รายงานศึกษาและบทความกฎหมายอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศ จากคณะกรรมการพัฒนากฎหมายฯ

รายงานศึกษาและบทความกฎหมายมาจากเว็บไซต์ คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ครับ

คณะกรรมการมีเฟซบุ๊กด้วย อยู่ที่ Thai Law Reform Commission (TLRC)

Francis Ford Coppola: "Who Says Artists Have to Make Money?"

ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับ Godfather ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ 99%, ถาม ใครบอกว่าศิลปินต้องทำงานเพื่อเงิน? (สัมภาษณ์โดย @Aristonian)

คุณต้องจำไว้ว่ามันแค่ไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง, ถ้ามันมากขนาดนั้น, ที่ศิลปินทำงานด้วยเงิน. ศิลปินไม่เคยได้เงิน. ศิลปินมีผู้อุปถัมภ์, ไม่เจ้าเมือง ก็ดยุคแห่งไวมาร์ หรือที่ไหนสักแห่ง, หรือศาสนจักร, หรือโป๊ป. หรือไม่เขาก็มีงานอีกงานหนึ่ง. ผมมีงานอีกงาน. ผมทำหนัง. ไม่มีใครบอกผมให้ทำอะไร. แต่ผมทำเงินจากอุตสาหกรรมไวน์. คุณทำงานอีกงาน แล้วตื่นตีห้าเพื่อเขียนบทของคุณ.

ความคิดที่ว่าเมทัลลิกาหรือนักร้องวงร็อคแอนด์โรลอะไรก็ตามจะรวย, มันไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว. เพราะ, ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่, ศิลปะอาจจะเป็นของฟรี. นักเรียนพวกนั้นอาจจะถูกต้องก็ได้. พวกเขาควรจะโหลดเพลงและหนังได้. ผมจะถูกยิงที่พูดแบบนี้. แต่ใครบอกว่าเราต้องจ่ายเงินเพื่อศิลปะ? และดังนั้น, ใครบอกว่าศิลปินต้องหาเงิน?

ในสมัยก่อน, 200 ปีที่แล้ว, ถ้าคุณเป็นนักแต่งเพลง, ทางเดียวที่คุณจะทำเงินได้คือเดินทางกับคณะออเคสตรา และเป็นผู้ควบคุมวง, เพราะนั่นจะทำให้คุณได้รับเงินในฐานะนักดนตรี. มันไม่มีการบันทึกเสียง. มันไม่มีค่าลิขสิทธิ์. ดังนั้นผมจะพูดว่า พยายามแยกความคิดเรื่องภาพยนตร์ออกจากความคิดเรื่องการหาเงินและหาเลี้ยงชีพ. เพราะมันมีทางอื่นอยู่.

จาก 99% Francis Ford Coppola: On Risk, Money, Craft & Collaboration ผ่าน OSNews

ผู้อุปถัมภ์ปัจจุบันนี้ คือแฟน ๆ ? คอนเสิร์ต ? ดิจิทัลดาวน์โหลด ?

technorati tags:
,
,

Dear the "University of Moral and Political Sciences"’s library,

ถึง หอสมุด,

เรื่องหนังสือหายาก เนื้อหาไหนที่เป็นสมบัติของสาธารณะ (public domain) แล้ว และหอสมุดได้ตัดสินใจจะเผยแพร่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ไม่ควรจะอาลัยอาวรณ์กับมัน ว่าใครจะนำไปเผยแพร่ต่อและคิดค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่นั้น วิตกเสียจนต้องพยายามหาทางป้องกัน

ด้วยเจตนาดี หอสมุดอาจกลัวว่าสาธารณะจะเสียหาย เพราะมีผู้นำไปค้ากำไรเกินควร เช่นนั้นหอสมุดก็ยิ่งควรจะเปิดให้สาธารณะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นได้มาก ๆ ให้สะดวกมาก ให้ถูกมาก มากเสียจนคนอื่นไม่สามารถทำกำไรเกินควรได้

ด้วยความเคารพนะ

…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…

The Public Domain Manifesto

technorati tags: , ,

ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์: พิทักษ์สิทธิตัว มั่วสิทธิคนอื่น?

เพิ่มเติม: 2009.10.12 – เสียงในอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากพันทิป.คอม และ ทวิตภพ (ล่างสุด)
ไม่ใช่หน้าที่นสพ.

หลังจากสื่อหลักรวมตัวจัดตั้ง ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กันไป (ข่าว: ประชาไท ไทยโพสต์ ไทยรัฐออนไลน์) เนื่องจากต้องการรวมตัวกันรักษาสิทธิของตัว ในเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะจากเว็บท่า (portal site) ทั้งหลาย ที่คัดลอกเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ฟรี ๆ แถมตัดราคาโฆษณาแข่งกับเว็บไซต์หนังสือพิมพ์อีก

ผมสนับสนุนการปกป้องสิทธิของตัวเอง ของบรรดาสมาชิกชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานควรมีสิทธิในงานของตัว ในส่วนที่เขาได้สร้างสรรค์เพิ่มเติมขึ้นมา

อันที่จริง บล็อกเกอร์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ก็ถูกทั้งเว็บท่าและเว็บไซต์ของสื่อเอง ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่เรื่อย ๆ มาโดยตลอดเช่นกัน
(ตัวอย่างเว็บท่า1, ตัวอย่างเว็บท่า2, ตัวอย่างสื่อ1, ตัวอย่างสื่อ2) เพียงแต่ส่วนใหญ่ไม่มีกำลังจะไปเรียกร้องอะไรได้มากนัก โดยไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันเขาพวกเขา
นาน ๆ จะมีฮึดอย่าง @iannnn บ้าง (ภาคแรก, สอง, สาม)
แต่ก็เห็นได้ว่า มันเหนื่อย ใช้เวลา และความพยายามมากมายแค่ไหน
ก็เลยยังไม่ได้มีการรวมตัวอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนัก เพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มตัวเอง
ผมเลยมองว่า จริง ๆ การตั้ง ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ก็เป็นเรื่องที่ดี ชาวเน็ตจะได้ดูเป็นแบบอย่าง และตระหนักในสิทธิของตัว ลุกขึ้นมาจับมือกัน ช่วยกันปกป้องลิขสิทธิ์ของตัวเองบ้าง

แต่หลังจากประกาศ ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ไม่นาน วันนี้เว็บไซต์สื่อหลักแห่งหนึ่ง ก็ทำซะเอง 🙁 เอารูปถ่ายจำนวน 6 รูป ของสมาชิกเว็บไซต์รถไฟไทยดอทคอม ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ไปใช้ โดยไม่ได้ขออนุญาต แถมยังตัด (crop) เอาเครดิตในรูปทิ้ง แล้วใส่ลายน้ำชื่อหนังสือพิมพ์ของตัวเองเข้าไปในรูปด้วย ราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของสิทธิ์ในรูป

เข้าทำนอง พิทักษ์สิทธิตัว แต่มั่วสิทธิคนอื่นไหม แบบนี้?

การเคลื่อนไหวเรื่องลิขสิทธิ์ของ ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จะไม่มีน้ำหนักเลย หากยังมีสมาชิกที่ละเมิดลิขสิทธิ์เสียเองแบบนี้อยู่
สมาชิกของชมรมฯ จำเป็นจะต้องดูแลตรวจสอบ กวดขันกันเองให้มาก ไม่ให้มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก ให้การเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นนั้นเป็นนโยบายสำคัญขององค์กรสื่อที่เป็นสมาชิก เมื่อกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดเรียบร้อย การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองก็จะมีน้ำหนัก ไม่มีข้อครหา และได้รับการสนับสนุนจากชาวเน็ตครับ

เอาใจช่วย 🙂

(ต้นข่าวจากทวิตเตอร์ ขอบคุณ @AdmOd)

—-

เพิ่มเติม: 2009.10.12ชาวพันทิป.คอม ก็คุยเรื่องนี้ เริ่มประเด็นโดย หมอแมว (@mor_maew)

เขารำพึง หลังพบ คำตอบมาตรฐาน (ผมอ่านแล้วนึกถึงคำตอบจากบล็อกเกอร์ชื่อดังอีกราย ที่เขียนคู่มือทวิตเตอร์และหนังสือหลายเล่ม คำตอบของเขาต่อกรณี xxx ในตำนาน ก็ประมาณนี้ ให้โทรไปบอก-เงียบ ๆ อย่าเขียนลงเน็ต-กระโตกกระตาก — ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะ แล้วมันก็มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ไร้เหตุผล เพียงแต่ผมคิดว่า มันขาดเหตุผลของฝ่ายอื่นด้วย):

@mor_maew: คำพูดบางคำอย่าง เลิกเอามือพิมพ์คีย์บอร์ด แล้วโทรมาแจ้ง กับ ใส่เครดิตที่มาที่ไปแน่นอน หากตรวจสอบได้ โอ้วเจ็บ
@mor_maew: สรุปแล้ว จับได้ก็ขอโทษ จับไม่ได้ก็หากินกันไปว่างั้น?
@mor_maew: ไม่ใช่หน้าที่นสพ.ในการตรวจสอบที่มาของภาพที่ลงหน้าหนึ่ง เป็นหน้าที่เจ้าของภาพที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่านั่นคือภาพของตน

เสียงของหมอแมว ก็สะท้อนเสียงในใจของบล็อกเกอร์ธรรมดา ๆ คนนึงอย่างผมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณ น้ำใจของ @evoflo ด้วย ที่ช่วยรับเป็นธุระ ทั้งที่ไม่ใช่ภาระงานของตัว จะแจ้งเรื่องให้ผู้เกี่ยวข้องภายในได้รับทราบและดำเนินการต่อไป

—-

(ว่าจะ quote ทวีต @AdmOd รู้สึกเหมือน การขโมยทองเขามาใส่ พอเจ้าของมาทวงก็ให้คืนแล้วจบกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิด [protected tweet/ได้รับอนุญาตแล้ว] มาใส่ในที่เขียนข้างบนด้วย แต่รู้สึก เอ มันหมายถึงเรื่องอะไรหว่า ลายน้ำหนังสือพิมพ์ หรือว่า แหวนทองนายก … เดี๋ยว งง ไม่เอาดีกว่า :p)

technorati tags: ,

ReadCamp logo and Free Culture movement

ในที่สุดก็มีคนวงกว้างออกไปทักเรื่องโลโก้รี้ดแคมป์ ในประเด็นลิขสิทธิ์ ที่เชื่อมถึงเรื่องคอมมอนส์ .. เย่ 🙂

ตอบในฐานะผู้ออกแบบโลโก้นะครับ

เรื่องลิขสิทธิ์นี้มีคนถามกันมาตลอด ตั้งแต่โลโก้ยังเห็นกันอยู่แค่สองคน ระหว่างการออกแบบ พอเมลไปขอความเห็นคนอื่น ๆ ว่าพอใช้ได้ไหม ก็มีทักเรื่องลิขสิทธิ์เช่นกัน

แต่ผมก็ยังยืนจะเอาอันนี้แหละ จะมีปรับก็แค่เรื่องช่องไฟนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แนวคิดหลักคงเดิม ไม่ได้เปลี่ยน

พอเผยแพร่ออกไป ก็มีคนทักอีกเหมือนเคย จนในวันงานก็มีพี่คนนึงจากกองทุนไทยมาทัก และชวนคุยเรื่องนี้กัน ก็คุยกันอยู่ได้น่าจะครึ่งชั่วโมง ซึ่งที่คุยไปก็คล้าย ๆ กับที่เขียนลงในบล็อกนี้ครับ เดี๋ยวอ่านกันด้านล่าง พี่เขาเสนอให้เปิดเซสชันเรื่องนี้ด้วย (เอาป้ายบอกทางที่มีโลโก้รี้ดแคมป์ มาวงที่โลโก้ เขียนว่า “Is this freeware?” แปะที่ผนังเสนอหัวข้อ) แต่สุดท้ายได้คะแนนโหวตไม่ถึง เลยไม่ได้ถูกจัดลงตาราง ผมเองก็อยากจะคุยเหมือนกัน ตอนหลังเลยเอาไปแปะไว้ห้องสองต่อจากหัวข้อสุดท้ายในตาราง แต่ก็วิ่งไปวิ่งมา จนงานเลิกพอดี เป็นอันว่าไม่ได้คุย

วันอาทิตย์วันรุ่งขึ้น ตื่นมา ก็เลยจะเขียนบล็อกแทน เปิดคอนโทรลพาเนลของเวิร์ดเพรส ก็เห็นลิงก์เข้ามาจากบล็อกคุณ mnop พอดี
ในเมลกลุ่มรี้ดแคมป์ Ford ก็แจ้งมาว่ามีคนทักนะ

โอเค มีคนรับประเด็นแล้ว เรามาคุยกัน

ในโลโก้นี้มีความประสงค์อยู่หลายอย่าง (บางอันก็กึ่ง ๆ วาระซ่อนเร้น ไม่ได้บอกคนอื่นก่อน :p)

อันแรกก็คือ ชวนดูว่าข้างในมันมีอะไร มันล้ออะไรอยู่บ้าง แล้วทำไมเราเห็นถึงมัน แล้วบางคนอาจจะไม่เห็น (ใครไม่เคยเห็นโลโก้พิซซ่าฮัทมาก่อน ก็คงไม่นึกถึง หรือในเรื่องเจ้าชายน้อยเอง ก็ยังมีคนเห็นไม่เหมือนกัน) อันนี้ก็ตามแนวคิดของงาน ของแต่ละอย่างอ่านได้หลายแบบ แล้วแต่คนอ่าน อำนาจอยู่ที่คนอ่าน-ด้วย

อันสองก็คือแนวคิด rip/read mix burn* ต่อจาก read แล้ว คุณ mix ดัดแปลงมันออกมาเป็นงานใหม่ได้ไหม สร้างเป็นของใหม่ที่อยู่บนฐานเก่า อันนี้เป็นฐานคิดของคอมมอนส์ที่อยู่บนเรื่องของทรัพย์สินร่วมกัน และการสร้างสรรค์งานดัดแปลง derivatives ตัวโลโก้ก็จะสื่อถึงว่า นี่ไง งานดัดแปลง อยู่บนฐานของความคิดคนอื่น ออกมาเป็นงานใหม่ (ซึ่งตัวมันเองก็จะถูกดัดแปลงต่อไปอีก เช่นที่ PRADT ทำ)

อย่างไรก็ตาม ครีเอทีฟคอมมอนส์ ไม่ได้สนับสนุนให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถึงอย่างไรกลไกของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ก็ต้องทำงานอยู่บนกฎหมายลิขสิทธิ์ และภาพประกอบของเจ้าชายน้อยยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์อยู่

จึงนำไปสู่ประสงค์ที่สาม ที่เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกกรอบของครีเอทีฟคอมมอนส์ที่เป็นสัญญาอนุญาต แต่อยู่ในเป้าหมายของขบวนการวัฒนธรรมเสรี Free Culture movement คือ ท้าทายระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันที่คุ้มครองผลงานกว้างและยาวจนเกินพอดี

ในกรณีนี้ การท้าทายคือการจงใจนำงานอันมีลิขสิทธิ์ มาดัดแปลงเป็นงานใหม่ ว่าง่าย ๆ คือ จงใจทำผิดกฎหมาย และจะยอมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อไป – ดังเช่นที่ Rosa Parks หญิงผิวสี เคยทำผิดกฎหมาย ปฏิเสธคำสั่งของคนขับรถเมล์ ที่สั่งให้เธอลุกให้คนผิวขาวนั่ง เมื่อ ค.ศ. 1955 เธอถูกดำเนินคดี และเหตุการณ์นี้จุดประกายการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิพลเมือง (หรือถ้าเกิดกลายเป็นว่า การแก้ไขดัดแปลงนำมาใช้เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย นี่ก็จะเป็นการทดสอบลิมิตขีดจำกัด ว่าเส้นกฎหมายจำกัดถึงแค่ไหน เพื่อสร้างความชัดเจน และไม่ตกอยู่ในความคลุมเครือ-กลัว)

แน่นอนว่าการทำผิดกฎหมาย ย่อมได้รับการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย แม้จากแนวคิดผู้ที่สนับสนุนแนวคิดครีเอทีฟคอมมอนส์

จึงนำไปสู่คำถามที่สี่ – คำถามพิเศษเพื่อทบทวนตัวเองต่อผู้สนับสนุนสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แต่ยังลังเลกับขบวนการวัฒนธรรมเสรี – คือ หากเราเห็นว่าไม่ควรนำงานในเจ้าชายน้อยมาใช้ในรูปแบบใด ๆ เลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนแล้วก็ตาม จะด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผูกพันรักชอบหรืออะไรก็แล้วแต่ หากใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ กับกรณีดิสนีย์ ขบวนการวัฒนธรรมเสรีที่นำมาสู่ครีเอทีฟคอมมอนส์จะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการ ‘abuse’ บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายลิขสิทธิ์ ด้วยการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตัวออกไปเรื่อย ๆ ของดิสนีย์และบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง นำมาสู่การต่อต้านและพัฒนาเป็นขบวนการวัฒนธรรมเสรี
ต้นกำเนิดของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (เป็นเรื่องโจ๊กเสียดสี ที่มีมูลความจริง ว่า กฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐจะถูกแก้ไขเพื่อขยายเวลาคุ้มครองทุก ๆ ครั้งที่การคุ้มครองตัวละครมิกกี้เมาส์ใกล้จะหมดอายุ จนกฎหมายขยายเวลาดังกล่าว มีชื่อเล่นว่า Mickey Mouse Protection Act)

คำถามที่สี่นี้ เป็นคำถามที่เตือนหรือตั้งคำถามว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์จะดำเนินไปได้โดยไม่สนใจวัฒนธรรมเสรีอันเป็นรากของตัวหรือไม่ ? ถ้าได้ ไม่สนใจ แล้วครีเอทีฟคอมมอนส์จะเดินทางไปสู่อะไร ? สุดท้ายแล้วอะไรคือเป้าหมายของครีเอทีฟคอมมอนส์ ?

โดยภาพรวมของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี Free Culture ก็คือ การปกป้องระบบนิเวศของการสร้างสรรค์เอาไว้ ด้วยการปกป้องผู้สร้างสรรค์อย่างพอดี ๆ ไม่น้อยเกินไปจนคนไม่อยากสร้างสรรค์อะไร แต่ก็ไม่มากเกินไปจนเสมือนไม่มีที่สิ้นสุด (ทั้งในแง่เวลาและแง่ความครอบคลุม) จนไปจำกัดการสร้างสรรค์ของคนใหม่ ๆ หรือทำให้เจ้าของงานเก่า ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ อีกแล้ว

ในเรื่องการจำกัดความครอบคลุมของการคุ้มครอง นำมาสู่แนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” some rights
reserved แทนที่จะเป็น “สงวนสิทธิ์ทั้งหมด” all rights reserved

ซึ่งการสงวนสิทธิ์ประการนี้ จะคุ้มครองสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ของผู้สร้างสรรค์เอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ๆ นำงานดังกล่าวไปใช้ไปแก้ไขดัดแปลงต่อเติมเป็นงานใหม่ได้ในทางปฏิบัติ (คือนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะการขออนุญาตนั้นมีราคาโสหุ้ย overhead ที่อาจจะไม่สามารถจ่ายได้ไหว ทั้งในรูปของเงินหรือเวลา เช่นกรณีศึกษาที่พบว่า การทำหนังเรื่องหนึ่งอาจมีต้นทุนทางกฎหมายและการดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ถึงกึ่งหนึ่งของต้นทุนสร้างหนังทั้งหมด)

แนวคิดการสงวนสิทธิ์บางประการนี้ นำมาสู่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ที่ใช้ความสมัครใจเข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะให้แนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการดังกล่าวมีตำแหน่ง fit in สวมอยู่ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบัน และใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนำแนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการให้เป็นความจริงได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เท่านั้น ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่จะทำให้มันเป็นความจริงได้

พูดอย่างสรุป คือ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ จะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ ด้วยการผลักดันให้งานเกิดใหม่มาใช้สัญญาอนุญาตแบบนี้ พร้อมชักชวนให้งานเก่า ๆ เปลี่ยนมาด้วย ตามความสมัครใจ – ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระบบลิขสิทธิ์เดิม-ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวกฎหมายตัวระบบ คือโลกเดิมมันแย่แล้ว สร้างโลกใหม่ละกัน แล้วของเก่า ๆ ก็ค่อย ๆ อพยพ migrate มาเท่าที่จะทำได้
แบบนี้ก็เนียน ๆ หน่อยค่อยเป็นค่อยไป – เป็นวิวัฒนาการ evolution

ส่วนเป้าสูงสุดของขบวนการเคลื่อนไหววัฒนธรรมเสรีนั้น จะท้าทายระบบเดิม เพื่อนำไปสู่ระบบใหม่ ที่เชื่อว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่ายกว่าเดิม คือจะเปลี่ยนโลกเดิมทั้งใบให้เป็นโลกใหม่เลย แบบนี้ก็รุนแรงหน่อย (และเป็นธรรมดาที่จะได้รับการต่อต้านมากหน่อย) – เป็นการปฏิวัติ revolution

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุด อย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์ (สำนวนแปลโดย กลุ่มประกายไฟ)

หมายเหตุ : แม้ตัวผมเองนั้นได้ไปช่วยงานทางกลุ่มทำงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยด้วย แต่การทำโลโก้และจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประเด็นถกเถียง-ทบทวน จากประเด็นโลโก้นี้ ไม่ได้สอบถามทางกลุ่มครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยมาก่อนครับ

* คำว่า “Read Mix Burn” นี้ ที่เคยเกริ่น ๆ กับทีมงานไว้ในเมลฉบับหนึ่งช่วงเตรียมงาน (ช่วงคุยเรื่องชื่องาน) ว่าอยากให้งานมันเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง : Read ก็ตามรี้ดแคมป์นี้ อ่าน วิพากษ์ ตีความ Mix คือเอางานมาผสมเล่าใหม่ในสื่อแบบต่าง ๆ Burn จะเป็นประเด็นสิ่งที่คนไม่อยากให้อ่าน หนังสือต้องห้าม หนังโดนแบน เว็บโดนบล็อค – Read Mix Burn นี้ ล้อสโลแกนในโฆษณา iPod+iTunes ของ Apple ที่ว่า Rip Mix Burn

[ จาก บล็อก ReadCamp ]

technorati tags:
,
,
,

download culture

โหลดกระหน่ำเมือง – เนื้อหาดิจิทัลออนไลน์ เมื่อผู้ผลิตวิ่งตามไม่ทันผู้บริโภค

“มันเลี่ยงไม่ได้หรอกที่ไลฟ์สไตล์คนไทยจะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ เพราะมาจากทั้งตัวเทคโนโลยีและวัฒนธรรมพื้นฐานของเรา…”

พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอดีตนักจัดรายการวิทยุ – อดีตผู้บริหารค่ายเพลงสากลในประเทศไทยหลายแห่ง ตั้งแต่ โพลีแกรม จนถึง วอร์นเนอร์ มิวสิค ตั้งข้อสังเกต เมื่อพูดถึงพฤติกรรมดาวน์โหลดคอนเทนท์ด้านบันเทิงทั้งหนังและเพลงอย่างผิดกฎหมายในวันนี้

“เยาวชนไทยเราโหลดกระหน่ำ พวกเขามีความเข้าใจเทคโนโลยีมากกว่าคนในอุตสาหกรรมบันเทิงด้วยซ้ำ รู้ตั้งแต่วิธีการดาวน์โหลด ทั้งเอ็มพี 3 เอ็มพี 4 เรื่อยไปจนถึงชุมชนบิททอร์เรนท์ ซึ่งมีการแบ่งปันความรู้ พอเจอไวรัสต้องทำยังไง พอมีโทรจันตัวใหม่มาต้องจัดการอย่างไร พวกเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเสร็จสรรพภายในชุมชนตัวเอง นี่คือปัญหาสำหรับ business operator ทั้งหลายที่ยังไม่ปรับตัวว่าควรจะวางโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมต่อไป อย่างไร”

technorati tags:
,
,

Can HeroMaster defeated the piracy crowd ?

ได้ข่าวร้ายจาก duocore.tv
ทีมงาน BigBug Studio ผู้ผลิต Heromaster เกม RPG สัญชาติไทย ตั้งกระทู้เปิดอก เล่าถึงกรณีที่ยอดขายตกต่ำ จนอาจจะต้องปิด กิจการ แม้เพิ่งวางแผงเกมตัวแรกได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น…

ไม่ใช่ไม่มีคนเล่นนะ

ปัญหาใหญ่อันหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่องช่องทางการจำหน่าย (ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ๆ)
ตามเนื้อหาในกระทู้ก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ … ประมาณ 10% ของคนเล่นเท่านั้น ที่ใช้แผ่นลิขสิทธิ์

อืม นี่อาจจะเป็นจุดที่ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในเมืองไทยคิดแตกแล้วก็ได้ สำหรับพฤติกรรมคนเล่นเกมในเมืองไทย

  • ขายแผ่นเกม ก็โดนก๊อป
  • แจกเกมฟรี แต่ให้จ่ายค่าชั่วโมงเข้าไปเล่น คนก็หนี
  • ต้องแจกด้วย ให้เล่นฟรีด้วย แต่ไปขายไอเท็มในเกมแทน — นี่คือโมเดลในปัจจุบันที่เวิร์ก

ไอเท็มบนเกมก็มีตั้งแต่ อาวุธพิเศษในเกมพวก RPG ไปจนถึง เสื้อผ้าสวย ๆ หมวกแปลก ๆ ในเกมแดนซ์แฟชั่น

ทีมงาน HeroMaster คงมีงานต้องทำเพิ่มขึ้นซะแล้ว โปรแกรมมิ่งจบแล้ว แต่ยังต้องทำมาร์เกตติ้งต่อ

technorati tags:
,
,
,
,

Creative Commons Thailand port – 1st Public Discussion

ร่างสัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบยอมรับสิทธิ ไม่ใช้เพื่อการค้าและอนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 สำหรับประเทศไทย
ซึ่งจัดทำร่างโดยสำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับความเห็นชอบจาก ครีเอทีฟคอมมอนส์อินเตอร์เนชัลแนลแล้ว

และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประชาพิจารณ์
โดยจะเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ดาวน์โหลดร่างสัญญาอนุญาต และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://cc.in.th/

technorati tags:
,

Non-DRM music download in Thailand

ไอ-โมบายปฏิวัติปลดล็อคดีอาร์เอ็มเพลงดิจิทัล, กรุงเทพธุรกิจ, 9 สิงหาคม 2549

สามารถไอ-โมบาย จับมือ 3 ค่ายเพลง อาร์เอส เรดบีท และ สมอลล์รูม
เตรียมเปิดบริการดาวน์โหลดเพลงแบบเต็มเพลง ไม่มีล็อกดีอาร์เอ็ม กลางเดือนกันยายนนี้

เชื่อค่ายเพลงอื่นจะเข้าร่วมโมเดลนี้ ซึ่งเป็นทิศทางอุตสาหกรรมเพลงในอนาคต โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา โซนี่บีเอ็มจี และ ยาฮู ได้ร่วมมือกันจำหน่ายเพลงที่ไม่มีดีอาร์เอ็มแล้วในสหรัฐอเมริกา

สำหรับการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผ่านมา บริษัทเจ้าของคอนเทนท์ได้ลงทุนระบบดีอาร์เอ็มเป็นหลักร้อยล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ประมาณ 7 ล้านเครื่อง และโทรศัพท์มือถือที่เล่นเพลงได้อีกประมาณ 7 ล้านเครื่อง แต่มีการใช้คอนเทนท์เพลงที่รองรับระบบดีอาร์เอ็มเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งการลงทุนระบบเป็นการตอบสนองลูกค้าในส่วนน้อย อีกทั้งซีดีที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ก็สามารถคัดลอกได้อยู่แล้ว ส่วนการล็อกดีอาร์เอ็มเป็นประโยชน์กับผู้ขายคอนเทนท์เท่านั้น

tags: , , ,

จากข่าว AFP ฟ้อง Google — เรื่องประหลาด

โพสต์ตอบที่ blognone ไม่ติดซักที มาเขียนที่นี่เลยละกัน หมดเรื่อง

ไปอ่านนี่ก่อน AFP ฟ้อง Google News

คุณ lew ผู้รายงานข่าว ให้ความเห็นทำนองว่า ไม่เข้าใจว่า AFP จะฟ้อง Google ทำไม “เป็นเรื่องน่าตลก” แค่เอารูปเล็กๆ มาใช้เอง

ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ก็ตอบไปประมาณว่า แบบนี้แสดงว่าส่งเสริมคนชุบมือเปิบสิ
(รูปเล็กรูปใหญ่ มันก็ต้องถ่ายมาเหมือนกันแหละ)

คุณ lew ก็ตอบมาว่า ถ้า Google News เป็นการชุบมือเปิบ แล้วมันต่างอะไรจาก search engine ?
พร้อมเสริมว่า ถ้า AFP ไม่อยากให้ใครได้ข่าว ก็จำกัดให้เว็บเข้าได้เฉพาะสมาชิกซะสิ หรือไม่ก็ป้องกันวิธีอื่น ไม่เห็นต้องไปฟ้องเลย และ มองไม่เห็นเหตุผลอื่น “นอกจากอยากเป็นข่าวเอง”

ผมเองก็จะตอบในนั้นล่ะนะ แต่มันไม่ติด ขอต่อข้างล่างนี่เลยละกัน


ค้นข้อมูล –> แสดงลิงก์ –> ต้องกดลิงก์ ไปที่เว็บแหล่งข่าว ถึงจะอ่านได้

Google News –> แสดงข่าว –> ไม่ต้องกดลิงก์ไปไหน อ่านข่าวอย่างย่อได้เลย

ดูๆ มันน่าจะต่างนะ


แหม ก็ AFP เปิดเว็บขึ้นมาเอง …
เป็นความผิดของ AFP ไปซะงั้น

แบบนี้อัดเพลงจากวิทยุก็ไม่ผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ล่ะเนอะ
ค่ายเทปดันเอาแผ่นมาให้ดีเจเปิดออกอากาศเองนี่


AFP จะเปิดเว็บมาทำไม ถ้าจะไม่ให้คนอื่นมาอ่านข่าว?

ใครๆ ก็เปิดเว็บครับ เดี๋ยวนี้
ไม่จำเป็นต้องหาประโยชน์ทางตรงบนเว็บก็ได้
บริษัทน้ำปลายังเปิดเลย
(เท่าที่เล่นๆ ดู ก็ไม่เห็นว่าเค้าจะขายน้ำปลาบนเว็บ)
ก็เปิดไปเพื่อประชาสัมพันธ์บริษัท/สินค้า สร้างภาพพจน์ เพิ่มช่องทางสื่อสารกับลูกค้า อะไรก็ได้
อ้อมๆ แบบนี้ก็นับเป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน

แล้วอันที่จริง AFP ก็เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปอ่านข่าวด้วย (ก็อย่างที่คุณ lew เข้าไปอ่านนั่นแหละ)

ใครๆ จะ **เข้าไป** อ่านก็ได้
–> คือ อ่านที่เว็บ AFP (แปลอีกที คือ ไม่ให้เอาไปอ่านที่อื่น)

“ใครๆ ก็เข้าไปอ่านได้” นี่ ไม่ได้แปลว่า “ใครๆ จะเอาข่าวไปใช้ก็ได้” นะครับ

จากข่าว AFP suing Google for copyright infringement

AFP said it has informed Google that it is not authorized to use AFP’s copyrighted material as it does and has asked Google to cease and desist from infringing its copyrighted work.

AFP alleged that Google has ignored such requests and as of the filing date of the lawsuit “continues in an unabated manner to violate AFP’s copyrights.”

AFP ได้แจ้ง Google ไปแล้ว ว่าการนำข่าวของเค้าไปใช้เนี่ย มันละเมิดลิขสิทธิ์นะ
แต่ Google ไม่สนใจต่อคำร้องนั้น, AFP จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องหลังจากนั้น


ระบบสมาชิก ไฟล์ robots.txt หรืออะไรก็ไม่สำคัญ
ถ้าของมันมีเจ้าของอยู่ และเจ้าของไม่ได้บอกว่า ให้เอาไปใช้ได้ ก็ไม่ควรจะเอาไปใช้

ประตูบ้านข้างๆ เปิดอ้าซ่าอยู่ ไม่ยอมปิด แถมยังไม่มีป้าย “ห้ามขโมย”
แสดงว่าเราเดินเข้าไปขโมยของได้ … ไม่ผิด?
(แถมถ้าเราไปแจ้งตำรวจ ก็ดันเป็นเรื่องตลกซะอีกแหน่ะ)


และลองนึกจากอีกฟาก

ถ้าเราเป็นลูกค้า AFP ล่ะ เราจะรู้สึกยังไง?

ทำไมเราต้องจ่ายตังค์ซื้อข่าว ซื้อรูป เพื่อจะมาลงหนังสือพิมพ์เรา เพื่อจะมาออกทีวีช่องของเรา
แต่ Google ไม่เห็นต้องจ่ายอะไรเลย
…แบบนี้เลือกปฏิบัติหนิ

เผลอๆ ถ้าไม่ทำอะไร AFP เองก็มีสิทธิโดนลูกค้าตัวเองฟ้องได้ด้วยซ้ำ
ฐานทำการค้าไม่เป็นธรรม ใครจะไปรู้


คิดเห็นยังไง บอกกันได้ครับ


Update: ในที่สุด ก็สามารถโพสต์ลิงก์แบบครึ่งๆ กลางๆ ไปที่เว็บ blognone โน่นได้ หลังจากพยายามมาหลายครั้ง ทั้งจากที่บ้านเมื่อวาน ที่ทำงานวันนี้ และที่บ้านวันนี้อีกหลายรอบ
เดี๋ยวจะลองดูอีกที ว่าจะโพสต์ความเห็นยาวๆ อย่างคนอื่นได้บ้างรึเปล่า

Update 2: คิดว่าเว็บ blognone เค้าคงตั้งสคริปต์กันโฆษณามั้ง ถ้ามีลิงก์ จะโพสต์ไม่ติด