศน์ไกล #วางยุทธศาสตร์ประเทศกันถึงสัมปรายภพเลย

ดู ตารางเปรียบเทียบอายุของกรรมการชุดต่างๆ ของไทย

The Crown

เข้าใจว่า The Crown ในชื่อซีรีส์ มันไม่ใช่มงกุฎ แต่หมายถึงหน่วยทางการเมือง เป็น Crown เดียวกับ Crown ใน Crown prosecutor (อัยการ, ทำนองเดียวกับ public prosecutor), Crown Estate (UK) หรือ Crown Property Bureau (สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ของไทย)

The Crown เป็นแนวคิดที่เริ่มพัฒนาในอังกฤษ เพื่อแยกอำนาจที่ใช้ผ่านกษัตริย์ (crown) ออกมาจากตัวกษัตริย์ (monarch)

การแบ่งแยกในเชิงแนวคิดนี้สำคัญสำหรับ Commonwealth realm ด้วย เพราะในทางบุคคล แม้จะเป็นกษัตริย์คนเดียวกัน (แง่เลือดเนื้อ-กายภาพ) แต่ในทางอำนาจ ถือว่าเป็นอำนาจคนละอำนาจกันในแต่ละประเทศ (เป็นอลิซาเบ็ธเดียวกัน แต่เป็นคนละควีนกันในแคนาดาและออสเตรเลีย)

เวลาอ้างอำนาจในทางปกครอง ไม่ว่าจะฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ จะอ้างไปที่ crown ไม่ใช่ monarch เช่น ในการฟ้องคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้อง แม้จะเขียนว่า Rex/Regina (ราชา/ราชินี) v … แต่เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านว่า The Crown v …

….

อันนี้คิดต่อเฉยๆ ว่า การพยายามนำแนวคิด The Crown มาใช้ในไทย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่พอไม่มีรูปคำมารองรับ (ไม่มีคำที่ใช้แทนคำว่า crown ได้ตรงๆ) ก็ทำให้แนวคิดมันไม่มีที่อยู่ที่แข็งแรงรึเปล่า

Crown Property Bureau หรือ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในตอนแรกของไทยพยายามแยกทรัพย์สินตรงนี้ออกมาจากจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ แรกๆ รัฐบาลก็มีอำนาจจัดการส่วนนี้จริง แต่ทำไปทำมา กลายเป็นดินแดนที่คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ (monarch แบบมีเลือดเนื้อ) ในแบบที่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเข้าไปยุ่งได้ยากแล้ว

ทำไปทำมา สำหรับเมืองไทย crown กับ monarch ก็ดูจะค่อยๆ กลืนกลับไปเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นไหม? อย่างน้อยก็ในเชิงมโนทัศน์ เพราะเวลาเราเปล่งเสียงในภาษาไทย เพื่อให้หมายถึงความหมายอย่าง crown กับ monarch อย่างแยกกัน ยังลำบากเลย

media and information literacy & citizen science: พลเมืองที่อ่านเขียนสารสนเทศเป็นกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่าน “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.ย. 2556) ไปงาน แผนแม่บทไอซีที ระยะที่ 3 ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังจัดทำสำหรับ พ.ศ. 2557-2561 มีสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยจัดทำด้วย (ดูเอกสารประกอบการประชุมกลุ่มย่อยและการรับฟังความคิดเห็น)

มนู อรดีดลเชษฐ์ (เมื่อก่อนอยู่ศรีปทุม ไม่รู้ตอนนี้อยู่ไหน) กับ พรทิพย์ เย็นจะบก จากยูเนสโกพูดถึงประเด็นการหลอมรวมกันของนิเทศศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

พรทิพย์บอกว่าทุกวันนี้นิเทศศาสตร์เข้ามาอยู่ในไอซีที media literacy กลายเป็น media and information literacy (ยูเนสโกใช้คำนี้ ย่อว่า MIL ส่วนที่อื่นอาจจะเรียก information and media literacy ย่อว่า IML)

หลายคนเทียบ “media literacy” เป็นคำไทยว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” ซึ่งก็สะท้อนความคิดในช่วงหนึ่งของนักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อไทย ที่รู้สึกว่าสื่อมันมีอิทธิพลมาก ความชั่วร้ายในสังคมนี่หลักๆ มาจากสื่อไม่ดี ดังนั้นคนเราต้องได้รับการศึกษา ให้รู้เท่าทันสื่อ ไม่ถูกสื่อ(และนักการเมืองที่ครอบงำสื่อ)หลอกเอา นักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งที่ใช้คำว่า “รู้ทัน” จนเป็นเครื่องหมายการค้า ก็คือ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับชุดหนังสือและรายการ “รู้ทันทักษิณ”

ผมแสดงความหงุดหงิดกับการแปล “media literacy” เป็น “รู้เท่าทันสื่อ” ในหลายโอกาส ถ้าจำไม่ผิดในช่วงแรกก็น่าจะเป็นตอนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอบรมนักข่าวพลเมือง ซึ่งโดยตัวมันเองก็ชัดเจนว่า นี่เราจะเป็นพลเมืองที่สื่อสารข่าวเองแล้วนะ ไม่ใช่แค่พลเมืองที่รู้ทันเท่านั้น กระแสพวกนี้อยู่ร่วมสมัยกับเว็บล็อกและยูทูบ กับสิ่งที่เรียกว่า user-generated content และต่อมาก็โซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้มันเข้าใจให้รอบไม่ได้ในกรอบ “รู้เท่าทันสื่อ” แบบเดิม ที่เน้นการรับสาร (อย่างเท่าทัน)

คำแปล “literate” ในภาษาไทย มีใช้กันอยู่ว่า “อ่านออกเขียนได้” เทียบได้อย่างตรงไปตรงมากับภาษาอังกฤษที่นิยามว่า “literacy” คือ “ability to read and write”

คำว่า “รู้เท่าทัน” มันตก “การเขียน” ไป

แม้เราจะพอขยายความหมายของ “รู้เท่าทัน” ให้รวมไปถึงการเขียนอย่างเท่าทันได้บ้าง แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่า “อ่านออกเขียนได้”

ผมเลยพยายามจะแปล media literacy ว่า “การอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” หรือถ้าเอายาวๆ ก็อาจจะเป็น “ความสามารถในการอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” … ซึ่งก็ยาวเกิน ยังนึกคำที่กระชับและครบไม่ออก ยิ่งพอมีคำว่า information พ่วงมาด้วย ยิ่งยาก

(ผมคิดว่าการแฮ็กนี่แหละ คือการรวบยอด literacy ทั้งหมดของยุคหน้า)

การอ่านสารเทศออกเขียนสารเทศได้ของพลเมืองทั่วไป เมื่อประกอบกับการมีอยู่และเข้าถึง open data/big data และเอกสารแบบ open access ที่มากขึ้น กฎระเบียบที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก open access movement และ free culture movement (รวมไปถึงกฎหมาย freedom of information และการสนับสนุนการหลุดรั่วโดยบุคคลและสถาบันอย่างหนังสือพิมพ์และ WikiLeaks) จะทำให้ความเป็น “เจ้า-หน้าที่” (authority) ที่เกิดและดำรงอยู่เพราะความจำกัดของแวดวงวิชาชีพ ถูกท้าทายมากขึ้น

สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับวงการข่าว และกำลังเกิดขึ้นกับวงการวิทยาศาสตร์

เมื่อประมาณสิบปีก่อน สิ่งที่เรียกว่า grassroot/citizen journalism ได้เกิดขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำให้วงการสื่อต้องปรับและปฏิวัติตัวเองอย่างไร

วันนี้ แนวคิดคล้ายๆ กันกำลังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า citizen science หรือ “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

พลเมืองที่เดิมทำได้แค่เพียงตรวจสอบผลวิจัยที่ดูจะมีปัญหา ตอนนี้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำวิจัยได้

ในขั้นแรกอาจจะเป็นเพียงการให้ข้อมูล เก็บข้อมูล หรือร่วมประมวลผล บนกรอบวิธีวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด แต่มันมีแนวโน้มจะค่อยๆ ขยับ พลเมืองทั่วไปจะเข้าไปร่วมสังเกตการวิจัยและกำหนดวาระวิจัยได้มากขึ้น

ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะวาระการวิจัยเองก็กำหนดว่า อะไรที่จะถูกมองเห็น และในหลายครั้ง สิ่งที่จะถูกมองเห็นและวิเคราะห์สรุปออกมาเป็นผลวิจัยนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อพลเมืองทั่วไป ผ่านการถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบและสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบาย หรือใช้ในการรณรงค์สนับสนุนนโยบาย

ถ้าอำนาจในสังคมปัจจุบัน มาจาก ข้อมูล และ วิธีการให้เหตุผล

พลเมืองเจ้าของอำนาจ ก็ควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสร้างข้อมูลและวิธีการให้เหตุผลพวกนั้น

 

ปรับปรุงจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก (4 ก.ย. 2556)

#มาตรา37 #กสทช. สื่อ กับสังคมโคตรอ่อนไหว อยากจะร้องไห้

ศุกร์ 26 ก.ค. ไปฟังเสนองานวิจัยเรื่อง “เฮตสปีช” (hate speech) หรือ “คำชัง” ของศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬา (พร้อมกินฟรีอาหารกลางวัน)

ช่วงวิทยุโทรทัศน์ มีคนมาวิจารณ์สองคน คนแรก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คนสอง สมชัย สุวรรณบรรณ

คนแรกตอนท้ายๆ มีพูดถึงอารมณ์ขัน ถ้าพื้นที่คำชังมันกว้างขวาง มันก็จะไปกินพื้นที่ฟรีสปีชจนเหลือนิดเดียว พูดอะไรก็ไม่ได้ละ อารมณ์ขันก็จะหายไปด้วย

คนสองพูดถึงสื่อเลือกข้าง การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อ ฯลฯ

ก็เลยนึกถึงจุดที่มันตัดกัน คือแคมเปญ Reform Section 5 ในสหราชอาณาจักร

แคมเปญ Reform Section 5 หรือ “Feel Free to Insult Me” (เชิญดูถูกฉันตามสบายเลย) นี้เริ่มเมื่อปี 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็ตามชื่อ คือให้ปฏิรูปมาตรา 5 ใน Public Order Act (พ.ร.บ.ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1986 — ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในมากาเร็ต แธตเชอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอกำลังพุ่งสูง

มาตรา 5 เดิม เขียนไว้ว่า

A person is guilty of an offence if he–

(a) uses threatening, abusive or insulting words or behaviour, or disorderly behaviour, or
(b) displays any writing, sign or other visible representation which is threatening, abusive or insulting,

within the hearing or sight of a person likely to be caused harassment, alarm or distress thereby.

ข้อเสนอในการปฏิรูปก็คือ ให้เอาคำว่า “insulting” (ดูถูกเหยียดหยาม) ออกจากมาตรานี้ซะ เพราะถือว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก และกฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อจับคนที่ไม่ควรจะถูกจับ เช่นเด็กนักเรียนถือป้ายบอกว่า ลัทธิซายโทโลจี้เป็นลัทธิหลอกหลวง ก็ถูกฟ้องด้วยกฎหมายนี้ ทั้งๆ นี้มันควรจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ

ในเว็บไซต์รณรงค์ยังบอกด้วยว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายอาญาอีกด้วย เราแน่ใจจริงๆ หรือเปล่า ที่จะมอบหมายให้รัฐมาคุ้มครองให้เราพ้นจากการถูกดูถูก?” (คือมันก็มีกฎหมายแพ่งให้ไปฟ้องเอาได้ ถ้ารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ)

ในสุนทรพจน์สนับสนุนแคมเปญดังกล่าว โรแวน แอตคินสัน นักแสดงนำละครตลก “มิสเตอร์บีน” กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายนี้คือ การตีความคำว่า “ดูหมิ่น” ที่กว้างเกินไป

“คำวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียน และการเสียดสี ที่เป็นเพียงการพูดจากมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งดั้งเดิม กลับถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น”

“การยกเลิกมาตรานี้ จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นก้าวที่สำคัญของโครงการระยะยาวในการยุติและเพิกถอนวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์”

ในที่สุด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ การแก้ไขถูกรวมเข้าไปในมาตรา 57 ของ Crime and Courts Act 2013

มีความเปลี่ยนแปลงในสังคมบริเตน และมันสะท้อนลงไปยังกฎหมาย

ปรเมศวร์ มินศิริ และนักวิจัยอีกคนที่ทำเรื่องหนังสือพิมพ์ พูดบนเวทีว่า ของบางอย่างเมื่อก่อนพูดไม่ได้ เดี๋ยวนี้พูดได้แล้ว เมื่อก่อน “เจ๊ก” มีความหมายเหยียด เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหรือเปล่า?

จากกรณี ‪#‎HormonesTheSeries‬ ‪#‎กสทช‬. และ #มาตรา37 ผมโพสต์ไปเมื่อวันก่อนว่า

“กสทช.กำลังเอาความคิดของ 20 ปีที่แล้ว มาออกกฎที่จะใช้ไปอีก 20 ปีจากนี้ – เราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่รับประกันความล้าหลังล่วงหน้า 40 ปี”

คนในวงวิชาชีพและวิชาการสื่อก็เช่นกัน ที่เคยทำงานเคยเรียนกันมาแล้วเห็นว่าดีว่าเหมาะ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 หรือ 1990 คำถามคือมันยังเหมาะกับวันนี้ไหม? สังคมไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

หรือสื่อไทยในยุค 2010 จะทำงานด้วยนโยบายจากโลกทัศน์ยุค 1980 หรือโลกทัศน์แบบสหราชอาณาจักรยุคแธตเชอร์นิยม?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับเดียวกับสหราชอาณาจักรสมัยใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยโลกที่วิ่งด้วยอัตราเร่งในทุกสังคม เราอยู่ห่างกับคนอื่นถึง 30 ปีจริงๆ หรือ?

ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะเป็นอนุรักษ์นิยม แต่ถ้ามาอยู่ในสาขาเหล่านี้ ช่วยเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 2030 หน่อย อย่าเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 1980 เลย

เพราะนโยบายเทคโนโลยีและสื่อ ต้องไม่เพียงกำกับดูแลปัญหาในวันพรุ่งนี้ ทุกกฎหมายและนโยบายนั้นออกมาเพื่อใช้ในอนาคต ดังนั้นมันต้องเปิดทางไว้เผื่อความเปลี่ยนแปลงในอีก 10-20 ปีจากนี้ด้วย (ผมไม่คิดว่าเราคาดการณ์อะไรไปไกลกว่านั้นได้)

ถ้าไม่อยากให้กระถางถูกดันแตกหรือไม่อยากเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ก็ต้องเผื่อขนาดไว้ให้ต้นไม้มันโตหน่อย — ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องปลูกในกระถาง ไม่ปลูกลงพื้นดิน

จบเท่านี้ล่ะครับ

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก

ความผิดพลาดเรื่องไหนระดับไหนที่เราพอจะยอมรับได้ในข่าว? #news #bugs

หารูปประกอบให้ด้วยครับ

“โดย…xxxx xxxxxx หารูปประกอบให้ด้วยครับ”

ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป๊ะมากมาย และคิดว่าโดยสภาพออนไลน์ มันแก้กันทีหลังได้ ความเคร่งครัดก็อาจจะลดลง ยิ่งถ้าคิดในบริบทข่าวด่วน ข่าวที่กำลังดำเนินอยู่ มันจะอัปเดตอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลที่เคยคิดว่าถูกในเวลาหนึ่ง ก็อาจถูกแทนด้วยข้อมูลใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ต้องแก้ๆ กันไปเรื่อยๆ ล่ะ

หลายคนในวงการวารสารก็เสนอกันว่า ข่าวในทุกวันนี้ มันไม่ใช่ product มันเป็น process อย่าไปคิดว่าจะจบในตัวมันเอง

เฮ้ย แต่ขอในหนึ่งชิ้นนี่ ให้มันอ่านรู้เรื่องหน่อย เรื่องที่ไม่ควรจะผิดหรือเรื่องพื้นฐานก็พยายามอย่าผิด จะอัปเดตอะไรเดี๋ยวว่ากัน

คือหลังๆ มันหลุดเยอะเกินนะ ไม่ได้เจาะจงที่ไหนเป็นพิเศษ มองเป็นภาพรวมเลย เราจะเห็นตั้งแต่เรื่อง “เล็กน้อย” อย่างสะกดผิด ไปจนถึงข้อมูลผิด หรือตีความข้อมูลผิด

ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หน้าข่าวออนไลน์ แต่พูดถึงกระบวนการทำข่าวในยุคออนไลน์ มองเป็นยุค ไม่ได้มองที่ช่องทางนำเสนอ

หนังสือพิมพ์ออนไลน์แห่งแรกๆ อย่างประชาไทนี่ก็สะกดผิดเยอะ หลังๆ พอโดนบ่นหนัก ก็ดีขึ้น แต่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องสะกดผิด แต่เป็นการใช้คำผิดไปเลย

อย่างพาดหัวข่าว “กลุ่มนิรนามแฮกเว็บรัฐบาลบราซิล เปลี่ยนข้อความเป็นชวนร่วมประท้วงขึ้นค่าโดยสาร ขสมก.” อ่านแล้วก็ชะงัก อะไรจะสมานฉันท์ขนาดนั้น กลุ่มในบราซิลประท้วงเพื่อคนกรุงเทพเลยนะเนี่ย (เขาแก้ไปแล้ว แต่ไม่ทันละฮะ ถ้าเสิร์ชพาดหัวนี้ดูจะเห็นเต็มเว็บเลย คนเขาก๊อปไปทั้งหยั่งงั้นล่ะ)

มติชนออนไลน์นี่ก็โดนล้อเยอะ มีตั้งเป็นเพจ “มติชนออนไลน์นี่มันมติชนออนไลน์จริงๆ” เลย

ส่วนหนึ่งเราต้องให้เครดิตทีมมติชนออนไลน์ เหมือนๆ กับประชาไท ที่พยายามจะทำประเด็นที่ไม่เคยจะได้เป็นข่าวในหน้ากระดาษหรอก ให้มันมีที่ทางไปสู่คนจำนวนมากขึ้น

ทั้งการถ่ายทอดงานสัมมนาเสวนาต่างๆ ให้มันไม่ตายอยู่แค่ในวงเล็กๆ ทั้งมอนิเตอร์นักคิดนักเขียนนักวิชาการต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย — ซึ่งนสพ.ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับต่างๆ ก็ทำแบบนี้ เขาถือว่านี่เป็นการเข้าถึงความคิดของคนพวกนี้ได้ใกล้ชิดขึ้น บางทีก็ถามตอบกันทางทวิตเตอร์เพื่อเอาเป็นแหล่งข่าวเลยก็มี — และพร้อมกันนี้ รูปแบบการนำเสนอและการใช้ภาษา มติชนออนไลน์เองก็ได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียมาเยอะ สมกับที่เกิดในยุคสมัย

ที่โดนแซวเยอะ ก็เรื่องหลายข่าวที่คนงงว่า นี่ก็เป็นข่าวได้ด้วยเหรอเนี่ย (ซึ่งตรงนี้จะว่าแล้วแต่มุมมองก็ได้) หรือข่าวที่สั้นมากๆ บางทีมีแต่พาดหัว — กรุงเทพธุรกิจก็เป็นแบบนี้ด้วย บาง Breaking News นี่สั้นกว่าทวีตอีก ไม่รู้จะกดเข้าไปดูในเว็บทำไม อ่านทวีตก็พอละ

และการสะกดผิดที่เห็นเป็นประจำ หรือใช้คำผิดไปเลย

อย่างที่คนล้อเยอะเร็วๆ นี้คือ ข่าวเรือบรรทุกสินค้า “เอ็มม่า แมร์เซ็ค” ที่ลงผิด จาก เมตร เป็น ไมล์ กลายเป็นโคตรเรือไปเลย

เรื่องใช้คำผิดนี่ ผมว่าซีเรียสกว่าสะกดผิด เพราะมันสะท้อนว่า คนเขียนข่าวเข้าใจเนื้อหาข่าวมากน้อยแค่ไหน

เย็นวันเสาร์ ดูรายการ Weekly C3 ทางช่องสาม น้องซี ผู้ประกาศ แนะนำโปรแกรมรุ่นใหม่ของอโดบี บนจอโชว์หราเลย “Adobe Creative Clound” กดดูที่เว็บในวันอาทิตย์ก็สะกดแบบนี้

จะว่าสะกดผิดก็ได้ หรืออีกอย่างนึงก็คือไม่รู้ว่ามันคือคำที่หมายถึง เมฆ นะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มันก็งงๆ นะ ว่าเขารู้ไหมว่าคอนเซปต์ของเรื่องที่กำลังเสนอ มันเป็นยังไง ทำไมถึงใช้อุปลักษณ์ เมฆ — โอเค แต่คนทำกราฟิกก็อาจจะไม่ใช่ผู้ประกาศข่าว เป็นฝ่ายเทคนิค ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ปรึกษากัน แต่นี่ก็ทำให้เห็นจุดอ่อนในกระบวนการทำข่าวได้เหมือนกัน

มันก็มีความกดดันจากทุกด้านนะ สำนักข่าวทั่วโลกลดจำนวนนักข่าว ทั้งในภาพรวมขององค์กร และทั้งในเรื่องจำนวนนักข่าวที่ส่งไปทำต่อข่าวหนึ่งชิ้น

นักข่าวยุคนี้ถูกคาดหวังว่าต้องทำเองหมด ทั้งกำหนดประเด็นเอง ค้นคว้าข้อมูลก่อนลงสนามเอง (ผมเข้าใจว่าข่าว 3 มีทีมค้นคว้าข้อมูลเพื่อสนับสนุนนักข่าวหรือผู้ประกาศ Nation Channel และ Voice TV ก็น่าจะมี รายการอย่างตอบโจทย์และรายการข่าวหลักๆ ของ Thai PBS นี่มีแน่ ช่องอื่นผมไม่ทราบ) ลงสนามเอง สัมภาษณ์เอง ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอเอง (จะ backpack journalist หรือ back-pocket journalist ก็แล้วแต่ความบ้าอุปกรณ์) เผลอๆ ยังต้องตัดต่อคลิปสั้นๆ ได้เองอีกด้วย เพื่อส่งแบบเร็วๆ ด่วนๆ จากสนาม แน่นอนว่าการเป็นบรรณาธิการเองและตรวจปรูฟตัวสะกดเอง ก็เป็นเรื่องที่ถูกเรียกร้องมากขึ้น

ในทางนึงมันเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ในอีกทางนึง มันก็คล่องตัวขึ้น ถ้าบริหารจัดการให้ภาระงานมันไม่กดดันจนเกินไป และสำนักข่าวยังมีทีมสนับสนุนอีกชั้น ไม่ใช่ถีบนักข่าวออกไปทำทุกอย่างเอง แล้วสำนักข่าวทำแค่เอาข่าวขึ้นเว็บกับหาสปอนเซอร์หาทุนมารันธุรกิจ ถ้าเป็นแบบนั้น มันเหมือนโยนหน้าที่ทุกอย่างของสำนักข่าวไปอยู่กับนักข่าว ซึ่งจะหนักไปไหม เช่นจะคาดหวังให้นักข่าวอ่านบัญชีการเงินได้คล่องแคล่ว ไม่ปล่อยไก่แบบโพสต์ ที่รายงานเรื่อง K-Water ก็จะเกินไปไหม ทำไมสำนักข่าวไม่มีทีมสนับสนุนเรื่องอ่านบัญชีอะไรนี่ให้กับนักข่าวมั่ง บก.เช็คการตีความข้อมูลอีกที

คือถ้าไม่มีทีมสนับสนุน แล้วทำเรื่อง funding กับ distribution เท่านั้น งั้นสำนักข่าวนี่ทำตัวเหมือนนายหน้าเลยนะ ซึ่งโมเดลนี้อาจจะเวิร์กสำหรับ The Huffington Post แต่อย่าลืมว่า “นักข่าว” ของ HuffPost นั้นจำนวนมากคือนักข่าวพลเมืองที่อยู่ในวิชาชีพต่างๆ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะของตัวเองสูงและเขียนเฉพาะเรื่องในสาขานั้น และอีกจำนวนนึงคือคอลัมนิสต์ชั่วโมงบินสูง (ใครรู้ editorial process ของ HuffPost ละเอียดๆ ก็แชร์ได้นะครับ)

ผมก็ไม่รู้ว่าโมเดลธุรกิจในไทยจะพัฒนาไปยังไง แต่อาการที่ปรากฏในปัจจุบัน ในเรื่องเนื้อหาที่เราว่าๆ ไป การสะกดผิด คำผิด ข้อมูลผิด อ่านผิด ผมว่าเหตุสำคัญมาจากโมเดลธุรกิจซึ่งเชื่อมโยงกะกระบวนการบรรณาธิการนี่แหละ (แม้โดยอุดมคติเราจะเชื่อว่า การดำเนินธุรกิจไม่ควรจะมายุ่งกับการทำข่าวก็เถอะนะ) ดังนั้นถ้าหงุดหงิดเรื่องพวกนี้ เรื่องข่าวผิด จะผิดระดับไหนก็เถอะ ก็อาจจะชวนคิดหน่อย ว่าโมเดลตอนนี้เรามีแบบไหนมั่ง แล้วข้อดีข้อเสียเป็นไง จะช่วยพัฒนาข่าวได้ไงมั่ง

(โพสต์เสร็ตแล้วผมก็ออกไปดูหนัง ไม่ใช่เรื่องของผมไง พูดอะไรก็ได้ / เมื่อคืนไปดู The Company You Keep มา เกี่ยวกะนักข่าวพอดี)

 

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’ 6 ก.ค. 2556 — แก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย และเพิ่มลิงก์ไปยังรายการและหนังสือพิมพ์ต่างๆ