ปลาดาวออฟฟิศ

วันนี้พี่นุสรณ์โพสต์ ขอเก็บไว้หน่อย 14 ปีละ

Pladao Office Credits

ตอนนั้นนอกจากทำ spec ทำ test case ตรวจคำแปล UI ก็ยังเขียนเอกสารด้วย โชคดีมีคนเก็บไว้บ้าง วันนี้ลองกูเกิล “Pladao Office” ก็เจอ

ข้อมูลทั่วไป
http://ftp.ji-net.com/pladao/2.0/readme.html

เราเป็น เจ้า-ของ อะไรบ้างในยุคดิจิทัล?

คุยกับเพื่อนเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์เสรี/โอเพนซอร์ส ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ดูเหมือนเราจะใช้โอเพนซอร์สน้อยลงโดยเปรียบเทียบ คือตอนนี้ใช้สมาร์ตโฟนเยอะขึ้น แล้วมันไม่ค่อยมีโอเพนซอร์สเท่าไหร่

นึกๆ อืม มันก็คงเป็นไปแบบนี้แหละ ตอนนี้นึกไม่ออกว่าจะทำยังไง ถึงจะกลับมารู้สึกว่าเราเป็นผู้ควบคุมเครื่องและข้อมูลของเราเองได้มากขึ้นเหมือนเมื่อก่อน คือเรื่องมันเป็นงี้ ….

ในยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

Hardware: เราเลือกฮาร์ดแวร์ได้ตามใจชอบ เสียก็ซ่อมหรือเปลี่ยนเป็นส่วนๆ ได้ พอจะทำได้ด้วยตัวเอง

Software: ซอฟต์แวร์ก็มีที่เป็นซอฟต์แวร์เสรี/โอเพ่นซอร์สให้เลือก จะใช้ OpenOffice, Linux อะไรก็ว่าไป

ในยุคโน๊ตบุ๊ก

Hardware: ตัวฮาร์ดแวร์นี่เริ่มยากละ เลือกเป็นชิ้นๆ ไม่ค่อยได้ มันมาเป็นเซ็ต ช่วงหลังๆ เสียก็ต้องเปลี่ยนยกบอร์ด ยังพออัปเกรดแรมและฮาร์ดดิสก์ได้ แต่ล่าสุด บางเครื่องเปิดฝาออกมาดูเองยังทำไม่ค่อยจะได้ อัปเกรดเองยาก หรือไม่รองรับการอัปเกรดเเลย กระจกจอภาพกับแผงวงจรจอติดกาวกันแน่น จะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนทั้งฝาไปเลย

Software: ซอฟต์แวร์ไม่เปลี่ยนอะไรนัก เลือกได้เหมือนๆ เดิม ไม่ต่างจากสมัยเดสก์ท็อป

ในยุคมือถือ-คลาวด์

Hardware: ฮาร์ดแวร์นี่เสียก็เปลี่ยนยกแผงหรือแทบโยนทิ้งเพราะซ่อมไม่คุ้ม

Software: ซอฟต์แวร์ทางเลือกพวกโอเพนซอร์สก็หาลำบากหน่อย ส่วนหนึ่งก็เพราะยังไม่ค่อยมี โครงการเดิมๆ ก็ต้องใช้เวลาในการย้ายแพลตฟอร์ม (จนป่านนี้ OpenOffice/LibreOffice บนมือถือยังไม่เสร็จเลย) อีกส่วนก็เพราะลักษณะการใช้งานจำนวนนึงมันไปผูกอยู่กับคลาวด์มากขึ้น (เกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บที่จำกัดของอุปกรณ์มือถือด้วย) ทำให้แม้จะมีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สฝั่งเซิร์ฟเวอร์ออกมาให้ใช้ (อย่าง ownCloud) แต่พอต้องติดตั้งที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ด้วย ผู้ใช้ทั่วไปก็ทำเองได้ยากขึ้น

ผู้(รับ)ใช้ ไม่ใช่ เจ้า-ของ

ดูเหมือนสภาพแวดล้อมทางเทคนิคในการประมวลผลข้อมูล สำหรับคนทั่วๆ ไป มันจะกลายเป็น “ผู้ใช้อย่างเดียว” มากขึ้นเรื่อยๆ คือทำอะไรกับเครื่องของตัวเองไม่ค่อยได้มากเท่าไหร่ ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การควบคุมเหล่านี้มีหลายระดับ/ลักษณะ

ควบคุมด้วยความรู้

ระบบคอมมันซับซ้อนขึ้น คนทั่วไปมีความรู้ไม่มากพอที่จะซ่อมมันละ (นึกถึงรถยนต์สมัยก่อน กับรถยนต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สมัยนี้ สมัยนี้จะซ่อมเองก็วุ่นหน่อย)

ถ้าอยากมีความรู้ในการซ่อม ก็อาจจะต้องไปเทรนกับผู้ผลิต (และด้วยวงรอบการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เร็วขึ้น ก็ต้องไปเทรนเรื่อยๆ จะเทรนครั้งเดียวแล้วไปเทรนคนอื่นๆ ต่อเองก็ไม่ค่อยได้ มันไม่ทันน่ะ)

ควบคุมทางกายภาพ/การเข้าถึง

ต่อให้มีความรู้ การจะเข้าถึงจุดซ่อม มันก็ลำบาก ต้องใช้เครื่องมืองัดแงะพิเศษ ถ้าไม่มีเครื่องมือ ก็ทำไม่ได้ (การออกแบบมีแนวโน้มรวมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสนิทขึ้น แนบแน่นขึ้น)

อุปกรณ์ซ่อมพวกนี้ ผู้ผลิตก็อาจจะทำขายไง หรือขายไลเซนส์ให้คนอื่นไปทำขาย (ถ้าไม่ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไลเซนส์ถูกต้องในการซ่อม ก็ประกันขาดนะ)

ควบคุมด้วยกฎหมาย

ต่อให้มีความรู้ มีเครื่องมือ แต่ก็อาจจะซ่อมไม่ได้ถนัดอยู่ดี เพราะการเข้าถึงหรือแก้ไขอะไรบางอย่างในระบบ อาจหมายถึง “การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ข้อหาเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีระบบป้องกันทางเทคโนโลยีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ผู้ผลิตอาจจะออกใบอนุญาตในการซ่อม เฉพาะคนที่มีใบอนุญาตถึงจะซ่อมได้ ก็จัดสอบกันไป

ชาวนาจะซ่อมรถแทรกเตอร์ของตัวเองเองก็ไม่ได้ เพราะบริษัทผู้ผลิตบอกว่ามันจะผิดกฎหมายลิขสิทธิ์นะ

เราอยู่ในสภาพแวดล้อมทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องขออนุญาตกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งๆ ที่มันเป็นเครื่องเป็นของที่เราซื้อมา แต่เราไม่ได้เป็น “เจ้า” ของมันอีกต่อไปแล้ว ผู้ผลิตต่างหากที่เป็น “เจ้า” จริงๆ ที่ควบคุมของที่เราซื้อมา

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ภาพประกอบโดย Karen Blakeman

Person API ขุดประกอบประวัติบุคคลจากอินเทอร์เน็ต

วันนี้ได้อ่านเกี่ยวกับบริการของบริษัท FullContact ซึ่งเพิ่งไปซื้อกิจการบริษัท Cobook ผู้ผลิตโปรแกรมสมุดโทรศัพท์ของ Mac มาเมื่อปลายปีก่อน

ความสามารถอันนึงของ Cobook และซอฟต์แวร์คล้ายๆ กัน อย่างตัว Contacts ของ Gmail ก็คือ มันสามารถ “merge” หรือรวมที่อยู่ติดต่อที่ซ้ำๆ กันให้มาเป็นอันเดียวได้ เช่น คนๆ นึงอาจจะมีมีหลายเบอร์โทร มีอีเมล มีทวิตเตอร์ มี LinkedIn มีบัญชีโซเชียลมีเดียอื่นๆ บางบัญชีใช้ชื่อจริง บางบัญชีเป็นชื่อเล่น ซอฟต์แวร์พวกนี้มันช่วยรวมทั้งหมดให้มาอยู่ในระเบียนเดียวกันได้ จะได้จัดการและค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะ merge ได้เสมอไป ก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามความกำจัดของข้อมูลที่มีในสมุดโทรศัพท์นั้น ที่ถ้ามีข้อมูลน้อยเกินไปก็อาจจะมองไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างกัน

FullContact Person API

ของ FullContact นี่เก่งกว่า เพราะมันไม่ได้ใช้เฉพาะข้อมูลเท่าที่เรามีในสมุดโทรศัพท์ มันไปดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและจากแหล่งอื่นๆ มาด้วย ทำให้สามารถเห็นความเชื่อมโยงได้มากขึ้น สามารถประกอบชิ้นส่วนข้อมูลเล็กๆ เข้าด้วยกันเป็นข้อมูลประวัติบุคคลที่สมบูรณ์มากขึ้น

เช่น รู้แค่ชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ก็หาเบอร์มือถือหรืออายุได้แล้ว เป็นต้น

คือในทางหนึ่ง มันก็สะดวกดี สำหรับคนที่ต้องการติดต่องานหรือมีธุระอะไรจำเป็น (และชอบธรรม)

แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นว่า เครือข่ายสารสนเทศที่เชื่อมโยงไปทุกที่และพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ก็ทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลชิ้นเล็กๆ ที่กระจัดกระจายในเครือข่าย แล้วเอามาประกอบเป็น “profile” หรือ “หน้าตา” ของคนๆ หนึ่ง มันเป็นไปได้ง่ายๆ

Person API ของ FullContact ก็เสนอบริการแบบนั้น มันใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากทั่วอินเทอร์เน็ตและฐานข้อมูลที่เปิดเผยสาธารณะ เอามาประมวลผล ต่อจิ๊กซอว์ และสร้างประวัติของบุคคล พร้อมที่อยู่ติดต่อ อายุ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ได้

FullContact บอกว่าตัวเองเป็นบริษัทให้บริการ “contact management” ข้อมูลที่ให้บริการก็มี ประวัติบุคคล ชื่อ อีเมล พิกัดที่ตั้ง โดยโฆษณาว่า มีข้อมูลติดต่ออยู่ 1 พันล้านระเบียน สามารถจับคู่ข้อมูลพวกนี้ให้เราได้ 6 ใน 10 ครั้ง ในเวลาแค่ 150 มิลลิวินาที (หนึ่งวินาที จับคู่ให้เราแบบนี้ได้เกือบ 7 คน) และมีความแม่นยำสูงถึง 90%

หน่วยงานความมั่นคงก็ต้องมีอะไรทำนองนี้ใช้แน่ๆ ล่ะครับ ถ้าในตลาดมันมีซะขนาดนี้แล้ว

คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเก็บรวบรวมข้อมูลมาประกอบร่างแบบนี้ ชอบด้วยกฎหมายไหม? คือข้อมูลพวกนี้ คนใช้เน็ตก็เปิดเผยให้กับผู้ให้บริการ หรือโพสต์เอาไว้ในเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของตัวเองอยู่แล้ว มันก็น่าจะเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ความลับ และเขาก็สมัครใจจะเปิดเผยเอง แต่ก็นั่นล่ะ การเปิดเผยส่วนนึงให้กับคนนี้ อีกส่วนนึงให้กับคนนั้น คนเปิดนี่ก็ไม่ได้คิดว่าข้อมูลพวกนั้น สุดท้ายมันจะถูกรวมร่าง กลายเป็นข้อมูลแบบสมบูรณ์เกี่ยวกับตัวเขา

เนื่องจากเมืองไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะ (แม้รัฐธรรมนูญจะระบุถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัวเอาไว้หลายมาตรา) เราลองไปดูคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐที่คล้ายๆ กับเรื่องนี้กัน

“People disclose the phone numbers that they dial or text to their cellular providers, the URLS that they visit and the e-mail addresses with which they correspond to their Internet service providers, and the books, groceries and medications they purchase to online retailers . . . I would not assume that all information voluntarily disclosed to some member of the public for a limited purpose is, for that reason alone, disentitled to Fourth Amendment protection.” United States v. Jones, 565 U.S. ___, 132 S. Ct. 945, 957 (2012) (Sotomayor, J., concurring).
อ้างจาก International Principles on the Application of Human Rights to Communications Surveillance

“ผู้คนเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์ที่พวกเขาโทรหรือส่งข้อความ ให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ต (URL) ที่พวกเขาเข้าชมและที่อยู่อีเมลที่พวกเขาติดต่อด้วย ให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และเปิดเผยถึงหนังสือ ของชำ และยาที่พวกเขาซื้อ ให้กับผู้ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต … ศาลไม่เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดที่มีการเปิดเผยโดยสมัครใจให้กับสมาชิกบางคนในพื้นที่สาธารณะเพื่อจุดประสงค์เฉพาะอย่าง ไม่ควรได้รับการคุ้มครองตามข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 4 (Fourth Amendment) เพียงเพราะเหตุผลนั้นเพียงอย่างเดียว” United States v. Jones, 565 U.S. ___, 132 S. Ct. 945, 957 (2555) (Sotomayor, J., พิพากษายืน).
อ้างจาก หลักการระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้หลักสิทธิมนุษยชนกับการสอดแนมการสื่อสาร

Fourth Amendment หรือ ข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 4 นี่พูดถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว พูดถึงเรื่องการขอค้นตัวค้นบ้าน

ศาลฎีกาในคดีนี้บอกว่า ใช่ คนน่ะเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้ให้บริการ แต่มันก็มีเจตนาในการเปิดเผยอยู่ ว่าเปิดเผยเพราะเขาจะรับบริการนี้ ในครั้งนี้ ดังนั้นข้อมูลก็ควรจะถูกใช้เพื่อการนั้นเท่านั้น ไม่ควรจะถูกเอาไปใช้ในเรื่องอื่นต่อ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก ข้อมูลออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์เก่งขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายควรจะให้ความคุ้มครองที่ได้สัดส่วนกัน

(ภาพประกอบจากเว็บไซต์ FullContact)

รวมบทความภาษาไทยเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิในการถูกลืม

รวมลิงก์บทความเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล

ใครสนใจประเด็นเหล่านี้ ขอเชิญร่วมงานประชุมวันที่ 25 กันยานี้ด้วยครับ

การประชุมว่าด้วยเทคโนโลยีและสิทธิพลเมืองครั้งที่ 2
2nd Technology and Civil Rights Conference

พุธ 25 ก.ย. 2556 08:30-16:30
ห้อง 5303 อาคาร 5 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดี-รังสิต [แผนที่] [Facebook]

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเครือข่ายพลเมืองเน็ต โดยการสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไพรเวซีอินเทอร์เนชันแนล และอินเทอร์นิวส์ ขอเชิญพลเมืองเน็ต นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรประชาสังคม องค์กรกำกับดูแล และสื่อมวลชน ร่วมการประชุมว่าด้วยเทคโนโลยีและสิทธิพลเมืองประจำปี 2556 ในหัวข้อ “หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง: ความเป็นส่วนตัวออนไลน์และการสอดส่องการสื่อสาร (Online Privacy and Communications Surviellance)”

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://thainetizen.org/2013/09/tech-civil-rights-conf-2013-online-privacy-communications-surveillance/

media and information literacy & citizen science: พลเมืองที่อ่านเขียนสารสนเทศเป็นกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่าน “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.ย. 2556) ไปงาน แผนแม่บทไอซีที ระยะที่ 3 ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังจัดทำสำหรับ พ.ศ. 2557-2561 มีสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยจัดทำด้วย (ดูเอกสารประกอบการประชุมกลุ่มย่อยและการรับฟังความคิดเห็น)

มนู อรดีดลเชษฐ์ (เมื่อก่อนอยู่ศรีปทุม ไม่รู้ตอนนี้อยู่ไหน) กับ พรทิพย์ เย็นจะบก จากยูเนสโกพูดถึงประเด็นการหลอมรวมกันของนิเทศศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

พรทิพย์บอกว่าทุกวันนี้นิเทศศาสตร์เข้ามาอยู่ในไอซีที media literacy กลายเป็น media and information literacy (ยูเนสโกใช้คำนี้ ย่อว่า MIL ส่วนที่อื่นอาจจะเรียก information and media literacy ย่อว่า IML)

หลายคนเทียบ “media literacy” เป็นคำไทยว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” ซึ่งก็สะท้อนความคิดในช่วงหนึ่งของนักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อไทย ที่รู้สึกว่าสื่อมันมีอิทธิพลมาก ความชั่วร้ายในสังคมนี่หลักๆ มาจากสื่อไม่ดี ดังนั้นคนเราต้องได้รับการศึกษา ให้รู้เท่าทันสื่อ ไม่ถูกสื่อ(และนักการเมืองที่ครอบงำสื่อ)หลอกเอา นักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งที่ใช้คำว่า “รู้ทัน” จนเป็นเครื่องหมายการค้า ก็คือ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับชุดหนังสือและรายการ “รู้ทันทักษิณ”

ผมแสดงความหงุดหงิดกับการแปล “media literacy” เป็น “รู้เท่าทันสื่อ” ในหลายโอกาส ถ้าจำไม่ผิดในช่วงแรกก็น่าจะเป็นตอนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอบรมนักข่าวพลเมือง ซึ่งโดยตัวมันเองก็ชัดเจนว่า นี่เราจะเป็นพลเมืองที่สื่อสารข่าวเองแล้วนะ ไม่ใช่แค่พลเมืองที่รู้ทันเท่านั้น กระแสพวกนี้อยู่ร่วมสมัยกับเว็บล็อกและยูทูบ กับสิ่งที่เรียกว่า user-generated content และต่อมาก็โซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้มันเข้าใจให้รอบไม่ได้ในกรอบ “รู้เท่าทันสื่อ” แบบเดิม ที่เน้นการรับสาร (อย่างเท่าทัน)

คำแปล “literate” ในภาษาไทย มีใช้กันอยู่ว่า “อ่านออกเขียนได้” เทียบได้อย่างตรงไปตรงมากับภาษาอังกฤษที่นิยามว่า “literacy” คือ “ability to read and write”

คำว่า “รู้เท่าทัน” มันตก “การเขียน” ไป

แม้เราจะพอขยายความหมายของ “รู้เท่าทัน” ให้รวมไปถึงการเขียนอย่างเท่าทันได้บ้าง แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่า “อ่านออกเขียนได้”

ผมเลยพยายามจะแปล media literacy ว่า “การอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” หรือถ้าเอายาวๆ ก็อาจจะเป็น “ความสามารถในการอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” … ซึ่งก็ยาวเกิน ยังนึกคำที่กระชับและครบไม่ออก ยิ่งพอมีคำว่า information พ่วงมาด้วย ยิ่งยาก

(ผมคิดว่าการแฮ็กนี่แหละ คือการรวบยอด literacy ทั้งหมดของยุคหน้า)

การอ่านสารเทศออกเขียนสารเทศได้ของพลเมืองทั่วไป เมื่อประกอบกับการมีอยู่และเข้าถึง open data/big data และเอกสารแบบ open access ที่มากขึ้น กฎระเบียบที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก open access movement และ free culture movement (รวมไปถึงกฎหมาย freedom of information และการสนับสนุนการหลุดรั่วโดยบุคคลและสถาบันอย่างหนังสือพิมพ์และ WikiLeaks) จะทำให้ความเป็น “เจ้า-หน้าที่” (authority) ที่เกิดและดำรงอยู่เพราะความจำกัดของแวดวงวิชาชีพ ถูกท้าทายมากขึ้น

สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับวงการข่าว และกำลังเกิดขึ้นกับวงการวิทยาศาสตร์

เมื่อประมาณสิบปีก่อน สิ่งที่เรียกว่า grassroot/citizen journalism ได้เกิดขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำให้วงการสื่อต้องปรับและปฏิวัติตัวเองอย่างไร

วันนี้ แนวคิดคล้ายๆ กันกำลังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า citizen science หรือ “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

พลเมืองที่เดิมทำได้แค่เพียงตรวจสอบผลวิจัยที่ดูจะมีปัญหา ตอนนี้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำวิจัยได้

ในขั้นแรกอาจจะเป็นเพียงการให้ข้อมูล เก็บข้อมูล หรือร่วมประมวลผล บนกรอบวิธีวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด แต่มันมีแนวโน้มจะค่อยๆ ขยับ พลเมืองทั่วไปจะเข้าไปร่วมสังเกตการวิจัยและกำหนดวาระวิจัยได้มากขึ้น

ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะวาระการวิจัยเองก็กำหนดว่า อะไรที่จะถูกมองเห็น และในหลายครั้ง สิ่งที่จะถูกมองเห็นและวิเคราะห์สรุปออกมาเป็นผลวิจัยนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อพลเมืองทั่วไป ผ่านการถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบและสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบาย หรือใช้ในการรณรงค์สนับสนุนนโยบาย

ถ้าอำนาจในสังคมปัจจุบัน มาจาก ข้อมูล และ วิธีการให้เหตุผล

พลเมืองเจ้าของอำนาจ ก็ควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสร้างข้อมูลและวิธีการให้เหตุผลพวกนั้น

 

ปรับปรุงจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก (4 ก.ย. 2556)

Netizen Meetup 2013.06.09 พบปะเหล่า “นักพัฒนา” หลัง #inetbkk

หลังเสร็จงาน INET Bangkok อันยิ่งใหญ่อลังการ ศุกร์-เสาร์ 7-8 มิ.ย. แล้ว (ใครยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบเลยครับ) ก็มีงานนี้ต่อครับ ไปคุยกันแบบสบายๆ พบปะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักนโยบายเทคโนโลยี ผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ต และนักกิจกรรมสังคม

Netizen Meetup — อาทิตย์ 9 มิ.ย. ที่ Glowfish ชั้น 6 ตึกอโศกทาวเวอร์ ตรงข้ามมศว.ประสานมิตร (MRT เพชรบุรี ทางออก 2 แล้วข้ามคลอง)

เจอกันครับ 🙂

Meet techies, policy people, startup founders, social activists, and human rights defenders. 9 June 2013 @ Glowfish Asoke
[ใบปลิว (JPG)] [ใบปลิว (PDF, A5)]

Netizen Meetup 2013.06 Facebook cover
[Facebook cover]

ชวนไปส่งเสียง เรื่องกฎหมายคอมพิวเตอร์ บ่าย 11 พ.ค. นี้ @ โรงแรม S31 สุขุมวิท 31

สัมมนาระดมความเห็น ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับสพธอ. 2556

กระทรวงไอซีที ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีหลายเรื่องที่แก้แล้วน่าจะดีขึ้น หลายเรื่องที่น่าห่วงว่าจะแย่ลง และมีบางเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมาเดิม ฉบับปัจจุบันยังไม่มี

เรื่องที่ดีคือ มีการตัดมาตรา/ปรับภาษาให้สการนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไปฟ้องหมิ่นประมาทออนไลน์มีโอกาสน้อยลง (คือให้ไปใช้กฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีความรัดกุมมากกว่า)

เรื่องที่น่าห่วงคือ ขยายเวลาการเก็บ log file และอนุญาตให้เก็บแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาได้ ซึ่งตรงนี้ในฝั่งผู้ให้บริการก็น่าจะมีภาระมากขึ้น สำหรับผู้ใช้ก็น่าเป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเอาไปใช้ยังไงบ้าง ใครจะเข้าถึงได้มั่ง

เรื่องที่เพิ่มเข้ามาคือการกำหนดให้การทำสำเนาข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิด ซึ่งความตั้งใจน่าจะเป็นเรื่อง การจารกรรมข้อมูล ซึ่งก็ต้องมีมาตรการลงโทษ แต่ภาษาที่ใช้ในร่างปัจจุบันอาจจะยังไม่ชัดเจนพอ อาจจะถูกเอาไปใช้ฟ้องในเรื่องอื่นได้ เช่นการไม่ทำตามสัญญาการใช้บริการออนไลน์ ไปทำสำเนาข้อมูลบางอย่างมา อาจจะถูกถือว่าเป็นการจารกรรมข้อมูลได้ ซึ่งตรงนี้น่าจะมีปัญหา เพราะกำลังจะทำให้ความผิดทางสัญญา (ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคล) กลายเป็นความผิดทางอาญา (ความผิดต่อสาธารณะ) ตรงนี้ไม่ได้จะบอกว่าการผิดสัญญาไม่ควรเป็นความผิด แต่จะบอกว่าถ้ามันผิดสัญญา ก็ไปฟ้องกันเอง ไม่ควรต้องเป็นภาระของรัฐที่จะเอาทรัพยากรสาธารณะ (งบประมาณ/ภาษี/คน) มาจัดการ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องรูปโป๊ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่าทำไมต้องใส่มาในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้กฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้วไม่ได้หรือยังไง คือถ้าบอกว่ารูปโป๊มีออนไลน์ด้วย ต้องใส่มาในกฎหมายคอมพิวเตอร์ หลอกเงินมีออนไลน์ด้วย ต้องใส่อีก การพนันออนไลน์ก็มี หมิ่นประมาทออนไลน์ก็มี ทุกสิ่งอย่างที่ทำออนไลน์ได้ (ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน) ต้องเอามาใส่ในกฎหมายคอมพิวเตอร์ ก็น่ากลัวว่าพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ของเราจะยาวเหยียด เพราะแทบจะต้องเอากฎหมายทุกฉบับมายัดลงไปในนี้

ในส่วนภาระและความผิดของผู้ให้บริการ มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ “ดีขึ้น” แต่ก็ยังไม่ดีเสียทีเดียว คือแม้จะมีการพูดถึงมาตรการ “notice and take down” (ถ้ามีการแจ้งมา ผู้ให้บริการก็จะพิจารณาลบออก) แต่ในตัวร่างพ.ร.บ.ฯ ก็ยังมีคำว่า “ควรจะรู้” ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ชัดเจนว่า อะไรคือควรจะรู้ หรือเอาจริงๆ คือ ผู้ให้บริการจะรู้ได้ยังไง พอเป็นแบบนี้ เรื่องกระบวนการ notice and take down ที่เพิ่มเข้ามาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันจะถูกใช้หรือไม่ใช้ก็ได้

และก็ต้องโน๊ตไว้ด้วยว่ากลไก notice and take down นั้น ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเนื้อหา “เทาๆ” หรือเรื่องที่ต้องใช้ดุลยพินิจ อย่าง “ความมั่นคง” “ศีลธรรม” หรือ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน”

notice and take down ถูกออกแบบมาสำหรับเนื้อหาที่เห็นได้ชัดเจนและทันทีว่า น่าจะผิดกฎหมาย เช่น ละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ขายยาโดยไม่มีใบอนุญาต ขายของต้องห้ามที่มีการประกาศแล้ว หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่โดยปกติไม่น่าจะเปิดเผย — ส่วนเรื่องการเผยแพร่โทรจัน มัลแวร์ ไวรัส อันนี้เป็นเรื่อง computer emergency/incident response ใช้อีกกลไกนึงต่างหาก

แต่ในการพูดคุยเรื่องร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนจะใช้คำว่า notice and takedown สำหรับเนื้อหาทุกประเภท แถมยังเอาไปปนกับ emergency response อีก เลยไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง จะใช้ได้อย่างที่หวังไหม

โน๊ตเพิ่มคือ notice and take down ควรจะถูกนับเป็นมาตรการขั้นสูงสุดที่ยอมให้มีได้ ก่อนจะไปถึงการใช้กลไกศาล สำหรับการกำกับดูแลเนื้อหา คือมาตรการนี้ในตัวมันเอง คือการยอมให้เอกชนมีอำนาจคล้ายๆ ศาลในการตัดสินถูกผิด-และการตัดสินใจนั้นจะริดรอนสิทธิพลเมืองบางอย่าง ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ประเทศอย่างแคนาดายังไม่ยอมรับให้มีด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการใช้อำนาจที่ตรวจสอบได้ยาก (กฎหมายลิขสิทธิ์ของแคนาดาใช้ระบบ “notice and notice”)

แต่ดูเหมือนว่าที่เราคุยๆ กันที่ผ่านมา เหมือนจะยก notice and take down เอาไว้เป็นมาตรการขั้นต่ำสุดที่ผู้ให้บริการต้องทำ ไม่ทำแล้วจะมีความผิด (จริงๆ แล้วผู้ให้บริการควรจะมีสิทธิในการปฏิเสธในการทำตามคำขอด้วย เพราะ notice ในตัวมันเองยังไม่ได้เป็นการตัดสินชี้ถูกผิด ยังไม่ใช่คำสั่งศาลที่ผ่านกระบวนการพิจารณาตรวจสอบแล้ว)

มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ก็ชวนกันไปคุยครับ เสาร์ 11 พ.ค. นี้ ชวนๆ เพื่อนที่สนใจไปแชร์กันครับ จะมีคนมาคอมเมนต์ในสี่ประเด็น (ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์, ความผิดเกี่ยวกับเนื้อหาออนไลน์, ภาระความรับผิดของผู้ให้บริการ, และอำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา — ดูรายละเอียดที่นี่) แน่นอนว่าคนเหล่านี้พูดไม่ได้ครอบคุลมทุกเรื่องในร่างพ.ร.บ. งั้นก็เลยชวนครับ ว่าอาจจะมีใครถนัดเรื่องอื่นๆ ด้วย หรือเสริมประเด็นพวกนั้นจากมุมอื่น ช่วยๆ กัน

ลงทะเบียนที่ http://bit.ly/cca2013hearing

—-

สัมมนาระดมความเห็นต่อ “ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2556”

วันเวลา: เสาร์ 11 พฤษภาคม 2556 12:30-17:00
สถานที่: โรงแรม S31 ซอยสุขุมวิท 31 [แผนที่]

[ลงทะเบียนเข้าร่วม] [Facebook event]

มากกว่าการแปล, localization คือการปรับเข้าถิ่น

ผมเริ่มงานแรกหลังเรียนจบตรี ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (จริงๆ เริ่มก่อนจบน่าจะสามเดือนได้ ซึ่งงานนี่ก็เกือบทำให้ไม่จบ :p) งานที่ทำอยู่ในหมวด “software localization” หรือเรียกย่อๆ ว่า L10n (L ตามด้วยอักษรอีกสิบตัว ปิดท้ายด้วย n)

software localization ไม่ใช่แค่การแปลซอฟต์แวร์ให้ใช้ภาษาถิ่น แต่ต้องปรับให้เข้ากะท้องถิ่น (locale) ด้วย

เช่น มาตรฐานเข้ารหัสและจัดเก็บตัวอักษร (ยูนิโค้ด สมอ. ASCII JIS)

การจัดเรียงลำดับข้อมูล (เอาอะไรมาก่อนหลัง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวไหนสำคัญกว่าตอนเรียง)

ระบบปฏิทิน (ศักราช การนับวันแรกของสัปดาห์ วิธีเรียกวัน การเขียนวันที่เอาวันหรือเดือนมาก่อน วันหยุดประจำปี เวลา 24 ชั่วโมงหรือ am/pm เขตเวลา ปรับเวลาออมแสงเมื่อใด)

ระบบจำนวนและระบบนับ (เลขไทย เลขอารบิค การออกเสียงจำนวน “211 -> สองร้อยสิบเอ็ด” การรันเลขรายการ “๑) ๑.๑) ๑.๑.ก)” เครื่องหมายบอกหลัก “1,000.00 vs 1.000,00”)

หน่วยชั่งตวงวัด (อิมพีเรียลหรือเมตริก ใช้กระดาษแบบ Letter หรือ A4) หน่วยเงิน (บาท-สตางค์ ดอลลาร์-เซนต์)

รูปแบบการเขียนชื่อ คำนำหน้า ที่อยู่ ไปรษณีย์ เลขหมายโทรศัพท์

เครื่องหมาย สัญลักษณ์พื้นฐาน สี (ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ O X / อัญประกาศเปิดปิด) และอีกมาก

บางเรื่องเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เลย ไม่ต้องเข้าไปแก้ไขตัวโปรแกรม แต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องไปปรับโปรแกรมให้มันรองรับเสียก่อน

เมื่อก่อนโปรแกรมจำนวนมากถูกออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงการทำตลาดในวัฒนธรรมอื่นๆ ทำให้ยากที่จะปรับ บางทีก็ต้องแงะงัด เสียเวลามากและไม่ยั่งยืน เพราะพอโปรแกรมออกเวอร์ชันใหม่ ก็ต้องมาแงะงัดกันอีกรอบ

การทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำ localization ได้สะดวก เรียกว่าการทำ internationalization หรือ i18n เป็นการเตรียมความพร้อมให้ซอฟต์แวร์ไม่ “taken for granted” เหมารวมไปว่าสิ่งคุ้นชินทางวัฒนธรรมของโปรแกรมเมอร์นั้น คนอื่นๆ ในโลกจะใช้แบบนั้นไปด้วย

โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณภาษาโปรแกรม เครื่องมือพัฒนา และระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเขียนโปรแกรมแบบ i18n สะดวกขึ้น ซึ่งก็ทำให้ทำ L10n ได้ง่ายตามไปด้วย

ในเมืองไทย คนที่ทำเรื่องนี้มานานก็เช่น @theppitak @htk999 @untsamphan @pruet @nanusorn ทำมาตั้งแต่สมัยบุกเบิก ยังไม่มีมาตรฐานสากลเรื่องนี้มากนัก ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเองเลย คนเหล่านี้จำนวนมากมีความสัมพันธ์ในทางหนึ่งทางใดกับ NECTEC

อีกรุ่นถัดมาก็เป็น @markpeak @veer66 @kengggg @pittaya ฯลฯ ที่ทำบนฐานของซอฟต์แวร์ที่ออกแบบเรื่อง i18n มาไว้ค่อนข้างดีแล้ว และมาตรฐานอุตสาหกรรมหลายอย่างในเรื่องนี้ก็นิ่งแล้ว

จริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องซอฟต์แวร์อะไรให้ยุ่งยาก เฉพาะการแปลข้อความปกติ ในวิธีคิดแบบ L10n ก็ควรจะแปลแบบปรับเข้าถิ่น ให้สามารถสื่อความความหมายที่ต้องการไปสู่วัฒนธรรมนั้นๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลแบบตามอักษร

ภาพนี้เอามาจากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ ที่ชวนคนให้ไปใช้ SkyDrive อย่าใช้ Dropbox เลย

ในราคาเพียง $10/ปี ซึ่งอาจจะถูกกว่าค่าอาหารกลางวันอีกนะ

จะเห็นว่า เป็นการแปลแบบรักษาต้นฉบับไว้ดีมาก แต่มันไม่ลงตัวเท่าไหร่กับถิ่นไทย หน่วยเงินยังเป็นดอลลาร์ และพอแปลงตัวเลขมาเป็นบาทก็ร่วม 300 ซึ่งก็ไม่เมกเซนซ์กับราคาข้าวกลางวันในเมืองไทย (ที่สามร้อยบาทนี่คือค่าแรงขั้นต่ำ :p)

กะจะแค่แคปมาให้ดูเล่นๆ ดันเขียนซะยืดยาว ถือว่าแชร์กันละกัน

เรื่อง “taken for granted” เหมาว่าคนอื่นก็คงคิดเหมือนเรา ทำแบบเรานี่แหละ และเรียกร้องให้ผู้ใช้ปรับตัวให้เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์” ที่เราออกแบบ เป็นเรื่องที่เห็นกันทั่วไป ไม่เฉพาะในวงการซอฟต์แวร์

—-
โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’

Lies, damned lies, statistics, and infographics

อาบ อบ นวด ใน กทม. เยอะกว่า วัดพุทธ-คริสต์-อิสลาม

อินโฟกราฟิกโง่ๆ อีกแล้วครับ

นับจำนวนไอคอนของแต่ละชนิดนะครับ ว่ามีกี่ก้อน

  • อาบ อบ นวด 38 ก้อน (508 แห่ง, หนึ่งก้อนในแผนภูมิ = 13 แห่ง)
  • วัด 14 ก้อน (449 แห่ง, หนึ่งก้อน = 32.071 แห่ง)
  • มัสยิด 4 ก้อน (178 แห่ง, หนึ่งก้อน = 44.5 แห่ง)
  • ศาลเจ้า 3 ก้อน (116 แห่ง, หนึ่งก้อน = 38.667 แห่ง)
  • โบสถ์คริสต์ 2 ก้อน (62 แห่ง, หนึ่งก้อน = 31 แห่ง)

เวลาทำแผนภูมิรูปภาพแบบนี้ หนึ่งก้อนของแต่ละชนิดมันต้องเท่ากันสิครับ ถึงจะเทียบกันได้

สมมติว่าข้อมูลถูกต้องถูกอย่าง จำนวนอาบอบนวดก็มีมากกว่าวัดอยู่ 59 แห่ง หรือ 13% แต่ถ้าดูตามแผนภูมินี้เฉยๆ โดยไม่ดูตัวเลขเลย มันจะหลอกตาเราว่า จำนวนอาบอบนวดมีมากกว่าวัดอยู่ถึง 171%

สังคมอุดมปัญญาครับ “อินโฟ”กราฟิกเต็มบ้านเต็มเมือง

ref: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=499835326719981&set=a.204044066299110.44147.113053042064880

ชวนสมัคร Mekong ICT Camp [หมดเขต 28 ก.พ.] #ICT4D

Five-days workshop on ICT for development. 6-10 May 2013. Cha-Am, Thailand. Scholarships available. Deadline is 28 Feb 2013.

ค่ายอบรมไอซีทีเพื่อการพัฒนา ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร มีทุนให้ครับ สมัครด่วนถึงสิ้นเดือนกุมภานี้

Mekong ICT Camp is a mix of activism, policy advocacy, and hacking.

In 2010, we built a low-power radio transmitter from scratch and in the same week we learned about political discourses in telecom spectrum allocation.

This year theme is about DATA. Big data. Open data. Linked data.

From grassroots movement in opening up the data to using the data for policy advocacy.

Applications are open to everybody who working in or for countries in Mekong sub-region.

Apply now at http://mekongict.org/apply/

—-

Facebook: MekongICT
Twitter: @mekongict