ยังไงก็ตาม “รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก” (อีกที)

เมื่อมีนาคม 2549 ผมเขียนบล็อกหนึ่งไว้: รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก สนับสนุนการชุมนุม-ปิดถนน ซึ่งตอนนั้นเป็นการชุมนุมของพันธมิตร ขับไล่นายกทักษิณ ก่อนรัฐประหาร

วันนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม คือยอมรับสิทธิในการชุมนุมและไม่คิดว่ารถติดเป็นเรื่องใหญ่ (และจริง ๆ ช่วงสี่ห้าวันนี้มันก็ไม่ได้ติดเสียเท่าไหร่ด้วย)

ดังนี้แล้ว ผมย่อมต้องสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง

วันนี้ @kengggg ถอดเสียงจานพิดเด็กแนว พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (มิถุนา 2551) เรื่องชุมนุม-รถติด และทำไมต้องมากรุงเทพ ไปที่อื่นไม่ได้หรือไง:

เหตุผลที่มาประท้วงถามว่ารถติดไหม — รถติด — สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือต้องเข้าใจเขาก่อน คืออย่าเพิ่งคิดว่าเราดี เราต้องเข้าใจเข้าก่อนว่าเขามองเราอย่างนั้นจริงๆ และมันการรถติดจริงไหม — จริง — และเรามาทำไม — เรามาทำให้รถติด — ใช่ — แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของเราคือว่า เราต้อง — ภาษาอังกฤษเขาเรียก confront — คือว่าเราต้องเผชิญหน้ากับอคติที่เขามีกับเรา เราตอบเขาบนอคติอันนั้นเลย ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องแง่งามอื่นๆ ในม็อบ ผมมาทำให้คุณรถติด — ทำไม — อธิบายว่า

1. ผมมาทำให้คุณรถติดเพราะว่า กระบวนการแก้ปัญหาที่ท้องถิ่นมันทำไม่ได้แล้ว

2. การทำให้รถติดเพราะกระบวนการแก้ปัญหาการตัดสินใจจริงๆ มันอยู่ที่นี่ [กรุงเทพ] อยู่ในสภา อยู่ในทำเนียบ และอยู่ในหัวใจของคนทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ของพวกคุณที่คุณเห็นว่าพวกผมไม่มีค่าอะไรแล้วมาทำให้คุณรถติด

3. การทำให้คุณรถติดนั้นเป็นการดึงความสนใจและให้พวกคุณเห็นว่า ผมเพียงแค่ทำให้ผมรถติด แต่คุณทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมเรียกร้องหัวจิตหัวใจของคุณให้เข้าใจว่า ความทุกข์ที่คุณมีกับรถติดกับความทุกข์ของผมที่มี เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณเห็นใจผมไหม คุณคือผู้มีอำนาจ

เราเผชิญหน้ากับอคติที่เขามี เรากล้าออกไปยืนบอกเขา

ผมชอบคำพูดนี้มาก ยกมาจากบล็อกของ @fringer เธอแปลไว้เมื่อมีนาคม 4 ปีที่แล้วเหมือนกัน:

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง
มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”

— เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก มันเคยถูก และมันยังถูกอยู่

technorati tags:
,
,

A city we share.

กาแฟดำ : 2550…สิ้นสุดของความ”ไร้เดียงสา”ของคนกรุง

พูดอีกอย่างก็คือ พร้อมกับการมาถึงของปีกุน 2550 คนไทยทุกคนจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อชีวิตใหม่ และต้องพร้อมที่จะดำรงชีวิตเหมือนคนในหลายๆ เมืองใหญ่ ที่ต้องมีความเป็นนักสังเกต, มีความตื่นตัว และไวต่อข่าวสาร…ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนกจะกลายเป็นหลักปฏิบัติของชีวิต ประจำวันของคนกรุง

ทุกคนต้องยอมรับผิดกันคนละส่วน เพราะเราได้ปล่อยให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยกที่ต่างฝ่ายต่าง ใช้ความรุนแรงและการข่มขู่คุกคาม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองแทนการปรองดองและสมานฉันท์, แทนการมองประโยชน์ภาพรวมเป็นหลัก และปรับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม

ปากพูดว่า “สมานฉันท์” แต่พฤติกรรมยังสะท้อนความเคียดแค้นชิงชัง

ปากพร่ำคำว่า “น้ำใจนักกีฬา” แต่ใจยังร่ำหาแต่ “ชัยชนะบนเงื่อนไขของข้าฯ”

น่าเศร้า, น่าสลด, น่ารันทด, และน่าเสียใจ แต่ก็เป็นเส้นทางที่คนไทยหลายๆ กลุ่ม ได้ตัดสินใจกำหนดเส้นทางนี้ให้คนในสังคม

คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องและพัวพันกับผลประโยชน์เช่นนั้นโดยตรงอย่างพวกเรา ก็ได้แต่ถามเสียงดังขึ้นทุกวันว่า “ทำไม, ทำไม และทำไม?”

ใช่! ทำไม ทำไม และ ทำไม !?

ทำไมวันนี้ผมต้องเดินจากตึกศรีจุลทรัพย์กลับบ้าน ?
ก็เพราะตำรวจเค้าต้องปิดถนน เพราะว่าคนโบ๊เบ๊เค้าทะเลาะกัน ไงล่ะ
แท็กซี่เค้าตรงไปต่อไม่ได้ รถติดรอบด้าน เลยทิ้งผมกับแม่ไว้ตรงนั้นล่ะ จะเอาไงล่ะ ก็ต้องเดินกลับสิ นั่นแหละ ทำไม

กทม.เค้าไล่ที่ ไม่ให้ขายของบนทางเท้า
พวก “ผู้เดือดร้อน” (?) ก็เลยออกมาประท้วงกัน
มีการขว้างปาสิ่งของ ชุมนุมปิดถนน “ขอความเป็นธรรม” (?)

เออ แต่อย่างผมจะไปขอความเป็นธรรมจากไหนล่ะ เมื่อยนะเนี่ย ไม่ใช่ใกล้ ๆ แม่ผมก็ใช่ว่าจะปึ๋งปั๋ง

ขายของบนทางเท้า ทางเท้าสร้างด้วยภาษีใครนะ ? คนขาย หรือคนทั้งกรุงเทพ (หรือทั้งประเทศ?)
แล้วแผงลอยพวกนั้น จดทะเบียนการค้ามั๊ยนะ ? เสียภาษีเต็มมั๊ยนะ ? เอ๊ะ แล้วกำไรไปอยู่ที่ใครนะ ?
เค้าบอกว่าเค้าจ่ายค่าเช่าแผงเป็นแสน เอ๊ะ ที่หลวงนี่นะ แล้วเงินไปอยู่ที่ไหนนะ ? … กลับมาพัฒนากรุงเทพมั๊ยนะ ? หรือเอาไปพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้มีอิทธิพล ? (ให้พวกมันกลับมารังแกพวกเราอีกนี่นะ ?)
ขายของบนทางเท้า วางของส่งของบนถนนสองเลน รถเข็นขนของข้ามไปมาในทุกเลน รถติดบนถนน เอ๊ะ ถนนใครนะ ? เอ๊ะ ใครเสียเวลานะ ? เอ๊ะ ค่าน้ำมันใครนะ ?

(บอกไว้ตรงนี้ว่า ผมเห็นด้วยว่า เราควรมีพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้สร้างตัว แต่กรณีแผงตรงหน้าตลาดโบ๊เบ๊นี่ ไม่ใช่รายย่อยล่ะครับ ค่าเช่าขนาดนี้ — แล้วถ้าจะให้เป็นพื้นที่ได้สร้างตัวจริง ก็ควรจะมีระบบหมุนเวียน ขายได้ไม่เกินกี่เดือนก็ว่าไป แล้วให้รายใหม่เข้ามามั่ง แบ่ง ๆ กัน)

สามวันก่อน ไฟเพิ่งไหม้ตลาดโบ๊เบ๊ วอดไปครึ่งตลาด
การดับเพลิงเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ มีแผงลอยขวางอยู่ … บ้านใครนะ ตึกใครนะ ? .. ใช่บ้านคนที่ขายแผงลอยมั๊ยนะ ? อ้าว ไม่ใช่เหรอนะ ?
เคยสุขสบายบนความเดือดร้อนของคนอื่น … พอหมดสบาย ก็จะร้องขอความเป็นธรรมให้สบายต่อ … คิดได้ยังไงนะ ?

มือยาวก็สาวเอา เอาแต่ได้ คิดถึงแต่ตัวเอง ผิดกฎหมายไม่เป็นไร ยัดเงินได้ ขอฉันก่อน … สอนลูกให้รวย สินะ ? 🙂

หลังจากหายตระหนกในช่วงเย็นย่ำของคืนวันสุกดิบแล้ว บางคนส่งสารถึงผมบอกว่า ที่เราปล่อยให้บ้านเมืองหล่นลงเหวแห่งความรุนแรงเช่นนี้ ก็เพราะเราต่างไม่เคยคิดพึ่งพาตัวเอง หวังพึ่งแต่เพียงผู้มีอำนาจพิเศษมาช่วย ทำให้คนไทยไม่เคยยอมเผชิญและวิเคราะห์ปัญหาที่ต้องเจออย่างจริงจังและตรงไป ตรงมา

เราคอยจะพึ่งแต่ผู้มีอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมี เพื่อจะให้คนเหล่านั้นคุ้มหัวเรา ไปเบ่งกับคนที่ด้อยกว่า เพื่อเราจะได้หาประโยชน์ … แต่พอถึงวันหนึ่ง ที่เค้าไม่คุ้มหัวเรา จะด้วยขัดผลประโยชน์หรือจ่ายไม่ไหวก็ตามแต่ เราก็จะวิ่งไปหาผู้มีบารมีกว่า ๆ ๆ เป็นทอด ๆ ไป …

ความขัดแย้งที่เกิดในสังคมวันนี้ (และนั่นคือที่มาของการโยนระเบิดใส่กันแทนการถกกันด้วยเหตุผลแห่งความถูก ต้องชอบธรรม) เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งเชื่อในอำนาจเบ็ดเสร็จของด้านหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งใช้ความเบ็ดเสร็จของอำนาจอีกด้านหนึ่งมาต่อกรกัน โดยที่ “ภาคส่วนประชาชน” แท้ๆ ไม่ได้มีบทบาทขับเคลื่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างเป็นระบบเลยแม้แต่น้อย

… ต่อเมื่อไม่รู้จะวิ่งไปหาผู้มีบารมีไหนแล้ว หมดหนทาง เราก็จะวิ่งกลับมาหา “ประชาชน” บอกว่าเราเป็นพวกเขานะ (หรือ “พวกแกต้องเป็นพวกฉันนะ”) บอกว่าเราเป็นพี่น้องร่วมชาติกันนะ ต้องสู้ด้วยกันนะ เราทุกคนเท่าเทียมกันนะ

“ก็แล้วตอนพวกพี่ ๆ อยู่สุขสบายกัน เอาเปรียบผมสารพัด เคยนับผมเป็นญาติไหมครับ ?”

ถ้าโดนแบบนี้กับตัวเองเมื่อไหร่ ก็คงร้อง

อย่าให้มีงั้นเลยนะ นะ

technorati tags:
,
,

essentially

ผมตอบที่บล็อกพี่เค้าไม่ได้ เอาตรงนี้เลยละกัน

จาก pressjargon.org : ม๊อบมา… รถติด… ??? “… เห็นมีแต่คนบ่นว่ารถติดเพราะถนนถูกปิด ก็นึกว่าม๊อบก่อเรื่องอีกแล้ว ขอโทษที… เผลอเข้าใจไปว่า ม๊อบเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียวของการทำให้รถติด อิอิ”

อืมม…

ความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจกันและกันนั้น อาจจะขึ้นอยู่กับว่า เรามีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ มีความรู้สึกร่วมกับสถานการณ์ตรงนั้นได้มากแค่ไหน

ภาคหนึ่ง ฝูงชนแสดงความจงรักภักดี เพราะเห็นว่ากษัตริย์คนนี้ดี ปกครองด้วยความเป็นธรรม

ภาคหนึ่ง ฝูงชนขับไล่ เพราะเห็นว่านายกคนนี้ไม่เหมาะ มีความไม่ชอบธรรม

เนื้อหานั้น แม้จะไม่เหมาะสมที่จะนำมาเปรียบ แต่ยกเอาเรื่องฐานะออกไปแล้ว เนื้อหาก็คือ ความเป็นธรรม
การยกย่องความเป็นธรรม การต่อต้านความไม่เป็นธรรม

เป็นการแสดงพลังเพื่อสื่อสารเรื่องเดียวกันนั่นเอง (ไม่ใช่แค่เรื่องเดียวที่จะสื่อสาร แต่หนึ่งในเรื่องนั้น ทั้งสองภาค มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่)

และการแสดงพลังด้วยการรวมตัวกันจำนวนมากเช่นนี้ ผลข้างเคียงในเรื่องของการจราจรก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเหมือนกัน

แต่แต่ละคน ก็ มอง จัดการ และ อดทน กับมันได้ไม่เหมือนกัน

หรือเป็นเพราะว่า สิ่งที่บางคนมอง ไม่ได้มองถึง “ธรรม” ใน “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม”
หากสนใจเพียงการเฉลิมฉลอง ธงทิว และการได้ใส่เสื้อสีเหลือง ?

ความเข้าใจ และอดทน กับผลข้างเคียงของ

การเฉลิมฉลอง (..ที่ได้ธรรมปกครอง) กับ ความขัดแย้ง (..เพื่อให้ได้ธรรมปกครอง) จึงแตกต่างแบบ บวก กับ ลบ (ไม่ใช่ บวกมาก กับ บวกน้อย)

หรือว่าความจงรักภักดี ถูกขโมยไปใช้เป็น รัฐมาร์เก็ตติ้ง ซะเรียบร้อยแล้ว ?

รัฐมนตรีใส่เสื้อเหลือง = รัฐมนตรีจงรักภักดี = อยู่ในตำแหน่งปกครองต่อไปได้ … จะชอบธรรมหรือไม่ก็ได้

ทำไมยิ่งทำ ยิ่งแสดงความจงรักภักดี มันยิ่งห่างจากสิ่งที่ผู้ที่เราแสดงความจงรักภักดีนั้นคาดหวังต้องการ ?

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” … รับใส่เกล้ากันหน่อยเถอะ

tags: ,

Traffic Jam is not affordable, it’s CHEAP !

สืบเนื่องจาก โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี (อ้างถึงข้อเขียนเกี่ยวกับ อารยะขัดขืน ของ คนชายขอบ “อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน?”

รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก

เวลามีงานศพคนใหญ่คนโต ตรงวัดเทพศิรินทร์ใกล้ ๆ บ้านผมนี่ รถอย่างติด เพราะเค้าปิดถนนไปเส้นนึงเลย เอาไว้จอดรถ เพราะจอดในวัดมันไม่พอ
ถ้านั่งรถเมล์กลับจากที่ทำงาน หรือไปสยามมา (ปอ. 8, 15, 47, 48, 204) บางทีลงเดินยังเร็วกว่า

ถัดมาหน่อยนึง หน้าโรงพยาบาลกลาง คืนศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายมาวางแผงแบกะดินขายของจิปาถะ เครื่องครัว/เตาแก๊สใหญ่ ๆ แบบที่ใช้ตามร้านอาหาร/โรงแรม วีซีดี วัสดุก่อสร้าง หนังสือเก่า เสื้อผ้า สารพัด รองเท้าข้างเดียวก็ขาย (หลาย ๆ อย่างก็เป็นของขโมยมา รถที่บ้านเคยถูกขโมยกระจกข้าง แจ้งความตำรวจ เค้าบอกให้ไปตามหาเอาที่ตลาดนี่แหละ อยู่หลังบ้าน เออ เจอเว้ย เลยซื้อคืนมา ไม่รู้จะทำไง) คนเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งคนขาย คนซื้อ คนล้นลงมาถึงถนน เพราะทางเท้ามันเต็ม รถเมล์ก็จอดป้ายไม่ได้ เพราะรถเข็น/ขนของจอดเต็มเลนซ้ายสุด จะติดอย่างนี้ไปจนถึงดึก ๆ เลย

หรือตรงตลาดโบ๊เบ๊ ไม่ไกลจากบ้าน เวลาเช้า ๆ ก็จะรถติดเหมือนกัน เพราะเป็นช่วงที่เค้าขนของส่งของ รวมทั้งพวกแผงขายเสื้อผ้าบนทางเท้าก็จะเก็บของกลับบ้านช่วงนั้น (แผงพวกนี้เค้าขายกันตอนเช้ามืด) ก็จะมีทั้งรถเข็น รถลาก สามล้อ รถกระบะ อีรุงตุงนังไปหมด เมื่อก่อนตอนยังเรียนประถม-มัธยมอยู่ ต้องผ่านเส้นนี้บ่อย ๆ ตอนไปโรงเรียน ยังจำได้

หรือเวลาห้างใหญ่ ๆ เค้ามีลดราคา ซัมเมอร์เซล มิดไนท์เซล ไทยแลนด์แกรนด์เซล (ที่ไม่ได้แปลว่า ขายชาติ นะ) รถก็จะมหาติดเหมือนกัน อย่างถ้าวันไหนเซ็นทรัลชิดลมมีลดราคานี่ รถมันจะติดไปถึงโน่นเลย เพชรบุรี ตรงซอยก่อนถึงช่อง 3 เก่าน่ะ (อาคารวานิช) บางครั้งพ่อก็จะปล่อยให้พวกผมกะแม่เดินลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปเจอกันในห้าง จะได้ไม่เสียเวลา

ประสบการณ์ที่ใกล้ ๆ กว่านั้น ก็คงเป็น ตอนรับปริญญา ทั้งของรุ่นพี่ ของตัวเอง ของเพื่อนของน้อง รถติดเหลือเกิน จำได้ว่าแค่จะเอารถออกจากสนามหลวงได้เนี่ย หมดไปแล้วหนึ่งชั่วโมง มองไปทางไหนก็มีแต่รถ รถ รถ และต้นมะขาม (ส่วนผีขนุนนั้น เค้าเป็นผีที่ดี ปฏิบัติตนตามจรรยาผี คือไม่ออกมาโต๋เต๋ตอนกลางวัน ผมก็เลยไม่เห็น)

นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีอื่น ๆ อย่างตอนที่มีปิดถนนจัดงานออกร้านขายของ (ที่ช่วงนึงนิยมจัดบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อแนว ๆ “ถนนคนเดิน” แรก ๆ ก็เน้นเรื่องศิลปะวัฒนธรรม มีการแสดงต่าง ๆ ทำไปทำมา หลัง ๆ ก็ไม่ต่างกับร้านออกร้านขายของซะเท่าไหร่) หรืองานใหญ่ ๆ โต ๆ อื่น ๆ ทั่วไป

งานบอลธรรมศาสตร์-จุฬานี่ก็ทำให้รถติดพอสมควร แต่ไม่ค่อยสาหัสมาก เนื่องจากเดี๋ยวนี้ พวกที่มีรถเค้าหนีไปจอดกันไกล ๆ แล้วโหนรถไฟฟ้ามา ไม่งั้นเพื่อนล้อแย่

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา ทำให้รถติดมั๊ย ? ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมั๊ย ?

ติดสิ รวม ๆ กันแล้ว เอาแค่แถวบ้านผม ปีนึงนี่ต้องเกินสองอาทิตย์แน่ ๆ

แล้วเราได้ประโยชน์อะไรมั๊ย ?

ส่วนใหญ่ที่ว่ามาข้างบนนั่น ผมไม่ได้แฮะ แล้วในกรณีที่ผมได้เนี่ย ผมก็คิดว่าผมเป็นคนส่วนน้อยน่ะ คือต้องมีคนเดือดร้อนเพราะไอ้งานที่ผมได้ประโยชน์นี่แหละ (อย่างวันที่ผมรับปริญญา ก็คงมีหลายคนนั่งหงุดหงิดอยู่ในรถ .. ซึ่งรวมจำนวนแล้วน่าจะเยอะกว่าคนที่รับปริญญานะ)

ก็แล้วทำไม เรายังยอมกันได้ ?

ขอยกคำพูดนี้อีกทีเถอะ:

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง
มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”

— เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

ถ้ารถมันจะติดซักหนึ่งเดือน จีดีพีจะหดไป 1% แต่เราได้ปลุกสำนึกของคนในชาติ ได้กระตุ้นให้คนออกมาหาความรู้ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ถกเถียง เรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้อง ได้ืทำให้คนทั่วไปรู้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ การเลือกตั้ง .. ซึ่งที่สุดจะนำไปสู่พัฒนาการทางการเมืองที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ..
มันก็โคตรจะคุ้มเลยไม่ใช่หรือ ?


หลาย ๆ คนชอบพูดว่า บริหารประเทศ ก็ไม่ต่างอะไรกับบริหารบริษัท
แม้ผมจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดเสมอว่า จุดหมาย และการมอง ประโยชน์ และ ต้นทุน ของสอง ‘กิจการ’ ที่ว่านั้น มันต่างกัน
แต่วันนี้จะลองเห็นด้วยดูสักครั้ง

.. แล้วก็เลยสงสัยต่อ ..

ความมั่งคั่ง ที่ยั่งยืน ของบริษัททั้งหลาย ล้วนต้องมาจากการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
แล้วความมั่งคั่งของประเทศล่ะ ? ต้องการสิ่งเหล่านั้นมั๊ย ? หรือไม่ต้อง ?
บริษัทต่าง ๆ ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี หรือเดี๋ยวนี้ก็มีฮิต พวกกระบวนการก็ต้องผ่านมาตรฐานต่าง ๆ อย่าง ISO 9000, ISO 14000 ถ้าเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ก็ต้อง CMM กัน ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพมากมาย มอก. ISO JIS DIN FCC บางอันเค้าไม่ได้บังคับ ก็ยังเต็มใจไปสอบไปเรียกเค้ามาตรวจกัน
แล้วประเทศไม่ต้องมีอะไรพวกนี้เลยหรือ ?
ถ้าเผื่อไม่ได้สังเกต ก็ขออนุญาตชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดข้างบนนั่นน่ะ เป็นการตรวจสอบจากภายนอกทั้งสิ้น นั่นคือ ผู้ตรวจสอบอยู่นอกการควบคุมของผู้ถูกตรวจสอบ

หรือเราอยากเห็นประเทศโตแบบก้าวกระโดด ร่ำรวยใหญ่โต .. แต่มีจุดจบอย่าง Enron, Worldcom และ Livedoor ?

อาจจะเป็นเรื่องขำ ๆ ของเมืองไทย ที่คำว่า “ธรรมภิบาล” ฮิตกันในวงการธุรกิจมากกว่าวงการการเมือง

แต่ไม่รู้จะหัวเราะท่าไหนดี


ผมเห็นด้วยว่า การไปเดินขบวนบนท้องถนนน่ะ มันทำรถติด มีคนเดือดร้อน
แต่ผมก็เห็นว่า มันถูก ไม่ว่าจะมองแง่ไหน
ทั้งถูกต้องชอบธรรม และ ราคาถูกคุ้มค่า

ผมยอมจ่าย


Links: