IT ที่ไม่ใช่เพื่อ IT

เคยบ่นๆ ไว้ในห้อง comsci pantip.com นานแล้ว
ไอ้เรื่องว่า จบไปอยากหาอะไรเกี่ยวกะ IT ทำ
แต่ไม่อยากทำด้าน IT (เอ๊ะ -_-“)

วันนี้ไปเจอ เวบนี้

Undergraduate Curriculum Fall 2003 & beyond

เป็นหลักสูคร IT ระดับป.ตรี
ที่ Rensselaer Polytechnic Institute (เพิ่งรู้จักวันนี้แหละ)

ดูที่ “Concentrations”
จะเห็นตั้งแต่ Arts ยัน Economics
จาก Finance ไล่ไปถึง Pre-Law, และ Psychology

เรียน IT เหมือนกัน แต่เน้นไปทำคนละอย่าง
หลักสูตรที่เรียนก็จะต่างกัน

เข้าท่าเหมือนกันนะ

interdisciplinary พอมั๊ยล่ะ 😉

—-

ถ้าได้เป็นอาจารย์
จะไปเปิดแบบนี้มั่ง

Informatics Jamboree 2004

เมื่อวานไปฟังบรรยายเปิดงานมา
เกี่ยวกะ Testing, Optimization, and Games
ไม่รู้เรื่องหรอก

เดี๋ยววันนี้ไปอีก จะเข้าตอน 11 โมง
ไปฟังนักเรียน PhD พูด
น่าจะมีไอเดียอะไรใหม่ๆ

มีนักเรียนไทยคนนึงด้วยนา
(อายุจริงๆ นี่น้อยกว่าผม แต่เค้าเรียน PhD แล้ว
ได้ทุน ORS ด้วย เก่งชะมัด)
เค้าทำเกี่ยวกะ temporal logic อะไรประมาณนี้แหละ
ดูหัวข้อที่เค้าจะพูดได้ ที่นี่

อยากมีงานแบบนี้มั่ง
มันไม่ค่อยเป็นทางการมาก
เลิกแล้วก็ไปคุยกันต่อที่ผับอะไรได้
แล้วมันก็ได้งาน ..หมายถึงได้คุยเรื่องงานด้วยนะ

—-

แต่จบงานเมื่อวาน เราไปดูดนตรีแทน
พี่ต้อม คนไทยที่เรียนเอกดนตรีอยู่ที่นี่ชวนไป
คนไทยไปเยอะมาก
เล่นใน hall ของ school เค้า
แต่หิวข้าว เลยออกมาก่อนเริ่ม
ไปได้ดูจริงๆ อีกที ก็ที่ผับใกล้ๆ
คือเค้าเล่นใน hall จบแล้ว
ก็ไปเล่นต่อใน pub
อาจารย์ที่ดูแลก็ตามไปด้วย

ชื่อวง Zizu
มีคนจีนเล่นขิม ฝรั่งอีกสามคน เล่นอะไรซักอย่างคล้ายๆ กีต้าร์
เบส (เบสแบบที่เหมือนไวโอลินน่ะ)
ขลุ่ย แล้วก็ พิณ มั้ง ดูๆ ไปก็คล้ายๆ จะเข้ บ้านเรา
หลายๆ อย่าง สลับๆ กันเล่น

กอไผ่ ก็มาด้วย ยังไม่กลับ
แล้วก็มีโชว์ ระนาดเอก กะ ปี่มอญ (ไม่รู้เรียกถูกรึเปล่า)
ตามด้วย แคน ช่วงแคนนี่สนุกมาก มี โห่ ฮิ้ว ด้วย
.. ในผับนี่แหละ 😛

มีอาจารย์คอมพิวเตอร์จาก มช. ขึ้นมากะคณะนี้ด้วย
เลยได้คุยกันเรื่อง knowledge representation นิดๆ หน่อยๆ

ไปๆ มาๆ
กิจกรรมทางวิชาการของเราส่วนใหญ่
จะไปเกิดในผับนะ -_-“

ตอบ mk เรื่อง Intel เลิกใช้ core ของ P4

ตอบ mk

ไม่่แปลกหรอก trend มันออกแนวนี้มานานแล้ว สำหรับพวกเครื่องความเร็วสูงๆ
cpu เร็วๆ อย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าจะทำให้เครื่องเร็ว
ถ้าทุกอย่างมันไปตายที่ i/o

และนั่นก็คือจุดต่าง ระหว่างสถาปัตยกรรมของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ กับพีซี
ซีพียูอย่าง UltraSPARC IIi (รวมทั้งของหลายๆ เจ้า)
มี cache 2 MB ตั้งแต่ไม่รู้กี่ปีที่แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง i/o
(ส่วนถ้าเป็นในพีซี Intel เพิ่งจะใส่ 2 MB cache
ลง Pentium-M ตัวใหม่ ที่กำลังจะออกเร็วๆ นี้
แต่ว่าก็มีมาซักพักแล้วใน Xeon สำหรับเซิร์ฟเวอร์)

นอกจากนี้ระบบ bus ก็ต่างกัน

อย่างถ้าเอาใหม่หน่อย ที่ทุกๆ คนรู้จักกันดีตอนนี้
AMD ใส่ HyperTransport ลงใน Opteron
ทำให้ถึงแม้ core ของตัวเองจะช้ากว่า Xeon
แต่ถ้าต่อกัน 4-way เมื่อไหร่ Opteron ก็ชนะทันที
เพราะ Xeon คำนวณได้เร็วจริง แต่ส่งไอ้ข้อมูลที่คำนวณเสร็จออกไปไม่ทัน
(หรือ fetch ข้อมูลใหม่ที่จะใช้ในการคำนวณเข้ามาไม่ทัน)

เค้าถึงเรียกกันว่า throughput computing ไง

MHz is for Meaningless Hz.

core ของ P4 คงมาถึงจุดตันของมันแล้ว
เหมือนกับที่ Sun ยกเลิก cpu ในสาย UltraSPARC V
แล้วไปกลับหยิบเอาสาย UltraSPARC III กับ IV มาทำต่อ
โดยเน้นเรื่อง multi-core เพื่อให้ cpu ทำงานมากที่สุด มีเวลาหยุดรอน้อยที่สุด

ไม่ใช่ว่า P4 หรือ UltraSPARC V มันไม่ดี
แต่ว่า trend ตอนนี้ โดยเฉพาะเรื่อง web services
มันกลายเป็นว่าเราไม่ต้องการ cpu 1 ตัว ที่เร็ว แรง มีประสิทธิภาพมหาศาล
แต่เราต้องการ cpu ตัวเล็กๆ ที่สามารถเอาไปต่อร่วมกับตัวอื่นๆ ได้ดี
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามที่เราต้องการ
— อยากได้มาก ก็ต่อเข้าไปเยอะๆ —
ซึ่งตรงนี้ นอกจาก i/o จะสำคัญแล้ว
ขนาด ความประหยัดพลังงาน และความร้อนที่ปล่อยออกมา
ก็สำคัญต่อการออกแบบตัวเครื่อง

ถ้าเราไปดูพวก blade server
(ซึ่งเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ กลุ่มที่ขายดีมากตอนนี้)
จะเห็นว่าแต่ละ blade ก็จะมี แรม ฮาร์ดดิสก์ หน่วยจ่ายไฟของตัวเอง
คือแต่ละ blade ก็เป็นคอมพิวเตอร์เล็กๆ เครื่องนึงล่ะ
1) เพื่อลด i/o ที่ต้องวิ่งไปมา เอาทุกอย่างที่ต้องใช้มารวมไว้ใกล้ๆ กัน
2) ดูแลรักษาง่ายขึ้น blade ไหนเสีย ถอดออก ใส่ blade ใหม่แทน up time เยอะขึ้น

blade server แต่ละ ‘ตู้’
มี blade อยู่รวมๆ กันเป็นสิบๆ ร้อยๆ blade
ถ้าขืนยังใช้ core อย่าง P4 ซึ่ง ร้อน เหลือเกิน
รับรองว่าเครื่องกลายเป็นเตาอบแน่

แล้วคิดถึงพวก data center ที่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นสิบๆ ตัว
— นรก ชัดๆ —

แถมไปกินไฟจากระบบปรับอากาศของห้องอีก

นอกจากการออกแบบระบบระบายความร้อนในเครื่องจะลำบากแล้ว
(เนื่องจาก blade มันอยู่ชิดกันมาก และหนาแน่น)
ก็ยังมีปัญหาจากพัดลมระบายอากาศอีก
ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ปัญหาที่เกิดกับฮาร์ดแวร์ของเซิร์ฟเวอร์
มักจะมาจากระบบกลไก เช่น พัดลม ฮาร์ดดิสก์
ถ้าตัด factor พวกนี้ไปได้
up time ก็จะสูงขึ้นอีก

blade server หลายๆ รุ่น จึงออกแบบมาให้
แต่ละ blade ไม่จำเป็นต้องมีพัดลมระบายอากาศ
— ทำให้จำเป็นต้องหา cpu ที่ปล่อยความร้อนออกมาน้อยๆ —

Pentium-M

นั่นแหละ
ก็เลยกลายเป็นทางเลือกของ Intel ไป

โม้ยาวแฮะ วันนี้ -_-“

งงงงง

สนใจ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ เรียนอะไรดี?

จะมีมั๊ย?

เห็นมี เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ (ในองค์กร) มาเยอะแล้ว

จะมี เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการปกครอง รึเปล่า?

หรือว่า เศรษฐศาสตร์
ว่าด้วยเรื่องของ ทุน
อย่างนึงก็คือ ที่ดิน เป็นปัจจัยการผลิต

แต่เดี๋ยวนี้ ซอฟต์แวร์ การบริการ เทคโนโลยีหลายๆ อย่าง
ที่ดิน ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการผลิต
(แน่นอน ยังต้องใช้อยู่ โปรแกรมเมอร์เป็นสสาร ต้องการที่อยู่ :P)

มันมีสาขาไหนในเศรษฐศาสตร์ ที่ศึกษาเศรษฐกิจแบบใหม่พวกนี้โดยเฉพาะมั๊ย?

หรือถ้าเป็นพวกการเมือง

การที่ อินเทอร์เนต ทำให้คนที่มีความสนใจเหมือนๆ กัน
รวมตัวกันเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น จะมีผลต่อการเมืองยังไงมั่ง
(ดูกรณีหาเสียงเลือกตั้งสหรัฐช่วงนี้เป็นตัวอย่าง
นาย Howard Dean ใช้อินเทอร์เนตในการบริหารเครือข่ายการหาเสียง
ในลักษณะ decentralized ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์หลายคนสนใจ
ถึงแม้ว่าสุดท้าย Dean จะแพ้ Kerry ก็ตาม)

ฯลฯ

คือยังชอบพวกเทคโนโลยีสารสนเทศเหมือนเดิม

แต่คิดว่า อยากทำอะไรที่มัน เออ พูดให้หรูๆ
เป็นประโยชน์คนอื่นๆ ได้เยอะๆ
(เรียนให้จบเอก กลับไปเป็นอาจารย์สอนนักเรียน อันนั้นก็ดี แต่ก็คงไม่กี่คน
หรือทำวิจัย ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เอาออกไปให้คนอื่นๆ ใช้ในวงกว้าง)

IT มันต้องไม่ใช่เพื่อ IT แล้วดิ

มันต้องเอาไปใช้ได้มากกว่านั้น
อะไรๆ มันก็ต้องใช้ ข่าวสาร ทั้งนั้นสิ

มีใครพอจะแนะนำได้บ้างมั๊ยครับ?

ตอนนี้คิดๆ อะไรไปเรื่อย
งงๆ หน่อยๆ

จากคุณ : bact’ (Bacteria!) [25 เม.ย. 2547 – 08:59:39]

—-

ความคิดเห็นที่ 8

อืมๆ คิดคล้ายๆ กันเลย…

แต่ไร้นามสนใจงานอุตสาหกรรมค่ะ ถ้ารวยก็อยากตั้งบริษัทผลิตสินค้าส่งออกนอกประเทศ
อยากทำแบบที่ต้องหาวัตถุดิบในประเทศไทย และก็เอาข้อได้เปรียบด้านแรงงานฝีมือมา
แถมกับเทคโนโลยีสารสนเทศดีๆ เป็น backbone ในการส่งขาย/ควบคุยสายการผลิต
อย่างมีประสิทธิภาพทั่วโลก (อิอิ) ที่คิดเป็น production เพราะว่าถ้าทำระบบ software
มันก็ย้ายฐานการผลิตได้ง่าย แล้วก็ขึ้นกับความสามารถเฉพาะคนโดยรวมสูง แต่กลับครอบคลุมตลาด
แรงงานน้อยจะกลายเป็นการสร้างธุรกิจให้กับคนรวยช่วยกันรวย แต่ถ้าทำเป็นอุตสาหกรรม(อะไรซักอย่าง)
จะใช้ความสามารถในการวางแผน/วางระบบสูง แต่กลับจะมีกำลังจ้างงานสร้างฐานการผลิตได้มาก
แล้วถ้าทำดีๆ ก็จะเป็นที่ๆ มีสวัสดิการดีๆ ให้กับคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกทำงานสบายๆ
แล้วขยายกันสร้างเป็น chain/network ของวงการอุตสาหกรรมเมืองไทยแข็งๆ ขึ้นได้
พอคนมีงานทำ กินดีอยู่ดี สภาพสังคมก็คงจะดีขึ้น ก็คงจะเป็นที่ๆ เราสบายใจให้คนรุ่นหลังอยู่กินได้

อืม… ฝันๆ แต่ตอนนี้จบละยังหางานอยู่เลย แหะ แหะ (อันนั้นต้องเก็บไว้ทำตอนรวยก่อน)

ว่าแต่ถ้าอยู่ๆ มีคนใจดีบอกว่าจะช่วยลงทุนให้ทำอะไรก็ได้ 20 ล้านบาทแถมให้ที่ตั้งสำนักงาน
ใจกลางกรุงเทพ… จะสามารถทำอะไรได้มั่งน้อ?

จากคุณ : ไร้นาม – [27 เม.ย. 2547 00:27:22]

—-

ความคิดเห็นที่ 11

ที่ทำงานเกี่ยวกับวางนโยบาย วางแผน ก็เห็นอาจารย์หลายๆท่านทำกันอยู่นะครับ แล้วช่วงรัฐบาลนี้ผมว่าค่อนข้างจะเริ่มมีการระดมความคิดจากนักวิชาการเยอะขึ้น (แม้บางทีจะออกมาโต้กันบ้างก็เถอะนะ)

กลับมาก็ลองเป็นอาจารย์สิครับ พอทำงานไปสักพักผมว่าก็คงเห็นช่องทางช่วยชาติในวงกว้างเองหล่ะ ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นข้างบนเรื่อง การรู้จักคนเพื่อสร้างเครือข่ายนะ หากเราเข้ามาทำงานในสายงานที่เป็นสายที่เราคิดว่าน่าจะช่วยประเทศได้เยอะ แล้วพอเราได้รู้จักคนในสายงานนั้น แสดงความสามารถและวิสัยทัศน์จนเป็นที่น่าเชื่อถือได้ ผมว่าสักพักโอกาสก็จะมาถึงเองนั่นแหละ

หรือไม่ก็ลองไปโตทางสายธุรกิจดูก็ได้ โตแบบด้านการใช้เทคโลยีด้านการจัดการนั่นแหล่ะ พอรู้จักคนเยอะๆ แสดงความสามารถให้สังคมเห็นได้บ่อยๆ ผมว่าก็มีสิทธิในการถูกทาบทามมาให้ช่วยชาติได้เหมือนกันมั๊ง ช่วงนี้ยังเห็นคนจากสายธุรกิจมาทางการเมืองตั้งหลายคน

<snip>

จากคุณ : tgih – [27 เม.ย. 2547 13:18:19]

—-

ความคิดเห็นที่ 13

ฉัน ว่า คุณ ไม่เหมาะ จะ ไป ทางด้าน อื่น แล้ว นะ, คุณ bact’.

#9, ถ้า ให้ พูด ตรง ๆ ก็, เมืองไทย ไม่ ต้องการ คุณ แล้ว นะ :b
คือ ไม่ ต้องการ แรงงาน แบบ คุณ หนะ ครับ. มี ความรู้ มากเกิน, เงินเดือน แพง. เมืองไทย ไม่มี ศักยภาพ ใน การ ดึง เอา ความ สามารถ ของ คุณ มา ใช้ ประโยชน์ ได้ เต็ม ที่.

จากคุณ : อานนท์ – [27 เม.ย. 2547 22:53:50]

—-

ความคิดเห็นที่ 14

ถูกน้องนนท์แซวเลย (^^’)

อืม… แต่จริงๆ อ่านแล้วก็สะท้อนใจนะ เพราะจริงๆเมืองไทยเรามีการจ้างฝ่ายบริหารจากบริษัทต่างชาติ
มาทำงาน (e.g. เป็นที่ปรึกษา) พอควร เพราะมีคุณวุฒิสูงและความรู้ดี เช่นมีเพื่อนฝรั่งที่เคมบริดจ์กลับ
ไปทำอะไรๆ ที่เมืองไทยก็จะได้รับการเคารพในความรู้ (คนที่รู้จักยังเก่งสู้เด็กไทยบางคนไม่ได้ด้วยซ้ำ)
แต่พอเป็นเด็กไทยกลับไป ก็จะถูก treat ต่างไปอีกแบบ (คล้ายๆ กับให้เกิยรติฝรั่งซะมากกว่า)

เชื่อว่างานที่ประเทศเราที่ท้าทายความสามารถน่าจะมีค่ะ (แต่น้อย) แต่ถ้าช่วยๆ กันกลับไปทำให้มันดีขึ้น
ก็น่าจะเปลี่ยนให้ประเทศเรามีตลาดงานสำหรับเด็กจบสูงขึ้นมาได้ (คงต้องพึ่งนโยบายรัฐด้วย)

คุยกะน้อง bact’ ต่อ เศรษฐศาสตร์ และ รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจแต่เป็นคนละทางกันค่ะ
มีรุ่นน้องคนนึงจบรัฐศาสตร์จุฬามาเรียนต่อคอมพ์ที่เคมบริดจ์ เมื่อหลายปีก่อนเค้าบอกว่า ระบบการคิด
ของสองสายนี้เป็นคนละแบบกันเลย… การเรียนหลายทางอาจทำให้รอบรู้ขึ้น หรือไม่ก็อาจกลายเป็นการรู้แบบเป็ด
คือลอยบนผิวน้ำตื้นๆ แต่ไม่ได้ลงลึก เพราะไม่มีเวลาศึกษาพอ หรืออาจเกิดความขัดทางความคิดกันในตัวอยู่

แต่ก็มีเหมือนกันที่เจอ พหูสูตร คือรอบรู้หลายด้านและก็ลึก แต่ส่วนใหญ่เค้าจะไม่ได้เรียนหลายสาย
แต่ไขว่คว้าหาตำหรับตำรามาอ่านเองเสียมากกว่าค่ะ (learn by heart!)

จากคุณ : ไร้นาม – [27 เม.ย. 2547 23:36:45]

—-

หมายเหตุ:

โพสต์มาก่อนหน้านี้ ที่ pantip.com ห้องคอมซายน์
เมื่อ 2004.04.25

พี่ไร้นาม ในกระทู้ ตอนนี้ทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่เคมบริดจ์ ทำพวกชิปอะไรซักอย่าง
เคยเจอตัวเป็นๆ ทีนึง แต่เคยเห็นกันมานานพอควรทางเนต