โชติช่วงชีวิตแห่งการแชร์: ชัชวาล บุญปัน

"Patience" - The Milky Way

ผมชอบอาจารย์ ชัชวาล บุญปัน มาก ๆ

ผมรู้จักการสังหารหมู่กวางจูในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก จากการฉายหนัง May 18 ของชัชวาล

ชัชวาล(เคย)เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ มช. เป็นคนที่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง และพยายามจะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา ความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสังคม

ปี 2010 ผมหลุดเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเรียนสัมมนาของชัชวาล ผ่านการแนะนำของเพื่อนใหม่ชื่อโฟน ซึ่งก็เพิ่งรู้จักกันวันที่ฉายหนัง May 18 นั่นแหละ สัมมนาพูดถึงมนุษย์กับสงคราม แง่มุมทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ … สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในตึกภาควิชาฟิสิกส์-ในประเทศไทย

ห้องเรียนสัมมนาดำเนินไปในลักษณะการสนทนากันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เอาเข้าจริงคือ ทุกคนต่างเรียนจากอีกฝ่าย ในอากาศเต็มไปด้วยคำถาม และทุกคนคิดกับมัน โฟนบอกว่า ห้องเรียนของชัชวาลก็เป็นแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาชอบ

โฟนเป็นนักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมมักจะพบเขาในงานสัมมนาประเด็นทางสังคม วรรณกรรม หรือภาพยนตร์

Contact เป็นหนังไซไฟที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง (มันน่าจะอยู่ในหมวดเดียวกับ Gattaca) บทหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน โดย คาร์ล เซแกน เซแกนเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สนใจการสื่อสารประเด็นวิทยาศาสตร์กับสาธารณะ

ในทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีความขัดแย้งหนึ่งที่เรียกว่า Fermi paradox มันคือความขัดแย้งของตัวเลขประเมินจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมในแกแล็กซีทางช้างเผือก (สมการของเดรกDrake equation) ซึ่งมีเยอะกว่าหลักฐานที่เราเคยค้นพบอยู่มาก-เพราะเรายังไม่เคยค้นพบเลย สำหรับนักฟิสิกส์ดารารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้มีนัยยะว่า อารยธรรมนั้นเกิดขึ้นมากมายแต่มีอายุสั้นมาก นั่นคือ ที่เราหาพวกเขาไม่พบ เพราะอารยธรรมเหล่านั้นทำลายตัวเองไปหมดแล้ว

Fermi paradox ทำให้เซแกนสนใจการเมืองและเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนามและการต่อต้านนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 80 — เขาเคยถูกจับขณะพยายามปีนข้ามรั้วเข้าไปในเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เนวาดาระหว่างการชุมนุมประท้วง

เซแกนสอนวิชาการคิดเชิงวิพากษ์ที่คอร์เนลจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1996

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชัชวาลมีความสนใจในประเด็นทางสังคม รู้แต่เพียงว่า นี่คือตัวอย่างของอาจารย์ที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องมีมากขึ้น เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า “วิทยาศาสตร์เกี่ยวอะไร?” — สมการของเดรกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขภายหลัง มีพารามิเตอร์หนึ่งคือ “การล่าอาณานิคม(ดวงดาว)” เราต้องมีระบบการศึกษาแบบไหนที่อนุญาตให้คนคิดข้ามกรอบสาขาได้ขนาดนี้ ?

การศึกษาที่ไม่จัดคนอยู่ในกล่อง เพื่อจะให้คนในกล่องไปจัดคนลงกล่องต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

แม้จะเกษียณไปแล้ว ทุกวันนี้ชัชวาลก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายทอดสิ่งที่เขาเชื่อให้กับนักศึกษา ผ่านการบรรยายพิเศษตามวาระต่าง ๆ

 

บันทึกสืบเนื่องจากข่าวงานเสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยสำนักข่าวประชาธรรม; ปรับปรุงจากสเตตัสเฟซบุ๊ก

ภาพประกอบโดย by Luke Peterson Photography สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา

Mekong ICT Camp 2010 – Apply Now!

แม่โขงไอซีทีแคมป์ เป็นงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เนื้อหาด้าน สารสนเทศ + การสื่อสาร + เทคโนโลยี (ซึ่งครอบคลุมมากกว่า ‘เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร’) เพื่อการพัฒนาประชาสังคมในลุ่มน้ำโขง โดยเน้นการใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดและสามารถดัดแปลงพัฒนาต่อเองได้ให้เข้ากับท้องถิ่น

กลุ่มเป้าหมายคือ แฮกเกอร์ (ผู้สนใจเทคโนโลยีที่ชอบทดลองทำอะไรด้วยตัวเอง), นักข่าวนักหนังสือพิมพ์, และคนทำงานด้านสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเป็นอิสระ จากลุ่มน้ำโขง พร้อมกับผู้เข้าร่วมจากประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ครั้งแรกจัดไปเมื่อปี 2551 ที่ ชลบุรี
ปีนี้ จะจัดครั้งที่สอง ที่ เชียงใหม่
7-12 มิถุนายน 2553

เนื้อหาปีนี้เช่น การทำสารคดี การใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการรณรงค์ ความปลอดภัยของข้อมูล การทำข่าวพลเมือง การต่อวงจรเครื่องส่งวิทยุกำลังต่ำแบบง่าย ๆ Open Data และ Governance 2.0

วิทยากรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มที่ทำงานในเรื่องนั้น ๆ จากประเทศต่าง ๆ เช่น Indymedia จากสหรัฐอเมริกา, Center for Internet and Society จากอินเดีย, P2P Foundation จากไทย, และ InSTEDD จากสหรัฐอเมริกา+กัมพูชา

ผู้สนใจ สมัครด่วน ภายในวันที่ 10 เมษายน 2553

ปีนี้รับคนจากลุ่มน้ำโขง (พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม) 60 คน จากอุษาคเนย์อื่น ๆ 5 คน จากที่อื่นทั่วโลกอีก 5 คน รวมเป็น 70 คน

ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทุกคนจากลุ่มน้ำโขงจะได้รับการสนับสนุนที่พักและค่าเดินทาง (=ฟรี)
ผู้จัดงานสามารถออกหนังสือเชิญให้ได้ เพื่อลางาน/ขอวีซ่า

ฝากบอกต่อด้วยครับ — ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://mekongict.org

ร่วมกันจัดโดย มูลนิธิกองทุนไทย และ โอเพ่นดรีม
ด้วยการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ต่าง ๆ

—-

ต่อเนื่องจากงานนี้ ในวันเสารที่ 12 มิถุนายน จะมีงาน บาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 ด้วย — งานนี้เปิดสุด ๆ ใครที่สนใจเข้าไปร่วมได้เลย ที่หอศิลป์ ม.เชียงใหม่ (บาร์แคมป์คืออะไร?)

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

[22-23 Dec] Conference on Nationalism and Multiculturalism

ประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม”
22-23 ธ.ค. 2551 @ เชียงใหม่
http://202.28.25.21/conf2008/

สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ แนวคิดชาตินิยมที่ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับการกระบวนการสร้างรัฐชาติ ได้ส่งผลต่อการให้นิยามวัฒนธรรมประจำชาติและอัตลักษณ์ประจำชาติ ศาสนา ภาษา แนวคิดเรื่องการพัฒนาและระบบคุณค่าทางสังคมภายใต้รัฐชาติไทย เหล่านี้ ได้นำไปสู่การกดทับ และทำลายอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของกลุ่มคนที่ด้อยกว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนกลุ่มอารยธรรมย่อย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ ที่มองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอย่างเป็น “คนอื่น” และการสร้างภาพแบบเหมารวม เช่น ชาวเขาทำลายป่าและค้ายาเสพติด ชาวมุสลิมชอบใช้ความรุนแรง ในบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ นโยบายการพัฒนาภายใต้วาทกรรมความทันสมัย ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่เข้าไปดำเนินงานในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มักมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความมั่นคงของชาติและการส่งเสริมให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบยังชีพเข้าสู่ระบบการตลาด โครงการพัฒนาต่างๆ นั้น ยังละเลยการให้ความสำคัญกับมิติทางวัฒนธรรม อันประกอบด้วยความหลากหลายและซับซ้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ซึ่งมิไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ได้ตอบโต้หรือเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตน

การประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม 2551 โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งที่จะทบแนวความคิดในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในมิติทางวัฒนธรรม ในแง่มุมต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพ การจัดการทรัพยากรฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายการทำงานด้านชาติพันธุ์ระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้สนใจทั่วไป

ใครไปก็อาจเจอกันครับ 🙂

technorati tags:
,
,
,

New Blood, New Media in the New City

ไปเชียงใหม่มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่อใหม่/สื่อนฤมิต* จัดโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจอคนเยอะแยะ เดินทางสู่ผู้คน

เลยงอกออกมาเป็นดูโอคอร์ตอนพิเศษ อย่างน่าดีใจ

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ channel.duocore.tv/new-media-in-chiang-mai

ขอบคุณทีมงานคณะการสื่อสารมวลชน + CAMT ทีม minimal gallery ขลุ่ย เมฆ ชา และพี่ปูคนขับรถที่พาเราไปทุกที่

บรรยากาศเชียงใหม่เปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ช้างคลานผมเห็นร้านที่เคยไปปิดลง หลายร้านบนถนนนั้นก็ปิดด้วย คนที่นั่นว่ามันไม่บูมเหมือนสองปีก่อน ที่มีงานพืชสวนโลก
แต่รวม ๆ มันก็ยังเป็นเชียงใหม่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างจากเดิม

จริง ๆ ที่ไหน ๆ มันก็เปลี่ยนทั้งนั้น และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอ เหมือนใครซักคน (วิชา?) พูดระหว่างฝนตกหน้าร้าน minimal

“คนที่บอกว่าปายเปลี่ยนไปไม่ดีเลย ก็คนเชียงใหม่คนกรุงเทพนั่นแหละ คนปายเขาชอบ”

หรือที่แพทว่า

“คนเชียงใหม่ไม่รู้หรอกว่านิมมานเปลี่ยนไป คนเชียงใหม่เขาไม่ได้มานิมมาน มีแต่คนกรุงเทพแหละที่มาเที่ยว”

ใช่ หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงมันโหดร้าย แม้กระทั่งกับ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ไปนอนบ้านริมน้ำ ซื้อของตลาดน้ำ ตกค่ำ ๆ ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อย มันก็ยังเป็นปัญหาได้
ถึงขนาดชาวบ้านบางคนลงมือตัดต้นลำพูริมบ้านตัวทิ้ง เพราะรำคาญนักท่องเที่ยว ที่มักจะล่องเรือมาดูหิ่งห้อยตอนเขาเข้านอนแล้ว หรืออาจยังไม่นอนแต่รู้สึกว่าเสียความเป็นส่วนตัว

จะว่าไป การพยายามจะหยุดเวลาหรือสร้างหน้าตาให้เหมือน “เดิม ๆ” อย่าง อัมพวา มันก็คือการเปลี่ยนแปลง คือความไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่างปฏิเสธไม่ได้

มันไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ เปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น คนท้องถิ่น-ซึ่งต้องอยู่ที่นั่นทุก ๆ วัน เพราะมันเป็นบ้านเขาไม่ใช่แค่ที่ตากอากาศ-เขายินดีกับมันแค่ไหน การที่คนนอกจะไปกะเกณฑ์ว่า เชียงใหม่ต้องเป็นแบบนี้ ปายต้องเป็นแบบนั้น อัมพวา สามชุก ฯลฯ ต้องเป็นต่าง ๆ นานา

แต่ดูเหมือนแนวคิดคำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทย จะยังยึดอยู่กับคำว่า “อนุรักษ์” ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงเป็นปัญหาเสมอ

ของใหม่อะไรก็ตามมักจะเป็นตัวปัญหา สื่อใหม่/สื่อนฤมิตก็เป็นตัวปัญหาในสายตาสังคมและรัฐ ผมว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมมนา

ที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมและรัฐยังไม่รู้จะทำความเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร

สังคมไทยในจินตภาพของเรา เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ผู้คนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเป็นมิตรกัน
เมื่อเกิดเหตุเด็กฆ่าแท็กซี่ เราช็อก ไม่รู้จะอธิบายมันด้วยคำอธิบายที่เราเชื่อกันใช้กันมานานได้อย่างไร

ทางออกที่สะดวกที่สุด (และมักง่ายที่สุด) ก็คือ โยนความผิดบาปไปให้ของใหม่

เมื่อก่อนบ้านเราไม่มี “เกมออนไลน์” ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่มีเด็กฆ่าแท็กซี่
มาวันนี้บ้านเรามี GTA แล้วก็มีเด็กฆ่าแท็กซี่ เฮ้ย GTA มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ ๆ !!

ง่ายดีไหมครับ

สื่อใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ เหล่านี้สังคมและรัฐรู้วิธีจัดการกับมัน รัฐเองมีกฎหมายไว้ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา สื่อนฤมิตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา อินเทอร์เน็ตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อนุรักษ์นิยมที่มาจากการรัฐประหาร หยิบมาพิจารณาและผ่านอย่างรวดเร็ว ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์-ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ — เขา้ต้องมีเครื่องมืออะไรมาควบคุม เพื่อให้เขาพ้นจากความกลัวดังกล่าว

ดู ๆ ไป ก็เป็นสังคมที่ปกครองกันด้วยความกลัวตั้งแต่รากฐานจริง ๆ คือ รัฐก็ออกกฎหมายเพราะกลัว ผู้คนก็ทำตามกฎหมายเพราะกลัวความผิดตามกฎหมาย (หรือถ้าเป็นสมัยศาสนามีอำนาจ ก็คือทำ “ดี” เพราะกลัวบาป กลัวตกนรก) เราจะเรียกสังคมแบบนี้ว่าสังคมอารยะ (civic society) ไหม ? ผมว่าไม่นะ

คุยหลายเรื่อง จบไม่ลง ไม่ได้เขียนนาน เอาเป็นว่าตั้งคำถามหย่อนไว้เท่านี้แล้วก็หนีก่อนละกัน ลองคุยกันดูนะครับเพื่อน ๆ (ผมอาจจะไม่ได้ร่วมวงอย่างทันใจ แต่เชิญคุยกันเองได้เลยครับ)


* ผมค่อนข้างมีปัญหากับการใช้คำว่า “สื่อใหม่” เพื่อแทน New Media
และอยากจะใช้คำอื่นแทน เช่น “สื่อนฤมิต” หรืออะไรก็ได้ที่มันมีความเจาะจงกว่า และไม่กำกวมอย่างคำว่า “สื่อใหม่” — คือ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า เขาต้องการหมายถึงอะไร [สื่อ-ใหม่] (สองคำต่อกัน, ใหม่ ขยาย สื่อ) หรือ [สื่อใหม่] (คำเดียวกัน) — ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้วิธี capitalize มันได้ ก็เขียน New Media ไปซะ ในบริบทที่ถ้าเขียน new media แล้วมันจะเป็นปัญหา — หรือในภาษาเยอรมันก็จะชัดเจนว่า เขาใช้คำว่า Neue Medien แทนที่จะเป็น neue Medien (คำนามในภาษาเยอรมันตัวแรกจะเขียนเป็นตัวใหญ่หมด ส่วน neue นั้นเป็นคำวิเศษณ์ ปกติต้องเขียนตัวเล็ก แต่ในที่นี้ คำว่า Neue Medien มันเป็นคำนามคำเดียวกัน ไม่ได้แยก) — แต่ภาษาไทยไม่มีกลไกระดับ typography อย่างนั้น (หรือ morphology ด้วย?) ทางที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นซะ ข้อจำกัดพวกนี้-ประกอบกับเรื่อง ๆ อื่น น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้มีการคิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิม ๆ

technorati tags: , ,

when love flourish

ดูละครช่องสาม “เมื่อดอกรักบาน” แล้วพาลจะร้องไห้ T-T

ตอนจบจันทร์หน้าครับ

(เพิ่งเคยดูจริง ๆ ตอนแรกวันนี้ ก่อนหน้านี้เคยเปิดผ่านหนึ่งครั้ง)

technorati tags:
,

Red for NO

“แดงไม่รับ”
รณรงค์เชิงสัญลักษณ์ ‘ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550’

นัดสวมเสื้อสีแดง
เที่ยงตรง
เสาร์ 4 ส.ค. 50 (พรุ่งนี้)

กรุงเทพ — สยามเซ็นเตอร์ และ สยามสแควร์
เจอกัน และช่วยกันแจกเอกสาร สติ๊กเกอร์ และโปสเตอร์รณรงค์
จากสยามสแควร์ ไปตามเส้นทางสุขุมวิท

เชียงใหม่ — ร้านเคเอฟซี ในห้างเซ็นทรัลแอร์พอร์ต พลาซ่า
เจอกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน

เชียงราย — ร้านเคเอฟซี ในห้างบิ๊กซี จ.เชียงราย
เจอกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน

(เชียงราย และ เชียงใหม่ ยังอยู่ในกฎอัยการศึก งดแจกเอกสาร)

จังหวัดอื่น ๆ สามารถร่วมใส่ได้เช่นกัน 🙂

ทำไมไม่รับ ? … ดูเนื้อหาการดีเบตรัฐธรรมนูญ 2550 มีอะไรหมกเม็ดไว้บ้าง ?

technorati tags:
,
,

Don’t Be Happy, Do Be Worried

Don’t Be Happy, Do Be Worried
เลิก สนุก มา ทุกข์ กัน เถิด

นิทรรศการเเสดงรูปวาดเละภาพยนตร์
โดยน้ำพักน้ำเเรงของ กลุ่ม M.I.T – S.I.X
กลุ่มศิลปินไทย 144 คน ที่ใช้ชีวิตเเละรวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงานที่เชียงใหม่
ทั้ง วิดีโอ, ภาพยนตร์, การแสดง, ดนตรี, media movement, action, objects, event

17 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2550
ที่ VER GALLERY ใกล้ร้านเฟม คลองสาน

updated 2007.05.29: undergooskin (เพื่อนคุณ anpanpon) ไปดูมาแล้ว มีรูปด้วย

[ลิงก์ Don’t Be Happy Do Be Worried | ผ่าน Culture Lab etc.]

technorati tags:
,
,

Waiting for Bangkok

เชียงใหม่ฝนตก สี่

18:46
(เย็นวันอาทิตย์)

กลับมาที่นิมมานอีกรอบ

ฝนตกตลอดเวลา

เที่ยวบินไปดอนเมือง ที่ราคาพอรับได้ มีอีกทีก็โน่น สามทุ่มสี่สิบ นกแอร์

ก็เลย หลังจากจองตั๋ว นั่งรถเมล์เข้ามาในเมืองใหม่

ถูกแซงคิวตอนซื้อตั๋วเครื่องบิน
“ขอโทษครับ” “ขอบคุณครับ”
สองประโยคติดกัน เป็นการห้ามปราม
พร้อมกับเดินเข้าไปที่หน้าช่องขายตั๋วทันที

รถเมล์วิ่งไปไหน สาย 6R เขียนว่า วนขวา
หนองหอย สนามบิน อะไรทำนองนี้
ขึ้นไปแล้วค่อยถามละกัน ไม่ได้รีบ

สุดท้ายได้ไปลงหลังมอ
เออ ยังไม่ได้มาแถวนี้เลยหนิ

ของกิน หนังสือเช่า ร้านซักรีด และสารพัดกิจการเท่าที่จะนึกออกได้ สำหรับเด็กหอ
บรรยากาศนักศึกษาอย่างที่สุด ประมาณแถวเชียงราก แต่หนาแน่นกว่าเยอะ
โน่น โต๊ะข้าง ๆ ใส่เสื้อคณะทั้งโต๊ะ ศึกษาศาสตร์

กินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยไปหนึ่งชาม
(ถัดไปหน่อย มีร้านชื่อ ภูเก็ต – นานาชาติจริง ๆ ประเทศนี้)

แล้วก็เดินมาเรื่อย ๆ ผ่านคลองชล หอศิลป์
สุดท้ายก็กลับมาที่นิมมาน

ก่อนหน้านี้ไปนั่ง Sunday Cafe by Vajira and friends มา
ชอบนะ
แปลก ๆ นิดหน่อย อาจจะเพราะมันกันเองจัด แต่ดีทีเดียว 🙂

เปิดแผ่น เพลงแนวที่คิดว่า anpanpon มันต้องชอบแน่
เอาเพลง I love you, ono ของ Stereo Total ให้พี่เค้าเปิดด้วย
(ในโปสการ์ดโปรโมตงาน มีบอกด้วยว่า ให้นำเพลงของคุณมาเปิดได้หนึ่งเพลง)

Slot Machine มาด้วย มีกิ๊กเล็ก ๆ ร้อง+เล่นอคูสติก ดีนะ
(ถ่ายวีดิโอคลิปมานิดหน่อย ว่าจะส่งไป jiggaban.com พร้อม ๆ กับคลิปเมื่อคืนที่ขันอาษา รอไปดูที่นั่นละกัน ไม่รู้จะใช้ได้รึเปล่า)

มาเชียงใหม่คราวนี้ ได้พบได้เจออะไรเยอะแยะทีเดียว

และเป็นอีกครั้ง ที่ผมได้เดินทางไปสู่ผู้คน ไม่ใช่สถานที่

มีเพื่อนใหม่ ๆ 🙂


เชียงใหม่ฝนตก: หนึ่ง
สอง
สาม
สี่

technorati tags:
,
,