people change ..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป

..และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป

เมื่อเราผ่านการต่อสู้ เราย่อมตระหนักรู้ ว่าตัวเราเปลี่ยนไป
มันอาจจะเพียงไม่นาน และเราไม่ได้ถูกจ้างวานให้มาโดยใคร
เราสุขเราทุกข์มาด้วยกัน ผ่านคืนและวันที่เราต่างลุกเป็นไฟ
ไฟบางกองวูบวับดับลง หากที่เหลือยังคงเป็นไฟกองใหม่
แม้ล่วงเข้าปลายฤดูฝน มันยังลุกอยู่บนสิ่งที่ควรลุกไหม้
เพื่อนเอ๋ย..เราไม่อาจปล่อยวาง จุดหมายปลายทางยังอีกยาวไกล…….

ระหว่างเส้นทางสายนี้, เราเริ่มรู้ว่ามีเรื่องราวมากมาย
มีชุมชน และผู้คนเหล่านั้น ในตรอกซอยตัน และถนนสายใหญ่
บนทางลอยฟ้า หน้าห้างฯ ลานสนามกว้างขวางมีเวทีอภิปราย
วิทยุ, ทีวี, หนังสือ ฯลฯ บอกเราให้ยึดถือหลักการฯ ทั้งหลาย
การเผชิญหน้าปากกระบอกปืน ช่วยให้เราหยัดยืนได้มั่นคงกว่าใครๆ
และการล้อมปราบครั้งนั้น ไม่ทำให้เราพรั่นพรึงแต่อย่างใด……..

เพื่อนเอ๋ย เราผ่านมันมา และเรารู้ว่า ตัวเราเปลี่ยนไป
เราเริ่มพูดจาเหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร
คิดและทำสิ่งเดียวกัน ตั้งเข็มมุ่งมั่นโดยมิต้องนัดหมาย
ไม่ต้องมัวตั้งคำถาม เพราะทุกอย่างเป็นไปตามชุดคำอธิบาย
การเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ ทุกเรื่องเราคิดคำตอบได้ง่ายดาย
เรารักคนคนเดียวกัน และเกลียดคนคนนั้นเหมือนๆ กันใช่ไหม ?
ทุกคน ทุกเรื่องที่เรารัก ทำไมเรามักไม่มีคำถามใดๆ ?
และทุกคน ทุกเรื่องที่เราเกลียด เราก็ยิ่งยัดเยียดความเกลียดชังลงไป
เราอนุโลมให้กับความผิดพลาด ในทุกๆ โอกาสของพวกเราใช่หรือไม่ ?
เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบงันของ “คำถาม” ได้อย่างไร ?
หรือนี่คือสิ่งที่เรากำหนด ให้เป็นอนาคตของ“สังคมไทย” ..? ………

แน่นอน..เราถูกกระทำ ถูกเหยียดถูกย่ำอย่างกับวัวกับควาย
เสียงเราไม่ถูกได้ยิน เลือดเราไม่มีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย
ศพเราไม่ถูกมองเห็น เหมือนว่าเรานั้นเป็น “ผู้ไม่มีร่างกาย”
แต่แล้ว ในเวลาเดียวกัน เรากำลังทำอย่างนั้นกับคนอื่นอยู่หรือไม่ ?
เราคิดว่า ข้างนอกนั่น มีแต่ “พวกมัน” เท่านั้นหรืออย่างไร ?
หลายคนคงยังพอนึกออก ถึงตอนที่อยู่ “ข้างนอก” ยังไม่เข้ามา “ข้างใน”
ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราต่างก็เคยมีเมื่อวานนี้ ใช่หรือไม่ ?
เราเคยเห็นแย้งเห็นต่าง อคติ – เป็นกลาง กับเรื่องราวหลากหลาย
เคยถกเถียงหน้าดำคร่ำเครียด แต่ไม่เคยโกรธเกลียดกันแบบเอาเป็นเอาตาย
เคยได้ยินคำพูดทุกคำ แถมยังจดยังจำหน้าตากันได้
เราลองคิดว่า “พวกเขา” ก็คือพวกเราในวันเก่าๆ ได้หรือไม่ ?
คือ “เรา” ที่เคยมีโอกาส ก้าวข้ามความผิดพลาด กลายมาเป็นคนใหม่..
แล้วทำไมเราจะฉวยโอกาส รับฟังข้อผิดพลาดจากพวกเขาบ้างไม่ได้ ?
บางที หลายคนในพวกเขา อาจไม่ใช่ศัตรูเรา อย่างที่เราเข้าใจ…………

เพื่อนเอ๋ย เราเพิ่งผ่านมันมา ภาพยังติดตา เรื่องยังคาใจ
คนตายต้องไม่ตายเปล่า ความตายของเขาต้องมีความหมาย
แน่นอน, เราไม่อาจปรองดอง กับคนที่มือทั้งสองเปื้อนเลือดพวกเราได้ !
แต่หากเราต้องเป็นเหมือนกัน – กับคนเหล่านั้น มันมีประโยชน์อะไร ?
เราอาจต้องสนใจปัญหา ในระดับลึกกว่า “อำนาจของตีนใหญ่”
สนใจเครือข่ายกลุ่มก้อน ที่ลึกลับซับซ้อนกว่าเส้นสนกลใน
ทำความรู้จักกับทุกคน เพื่อเข้าใจว่า “ประชาชน” นั้น หมายถึงใคร ?
กล้าพูด กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ทุกๆ หลักการที่เริ่มล้าสมัย
ทบทวนวิธีต่อสู้ ที่มุ่งโค่นศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตาย
เราก็เห็น ว่าคนเหล่านั้น ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..จะเอาอย่างไปทำไม ?
โลกมีพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนถูกสร้างให้มีความหลากหลาย
เรา, ฉัน, ท่าน, เขา – แต่ละคน ต่างมีตัวตนแตกต่างกันไป
แต่เสียงเราต้องเป็นที่ได้ยิน เลือดเราต้องมีกลิ่นเหมือนพวกเขาทั้งหลาย
และมันคือเลือดสีแดง เหมือนเลือดสีแดงของผู้คนทั่วไป
ตัวตนเราต้องถูกมองเห็น เพราะชีวิตเราเป็นสิ่งที่มีความหมาย
พลังแห่งปัจเจกภาพ ย่อมไม่ใช่การหมอบราบ – รอฟังคำสั่งใคร !
เพื่อนเอ๋ย..เราจงมากำหนด สิ่งที่เป็นอนาคตของสังคมไทยใหม่
ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า…
ถ้าไม่อยากย่ำอยู่ที่เก่า… ตัวตนของเรา จะต้องเปลี่ยนต่อไป

 

กฤช เหลือลมัย อ่านในงานคอนเสิร์ต “เราไม่ทอดทิ้งกัน” หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ 25 กันยายน 2553 (คัดลอกจาก Facebook)

People change, asshole! / Damn. Who was that? / Someone who's changed. / Clearly.

เพิ่มเติม 2010.09.29 21:06 : บทกวีนี้ พร้อมกับบริบทที่มันถูกอ่าน สร้างข้อถกเถียงอย่างแพร่หลาย เอาแค่เฉพาะใน Facebook ก็มีคนถกเถียงแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ผมทราบก็มี:

ข้อผิดพลาดคอนเสิร์ต “เราไม่ทอดทิ้งกัน” และกรณี “คุณโบว์” โดย Chaithawat Tulathon (27 ก.ย. 2553)

แดงแท้ แดงเทียม แดงสลิ่ม แดงมือใหม่ แดงมือโปร แดงมหาเทพ แดงซูเปอร์แดง ฯลฯ โดย Sirote Klampaiboon (28 ก.ย. 2553)

ความคิดเห็นของเราต่อบทกวีของกฤชก็คือ… โดย ภัควดี ไม่มีนามสกุล (28 ก.ย. 2553)

บันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับกฤช เหลือลมัย, คุณโบว์และความคับแค้นใจบางประการของสลิ่มตัวพ่อ โดย Peter Sri มีเฌอเป็นลูกรัก (29 ก.ย. 2553)

(อ่านได้อ่านไม่ได้ ก็แล้วแต่ privacy settings ของแต่ละคนนะครับ)

รายงาน: รวมบรรยากาศวัฒนธรรมลูกผสม งาน “เราไม่ทอดทิ้งกัน”

รายงาน: ไต่สวนสาธารณะ ปากคำเหยื่อกระสุน เม.ย.- พ.ค.53

เสวนางาน ‘เราไม่ทอดทิ้งกัน’ : กระบวนการรับผิด กรณีสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ย.

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 (คปช.)
People’s Information Center The April-May 2010 Crackdown (PIC)

technorati tags: 

We’re Different, We’re the Same.

ถ่ายตัวเราเอง

ผมออกไปถ่ายรูปคนเสื้อแดงสามวันมานี้
ไม่ได้ตั้งใจออกไปถ่ายอะไรเป็นพิเศษ

แต่พอเอารูปมาดู ๆ ก็คิดว่ามันคงมีประเด็นไม่กี่อย่าง

ผมถ่ายภาพคนกิน คนนอน คนเฮฮา ร้องเพลง เต้นรำ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์จนถึงที่ขับถ่าย กิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำ
ความหมายไม่มีอะไรไปกว่า นี่ พวกเขาก็เป็นมนุษย์

ผมถ่ายภาพป้ายข้อความต่าง ๆ
นี่คือสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร ความอัดอั้นตันใจ
เราจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นสิทธิ แต่เราเคยได้ยินมาก่อนบ้างไหม
ในทีวีวิทยุที่รัฐครอบนำ ข่าวสารในช่วงนี้มีแต่เรื่องจราจร เรื่องควบคุมชุมนุม
แล้วเรื่องที่คนเหล่านี้ อาจไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ต้องการพูด หายไปไหน
ผมถ่ายป้ายพวกนี้ เผื่อจะมีคนได้เห็นมากขึ้น

แค่การไปเดินในกลุ่มผู้ชุมนุมแบบผ่าน ๆ
ได้คุยกับผู้ชุมนุมไม่กี่คน
คงไม่อาจทำให้ผมเข้าใจอะไรพวกเขาขึ้นมาได้เสียเท่าไหร่
ความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน ความต้องการ
ผมไม่สามารถเคลมได้ว่าผมรู้อะไรเพิ่มขึ้นในสิ่งเหล่านั้น

ผมรู้ก็แค่ว่า พวกเราทั้งหมดเหมือนกัน

คนเหมือนกัน


มันส์เหมือนกัน


ไม่ขายเหมือนกัน


ถ่ายเหมือนกัน

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Facebook: ถ่ายตัวเราเอง

มุมมองจากชาวต่างชาติผู้อยู่ใกล้ชิดกับ ‘เสื้อแดง’

technorati tags:
,
,

ทฤษฎีเก่า "Old Theory" – Thailand Bill of Rights

(น่าจะเก่าอยู่ล่ะ ตั้ง 76 ปี แล้ว วันนี้วันที่ 24 มิ.ย. ครบรอบการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

“เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ
เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา”

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

24 มิถุนายน 2475

สิ่งที่ “ทฤษฎีใหม่” และลูก ๆ พอเพียงต่าง ๆ เสนอ คือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ อาจจะโยงไปได้ถึงเอกราช แต่ขาดเรื่อง เสมอภาค และ เสรีภาพ

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีใน “ทฤษฎีเก่า” เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา

76 ปีแล้ว ดูเหมือนเราจะยังไปไม่ถึงหลักหกประการนั้นสักที โดยเฉพาะประการที่ 4 และ 5

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
  6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

สถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎร

ประเทศไทยถ้าจะมีสิ่งไหนเทียบเคียงได้กับ “คำประกาศสิทธิ” (Bill of Rights) ซึ่งเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญของประเทศอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ก็เห็นจะเป็น หลัก 6 ประการของคณะราษฎร นี่แหละ

ถึงรัฐธรรมนูญจะถูกฉีก แต่ คำประกาศสิทธิ 6 ประการนี้ จะต้องคงอยู่

และรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่จะร่างใหม่ จะต้องมีพื้นฐานมาจากและไม่ขัดกับคำประกาศสิทธิ 6 ประการนี้

งานฉลองรัฐธรรมนูญ

(24 มิ.ย. ปีนี้ ส.ว. เลือกตั้ง 50% แต่งตั้ง 50% และ พันธมิตร เสนอ ส.ส. เลือกตั้ง 30% – สรรหา แต่งตั้ง 70% … ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกันไหม ?)


เขียนเมื่อปีที่แล้ว: 75 ปีผ่านไป
และอัพเดทจากเพื่อนพลเมือง

technorati tags:
,
,

beyond policy

[ คำเตือนก่อนอ่าน: ในขณะที่เขียนบทความนี้ ในใจผมอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า จะ “กาช่องไม่เลือกใคร” หรือ “เลือกพรรคพลังประชาชน” (แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไร ก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต) — ดังนั้นข้อเขียนชิ้นนี้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องได้รับอิทธิพลจากสิ่งนี้ไม่มากก็น้อย กรุณาใช้ความระมัดระวังในการอ่าน — ติชมใด ๆ ผมถือเป็นกำนัล ขอน้อมรับด้วยความขอบคุณยิ่ง ]


บางที การเลือกตั้งครั้งนี้
อาจไม่ใช่การเลือกพรรคการเมือง อย่างที่แล้ว ๆ มา

ที่ผ่านมา เราบอกว่า สังคมประชาธิปไตยไทย(ไทย)
ได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคล มาเป็นการเลือกพรรคแล้ว
โดยชัยชนะของไทยรักไทยอาจเป็นตัวอย่าง (โดยกลไก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่เพิ่งมีใหม่ในตอนนั้น เป็นตัวอำนวยให้เกิดได้)

เลือกบุคคล ก็คือเลือกจากความชอบพอในตัวบุคคล คนนี้เป็นคนดี
เลือกพรรค ก็คือเลือกจากนโยบายของพรรค

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พูดตรง ๆ ผมไม่ได้ตัดสินใจจากทั้งสองอย่าง หลายคนคงคิดเหมือนกัน

ตัวบุคคล ? เรารู้จักใครบ้าง ? ถ้าจะคุ้น ๆ ก็มีนามสกุลกระมัง เดา ๆ ก็คงจะเป็นลูกหลานของนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโตสักคนนี่แหละ

นโยบาย ? มองไปทั้งหมด จะมากน้อยอ่อนแก่ สุดท้ายก็ไม่พ้น “ประชานิยม” ปะแป้งเปลี่ยนชื่อใช่ไหม ?

บางทีครั้งนี้ หรือไม่ก็หลังจากนี้ไม่นาน เราอาจก้าวพ้นอีกครั้ง
จากเลือกนโยบาย ไปสู่การเลือกอุดมการณ์

การที่คนกลุ่มต่าง ๆ รณรงค์เรื่อง No Vote (ไม่ไปเลือก) บ้าง Vote No (กาช่องไม่เลือกใคร) บ้าง เลือกพรรคนี้คือเลือกไม่เอารัฐประหารบ้าง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ (รวมถึง “ล้มรัฐธรรมนูญ = ล้มรัฐประหาร” ในการลงประชามติร่างรธน.50 ด้วย)
ผมคิดว่านี่คือการเลือกอุดมการณ์

คนจำนวนหนึ่ง ใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังทางการเมือง
พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเลือกพรรคการเมืองใด
แต่พวกเขาเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาเชื่อ

การแสดงอุดมการณ์ดังกล่าว กระทำผ่านการเข้าร่วมการเลือกตั้ง
ผมใช้คำว่า “การเข้าร่วมการเลือกตั้ง” และไม่ใช้คำว่า “ไปลงคะแนนเลือกตั้ง” ก็เพราะการเข้าร่วมนี้ มีได้หลากหลายมากกว่าการไปลงคะแนน

พวกเขาใช้การเลือกตั้ง แสดงความต้องการ ที่นอกเหนือไปจากช่องสี่เหลี่ยมที่ถูกกำหนดให้ทำเครื่องหมายกากบาท
และพวกเขาต้องการจะเป็นผู้กำหนดเครื่องหมายเอง ไม่ใช่รอเลือกจากช่องที่ถูกกำหนดมาให้

บางคน ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ (อีกทั้งอยากให้คนอื่น ๆ ไปลงคะแนนกันเยอะ ๆ ด้วย) เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากแค่ไหน และประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จัดโดยคณะรัฐประหาร และกกต.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานแปลก ๆ รวมทั้งมีการแทรกแซงจากคมช.

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ หรือไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า พรรคการเมืองทั้งหมดที่มีมาให้เลือก ต่างก็ไม่ได้จริงใจกับประชาชน ไม่มีพรรคใดที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

บางคน ไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะจะส่งสัญญาณว่า ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550

บางคน ไปเลือกพรรคที่ไม่ใช่พรรคนอมินีของพรรครัฐบาลก่อน เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ‘ขมขื่นเช่นอดีต’

บางคน ไปลงคะแนนเลือกพรรคที่คมช.หมายหัวเป็นศัตรูใหญ่ เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า ประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร และแสดงพลังว่า คุณเอาออกไปได้ ผมก็เอากลับมาได้เหมือนกัน และถ้าคุณจะเอาออกไปอีก ผมก็จะเอากลับมาอีกเช่นกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งลงคะแนนและไม่ลงคะแนน ต่างก็เป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง และเป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้ง แบบไม่สนใจนโยบายของพรรคการเมืองเสียด้วย

แล้วคนเลือกจากอะไรกัน ?

ผมคิดว่า คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทย ได้ตัดสินใจจะเลือกจาก “อุดมการณ์” ของพรรคการเมืองแล้ว

ไม่ใช่เลือกจากความชอบพอ ไม่ใช่เลือกจากนโยบาย แต่เลือกจากอุดมการณ์

ส่วนอุดมการณ์ ในสถานการณ์นี้นั้น ก็ง่าย ๆ คือ

“เราจะเอาหรือไม่เอารัฐประหาร (อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า)”

หรือ

“เรายอมรับได้หรือไม่กับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

หรือ

“เราจะเอาหรือไม่เอาระบบการเมืองที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน” (ยืมคำสมัชชาคนจน)

ก็แค่นี้เท่านั้น

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาไม่เลือกพรรคใดเลย ก็เพราะเขาเห็นว่าในนโยบายสีสันหน้าตาต่าง ๆ นั้น สุดท้ายแล้วต่างก็ไม่สอดรับกับอุดมการณ์ที่เขาจะรับได้

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาเลือกพรรคพรรคหนึ่ง ก็เพราะอุดมการณ์และแนวทางของพรรคนั้น (ทั้งปัจจุบันและในอดีต) แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนวนหนึ่ง หรือตัวบุคคลบางบุคคลในพรรคก็ตาม

หากคิดว่าแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นควรจะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน
การเปลี่ยนนโยบายเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ (แน่นอนว่าไม่ใช่จะเปลี่ยนกันบ่อย ๆ) และไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “ถูกหลอก” มากนัก

แต่การเปลี่ยนอุดมการณ์นั้นไม่ใช่

นโยบายมาแล้วก็ไป เปลี่ยนไปตามสภาวะสังคมเศรษฐกิจ แต่อุดมการณ์นั้นอยู่ยาวยืนยงกว่า

Democrat จึงเป็น Democrat
Republican จึงเป็น Republican
SPD จึงเป็น SPD
CDU จึงเป็น CDU
Die Linke จึงเป็น Die Linke
Labour จึงเป็น Labour
Conservative จึงเป็น Conservative
Green จึงเป็น Green

เราสามารถเลือกอุดมการณ์ได้ จะโดยผ่านพรรคการเมือง ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน
ผ่านเครือข่าย ฯลฯ ทางใดกี่ทางก็ได้

ไม่ว่าแต่ละคนจะให้ความหมายของ “เรา” ว่าอย่างไร
และประเทศชาติรัฐบาลแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็น “ของเรา” ได้บ้าง

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวานี้ จะเป็นการแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนชาวไทย
ว่าเขาอยากได้การเมืองและบ้านเมืองแบบไหน ?

“บ้านเมืองที่เป็นของเรา”

หรือ

“บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา”


(สำหรับตัวผมเอง ไม่ว่าสุดท้ายจะเลือกอะไร แต่ที่สุดก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต “ไม่เอาผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” และ “ไม่เอาการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน”)


ชิ่งต่อ:


ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “มองข้ามหัวนโยบาย” ที่เว็บไซต์ อารยชน 21 ธ.ค. 2550 — คลิกดูความเห็นเพิ่มเติมที่เว็บไซต์อารยชน

เพิ่มคำเตือนในการอ่านหัวบทความ และความเห็นท้ายบทความ – 22 ธ.ค. 2550

เพิ่มลิงก์ปิยบุตร – 26 ธ.ค. 2550

technorati tags:
,
,

The Rise of a New Power

ศรศิลป์, “อำนาจใหม่” ลุกขึ้นสู้แล้ว!, แด่ มาตุภูมิ, อารยชน, 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550

“วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550 จะถูกจารจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ว่า เป็นวันที่ ‘อำนาจใหม่’ ก่อการลุกขึ้นสู้ทางการเมือง ภายใต้ธงการเมืองของตนเอง ด้วยกำลังของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย ขบวนกองหน้าของภาคประชาสังคมในปีกอำนาจใหม่นี้ได้ทำการชุมนุม ปิดล้อม และบุกเข้าขัดขวางการปฏิบัติงานอันมิชอบของสนช. ซึ่งกำลังเร่งผ่านกฏหมายจำนวนมากที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของปวงชน โดยไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่มีที่มาจากปวงชน อีกทั้งร่างกฏหมายทั้งหลายที่กำลังเร่งรัดส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นไปเพื่อการฟื้น ระบอบจารีตนิยมและอำมาตยา และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกกาฝากอภิชนส่วนข้างน้อย”

[petition] ร่วมลงชื่อ ปิดสภานิติบัญญัติรักษาการ หยุดกฎหมายละเมิดสิทธิประชาชน

technorati tags:
,
,

discourse/information/communication people

จดกันลืม บุคคลน่าสนใจ

สาวิตรี คทวณิช

นคร เสรีรักษ์

วราภรณ์ วนาพิทักษ์

  • มาตรการการจัดการการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ.)

สมสุข หินวิมาน

  • คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • cultural studies

technorati tags: , ,

Celebrating the Life of Poonsuk Banomyong

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
ภริยารัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วโดยสงบ เมื่อเวลา 2:00 น. ของวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
สิริอายุ 95 ปี 4 เดือน 9 วัน

ทายาทของท่านผู้หญิงได้ส่งเอกสารเผยแพร่ “คำสั่งถึงลูก”
ที่ท่านผู้หญิงได้เขียนไว้ด้วยลายมือ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 มีใจความดังนี้

“เมื่อแม่สิ้นชีวิต จะไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น ให้ประกาศทางวิทยุและหนังสือพิมพ์เพื่อให้ญาติมิตรรับทราบ ไม่มีการสวดอภิธรรม และ มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี โดยนิมนต์พระที่นับถือมาแสดงธรรมกถา ไม่รบกวนญาติมิตรไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ หลังฌาปนกิจศพ ให้นำอัฐิไปลอยอังคารที่ปากน้ำเจ้าพระยา ซึ่งสถานที่ที่แม่เกิด หากมีเงินบ้างให้ทำบุญแก่มูลนิธิต่างๆ เพื่อสาธารณกุศล สุดท้ายขอให้ลูกทุกคน ทำตามที่แม่สั่งไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นของผู้หวังดีทั้งหลาย”

ทาง สถาบันปรีดี พนมยงค์ จะมีพิธีไว้อาลัยท่านผู้หญิงพูนศุข ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคมนี้ และระหว่างนี้ได้เปิดให้ลงนามไว้อาลัยได้ทุกวัน

เกี่ยวข้อง:

[ผ่าน ประชาไท]

technorati tags:
,
,

Pridi Phanomyong

เมื่อวาน เป็นวันอสัญกรรมของ อ.ปรีดี – “คนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ”

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 – 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526) หรือ หลวงประดิษฐมนูธรรม อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 3 สมัย รวมทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ อีกหลายสมัย เป็นผู้นำสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ท่านเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้ประศาสน์การ (อธิการบดี) คนแรกของมหาวิทยาลัยฯ นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องในฐานะ รัฐบุรุษอาวุโสด้วย

ในปี พ.ศ. 2543 องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศบรรจุชื่อของท่านไว้ใน ปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก ปี ค.ศ. 2000-2001

technorati tags:

เวที ประชาธิปไตย ประชาชน

ไทยพูดเวทีประชาธิปไตยประชาชน (วปช.)

เวทีประชาธิปไตยประชาชน (วปช.) เป็น​เวที​ที่​รวบรวม​และ​เชื่อมโยง​ประเด็น​การปฏิรูปสังคม​และ​การเมือง​จาก​เครือข่ายภาคประชาชน​ทุกส่วน รวมทั้งเป็น​เวทีร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชน เพื่อเสริมพลังในการขับเคลื่อนผลักดันประเด็นเหล่านี้สู่หลักการของ​รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ นโยบาย​และ​การปฏิบัติ ทั้งนี้โดย​การสร้างกระแสทางสังคม​ผ่านกิจกรรมและสื่อต่างๆ

เวที​ประชาธิปไตย​ประชาชน จะไม่เข้าไป​ก้าวก่าย​กิจกรรม​ของ​เครือข่าย​องค์กรภาคประชาชน​ต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะเป็น​เวทีภาคประชาชน​อีกเวทีหนึ่งที่พร้อมที่จะ​ร่วมมือ​และ​ประสานงาน​กับ​เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน​ทุกส่วนอย่าง​เสมอภาค

thaipood.com

อัปเดต: 2011.01.11 โครงการไทยพูดได้ยุติลงไปแล้ว และ เกิดใหม่ ในชื่อ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw (อ่านว่า ไอ – ลอ)

I travel to people, not places.

ไป “เดินเล่น” เชียงใหม่ เชียงราย มา

จะให้เรียกว่า “เที่ยว” ก็ไม่ถนัดปาก เพราะทำตัวไม่ค่อยเที่ยวเท่าไหร่เลย ทั้ง ๆ ที่เพื่อน และแม่ของเพื่อนของเพื่อน (อยู่ที่เชียงราย) เขาอุตส่าห์อำนวยความสะดวกทุกอย่าง ขับรถพาไปโน่นมานี่ เป็นห่วงเราทุกอย่าง กลัวจะไม่สะดวก ไม่สนุก (ขอบคุณมาก ๆ)

คือยังไม่ได้เตรียมใจไปเที่ยวน่ะ ใจมันอยู่กับอย่างอื่นซะมากกว่า กับเรื่องงานก็ด้วยนิดนึง กับเรื่องคนก็ใช่

คือแค่อยากขึ้นไปน่ะ ไม่ต้องไปไหนก็ได้
ไปคราวนี้อารมณ์เหมือนไปพบผู้คนมากกว่า

เจอเพื่อนที่รู้จักกันที่เบอร์ลิน ไม่ได้เจอกันนาน ได้เจอพ่อแม่น้าพี่น้องของเพื่อน
ไปเจอเจ้าหน้าที่ที่ CAMT มช. ที่เคยส่งใบสมัครงานไว้
ได้เจอ ที่เชียงใหม่ คุยกันอยู่ประมาณชั่วโมง ก็ดี

พอขึ้นไปเชียงราย ก็ได้เจอเพื่อนของเพื่อน กับแม่ของเค้า
แล้วก็ได้ขึ้นไปเจอ อ.บรรพจณ์ ที่ม.แม่ฟ้าหลวง เชียงราย (สองคนนี้ กับ อ.Michel เคยแต่คุยกันในเนต)
แล้วก็มีโอกาสได้เจอรุ่นพี่ที่ SIIT ที่สอนอยู่ที่มฟล.ด้วย อันนี้เป็นความบังเอิญ (ที่น่ายินดี)
นอกจากนี้ อ.Paola ก็ยังได้นัดให้ได้คุยกับคณบดีสำนักไอทีที่นั่นให้ด้วย ก็คุยกันเรื่องที่จะสมัครงานนี่แหละ
จริง ๆ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะได้คุยกับผอ.ที่ CAMT ด้วย เผอิญติดขัดเรื่องเวลานัด ก็เลยพลาดไป
… เลยได้เดินเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ..ดีเหมือนกัน 🙂

จริง ๆ มันคงอารมณ์เดียวกับตอนนี้ที่กรุงเทพล่ะ

กลับมาแล้วสองอาทิตย์ ก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนหรอก ไปแค่สยามนี่แหละ โดยมาก
เน้นไปทางพบผู้คนซะมากกว่า เหมือนเราเก็บค้างมานาน
ได้เจอเพื่อนสมัยมหาลัย สมัยโรงเรียน รุ่นน้องภาค ได้เจอ อ.มะนาว เมื่อไม่กี่วันก่อน กับทีมประชาไท เป็นครั้งแรก ที่งานสมัชชาสังคมไทย
อาทิตย์หน้างาน Blognone ก็หวังจะเจอ วีร์ มาร์ค พี่ป็อก กับคนอื่น ๆ อีก .. เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน (ผมไปตอนบ่ายนะครับ ตอนเช้ามีเรียน)

อาทิตย์นี้ว่าจะไปหาพี่ที่ทำงานเก่า (หลังจากพลาดมาหลายรอบ ฝนฟ้าไม่เป็นใจ) หาอาจารย์ด้วย

เหมือนชีวิตจะติดผู้คน
ที่ทางนั้นไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เดี๋ยวไปนั่นมานี่

การได้เจอกับคนที่เราอยากเจอ จึงเป็นเรื่องน่ายินดี

แต่เอาเข้าจริง ๆ บางครั้งคนที่อยากเจอมาก ๆ พอได้เจอกันแล้ว บางทีเราก็ไม่ค่อยคุย กลับเลือกที่จะนั่งเฉย ๆ มอง หรือทำอะไรอย่างอื่นไปตามเรื่องตามราว

… ก็เรารู้แล้วไง ว่าเค้าอยู่ตรงนั้นแล้ว


รูปเดินเล่น: เชียงใหม่, เชียงราย

(ผมชอบเดินเล่นนะ มันเหมือนจะทำได้ทุกวันดี ไม่ต้องพยายามมาก ไม่ต้องมีจุดหมาย แค่ออกจากบ้าน ก็ได้แล้ว 🙂 )

tags: | | |