เจ้าหน้าที่รัฐกับ gated community

เรื่องหลักๆ ที่ผมไม่ค่อยชอบไอเดียที่ทำงานหรือที่พักข้าราชการที่เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ลักษณะ compound แยกไปต่างหากจากส่วนอื่นของเมือง (แบบศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะหรือแบบบ้านพักตรงตีนดอยสุเทพ) มันเป็นเรื่องสถาปัตยกรรมการจัดแบ่งพื้นที่เลยนะ คือสุดท้าย มันเป็นไปได้ใช่ไหม ว่าชีวิตคนเหล่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกแวดวงทำงานน้อยลงอีกมาก

ไปทำงานในศูนย์ราชการก็เจอแต่พวกเดียวกัน (กับคนทำงานบริการที่โดยความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีฐานะต่ำกว่า) กลับบ้านก็เจอแต่พวกเดียวกัน ครอบครัวก็มีแต่เพื่อนบ้านที่มาจากแวดวงเดียวกัน แล้วจะไม่ค่อยมีคนขัดคุณเท่าไรหรอก ซึ่งอันตรายนะ อยู่แบบนี้ไปนานๆ โลกทัศน์ของคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

เรากำลังพูดถึงคนที่โดยบทบาทหน้าที่จะต้องไปตัดสินข้อขัดแย้งและวางบรรทัดฐานบางอย่างให้กับสังคมนะครับ ภาพสังคมในจินตนาการของพวกเขา กับภาพสังคมในจินตนาการของคนที่เหลือในประเทศ มันจะออกมาเหมือนกันไหม ถ้าใช้ชีวิตกันแบบพื้นที่แทบจะไม่ทับกันเลย หรือทับกันเฉพาะในบทบาท “ผู้รับบริการ-ผู้ให้บริการ” ซึ่งมีอำนาจไม่เท่ากัน

สิ่งนี้เป็นประเด็นเดียวกันกับที่คนวิพากษ์วิจารณ์กันว่า สถาบันตุลาการไทยไม่ยึดโยงกับประชาชน

คือยังไม่ต้องไปพูดถึงกระบวนการเข้าสู่อำนาจเลย (อย่างที่บางประเทศผู้พิพากษาศาลฎีกาถูกเสนอชื่อผ่านกระบวนการทางรัฐสภาหรือทางผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง-และเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้อย่างเปิดเผย) เอาแค่คำถามว่า ตกลงเราใช้ชีวิตอยู่ใน “สังคม” เดียวกันจริงๆ หรือไม่ ยังเป็นสิ่งท้าทายเลย

เรื่องนี้สำคัญ เพราะ *ถ้า* ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้พิพากษาไม่ได้อยู่ในสังคมเดียวกับเรา ก็แปลว่าคำพิพากษาและการตีความกฎหมายใดๆ ที่จะส่งผลผูกพันกับเราทุกคน กลับไม่มีโอกาสผูกพันกับตัวผู้พิพากษาเอง พูดอีกแบบคือ มีแนวโน้มจะเป็นการตัดสินแบบไม่จำเป็นต้องมี accountability หรือความรับผิดรับชอบใดๆ

เป็นผู้พิพากษาที่ลอยมาจากสวรรค์ ตัดสินชี้ชะตามนุษย์เสร็จก็บินกลับไปนอนอยู่บนเมฆสวยๆ ไม่ต้องทุกข์ร้อนจากการกระทำของตัว

ต่อให้ไปสร้างหมู่บ้านในเมือง ไม่ยุ่งกับป่า ผมว่าถ้ายังเป็นรูปแบบนี้ก็มีปัญหาข้างต้นอยู่ดี

เราจัดพื้นที่ให้ที่ทำงานและที่พักของเจ้าหน้าที่รัฐไม่แยกขาดจากพื้นที่ชีวิตของคนทั่วไปขนาดนี้ได้ไหม เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนทั่วไปจะได้เป็นเพื่อนบ้านกันได้ เห็นชีวิตของกันและกันมากขึ้น

ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด และไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะที่ #หมู่บ้านป่าแหว่ง ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะกับข้าราชการตุลาการ แต่เป็นปัญหากับทุกหน่วยงาน

ถ้าเรามองว่า polarization การแบ่งขั้วแบ่งข้างจนไม่สนใจคนอื่น ทำให้คนมีพื้นที่ตรงกลางน้อยลงที่จะเข้าใจกัน (*ผมคิดว่าสุดท้ายเราเลือกข้างได้นะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลาง เพียงแต่ควรเข้าใจข้างอื่นๆ ด้วย) ไอ้ gated community อยู่กันเฉพาะพวกตัวเองแบบนี้ก็เป็นปัญหาแบบเดียวกัน (ผมไม่ค่อยชอบธรรมศาสตร์รังสิตในประเด็นนี้ด้วย)

ถ้าคิดว่าวาระสำคัญของชาติคือการ “ปรองดอง” ก็ควรจะออกมาดองกับคนอื่นบ้างน่ะครับ

….

ค้นคำว่า “gated community” เจอบทความนี้ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ จาก มิ.ย. 2560 – “ฐานทางสังคมของเผด็จการ”

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 29 เม.ย. 2018)

ภาพประกอบ “Gated” โดย Gordon Joy สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน

โชติช่วงชีวิตแห่งการแชร์: ชัชวาล บุญปัน

"Patience" - The Milky Way

ผมชอบอาจารย์ ชัชวาล บุญปัน มาก ๆ

ผมรู้จักการสังหารหมู่กวางจูในเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก จากการฉายหนัง May 18 ของชัชวาล

ชัชวาล(เคย)เป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาฟิสิกส์ มช. เป็นคนที่สนใจความเป็นไปของสังคมรอบข้าง และพยายามจะถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา ความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีกับสังคม

ปี 2010 ผมหลุดเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเรียนสัมมนาของชัชวาล ผ่านการแนะนำของเพื่อนใหม่ชื่อโฟน ซึ่งก็เพิ่งรู้จักกันวันที่ฉายหนัง May 18 นั่นแหละ สัมมนาพูดถึงมนุษย์กับสงคราม แง่มุมทางเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ … สิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในตึกภาควิชาฟิสิกส์-ในประเทศไทย

ห้องเรียนสัมมนาดำเนินไปในลักษณะการสนทนากันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เอาเข้าจริงคือ ทุกคนต่างเรียนจากอีกฝ่าย ในอากาศเต็มไปด้วยคำถาม และทุกคนคิดกับมัน โฟนบอกว่า ห้องเรียนของชัชวาลก็เป็นแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่เขาชอบ

โฟนเป็นนักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่ผมมักจะพบเขาในงานสัมมนาประเด็นทางสังคม วรรณกรรม หรือภาพยนตร์

Contact เป็นหนังไซไฟที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง (มันน่าจะอยู่ในหมวดเดียวกับ Gattaca) บทหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน โดย คาร์ล เซแกน เซแกนเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สนใจการสื่อสารประเด็นวิทยาศาสตร์กับสาธารณะ

ในทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีความขัดแย้งหนึ่งที่เรียกว่า Fermi paradox มันคือความขัดแย้งของตัวเลขประเมินจำนวนสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมในแกแล็กซีทางช้างเผือก (สมการของเดรกDrake equation) ซึ่งมีเยอะกว่าหลักฐานที่เราเคยค้นพบอยู่มาก-เพราะเรายังไม่เคยค้นพบเลย สำหรับนักฟิสิกส์ดารารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สิ่งนี้มีนัยยะว่า อารยธรรมนั้นเกิดขึ้นมากมายแต่มีอายุสั้นมาก นั่นคือ ที่เราหาพวกเขาไม่พบ เพราะอารยธรรมเหล่านั้นทำลายตัวเองไปหมดแล้ว

Fermi paradox ทำให้เซแกนสนใจการเมืองและเข้าร่วมขบวนการสันติภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนามและการต่อต้านนิวเคลียร์ในช่วงทศวรรษ 80 — เขาเคยถูกจับขณะพยายามปีนข้ามรั้วเข้าไปในเขตทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่เนวาดาระหว่างการชุมนุมประท้วง

เซแกนสอนวิชาการคิดเชิงวิพากษ์ที่คอร์เนลจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1996

ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ชัชวาลมีความสนใจในประเด็นทางสังคม รู้แต่เพียงว่า นี่คือตัวอย่างของอาจารย์ที่การศึกษาไทยจำเป็นต้องมีมากขึ้น เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า “วิทยาศาสตร์เกี่ยวอะไร?” — สมการของเดรกที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขภายหลัง มีพารามิเตอร์หนึ่งคือ “การล่าอาณานิคม(ดวงดาว)” เราต้องมีระบบการศึกษาแบบไหนที่อนุญาตให้คนคิดข้ามกรอบสาขาได้ขนาดนี้ ?

การศึกษาที่ไม่จัดคนอยู่ในกล่อง เพื่อจะให้คนในกล่องไปจัดคนลงกล่องต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

แม้จะเกษียณไปแล้ว ทุกวันนี้ชัชวาลก็ยังสนุกกับการได้ถ่ายทอดสิ่งที่เขาเชื่อให้กับนักศึกษา ผ่านการบรรยายพิเศษตามวาระต่าง ๆ

 

บันทึกสืบเนื่องจากข่าวงานเสวนาเดือนตุลา : ความรุนแรง สันติวิธี และการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยสำนักข่าวประชาธรรม; ปรับปรุงจากสเตตัสเฟซบุ๊ก

ภาพประกอบโดย by Luke Peterson Photography สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา

Mekong ICT Camp 2010 – Apply Now!

แม่โขงไอซีทีแคมป์ เป็นงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เนื้อหาด้าน สารสนเทศ + การสื่อสาร + เทคโนโลยี (ซึ่งครอบคลุมมากกว่า ‘เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร’) เพื่อการพัฒนาประชาสังคมในลุ่มน้ำโขง โดยเน้นการใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดและสามารถดัดแปลงพัฒนาต่อเองได้ให้เข้ากับท้องถิ่น

กลุ่มเป้าหมายคือ แฮกเกอร์ (ผู้สนใจเทคโนโลยีที่ชอบทดลองทำอะไรด้วยตัวเอง), นักข่าวนักหนังสือพิมพ์, และคนทำงานด้านสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเป็นอิสระ จากลุ่มน้ำโขง พร้อมกับผู้เข้าร่วมจากประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ครั้งแรกจัดไปเมื่อปี 2551 ที่ ชลบุรี
ปีนี้ จะจัดครั้งที่สอง ที่ เชียงใหม่
7-12 มิถุนายน 2553

เนื้อหาปีนี้เช่น การทำสารคดี การใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการรณรงค์ ความปลอดภัยของข้อมูล การทำข่าวพลเมือง การต่อวงจรเครื่องส่งวิทยุกำลังต่ำแบบง่าย ๆ Open Data และ Governance 2.0

วิทยากรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มที่ทำงานในเรื่องนั้น ๆ จากประเทศต่าง ๆ เช่น Indymedia จากสหรัฐอเมริกา, Center for Internet and Society จากอินเดีย, P2P Foundation จากไทย, และ InSTEDD จากสหรัฐอเมริกา+กัมพูชา

ผู้สนใจ สมัครด่วน ภายในวันที่ 10 เมษายน 2553

ปีนี้รับคนจากลุ่มน้ำโขง (พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม) 60 คน จากอุษาคเนย์อื่น ๆ 5 คน จากที่อื่นทั่วโลกอีก 5 คน รวมเป็น 70 คน

ผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทุกคนจากลุ่มน้ำโขงจะได้รับการสนับสนุนที่พักและค่าเดินทาง (=ฟรี)
ผู้จัดงานสามารถออกหนังสือเชิญให้ได้ เพื่อลางาน/ขอวีซ่า

ฝากบอกต่อด้วยครับ — ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://mekongict.org

ร่วมกันจัดโดย มูลนิธิกองทุนไทย และ โอเพ่นดรีม
ด้วยการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ต่าง ๆ

—-

ต่อเนื่องจากงานนี้ ในวันเสารที่ 12 มิถุนายน จะมีงาน บาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 ด้วย — งานนี้เปิดสุด ๆ ใครที่สนใจเข้าไปร่วมได้เลย ที่หอศิลป์ ม.เชียงใหม่ (บาร์แคมป์คืออะไร?)

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

[22-23 Dec] Conference on Nationalism and Multiculturalism

ประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม”
22-23 ธ.ค. 2551 @ เชียงใหม่
http://202.28.25.21/conf2008/

สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ แนวคิดชาตินิยมที่ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับการกระบวนการสร้างรัฐชาติ ได้ส่งผลต่อการให้นิยามวัฒนธรรมประจำชาติและอัตลักษณ์ประจำชาติ ศาสนา ภาษา แนวคิดเรื่องการพัฒนาและระบบคุณค่าทางสังคมภายใต้รัฐชาติไทย เหล่านี้ ได้นำไปสู่การกดทับ และทำลายอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของกลุ่มคนที่ด้อยกว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนกลุ่มอารยธรรมย่อย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ ที่มองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอย่างเป็น “คนอื่น” และการสร้างภาพแบบเหมารวม เช่น ชาวเขาทำลายป่าและค้ายาเสพติด ชาวมุสลิมชอบใช้ความรุนแรง ในบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ นโยบายการพัฒนาภายใต้วาทกรรมความทันสมัย ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่เข้าไปดำเนินงานในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มักมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความมั่นคงของชาติและการส่งเสริมให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบยังชีพเข้าสู่ระบบการตลาด โครงการพัฒนาต่างๆ นั้น ยังละเลยการให้ความสำคัญกับมิติทางวัฒนธรรม อันประกอบด้วยความหลากหลายและซับซ้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ซึ่งมิไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ได้ตอบโต้หรือเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตน

การประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม 2551 โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งที่จะทบแนวความคิดในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในมิติทางวัฒนธรรม ในแง่มุมต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพ การจัดการทรัพยากรฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายการทำงานด้านชาติพันธุ์ระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้สนใจทั่วไป

ใครไปก็อาจเจอกันครับ 🙂

technorati tags:
,
,
,

New Blood, New Media in the New City

ไปเชียงใหม่มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่อใหม่/สื่อนฤมิต* จัดโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจอคนเยอะแยะ เดินทางสู่ผู้คน

เลยงอกออกมาเป็นดูโอคอร์ตอนพิเศษ อย่างน่าดีใจ

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ channel.duocore.tv/new-media-in-chiang-mai

ขอบคุณทีมงานคณะการสื่อสารมวลชน + CAMT ทีม minimal gallery ขลุ่ย เมฆ ชา และพี่ปูคนขับรถที่พาเราไปทุกที่

บรรยากาศเชียงใหม่เปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ช้างคลานผมเห็นร้านที่เคยไปปิดลง หลายร้านบนถนนนั้นก็ปิดด้วย คนที่นั่นว่ามันไม่บูมเหมือนสองปีก่อน ที่มีงานพืชสวนโลก
แต่รวม ๆ มันก็ยังเป็นเชียงใหม่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างจากเดิม

จริง ๆ ที่ไหน ๆ มันก็เปลี่ยนทั้งนั้น และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอ เหมือนใครซักคน (วิชา?) พูดระหว่างฝนตกหน้าร้าน minimal

“คนที่บอกว่าปายเปลี่ยนไปไม่ดีเลย ก็คนเชียงใหม่คนกรุงเทพนั่นแหละ คนปายเขาชอบ”

หรือที่แพทว่า

“คนเชียงใหม่ไม่รู้หรอกว่านิมมานเปลี่ยนไป คนเชียงใหม่เขาไม่ได้มานิมมาน มีแต่คนกรุงเทพแหละที่มาเที่ยว”

ใช่ หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงมันโหดร้าย แม้กระทั่งกับ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ไปนอนบ้านริมน้ำ ซื้อของตลาดน้ำ ตกค่ำ ๆ ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อย มันก็ยังเป็นปัญหาได้
ถึงขนาดชาวบ้านบางคนลงมือตัดต้นลำพูริมบ้านตัวทิ้ง เพราะรำคาญนักท่องเที่ยว ที่มักจะล่องเรือมาดูหิ่งห้อยตอนเขาเข้านอนแล้ว หรืออาจยังไม่นอนแต่รู้สึกว่าเสียความเป็นส่วนตัว

จะว่าไป การพยายามจะหยุดเวลาหรือสร้างหน้าตาให้เหมือน “เดิม ๆ” อย่าง อัมพวา มันก็คือการเปลี่ยนแปลง คือความไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่างปฏิเสธไม่ได้

มันไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ เปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น คนท้องถิ่น-ซึ่งต้องอยู่ที่นั่นทุก ๆ วัน เพราะมันเป็นบ้านเขาไม่ใช่แค่ที่ตากอากาศ-เขายินดีกับมันแค่ไหน การที่คนนอกจะไปกะเกณฑ์ว่า เชียงใหม่ต้องเป็นแบบนี้ ปายต้องเป็นแบบนั้น อัมพวา สามชุก ฯลฯ ต้องเป็นต่าง ๆ นานา

แต่ดูเหมือนแนวคิดคำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทย จะยังยึดอยู่กับคำว่า “อนุรักษ์” ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงเป็นปัญหาเสมอ

ของใหม่อะไรก็ตามมักจะเป็นตัวปัญหา สื่อใหม่/สื่อนฤมิตก็เป็นตัวปัญหาในสายตาสังคมและรัฐ ผมว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมมนา

ที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมและรัฐยังไม่รู้จะทำความเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร

สังคมไทยในจินตภาพของเรา เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ผู้คนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเป็นมิตรกัน
เมื่อเกิดเหตุเด็กฆ่าแท็กซี่ เราช็อก ไม่รู้จะอธิบายมันด้วยคำอธิบายที่เราเชื่อกันใช้กันมานานได้อย่างไร

ทางออกที่สะดวกที่สุด (และมักง่ายที่สุด) ก็คือ โยนความผิดบาปไปให้ของใหม่

เมื่อก่อนบ้านเราไม่มี “เกมออนไลน์” ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่มีเด็กฆ่าแท็กซี่
มาวันนี้บ้านเรามี GTA แล้วก็มีเด็กฆ่าแท็กซี่ เฮ้ย GTA มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ ๆ !!

ง่ายดีไหมครับ

สื่อใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ เหล่านี้สังคมและรัฐรู้วิธีจัดการกับมัน รัฐเองมีกฎหมายไว้ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา สื่อนฤมิตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา อินเทอร์เน็ตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อนุรักษ์นิยมที่มาจากการรัฐประหาร หยิบมาพิจารณาและผ่านอย่างรวดเร็ว ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์-ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ — เขา้ต้องมีเครื่องมืออะไรมาควบคุม เพื่อให้เขาพ้นจากความกลัวดังกล่าว

ดู ๆ ไป ก็เป็นสังคมที่ปกครองกันด้วยความกลัวตั้งแต่รากฐานจริง ๆ คือ รัฐก็ออกกฎหมายเพราะกลัว ผู้คนก็ทำตามกฎหมายเพราะกลัวความผิดตามกฎหมาย (หรือถ้าเป็นสมัยศาสนามีอำนาจ ก็คือทำ “ดี” เพราะกลัวบาป กลัวตกนรก) เราจะเรียกสังคมแบบนี้ว่าสังคมอารยะ (civic society) ไหม ? ผมว่าไม่นะ

คุยหลายเรื่อง จบไม่ลง ไม่ได้เขียนนาน เอาเป็นว่าตั้งคำถามหย่อนไว้เท่านี้แล้วก็หนีก่อนละกัน ลองคุยกันดูนะครับเพื่อน ๆ (ผมอาจจะไม่ได้ร่วมวงอย่างทันใจ แต่เชิญคุยกันเองได้เลยครับ)


* ผมค่อนข้างมีปัญหากับการใช้คำว่า “สื่อใหม่” เพื่อแทน New Media
และอยากจะใช้คำอื่นแทน เช่น “สื่อนฤมิต” หรืออะไรก็ได้ที่มันมีความเจาะจงกว่า และไม่กำกวมอย่างคำว่า “สื่อใหม่” — คือ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า เขาต้องการหมายถึงอะไร [สื่อ-ใหม่] (สองคำต่อกัน, ใหม่ ขยาย สื่อ) หรือ [สื่อใหม่] (คำเดียวกัน) — ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้วิธี capitalize มันได้ ก็เขียน New Media ไปซะ ในบริบทที่ถ้าเขียน new media แล้วมันจะเป็นปัญหา — หรือในภาษาเยอรมันก็จะชัดเจนว่า เขาใช้คำว่า Neue Medien แทนที่จะเป็น neue Medien (คำนามในภาษาเยอรมันตัวแรกจะเขียนเป็นตัวใหญ่หมด ส่วน neue นั้นเป็นคำวิเศษณ์ ปกติต้องเขียนตัวเล็ก แต่ในที่นี้ คำว่า Neue Medien มันเป็นคำนามคำเดียวกัน ไม่ได้แยก) — แต่ภาษาไทยไม่มีกลไกระดับ typography อย่างนั้น (หรือ morphology ด้วย?) ทางที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นซะ ข้อจำกัดพวกนี้-ประกอบกับเรื่อง ๆ อื่น น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้มีการคิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิม ๆ

technorati tags: , ,

when love flourish

ดูละครช่องสาม “เมื่อดอกรักบาน” แล้วพาลจะร้องไห้ T-T

ตอนจบจันทร์หน้าครับ

(เพิ่งเคยดูจริง ๆ ตอนแรกวันนี้ ก่อนหน้านี้เคยเปิดผ่านหนึ่งครั้ง)

technorati tags:
,

Red for NO

“แดงไม่รับ”
รณรงค์เชิงสัญลักษณ์ ‘ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550’

นัดสวมเสื้อสีแดง
เที่ยงตรง
เสาร์ 4 ส.ค. 50 (พรุ่งนี้)

กรุงเทพ — สยามเซ็นเตอร์ และ สยามสแควร์
เจอกัน และช่วยกันแจกเอกสาร สติ๊กเกอร์ และโปสเตอร์รณรงค์
จากสยามสแควร์ ไปตามเส้นทางสุขุมวิท

เชียงใหม่ — ร้านเคเอฟซี ในห้างเซ็นทรัลแอร์พอร์ต พลาซ่า
เจอกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน

เชียงราย — ร้านเคเอฟซี ในห้างบิ๊กซี จ.เชียงราย
เจอกัน และรับประทานอาหารร่วมกัน

(เชียงราย และ เชียงใหม่ ยังอยู่ในกฎอัยการศึก งดแจกเอกสาร)

จังหวัดอื่น ๆ สามารถร่วมใส่ได้เช่นกัน 🙂

ทำไมไม่รับ ? … ดูเนื้อหาการดีเบตรัฐธรรมนูญ 2550 มีอะไรหมกเม็ดไว้บ้าง ?

technorati tags:
,
,

Don’t Be Happy, Do Be Worried

Don’t Be Happy, Do Be Worried
เลิก สนุก มา ทุกข์ กัน เถิด

นิทรรศการเเสดงรูปวาดเละภาพยนตร์
โดยน้ำพักน้ำเเรงของ กลุ่ม M.I.T – S.I.X
กลุ่มศิลปินไทย 144 คน ที่ใช้ชีวิตเเละรวมตัวกันสร้างสรรค์ผลงานที่เชียงใหม่
ทั้ง วิดีโอ, ภาพยนตร์, การแสดง, ดนตรี, media movement, action, objects, event

17 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2550
ที่ VER GALLERY ใกล้ร้านเฟม คลองสาน

updated 2007.05.29: undergooskin (เพื่อนคุณ anpanpon) ไปดูมาแล้ว มีรูปด้วย

[ลิงก์ Don’t Be Happy Do Be Worried | ผ่าน Culture Lab etc.]

technorati tags:
,
,