“เสื้อแดง” ในฐานะ “รุ่นทางการเมือง”

ความคิดต่อจากบทความชิ้นนี้ ความทรงจำของ ‘ปืนลั่นแสกหน้า’ : ว่าด้วยคนกรุงเทพฯ เสื้อแดง และปี 2553

“เสื้อแดง” ตอนนี้อาจไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” (political movement) แล้ว มันไม่มีขบวนอะไรที่เรามองเห็นชัดในตอนนี้ แต่มันยังเป็น “ชนชั้นทางการเมือง” (political class – โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นมองมา ในเซนส์ “อี๋ ไอ้พวกเสื้อแดง”) หรือ “กลุ่มความสำนึกรู้ทางการเมือง” (political consciousness) แบบนึงอยู่ ในลักษณะที่คนยังระบุได้อยู่ว่า “ฉันเป็นคนเสื้อแดง”

อย่างไรก็ตามมันอาจมีลักษณะผูกกับเหตุการณ์ในเวลาอยู่เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม เพื่อจะกลายสภาพตัวเองมาเป็นเสื้อแดง ในแง่นี้ ความเป็นเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะตรงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันมีลักษณะของการมีความทรงจำร่วมกัน และไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับคนอื่นในอดีต แต่เป็นความทรงจำที่มีร่วมกันก็เพราะได้สร้างร่วมกันในขณะเวลานั้น ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนความทรงจำนี้ได้ เพราะนี่เป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

“คนเสื้อแดง” จึงมีลักษณะเป็น “รุ่นทางการเมือง” (political generation?) ด้วย ในลักษณะเดียวกับ “คนเดือนตุลา(16+19)” “คนรุ่นพฤษภา(35)” เพียงแต่ความขัดแย้งยาวนาน รวมถึงการชุมนุมและการล้อมปราบต่างๆ ประกอบกับการที่การเมืองระดับรากหญ้ามันลงหลักแพร่หลาย มันเลยทำให้คนร่วมรุ่นนี้ มีจำนวนมากกว่ามาก

ทำนองเดียวกับที่คนรุ่นถัดมาอาจร้องและเต้นเพลง “เกรงใจ” ของแรพเตอร์ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสมัยที่เพลงนี้เปิดทุกที่ทุกผับมันเป็นยังไง แต่โอเค เราดีใจที่ผับยังเปิดเพลงนี้อยู่ และคนยังเต้นกับมันอยู่ แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้น แต่เราก็ร่วมความทรงจำนี้ได้ คือไม่ได้กีดกัน ไม่ได้แนวว่า อี๋ พวกเด็กอยากเรโทร (ทำนองที่ไปแซะ “ติ่งส้ม”) เพียงแต่ เฮ้ย มันมีความต่างอยู่จริงๆ ในแง่การเคยไปอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้หวงนะ ถ้าชอบก็มาเต้นด้วยกัน เต้นหลายคนก็สนุกหลายคน และนับจากตรงนี้ไป เราก็เป็นพวกเดียวกันได้ เต้นด้วยกันได้

การนับว่า “คนเสื้อแดง” คือรุ่นทางการเมืองแบบหนึ่ง น่าจะทำให้คำอธิบายมันง่ายขึ้นด้วย เพราะในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง คนเสื้อแดงเองก็มีเฉดต่างๆ กันไป

การอธิบายแบบนี้ไม่ได้ต้องการลดความซับซ้อนของความต้องการและแรงขับดันของแต่ละคนที่เคยอยู่หรือยังอยู่ในขบวน(ที่ใดที่หนึ่ง) แต่น่าจะช่วยรวมคนเสื้อแดงเข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น และอาจต้อนรับคนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ถ้าเรามองว่าภาวะที่เราอยู่กันตอนนี้ มันยังไม่จบ เป็นภาวะยาวนาน สามารถกินเวลาได้เป็นชั่วรุ่นคน

“ออกไป! ออกไป!” เมื่อคนซานฟราน ชัตดาวน์รถรับส่งพนักงานของกูเกิล

คนซานฟรานทนไม่ไหว บริษัทเทคโนโลยีบุก ทำบ้านแพง ขนส่งมวลชนพัง ผู้เช่าเดิมถูกไล่ ธุรกิจท้องถิ่นต้องปิดตัว

Tech workers vs. The rest of the City

คนท้องถิ่นมองว่าพนักงานของบริษัทเหล่านี้แทบไม่ได้มอบอะไรกลับให้กับท้องถิ่นเลย เช่น บริการอาหารและซักรีดบริษัทอย่างกูเกิลก็จัดหาให้พนักงานฟรี ตลาดที่คนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปก็เป็นตลาดหรูๆ เก๋ๆ ที่คนท้องถิ่นไม่ได้ขายของ

กฎหมายปัจจุบันหลายอย่างเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเทคโนโลยีและพนักงานของบริษัทเหล่านี้ที่มีกำลังซื้อสูงกว่า เช่นการยกเว้นภาษีกิจการเทคโนโลยี หรือ Ellis Act ที่อนุญาตให้ผู้ให้เช่ายกเลิกสัญญากับผู้เช่าได้ แม้ผู้เช่าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม โดยเปิดช่องว่า ผู้ให้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาได้หากกำลังจะเลิกกิจการ – ผู้ให้เช่าสามารถ “กำลังจะเลิกกิจการ” ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

หลายปีที่ผ่านมามีคนถูกไล่ออกจากบ้านเช่าก่อนหมดสัญญาจำนวนมากเพราะเจ้าของจะปล่อยให้ผู้เช่ารายใหม่ที่จ่ายแพงกว่า

เมื่อบ้านก็แพง ธุรกิจท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ ทำให้คนท้องถิ่นจำเป็นต้องย้ายออกเป็นจำนวนมาก

ที่น่าโมโหสุดในสายตาคนท้องถิ่นคือ บริษัทเทคโนโลยีอย่างกูเกิล แอปเปิล และบริษัทอื่นๆ จัดรถชัตเติลบัสรับส่งพนักงานของตัวเอง และใช้ป้ายรถเมล์สาธารณะเป็นจุดจอดรับส่ง ซึ่งนอกจากจะทำให้บ้านละแวกป้ายรถเมล์แพงขึ้น 20% แล้ว ยังทำให้รถเมล์ของรัฐทำกำไรไม่ได้ และส่งผลต่อการเดินทางของคนที่ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทเหล่านี้หรือไม่ได้เดินทางไปทำงาน

ชาวซานฟรานที่ไม่พอใจ ออกมาปิดการเดินรถรับส่งพนักงาน

“Public $$$$, Private Gains”

สถานะทางกฎหมายของรถบัสเอกชนเหล่านี้ยังคลุมเครือ และหลายคนก็ไม่พอใจที่นอกจากบริษัทเอกชนจะมาใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ตัวเองไม่ได้ลงทุนแล้ว ยังจะสร้างผลกระทบต่อคนท้องถิ่นอีก

ทุกๆ วัน มีรถบัสของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จอดที่ป้ายรถเมล์ของซานฟรานฯ ประมาณ 7,100 ครั้ง โดยไม่มีใบอนุญาตจอด (แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ไม่ได้ว่าอะไร) ทำให้รถเมล์ปกติที่จะเข้าจอดต้องล่าช้า และรถบัสเหล่านี้ไม่ได้จ่ายค่าบำรุงรักษาป้ายและระบบช่องทางรถเมล์ให้กับเมือง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นซานฟรานซิสโกกำลังจะลงคะแนนรับ/ไม่รับร่างกฎหมายที่จะทำให้รถบัสดังกล่าวถูกกฎหมาย และให้รถบัสเหล่านี้ทุกคันต้องจ่ายเงิน 1 เหรียญทุก 1 ป้ายที่จอด ให้กับขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโก มีการคำนวณว่าขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโกจะได้รับเงินประมาณ 1.5 ล้านเหรียญต่อปี แต่เงินจำนวนนี้อย่างมากก็จะครอบคลุมเฉพาะต้นทุนในการดำเนินงาน และจะไม่ทำให้ขนส่งมวลชนซานฟรานซิสโกมีกำไรไปปรับปรุงบริการอะไรเพิ่มได้

ที่ร้ายคือ เพิ่งจะมีบันทึกจากฝ่ายการเดินทางของกูเกิลหลุดออกมา เชิญชวนพนักงานกูเกิลไปแสดงความเห็นสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยในบันทึกมีสคริปต์คำพูดให้พนักงานเอาไปใช้ได้ด้วย ว่าควรจะพูดอย่างไรถึงจะดูดี เช่นบอกว่า ถ้าไม่มีรถบัสก็คงต้องขับรถและจะทำลายสิ่งแวดล้อม หรือพวกเขาสนับสนุนร้านค้าท้องถิ่นอยู่เรื่อยๆ

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดน่าดู ถึงขนาดกูเกิลต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองรถชัตเติลบัสของตัวเอง หลังจากเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปีที่แล้ว (2556) คนซานฟรานจำนวนนึงไปปิดล้อมรถของกูเกิล

เดินไปไหนย่อมมีรอยเท้า แต่บริษัทพวกนี้ตัวใหญ่ไปหน่อย ตีนเลยหนัก แถม “เผลอ” ไปเดินบนหัวชาวบ้านด้วย

ข้อมูลจากแคมเปญ “Heart of the City” — เผยแพร่ครั้งแรกที่ ประชาไท บล็อกกาซีน)

อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา

การบ้านเมื่อปี 2552 เอาเรื่องที่เรียนในวิชาสัมมนา 1 (มานุษยวิทยาภาษา) มาใช้ในวิชาสัมมนา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) @pittaya ถามถึงบทความเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ชิ้นนี้ เลยเอามาโพสต์ในบล็อกละกัน ด้านล่างเป็นส่วนแรกของบทความซึ่งแก้ไขเล็กน้อยก่อนการเผยแพร่ในปี 2553

ส่วนบทความฉบับปรับปรุงใหม่ในปี 2559 และแก้ไขชื่อเป็น “อุปลักษณ์ในการศึกษาอินเทอร์เน็ต” เพื่อตีพิมพ์ใน วารสาร สื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ ของภาควิชาสื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความยาว 13 หน้า A4 — ดาวน์โหลดได้ตามลิงก์นี้ PDF | OpenDocument


อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา:
การเลือกและการลืม วัตถุศึกษาและวิธีศึกษา ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ข้อเสนอเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม

รายงานชิ้นนี้1 เสนอการพิจารณาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) ต่าง ๆ ที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เห็นว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่อาจดูเหมือนเป็นวัตถุชิ้นเดียวชนิดเดียวนั้น สามารถเป็นวัตถุศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม แวดวง (habitus) หรือขอบเขตความรู้ (domain) ได้อย่างไร รวมถึงอุปลักษณ์แต่ละแบบซึ่งกำหนดวัตถุศึกษานั้น ได้ซ่อนหรือปกปิดประเด็นอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา และทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของอุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจหรือสร้างวัตถุศึกษาหนึ่ง ๆ ขึ้นมา2 รายงานชิ้นนี้เสนอว่า เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตนั้น ได้สร้างกรอบความเข้าใจต่อประเด็นอินเทอร์เน็ต และลักษณะทางการเมืองในการกำหนดความเข้าใจนี้ ได้ส่งผลต่อนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต.

พลังของอุปลักษณ์

ในบทนำของหนังสือ Remix ลอว์เรนซ์ เลซสิก นักวิชาการนิติศาสตร์ชาวสหรัฐ ได้พูดถึงข้อควรระวังของการใช้อุปลักษณ์ สงคราม กับความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. แม้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา แต่ข้อสังเกตถึงการยอมรับอุปลักษณ์บางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การวางนโยบายสาธารณะ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ก็น่าสนใจอย่างมาก. เขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัศนคติต่อ “สงคราม” ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมเยอรมัน. ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามมีความหมายแง่ลบสำหรับคนเยอรมัน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้จากประสบการณ์เลวร้ายของพวกเขาในประวัติศาสตร์, สงครามนั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายแง่ลบเสมอไปสำหรับคนอเมริกัน. เลซสิกอธิบายว่าไม่ใช่ว่าคนอเมริกันนั้นชอบสงคราม แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา สงครามไม่ได้นำมาเฉพาะความสูญเสีย ในบางครั้งพวกเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างไปกับสงคราม เพื่อจำกัดสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น. ด้วยประสบการณ์โรแมนติกเช่นนี้นี่เอง ที่อนุญาตให้อุปลักษณ์ สงคราม ถูกใช้ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. อเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด กับความยากจน กับการก่อการร้าย กับการเหยียดผิว กับโรคร้ายต่าง ๆ ไปจนถึงกับจดหมายขยะ (Lessig 2008: xiii-xiv).

แต่ก็เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์ สงคราม ก็มี สิ่งทอดตาม (entailments) อันเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งทอดตามนี้ได้กรอบและผลักดันนโยบายทางสังคม. เลซสิกอ้างถึงการอภิปรายโดย George Lakoff และ Mark Johnson ถึงปาฐกถา “moral equivalent of war” ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์:

มี “ศัตรู” ต่อ “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ทำให้มีความต้องการที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” “จัดระเบียบลำดับความสำคัญ” “สถาปนาสายการบังคับบัญชาใหม่” “ร่างยุทธศาสตร์ใหม่” “รวบรวมข่าวกรอง” “ระดมกำลัง” “บังคับการลงโทษ” “เรียกร้องให้เสียสละ” และอีกต่าง ๆ นานา. อุปลักษณ์ สงคราม ขับเน้นความจริงบางประการ และปิดบังความจริงที่เหลือ. อุปลักษณ์ไม่เพียงเป็นวิถีในการมองความจริง มันยังได้ออกใบอนุญาตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ. การยอมรับอุปลักษณ์ได้มอบฐานในทางเหตุผลให้กับการแทรกแซงบางอย่าง: มันมีศัตรูที่มีเจตนาร้ายจากต่างชาติภายนอก (วาดภาพโดยนักวาดการ์ตูนเป็นชาวอาหรับโพกหัว); เรี่ยวแรงพละกำลังที่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด; ประชาชนต้องยอมเสียสละ; ถ้าเรารับมือกับการคุกคามดังกล่าวไม่ได้ เราก็จะไม่รอดชีวิต.

เลซสิกชี้ว่าสิ่งทอดตามนั้นมาจากความหมายโดยนัยที่ชัดเจนของ “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด”: การต่อสู้ดังกล่าวจะดำเนินอย่างไม่มีข้อจำกัด มันเป็นการขี้ขลาดที่จะถามถึงสาเหตุ, การไม่เห็นพ้องกันเป็นการช่วยเหลือศัตรู เป็นดังการกบฎหรือใกล้เคียง, ชัยชนะคือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งหมายได้ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง, การประนีประนอมคือความพ่ายแพ้. ซึ่งโดยสรุปก็คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องสู้ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะชนะ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม. แม้สิ่งทอดตามเหล่านี้ จะเข้าใจได้ในสถานการณ์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจริง ๆ แต่สิ่งที่เลซสิกพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ มันอันตรายเพียงใดเมื่ออุปลักษณ์ สงคราม ได้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดไม่ใช่เดิมพัน.

อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์และสิ่งทอดตามเหล่านี้ไม่ได้ล่องลอยมาจากอากาศ แต่มาจากประสบการณ์ทางร่างกายของเราและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว. ในบทกล่าวตามของหนังสือ Metaphors We Live By, Lakoff และ Johnson (2003: 254-255) อธิบายว่า อุปลักษณ์เชิงซ้อน (complex metaphor) นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก อุปลักษณ์พื้นฐาน (primary metaphor) ซึ่งมีฐานอยู่บนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมันได้เชื่อมโยงประสบการณ์ทางความรู้สึก-การเคลื่อนไหวของเรา เข้ากับขอบเขตความรู้ในการตัดสินให้คุณค่าของเรา. Lakoff และ Johnson ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ความรัก คือ ความอบอุ่น (Affection Is Warmth) ว่ามาจากประสบการณ์เริ่มแรกของเรา ที่ความรักนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ทางร่างกายที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกกอด, หรืออุปลักษณ์ การเห็น คือ การรู้ (Seeing Is Knowing) ซึ่งสำหรับเด็กในตอนเริ่มแรกแล้ว “เห็น” มีความหมายตามอักษร คือเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์เท่านั้น. ต่อมาจึงมีสถานการณ์ที่การเห็นกับการรู้นั้นรวมเข้าด้วยกัน เช่น ในเวลาที่เด็กพูดว่า “เห็นพ่อเข้ามา” การเห็นและการรู้นั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน. จนหลังจากนั้นมันจึงชัดเจนว่ามีการใช้ “เห็น” ในเชิงอุปลักษณ์ เช่น “เห็นที่ฉันคิดไหม” ซึ่งเป็นเรื่องการรู้ ไม่ใช่การเห็นตามอักษร.

ไม่น่าแปลกใจถ้าผู้คนในต่างวัฒนธรรมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์และบริบทต่างกัน หรือแม้จะเป็นสถานการณ์และบริบทเดียวกัน แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งได้สร้างอุปลักษณ์พื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็ได้นำไปสู่การใช้อุปลักษณ์เชิงซ้อนสำหรับอินเทอร์เน็ตที่อาจต่างกันกันไปตามวัฒนธรรม และนั่นหมายถึงสิ่งทอดตามที่ต่างกันไปด้วย.

(จบส่วนแรก อ่านฉบับเต็ม [PDF])

—-

[1] รายงานวิชาสัมมนามานุษยวิทยา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) ภาคการศึกษา 2/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: ยุกติ มุกดาวิจิตร)

[2] อุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจวัตถุศึกษานี้ หากพิจารณาจากผู้ใช้ อาจพูดได้ว่ามีสองประเภท คือ 1) อุปลักษณ์ที่ใช้ทำความเข้าใจวัตถุศึกษาจากในวัฒนธรรม เป็นอุปลักษณ์ที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์รอบตัว ซึ่งรวมถึงวัตถุศึกษาด้วย (แม้ตัวเขาจะไม่ได้ถือว่ามันเป็นวัตถุศึกษา หรือแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตระหนักถึงการใช้อุปลักษณ์ก็ตาม); และ 2) อุปลักษณ์ที่สร้างวัตถุศึกษาขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์จากนอกวัฒนธรรม ในที่นี้คือนักวิชาการที่พยายามอธิบายวัตถุศึกษาด้วยอุปลักษณ์บางตัว ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์คนละตัวกับที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นใช้ ที่สุดอุปลักษณ์ดังกล่าวได้ขับเน้นประเด็นบางอย่างของสิ่งที่เขาตั้งใจจะศึกษาขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างให้หายไป พูดอีกอย่างคือ เขาได้สร้างวัตถุศึกษาใหม่ขึ้นมา โดยถอดเอาบางแง่มุมของวัตถุที่ตั้งใจจะศึกษาออกมา (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม). อย่างไรก็ตาม อุปลักษณ์ทั้งสองประเภทนี้โดยทฤษฎีอุปลักษณ์แล้วไม่ต่างกัน เพราะต่างก็พยายามจะเข้าใจขอบเขตความรู้ใหม่ด้วยการใช้มโนทัศน์จากขอบเขตความรู้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีว่าด้วยอุปลักษณ์.

แห่ศพ — ประชานิยมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

Church on Spilled Blood, St. Petersburg

บทความ Rites of Protest: Populist Funerals in Imperial St. Petersburg, 1876-1878 ของ Tom Trice ตีพิมพ์ใน Slavic Review Vol. 60, No. 1, Spring, 2001 พูดถึงแง่มุมด้านสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินขบวนที่นำโดยนักศึกษา ในช่วงการเคลื่อนไหวสังคมนิยมในรัสเซียสมัยซาร์.

บนถนนมีขบวนของนักศึกษาและชาวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พวกเขาโห่ร้อง ตะโกนคำปฏิวัติ และแบกโลงศพของชายหนุ่ม ที่พวกเขาก็ไม่รู้จัก หรือคนที่คิดว่ารู้จักก็อาจเข้าใจผิด-จำเขาสลับกับชายอีกคนที่ตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว. แต่ใครจะอยู่ในโลงก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ขบวนนั้นใหญ่เสียจนทุกคนในเมืองหลวงของรัสเซียต้องสนใจ แม้แต่ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองเองด้วย.

แน่นอนว่าการเดินขบวนโดยปกตินั้น จะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ชายหนุ่มหญิงสาวบนท้องถนนกำลังฉวยเอาการแห่ศพ มาหลบเลี่ยงการปราบปรามและเซ็นเซอร์โดยรัฐ. แม้ในนั้นยุคระบอบซาร์จะทรงอำนาจ แต่พลังของศาสนาก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ ผู้ไม่พอใจกับระบบซาร์ จึงใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือท้าทายรัฐ และพิธีศพในที่สาธารณะเช่นนี้ เป็นช่องทางในการรวมตัวและประท้วง-พร้อมกับเจือความคิดทางโลก/ทางการเมืองเข้าไปด้วย. การแสดงบนท้องถนนในระหว่างพิธีกรรม นำเอาศพของเพื่อนที่ตายเพราะระบอบซาร์มาโชว์ เรียกความเห็นใจจากชาวเมือง และขยายปริมณฑสาธารณะของรัสเซียออกไป.

คนที่ตายคือนักโทษการเมืองชื่อ Pavel Feoktistovich Chernyshev. เขาเคยเรียนแพทย์ที่ St. Peterburg’s Military Medicinal Academy ซึ่งหนึ่งในคนรุ่นนั้นบอกว่าเป็น “สวรรค์ของนักกิจกรรมประชานิยม.” ชีวิตและกิจกรรมของ Chernyshev นั้นไม่ได้มีอะไรหวือหวาสำคัญ แต่นักศึกษาก็สามารถนำเอาชีวิตของเขามาเฉลิมฉลอง เพื่อที่จะวิพากษ์ระบบเผด็จการ.

Chernyshev ถูกตำรวจจับเนื่องจากเข้าใจผิดว่าคือผู้ลี้ภัยชื่อ Ivan Chernyshev แต่ภายหลังที่ตำรวจพบว่าได้ทำผิดพลาด พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อย Chernyshev. กรณีของ Chernyshev เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจและละเลยหลักการกฎหมายของรัฐบาลเผด็จการ. เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากของเขา ความตายของ Chernyshev นั้นมาจากโรคที่มักพบพร้อมกับความยากจนและการถูกกักขัง.

ในตอนแรกพิธีศพเป็นที่รู้กันไม่กี่ร้อยคน เฉพาะในวงญาติและผู้จัดงาน. ต่อมาชายไม่ทราบชื่อคนหนึ่งได้ติดต่อ และโน้มน้าวญาติ ๆ ของ Chernyshev ให้ “สหาย” ต่าง ๆ ของเขาเป็นผู้จัดงานให้.

แม้รูปแบบของขบวนแห่จะมีลักษณะตามธรรมเนียมทั่วไป แต่การปฏิบัติต่าง ๆ ในขบวนแห่ศพของ Chernyshev นั้นไม่ธรรมดา. คนในขบวนร้องเพลง Orthodox เสียงดัง เพื่อเรียกความสนใจ เมื่อมีคนถามว่าใครตาย พวกเขาก็จะตอบว่า “เหยื่อของความอยุติธรรมและสหายที่แสนดี.” เมื่อเดินผ่านสถานกักกัน พวกเขายกโลงขึ้นลงไปในอากาศสามครั้ง ราวกับจะโชว์ให้ทุกคนเห็นศพ. เมื่อถึงตอนนี้ พระที่ร่วมขบวนมาด้วย ก็กลัวและออกไปจากขบวน.

ขบวนการสังคมนิยม ประสบความสำเร็จในการรวมเอาภาพคริสเตียนของการตัดสิน ผู้ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา (martyr) และดินแดนพันธะสัญญา มาเป็นกรอบให้ประชาชนมองการปฏิวัติ – ถึงระบอบเผด็จการจะยังมีอำนาจมากมาย แต่สักวันนึงสวรรค์ของสังคมนิยมจะต้องมาถึง. สิ่งที่ขบวนแห่ทำ คือการหยิบเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีพลังในสังคมขณะนั้น มาใส่ความหมายทางโลกซึ่งก็คือสังคมนิยมเข้าไป เพื่อใช้รังสีบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังให้กับอุดมการณ์สังคมนิยม.

“His faith is socialism, the people is god.”

ขบวนแห่ให้ประสบการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับศาสนาและการปฏิวัติที่ผ่านมาในรัสเซีย ฉวยเอาโอกาสในช่วงเวลาและพื้นที่ “ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งถูกสร้างโดยการแสดงของพิธีกรรมงานศพตามประเพณี เพื่อเสนอพลเมืองร่วมชาติของเขา ถึงทางเลือกที่นอกเหนือไปจากระบอบในขณะนั้น. ด้วยรูปแบบที่ไม่ได้มีลักษณะทางการเมืองในแบบเดิม ๆ พิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะพิธีเปลี่ยนผ่าน (rites of passage) เช่น พิธีศพซึ่งเกี่ยวกับความตาย นั้นมักดึงดูดผู้ต่อต้านระบอบ ผู้ซึ่งหวังให้พลังของพิธีกรรมช่วยให้กลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจเสียใหม่.

ด้วยการใช้ถนนสายหลักในเมืองหลวงเป็นเวทีแสดงของพวกเขา คนหนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้ท่าทางของพิธีกรรมและท่วงทำนองของศาสนาที่ผู้คนคุ้นเคย แสดงออกมาอย่างเด่นชัดถึงการอยู่ขั้วตรงข้ามของพวกเขาต่อระบอบเดิม ที่ผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทั้งยังปฏิเสธหลักการกฎหมายสมัยใหม่ซึ่งเริ่มแพร่หลายในช่วงก่อนการปฏิรูปครั้งใหญ่. การแสดงศพเหยื่อของระบอบต่อสาธารณะ แม้เป็นเวลาสั้น ๆ แต่นั่นก็สะท้อนถึงอุดมคติทางการเมืองและทางสังคมของพวกเขา ที่พวกเขาได้ยอมสละชีวิต. ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้แปลงเอานักโทษที่น้อยคนจะรู้จัก ให้กลายเป็นแกนสำคัญของการประท้วง.

แทบจะทันทีหลังจากการเดินขบวนแห่ศพของ Chernyshev หนังสือพิมพ์ Vpered! ก็ใส่ชื่อของ Chernyshev ไว้ใน “Martyology of the New Era”, หนังสือพิมพ์ดังกล่าวมอบพื้นที่ให้กับบทความสองสามชิ้นเกี่ยวกับการเดินขบวน. ในเวลาต่อมา Vpered! ก็ได้อ้างว่า การเดินขบวนดังกล่าวได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ในฐานะที่มันเป็นการเดินขบวนอุดมการณ์สังคมนิยมครั้งแรกในนประวัติศาสตร์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก.

ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดในมุมมองของผู้เขียน ถึงอิทธิพลของพิธีศพของ Chernyshev ก็คือเมื่อเวลาหนึ่งปีครึ่งถัดมา ที่หนุ่มสาวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ใช้พิธีศพสาธารณะของนักโทษการเมือง Anton Padlewski เพื่อประกาศความไม่พอใจของพวกเขาต่อระบอบซาร์.

สิ่งที่ผู้คนที่เดินไปสู่สุสานกับ Chernyshev และ Padlewski ได้ทำ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวในขบวนปฏิวัติให้ทำสิ่งดังกล่าวต่อไปอีก. เหมือน ๆ กับที่เพื่อน ๆ ของเขาในยุโรปตะวันตกทำ เหล่าผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบซาร์หนุ่มสาวเหล่านี้ ได้ปรับเอาพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ผสมความหมายทางโลกเข้าไปในองค์ประกอบการปฏิบัติต่าง ๆ ของพิธี เพื่อถ่ายโอนเอาความศักดิ์สิทธิ์และประวัติศาสตร์ที่เดิมถูกใช้แต่เฉพาะกับความเชื่อของทางการ ให้มาเสริมความเชื่อของพวกเขา. พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากการให้เกียรติยกย่องและให้ความเคารพต่อพิธีศพเพื่อที่จะแสดงความเคารพต่อศพ ในการแสดงให้สาธารณะเห็นถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และได้ทำให้ผู้ที่ต้องการจะโต้เถียงนั้น ไม่สามารถที่จะโต้ได้ เนื่องจากจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ตาย. พร้อม ๆ กับโฆษกของหนังสือพิมพ์ใต้ดินและของตำรวจ หนุ่มสาวเหล่านี้ได้ใช้ศิลปะโน้มน้าวให้ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ตายไปแล้ว ได้มีคุณสมบัติของการโค่นล้มระบอบและการเป็นผู้ยอมสละชีพ และได้แปลงพวกเขาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ต้องการจะโค่นล้มระบอบและผู้คนที่ต้องการจะหยุดมัน.

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้คนที่ได้ทำให้นักโทษการเมืองที่น้อยคนจะรู้จักสองคนให้กลายเป็นผู้ยอมสละชีพนั้น ได้ใช้ทักษะเป็นอย่างดีในการต่อรองกับขีดจำกัดที่ระบอบซาร์ได้เซ็นเซอร์และจำกัดการสนทนาสาธารณะด้วยตำรวจการเมือง, สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ด้วยจินตนาการและการกล้าตัดสินใจ แม้แต่พิธีศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ดูเหมือนจะไม่มีช่องให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้อีก ก็ยังสามารถถูกใช้เพื่อเปิดพื้นทั้งทางกายภาพและทางสัญลักษณ์ ในการอ้างและปกป้องสิทธิได้.

—-

ภาพประกอบดัดแปลงจากรูปถ่าย Church on Spilled Blood โดย On The Go Tours (ซึ่งสร้างหลังอเล็กซานเดอร์ที่สองตายนะ)

สื่อและขบวนการทางสังคมในมาเลเซีย: กรณีศึกษา หนังสือพิมพ์ Malaysiakini

รายงานจากวิชา ขบวนการทางสังคม เรียนเมื่อปีที่แล้ว

เทอมนั้นเป็นเทอมที่หนักที่สุด เพราะเทอมก่อนหน้านั้นเกรดห่วยจนติดโปร ก็เลยต้องลงทะเบียนเรียนมันซะ 4 วิชาเลย เพื่อดันเกรด แล้วต้องได้ทุกวิชา B+ อะไรแบบนี้ ถึงจะรอด สุดท้ายก็รอด แบบหืด ๆ (หลุดได้ B มาตัวนึง แต่รอดเพราะได้ A มาช่วยอีกตัว) เทอมนั้นเป็นเทอมที่สนุกดี ได้ไปลงสนามเล็ก ๆ น้อย ๆ (จากวิชานี้และอีกวิชาคือ วัฒนธรรมเมือง) ได้พบกับคนที่ต่อสู้มาทั้งชีวิต และบอกว่า เอ็นจีโอแค่สนับสนุนก็พอ ชาวบ้านจะนำเอง (แปลว่า เอ็นจีโออย่าเสือกเยอะ)

เลือกมาเลเชียกีนี เพราะว่ามันน่าสนใจดี ในฐานะที่ตัวมันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม ที่ต่อเนื่องมาจากขบวนการเคลื่อนไหว Reformasi (ปฏิรูป) คือไม่ต้องมาบอกว่าสื่อต้องเป็นกลาง สื่ออย่าเลือกข้าง มาเลเชียกีนีก็พูดตรงไปตรงมา ว่าเขา เลือกข้าง คืออยู่ข้างคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความยุติธรรมจากนโยบายของรัฐ แล้วก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูป แน่นอนว่าด้วยการวางตำแหน่งตัวเองแบบนี้ ก็ย่อมจะมีปัญหากับรัฐบาล กับกลุ่มที่จะเสียประโยชน์ แต่คนก็ให้ความเคารพมาเลเชียกีนีที่เขาเลือกจะ ไม่เป็นกลาง แบบนี้ ไม่ต้องมาแอ๊บ

กรณีมาเลเชียกีนี ทำให้เราเห็นว่า สื่อต้องมีพันธกิจ มีฟังก์ชั่น มี contribution อะไรกับสังคม กับสาธารณะ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีสื่อไปทำไม และสาธารณะจะให้ สถานะพิเศษ กับสื่อไปทำไม

วิชานี้ได้อ่านงานสนุก ๆ เยอะดี โดยเฉพาะแนว cultural politics

btw ใครสนใจจะสมัคร
ปริญญาโทและปริญญาเอก สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ที่ท่าพระจันทร์ เขายังรับสมัครอยู่จนถึง 29 ธันวา นี้นะ

สื่อและขบวนการทางสังคมในมาเลเซีย: กรณีศึกษา หนังสือพิมพ์มาเลเซียกีนี
(ถ้าอ่านแล้วฟอนต์มันโย้ ๆ ไปดาวน์โหลดฟอนต์ TH Sarabun PSK มาติดตั้งก่อนนะครับ)

รายงานวิชา ขบวนการทางสังคม ภาคการศึกษา 1/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: นลินี ตันธุวนิตย์) – 19 ต.ค. 2552 (ปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อเผยแพร่ 25 ธ.ค. 2553)

technorati tags: , , , ,

ยังไงก็ตาม “รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก” (อีกที)

เมื่อมีนาคม 2549 ผมเขียนบล็อกหนึ่งไว้: รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก สนับสนุนการชุมนุม-ปิดถนน ซึ่งตอนนั้นเป็นการชุมนุมของพันธมิตร ขับไล่นายกทักษิณ ก่อนรัฐประหาร

วันนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม คือยอมรับสิทธิในการชุมนุมและไม่คิดว่ารถติดเป็นเรื่องใหญ่ (และจริง ๆ ช่วงสี่ห้าวันนี้มันก็ไม่ได้ติดเสียเท่าไหร่ด้วย)

ดังนี้แล้ว ผมย่อมต้องสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง

วันนี้ @kengggg ถอดเสียงจานพิดเด็กแนว พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (มิถุนา 2551) เรื่องชุมนุม-รถติด และทำไมต้องมากรุงเทพ ไปที่อื่นไม่ได้หรือไง:

เหตุผลที่มาประท้วงถามว่ารถติดไหม — รถติด — สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือต้องเข้าใจเขาก่อน คืออย่าเพิ่งคิดว่าเราดี เราต้องเข้าใจเข้าก่อนว่าเขามองเราอย่างนั้นจริงๆ และมันการรถติดจริงไหม — จริง — และเรามาทำไม — เรามาทำให้รถติด — ใช่ — แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของเราคือว่า เราต้อง — ภาษาอังกฤษเขาเรียก confront — คือว่าเราต้องเผชิญหน้ากับอคติที่เขามีกับเรา เราตอบเขาบนอคติอันนั้นเลย ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องแง่งามอื่นๆ ในม็อบ ผมมาทำให้คุณรถติด — ทำไม — อธิบายว่า

1. ผมมาทำให้คุณรถติดเพราะว่า กระบวนการแก้ปัญหาที่ท้องถิ่นมันทำไม่ได้แล้ว

2. การทำให้รถติดเพราะกระบวนการแก้ปัญหาการตัดสินใจจริงๆ มันอยู่ที่นี่ [กรุงเทพ] อยู่ในสภา อยู่ในทำเนียบ และอยู่ในหัวใจของคนทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ของพวกคุณที่คุณเห็นว่าพวกผมไม่มีค่าอะไรแล้วมาทำให้คุณรถติด

3. การทำให้คุณรถติดนั้นเป็นการดึงความสนใจและให้พวกคุณเห็นว่า ผมเพียงแค่ทำให้ผมรถติด แต่คุณทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมเรียกร้องหัวจิตหัวใจของคุณให้เข้าใจว่า ความทุกข์ที่คุณมีกับรถติดกับความทุกข์ของผมที่มี เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณเห็นใจผมไหม คุณคือผู้มีอำนาจ

เราเผชิญหน้ากับอคติที่เขามี เรากล้าออกไปยืนบอกเขา

ผมชอบคำพูดนี้มาก ยกมาจากบล็อกของ @fringer เธอแปลไว้เมื่อมีนาคม 4 ปีที่แล้วเหมือนกัน:

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง
มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”

— เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก มันเคยถูก และมันยังถูกอยู่

technorati tags:
,
,

[1-pager] What’s so new about new social movements? โดย David Plotke (1990)

[อัปเดต 2009.12.03: เพิ่มลิงก์ บ่อนอก-หินกรูด]

จากสรุปอ่านเอกสารเทอมที่แล้ว คาบที่เกี่ยวกับ ขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movements)

Plotke, David. 1990. What’s so new about new social movements? Socialist Review. 20:91-102.

บทความนี้ลองสำรวจข้ออ้าง ความใหม่ ต่าง ๆ ของ ขบวนการทางสังคมใหม่ ว่ามันมีอะไรใหม่จริงหรือ, และถ้าใหม่จริง แล้วมันยังใหม่อยู่ไหมสำหรับตอนนี้ และในบริบทไหน ที่มันจะไม่ใหม่อีกต่อไป.

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับบทความชิ้นนี้ คือการพูดถึง กระบวนการแปะป้ายหรือตราหน้า (stigmatize) แนวคิดที่ผู้แปะป้ายไม่เห็นด้วย และ การสร้างคู่ตรงข้ามแบบสุดขั้ว (polarization และ radicalization) เพื่อบังคับให้สังคม[ต้อง]เลือก[อย่างเต็มใจ]ในทางที่ผู้กำหนดขั้วได้ออกแบบเอาไว้.

—-

บทความชิ้นนี้ David Plotke ผู้เขียน สำรวจข้อถกเถียงหลักในวาทกรรมขบวนการทางสังคมใหม่ ในบริบทสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกาช่วง 1960s-1980s และเสนอว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมใหม่นั้นให้ราคา “ความใหม่” (novelty) กับขบวนการทางสังคมใหม่มากเกินไป และการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้โดยไม่ดูบริบทแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็มีแต่จะทำให้เพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายตรงข้าม. ในตอนท้ายบทความ ผู้เขียนเสนอการรื้อสร้างความหมายเพื่อต่อสู้ทางวาทกรรม.

แนวคิดขบวนการทางสังคมใหม่ (New Social Movements; NSM) ซึ่งพัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตก ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วง 1960s-1980s และหนึ่งในปัญหาของมันก็คือ การนำมาใช้อย่างไม่วิพากษ์ในบริบทของสหรัฐอเมริกาซึ่งต่างจากยุโรปมาก. แนวคิดนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จพอสมควรในการต่อสู้ประเด็นสิทธิพลเมือง และต่อมาในประเด็นต่อต้านสงคราม สิทธิผู้หญิง/เฟมินิสต์. ความ “ใหม่” ของขบวนการทางสังคมใหม่นั้น คือความใหม่ที่ปฏิเสธ orthodox Marxism – ซึ่งผู้เขียนมองว่า มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (relevant) กับสภาพสังคมการเมืองยุโรปในขณะนั้น ที่ orthodox Marxism เป็นกระแสใหญ่ของสังคม, แต่ไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (irrelevant) อีกต่อไปกับสภาวะสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับบริบทสังคมการเมืองอเมริกัน ที่แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservative) ได้ขึ้นแทนที่เป็นพลังที่ครอบนำสังคมไปแล้ว.

คำว่า “ใหม่” ใน “ขบวนการทางสังคมใหม่” นั้นถูกอ้างว่า มีความหมายต่างไปจากที่ใช้ในขบวนเสรีนิยมที่เคลื่อนด้วยกลุ่มผลประโยชน์และที่ใช้ในแนวคิดสังคมนิยมคลาสสิก. ความ “ใหม่” ของมันไม่เพียงหมายถึง ประเด็นเป้าหมายใหม่ที่พ้นไปจากการปฏิรูปการเมืองที่ทำเป็นกิจวัตรเท่านั้น, แต่ยังหมายถึง ช่องทางใหม่ ๆ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นซึ่งไม่สามารถจะบรรลุได้ด้วยช่องทางทางการเมืองแบบดั้งเดิมด้วย. ผู้เขียนอ้างถึง มิเชล ฟูโกต์ และมองว่ากรอบของฟูโกต์ เกี่ยวกับรูปแบบของการต่อต้าน (forms of resistance) สามารถนำมาพิจารณาขบวนการทางสังคมใหม่ได้ โดยมองว่าเป็นการต่อสู้ขัดแย้งกับ ‘government of individualization’ ซึ่งทำผ่านความรู้. คำถามที่ตั้งจึงเป็นการตั้งคำถามต่อวิธีที่ความรู้หมุนเวียนและกระทำการ, ความสัมพันธ์ของมันกับอำนาจ. สิ่งเหล่านี้เป็นการต่อต้านการสร้างและต่อต้านการทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองโดยผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ด้วยมีความต้องการจะนิยามอัตลักษณ์ของตัวเอง. โดยสรุปก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่นั้น ไม่ได้ต่อต้านตัว สถาบัน อำนาจ กลุ่ม หรือ ชนชั้น มากนัก แต่สิ่งที่มันต่อต้านอย่างเต็มที่ คือ เทคนิคและรูปแบบของอำนาจ.

Claus Offe เปรียบเทียบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm) ของการกระทำการทางการเมืองแบบเก่าและใหม่ เอาไว้ว่า กระบวนทัศน์เก่านั้นอยู่กับประเด็น การเติบโตและการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคมและการทหาร และการควบคุมสังคม, ในขณะที่แบบใหม่นั้นอยู่กับประเด็น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สันติภาพ, หรือพูดรวม ๆ ก็คือ คุณภาพในการใช้ชีวิต [ประเด็นนี้น่าจะคล้าย บ่อนอก-หินกรูด]. ตัวผู้กระทำการในกระบวนทัศน์เก่านั้น เป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมที่กระทำการในฐานะกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม, ในขณะที่แบบใหม่ แม้จะเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กระทำการในฐานะกลุ่มนั้น ๆ แต่ในฐานะกลุ่มที่เกิดมาจากการสร้างร่วมกันระหว่างการเคลื่อนไหว (ascriptive collectivities). แนวคิดนี้ต่างจาก Marx และ Gramsci ที่ว่าต้องมีสำนึกทางชนชั้นมีอัตลักษณ์ก่อนแล้วค่อยร่วมขบวนการ.

กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการสร้างวาทกรรม “การทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์” (conservative modernization). ในทศวรรษ 1970 และ 1980 กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการตราหน้า (stigmatize) ขบวนการทางสังคมใหม่ที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1960 โดยอาศัยทัศนคติความเท่าเทียมทางกฎหมายที่คับแคบอยู่ในขณะนั้น, บวกกับความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในสังคมช่วงหลังสงคราม ที่ความคิดเรื่อง ความเติบโต เสรีภาพ ระบบระเบียบ และอำนาจระหว่างประเทศ กำลังได้รับความนิยม, สร้างขั้วตรงข้าม: เติบโต/ไม่เติบโต, เสรีภาพ/รัฐนิยม, อำนาจบริหารที่เชื่อถือได้/ประชาธิปไตยตกขอบ, ระเบียบ/ปัจเจกนิยมอย่างบ้าคลั่ง, ชุมชน/ความแตกแยก, อำนาจระหว่างประเทศ/ความอ่อนแอของประเทศ. การกำหนดขั้วตรงข้ามแบบนี้ โดยอัตโนมัติ ได้ทำให้ทางเลือกแบบการทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์ เป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักการและมีเหตุผล (legitimate, rational) และทางเลือกของขบวนการทางสังคมใหม่ เป็นทางเลือกที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นประชาธิปไตย (irrational, anti-democratic). ที่สำคัญก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่ไม่สามารถตอบโต้วาทกรรมดังกล่าวได้เลย หรือตอบโต้ว่าแนวคิดของพวกตนนั้น เป็นอุดมคติ ซึ่งยิ่งทำให้ทางเลือกแบบ conservative modernization มีน้ำหนักมากขึ้น ว่าแม้จะไม่หวือหวาแต่ก็เป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่า.

ผู้เขียนเสนอว่า ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องดูบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วย โดยชี้ถึงความแตกต่างของความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานในยุโรปเทียบกับสหรัฐอเมริกา และความแตกต่างของพื้นที่ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่(กระจัด)กระจายไม่ได้รวมศูนย์แบบยุโรป (ซึ่งหมายถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ). พร้อมเสนอว่าในการต่อสู้ทางวาทกรรม ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องรื้อวาทกรรมขั้วตรงข้ามของอนุรักษ์นิยมใหม่ แล้วสร้างความหมายใหม่ที่เอื้อต่อการต่อสู้ของตัว.

—-

ใครที่สนใจเรื่องขบวนการทางสังคม ประภาส ปิ่นตบแต่ง (ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพิ่งออกหนังสือ แนวการวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการทางสังคม (เห็นครั้งแรกเมื่องานหนังสือที่ผ่านมา) มีทั้งส่วนที่สำรวจทฤษฎีขบวนการทางสังคมสำนักต่าง ๆ และส่วนที่สำรวจงานศึกษาขบวนการทางสังคมในประเทศไทย

ทั้งเล่มนี้ ดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรี จากหน้าเว็บของอ.ประภาส
เช่น บทที่ 7 ขบวนการทางสังคมใหม่ (pdf, 18 หน้า)

และอีกบทความจาก ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ที่เขียนคำนำให้หนังสือเล่มข้างบน) ทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใช้กับสังคมไทยได้หรือไม่? (doc, 13 หน้า)

technorati tags: 

แถลงการณ์จากเครือข่ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า ไอ พี พี (26 ก.ย. 2552) #IPP #powerplant

[ทดลองจัดเก็บเอกสาร]

แถลงการณ์จากเครือข่ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า ไอ พี พี
ถึง ฯพณฯนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และพี่น้องประชาชนชาวไทย
วันที่ 26 กันยายน 2552
เครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินตำบลเขาหินซ้อน (คตฟ.)
เครือข่ายพลังงานสีเขียวอำเภอสนามชัยเขต (คพข.)
กลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอสนามชัยเขต
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา

เครือข่ายผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า ไอ พี พี ขอประณามการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม คุกคามและลิดลอนสิทธิเสรีภาพของประชาชาชนในการชุมนุมเรียกร้องโดยสันติวิธี ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและฯพณฯนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ เวชชาชีวะต้องรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขปัญหา คืนอิสระภาพและความเป็นธรรมให้แก่แกนนำและกลุ่มชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรีอย่างจริงจังโดยเร่งด่วน

หยุดมองประชาชนเป็นศัตรู เคารพสิทธิของประชาชน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม

ดาวน์โหลดแถลงการณ์: PDF | OpenDocument

technorati tags: , , , , , , ,

October 14th student uprising omitted from Museum Siam

ไม่มี ‘14 ตุลา’ ใน มิวเซียมสยาม

รายงานพิเศษ : เที่ยว ‘มิวเซียมสยาม’ เรียนรู้ สยาม อย่างสนุก แต่เรียนรู้ไทยยังไม่สนาน

พิพิธภัณฑ์ ข่าว แบบเรียน คำบอกเล่า

เขียนประวัติศาสตร์ ลบประวัติศาสตร์ แก้ประวัติศาสตร์

technorati tags: , ,

The People’s Agenda

สรุปบางส่วนจาก
คำประกาศสมัชชาสังคมไทย
“โลกที่เท่าเทียม ประชาชนสร้างได้”

23 ตุลาคม 2549 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ เราจะ

  1. อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม ความเท่าเทียม สิทธิเสมอภาค สันติภาพ
  2. ไม่รอคอย/หวังพึ่งใคร แต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกรูปแบบด้วยตัวเอง
  3. ยึดหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ จะต้อง

  1. ปฏิรูปการใช้อำนาจรัฐ เคารพ สิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีมนุษย์ ไม่แยก เพศ พิการ ชาติพันธุ์
  2. ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั่วถึง เท่าเทียม
  3. ให้ประชาชนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ในทุกด้าน
  4. ให้ภาคประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐได้อย่างเข้มแข็ง
  5. สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ กระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร

การปฏิรูปมีสาระสำคัญดังนี้ (วาระประชาชน)

  1. ประชาชนร่วมการเมืองโดยตรง มีสิทธิกำหนดนโยบายสาธารณะทุกขั้นตอน
  2. การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในกรณีทุจริต ใช้อำนาจในทางที่ผิด ละเมิดสิทธิประชาชน ต้องไม่มีอายุความ
  3. ระบุในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ
  4. ปฏิรูปสื่อ ส่งเสริมให้เกิดสื่อชุมชนและสื่อสาธารณะ อิสระปลอดแทรกแซง
  5. ส่งเสริมองค์กรประชาชนให้เข้มแข็ง สามารถถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจรัฐ
  6. ส่งเสริมภาคประชาชนให้ร่วมในองค์กรอิสระ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทุกส่วนร่วมได้
  7. ชุมชนมีอำนาจในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ ชีวภาพ วัฒนธรรม
  8. ปฏิรูปที่ดิน ภาษีที่ดินก้าวหน้า กองทุนที่ดิน ระบบโฉนดที่ดินชุมชน
  9. เกษตรยั่งยืน และเก็บภาษีสารเคมีทางเกษตร
  10. คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค มีองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นอิสระจากรัฐ
  11. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีโปร่งใส ต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ
  12. สันติภาพภาคใต้ เคารพและให้สิทธิคนในพื้นที่ร่วมแก้ปัญหา สร้างความเข้าใจในสังคมไทย

เราขอยืนยันเจตนารมณ์อีกครั้งว่า
การปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นธรรม
ประชาชนเท่านั้นที่สร้างได้

อ่านรายละเอียดเต็ม ๆ (ข้างบนนั่นย่อมา)


ข่าวข้าง ๆ:

TSF: “ถ่ายรูปไว้ก่อน ค่อยเชิญตัววันหลัง” ความจริงบนการเคลื่อนไหวภายใต้อัยการศึก

ทหาร 5 นาย พร้อมอาวุธเอ็ม 16 เดินไปที่ กลุ่มสมัชชาสังคมไทย เพื่อจะขอเชิญตัวผู้แจกใบปลิวของกลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร โดยระบุความผิดว่า ‘ข้อความในใบปลิวขัดต่ออัยการศึก’ แต่ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าห้อมล้อม จนร้อยโทผู้บังคับบัญชาต้องเอื้อนเอ่ย “ถ่ายรูปไว้ก่อน ค่อยเชิญตัววันหลัง”

TSF : ประมวลภาพเดินหน้า! สมัชชาสังคมไทย

tags: