คำ “ออกตัว” — มาราธอน เล่มแรก

หนังสือ มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว

ด้านล่างนี้น่าจะเป็น “คำนำ” หนังสือเล่มครั้งแรกของผม วันนี้เพิ่งจะได้จับ ผมเลือกใช้คำว่า “มาราธอน” กับกิจกรรมของเครือข่ายพลเมืองเน็ตนี้ เพราะเห็นด้วยว่าการศึกษาและรณรงค์ประเด็นใดก็ตาม ไม่สามารถสำเร็จได้ชั่วข้ามคืน มาราธอนคือการวิ่งระยะไกล ข้ามเขตแดนและส่งข่าวสาร หนังสือเล่มวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดสตาร์ท ดังคำออกตัว

—-

“เราเดินด้วยคำถาม” ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกจากบล็อกของพี่แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มานานหลายปี ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำอย่างคำพูดดังกล่าวได้บ้าง

หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความและบทสนทนาว่าด้วยอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จากกิจกรรมที่เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้มีส่วนร่วม ในช่วงปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเป็นสองปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมปรากฏอย่างชัดเจนกว้างขวางบนพื้นที่ออนไลน์ที่เชื่อมกับออฟไลน์ ตั้งแต่การชุมนุมและการสลายการชุมนุมเมื่อต้นปี 2010 ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011*

ขอบคุณ นฤมล กล้าทุกวัน ที่รับเป็นบรรณาธิการให้หนังสือเล่มนี้ กระบวนการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน “มาราธอน” เกินกว่าที่ผมบอกกับเธอไว้ในคราวแรกมาก ผมน่าจะรู้จักนฤมลที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ท่าพระจันทร์ คนรอบตัวผมหลายคนรู้จักนฤมลในวาระต่างกันไป จำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อใหม่และความเคลื่อนไหว “ไม่เอารัฐประหาร”

ในช่วงปี 2004-2007 สื่อออนไลน์อย่างประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โอเพ่นออนไลน์ วิกิพีเดียไทย พลวัต ดูโอคอร์ เว็บบอร์ดและบล็อกต่างๆ รวมทั้งวงสนทนาที่จัดโดยเว็บไซต์บล็อกนัน กลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ในประเทศไทย ยูเฟส บาร์แคมป์ ไบโอสโคป ไทยอินดี้ และงานแสดงศิลปะดอคูเมนทา ได้ทำให้ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ผมจะได้ร่วมงานด้วยในอีกหลายปีให้หลัง เป็นการเปลี่ยนสายงานจากที่เคยอยู่ในแวดวงซอฟต์แวร์และภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งรู้จักคนเหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งเดินทางมากขึ้น

“ชีวิตคือการเดินทาง” และสำหรับคนรุ่นผม (เกิด 1979 เรียนโรงเรียนเอกชนชายล้วน อาศัยอยู่ในเขตเมือง และสามารถเข้าถึงเครื่องเล่นเกมแฟมิคอม) ตัวอย่างที่ให้ภาพได้ชัดที่สุดอันหนึ่งก็คือ วิดีโอเกมอาร์พีจี (role-playing game: RPG) อย่างไฟนอลแฟนตาซีหรือดราก้อนเควสต์ที่ผู้เล่นสวมบทบาทตัวละครสมมติออกเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ เพื่อ “เก็บเพื่อน” หรืออีกนัยหนึ่งคือการเก็บประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อถึงจุดหนึ่งจะได้คลี่คลายปริศนาของเกมและเตรียมความพร้อมไปสู่การปราบเจ้าจอมมารบอสใหญ่อันจะเป็นจุดสิ้นสุดของเกม

ในระหว่างทางของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกบันทึกรวบรวมลงหนังสือเล่มนี้ ผมได้พบเจอบุคคลต่างๆ จำนวนมาก บ้างตั้งใจ บ้างเป็นเหตุบังเอิญอันน่ายินดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง แม้อุปลักษณ์เกมอาร์พีจีในแบบดั้งเดิมอาจไม่ทาบสนิทเสียทีเดียวกับชีวิตของเราหลายคน เพราะเราไม่มีหรือไม่เคยนึกถึงบอสใหญ่ที่จะต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่อย่างน้อยการได้พบสิ่งต่างๆ รวมทั้งผู้คนระหว่างเดินทาง ก็ทำให้เราได้ทราบถึงภารกิจหรือที่ภาษาเกมเรียกว่า “เควสต์” ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่เราอยากจะเอาชนะให้ได้ น่าจะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้นักเดินทางจำนวนหนึ่ง มักบอกว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินทางโดยตัวของมันเอง พูดหล่อๆ แบบให้เอาไปทวีตต่อได้ก็อาจจะพูดว่า เรามองไปที่จุดหมายเพื่อมองเข้ามาในตัวเราเอง

ความน่าสนใจของการศึกษา “โลกเสมือน” หรือ “โลกออนไลน์” สำหรับผม จึงอยู่ที่การที่มันหยิกตัวเราให้ตื่นจากความเคยชิน และเดินกลับมาดู (revisit) ทบทวนแนวคิดที่เราเคยยอมรับเกี่ยวกับ “โลกจริง” หรือ “โลกออฟไลน์” ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม หรือจำเป็นต้องปรับแก้ ยืดขยาย หรือล้มมันทิ้งเสียให้หมด? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งคำถาม แต่คนทั่วไปในสังคมเองก็คิดกับมันหรือคิดผ่านมันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน บันทึกการเดินทางแบบ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ใน กวน มึน โฮ หนังรักตลกที่ดังที่สุดในปี 2010 เปิดประเด็นให้เราคิดมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นนิรนาม และ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังอิงประวัติผู้ประกอบการในปี 2011 ก็เดินเรื่องด้วยสัญลักษณ์จากวิดีโอเกมอาร์พีจี ความเป็นดิจิทัล (digitality) และการเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสถานะ (mobility) ได้ปรากฏสู่ภาษาในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานที่ส่วนใหญ่ในงานเทศกาล เน็ตติเซ่นมาราธอน เมื่อปี 2010 อยู่ในบริเวณที่เดินถึงกันได้ คือย่านสี่แยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และท่าพระจันทร์ (อีกสามแห่งอยู่ไกลออกไป ที่สีลม เกษตร และเชียงใหม่) เราตัดสินใจเลือกที่พักย่านถนนข้าวสารให้กับวิทยากรที่มาจากต่างเมือง ดัดแปลงห้องปรับอากาศในร้านอาหารใต้โรงแรมให้เป็นห้องสัมมนา ด้วยจุดประสงค์อยากให้วิทยากรได้เจอคนแปลกหน้า/นักเดินทาง ได้เดินสัมผัสเมืองเพราะหัวข้อหนึ่งในงานจะว่าด้วยเมืองกับอินเทอร์เน็ต และทดลองจัดงานในพื้นที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก เพราะสิ่งที่เรามองหานั้นก็เหมือนกับที่ผู้ใช้เน็ตจำนวนมากมองหาตามร้านกาแฟ คือ ที่นั่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต – ด้วยความไม่พร้อมหลายประการในปี 2011 ขนาดของงานได้ลดลงและไม่ได้มีสถานะเป็นเทศกาล – ปี 2012 นี้เราอยากกลับมาคึกคักอีกรอบ

ขอบคุณร้านหนังสือก็องดิด, The Reading Room, Cubic Creative Play Cube, Chiang Mai Commons, โรงแรมวิลล่า ชาช่า, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับสถานที่และการประสานงานวิทยากร จิราพร ธิโสภา, ธัญญธร สายปัญญา, นุตประวีณ์ สมดี, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ณัฐเมธี สัยเวช, วิชัย แสงดาวฉาย, ยอดพงษ์ จริยวิทยาวัฒน์, วสุมล บุณยเกียรติ, วนัสนันท์ ศรีไพศาล, พิสิฐ ศรีปราสาททอง, พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ, ทวีพร คุ้มเมธา, วรงค์ หลูไพบูลย์, และเยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล สำหรับการบันทึกและการประสานงานอื่นอีกสารพัด และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ที่วิ่งมาด้วยกันตลอด

ด้วยความระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จของเขา

กรุงเทพ, มีนาคม 2012

* ผู้สนใจสถานการณ์อินเทอร์เน็ตไทยตามลำดับเวลาในปี 2011 สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน “รายงานประจำปีเครือข่ายพลเมืองเน็ต: เสรีภาพและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตไทย พ.ศ. 2554” (เครือข่ายพลเมืองเน็ต 2555) และดูการอภิปรายเรื่องสื่อใหม่กับสิทธิเสรีภาพ การเคลื่อนไหว และการหาเสียงได้ใน “สื่อใหม่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ 2555)

—-

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ “มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว”
จัดจำหน่ายโดย สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด 0-2225-9536~40

สั่งซื้อออนไลน์: เคล็ดไทย | ซีเอ็ด | นายอินทร์
ห้องสมุดและองค์กรสาธารณประโยชน์ ติดต่อ contact (at) thainetizen.org เพื่อรับหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายชื่อผู้ร่วมก่อการจำนวนหนึ่ง

เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย ?

Anthropology News Volume 51, Issue 4, April 2010 ปีที่แล้วนี่เอง เป็นฉบับว่าด้วย “มานุษยวิทยาและวารสารศาสตร์”

วันจันทร์ที่ผ่านมา [16 พ.ค.] ไปงาน Public forum: Reflection for the Thai Media in the post-2010 political violence เป็นเวทีสาธารณะจัดโดย สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ร่วมกับสมาคมนักข่าวฯ และสถาบันข่าวอิศรา

มีหลายคนพูดถึงจริยธรรมสื่อ ถึงเรื่อง objectivity ที่ “เป็นมาตรฐาน” ของสื่อมวลชน บางคนก็ว่าจริยธรรมมันต้องมีจริยธรรมเดียว จะสื่อเก่าสื่อใหม่ก็ตาม ไม่งั้นก็ไม่ใช่สื่อมวลชน เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เป็น “สื่อเทียม” บางคน (รวมถึงผมเอง) ก็ว่า อย่าเอาคุณค่าที่สื่อเก่าเห็นว่าดีว่าชอบ มาครอบงำกดทับสื่อใหม่

สมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการนโยบาย ThaiPBS ที่เพิ่งเขียนบทความเรื่อง “สื่อชนเผ่า” ลงเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ก็เคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจไว้เมื่อต้นปีว่า “สื่อจะต้องยึดถือหลักภาวะวิสัย objectivity”1 ถ้าไม่ยึดหลักนี้ ก็เป็น “สื่อเฉพาะพวก” (partisan press) หรือ “สื่อชนเผ่า” (tribal media)2

แต่อะไรคือ objectivity ที่คนเหล่านี้หมายถึง ? มันมี objectivity ที่เป็นหนึ่งเดียว สากล และข้ามกาลเวลาอย่างที่นักวิชาชีพหลายคนเขาพยายามจะบอกไหม ?

พอพูดถึง “ชนเผ่า” วิญญาณน้อย ๆ ของนักเรียนมานุษยวิทยามันก็สะกิดเรียกนะครับ อะไรมันจะผีเน่าโลงผุไปกว่านี้

ประเด็นแรกสุดเลยที่ผมจำได้ว่าเรียนในชั้นเรียนมานุษยวิทยา ก็คือเรื่อง ภววิสัย/วัตถุวิสัย (objectivity) และ อัตวิสัย (subjectivity) ซึ่งดูว่าผมเองจะมีใจโอนเอนไปทาง อัตวิสัย หรือ อัตวิสัยร่วม (inter-subjectivity) เสียมากกว่า ภววิสัย

ในฐานะผู้สังเกต ผมเชื่อว่าตัวเราเองก็หนีไม่พ้นการให้คุณค่ากับสิ่งรอบ ๆ ตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ดังนั้นอย่าทำเหนียมทำเนียน หลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าสิ่งที่เรารายงานหรือบันทึกนั้นมันเป็นภววิสัย บอกกันตรง ๆ ไปดีกว่า ว่ามันเป็นอัตวิสัย มีอคติ จากนั้นก็ไปแสดงให้เห็นว่ามันมีอคติตรงไหนอย่างไร ให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้คนอ่านได้ทราบอย่างชัดเจน

David Weinberger (@dweinberger) ซึ่งตอนนี้เป็นนักวิจัยอยู่ที่ศูนย์เบิร์กแมนเพื่ออินเทอร์เน็ตและสังคม เสนอไว้ในบทความ Transparency is the new objectivity ว่า ความโปร่งใสและการเปิดเผยกระบวนการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มาทดแทนภววิสัย และเราพ้นจากยุคของกระดาษ (Age of Papers) มาสู่ยุคของลิงก์ (Age of Links) แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่จะทำให้ข่าวนั้นน่าเชื่อถือ ด้วยการลิงก์ไปยังที่มาของข้อมูล ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อนที่ข่าวยังพิมพ์บนกระดาษ (ทำให้ผู้อ่านต้องเชื่อใจในนักข่าว นั่นเป็นพื้นที่ที่ authority ทำงาน ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว)

Dan Gillmor (@dangillmor) นักหนังสือพิมพ์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับสื่อพลเมือง We the Media: Grassroots Journalism By the People, For the People ก็พูดคล้าย ๆ กัน เขาเห็นว่าแนวคิดเรื่องภววิสัยนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งจะถูกสร้างมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง ตัวมันเองก็มีปัญหา และเขาก็คิดว่าเราทำไม่ได้หรอกในฐานะมนุษย์ที่ย่อมมีอคติ ในบทความ The End of Objectivity เขาเสนอว่านอกจากเรื่อง ความโปร่งใส แล้ว ยังมีอีก 3 ตัวคือ ความละเอียดถี่ถ้วน ความเที่ยงตรง และความเป็นธรรม ที่เขาเสนอว่า ถ้าทำ 4 อย่างนี้ร่วมกัน ก็น่าจะแทนภววิสัยได้

(ประเด็นเรื่องการเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ดูต่อเรื่อง วิกิลีกส์กับวารสารศาสตร์, วารสารศาสตร์ข้อมูล, และ open public data – ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ)

การเปิดเผยแบบนี้แหละคือคุณค่าที่เราจะยอมรับด้วยกันได้ James Poniewozik (@poniewozik) นักข่าวของ TIME แนะนำว่านักข่าวต้องไม่ซ่อนอัตวิสัยของตัวเอง และปิดท้ายบทความของเขาว่า “วันเวลาแห่งการทำราวกับว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์นั้นเป็นหุ่นยนต์ผลิตข่าวที่ไม่มีอารมณ์นั้นจบลงแล้ว แล้วนั่นก็เป็นเรื่องดี ความน่าเชื่อถือที่สร้างบนความเปิดเผยนั้น ย่อมแข็งแรงกว่าความน่าเชื่อถือที่สร้างบนนิยายที่ตกลงให้เชื่อร่วมกัน” (The days of pretending that journalists are dispassionate infobots are ending. And that’s good: trust built on openness is stronger than trust built on an agreed-upon fiction.)

นี่อาจจะคล้ายกับที่นักมานุษยวิทยาพยายามอธิบายขั้นตอนการเข้าไปสู่สนาม ความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับผู้คนในสนาม การได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้สึกของผู้เขียน ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในการเขียนชาติพันธุ์นิพนธ์ นั่นคือมันไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งที่เล่านั้นปราศจากคุณค่าการตัดสิน หากแต่อธิบายว่า ด้วยวิธีการไหนและในเงื่อนไขอะไรที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกทำให้ปรากฏ

หรือถ้าพูดถึงการรายงานการประเมินต่าง ๆ มันก็จำเป็นต้องมีส่วนหนึ่ง ที่อธิบายว่าใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง ทำไมถึงเลือกใช้ตัวชี้วัดพวกนั้น และวิธีการวัดวัดยังไง วัดตอนไหน ในเงื่อนไขอะไร ฯลฯ คือถึงจะบอกว่าการประเมินนี้ “เป็นภววิสัย” ไม่เข้าข้างใคร ทำไปตามตัวชี้วัดบนกระดาษ แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่า ตัวชี้วัดและการเลือกตัวชี้วัดนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยในตัวมันเอง ?2

ไม่ว่าจะ new objectivity หรือ end of objectivity (หรือ “Old Objectivity is dead. Long live the Objectivity.”) ประเด็นก็คือว่านิยามของภววิสัยมันเปลี่ยนได้ ดังนั้นการพูดว่างานชิ้นนี้ “มีภววิสัย” ลอย ๆ มันไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่จะช่วยคือ แสดงให้เห็นสิว่างานชิ้นดังกล่าวมีที่มาอย่างไร หรืออะไรที่คุณนับว่าเป็น “ภววิสัย” ? เปิดให้เห็นกระบวนการการทำข่าวของคุณสิ เปิดให้เห็นกระบวนการประเมินของคุณสิ

การแสดงกระบวนการทำข่าวให้เห็น ทำให้ผมนึกถึงบทความอีกชิ้นคือ Product v. process journalism: The myth of perfection v. beta culture เขียนโดย Jeff Jarvis (@jeffjarvis) นักข่าวและอาจารย์วารสารศาสตร์ที่ CUNY เขาพูดถึงความขัดแย้งของวัฒนธรรมและวิธีทางวารสารศาสตร์ ที่ค่ายหนึ่งมองข่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์ กับอีกค่ายหนึ่งที่มองข่าวเป็นกระบวนการที่นักข่าวทำร่วมกับคนอื่น ๆ และในระหว่างนั้นนักข่าวก็ต้องยอมรับและบอกต่อสาธารณะด้วย ว่าตัวเองไม่รู้อะไรและอยากรู้อะไร แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาข่าวด้วยกันไป เหมือนซอฟต์แวร์ที่มีรุ่นเบต้าและก็อัปเดตกันไปเรื่อย ๆ

การค่อย ๆ พัฒนาข่าวร่วม ถ้าเทียบกับทวิตเตอร์ ก็คืออย่าไปนับว่า ทวีตหนึ่งทวีตนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ข่าวที่จบในตัวมันเอง แต่ให้มองทั้งไทม์ไลน์ที่กำลังวิ่งไป ว่ามันเป็นกระบวนการข่าว ที่ไม่มีวันจบสิ้น รายงานไป แก้ไป อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ไป — ผู้เขียนบล็อก Complex Interplay (ซึ่งเป็นนักข่าววิทยาศาสตร์) บอกว่ามันเหมือนกับว่า เราเน้นที่การเดินทาง ไม่ใช่ที่จุดหมาย

ความขัดแย้งของ “สื่อเก่า” กับ “สื่อใหม่” มันจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงพื้นที่ในเชิงทรัพยากรคลื่นความถี่ แบนด์วิธ หรือช่องทางเสนอข่าวอื่น ๆ แต่ยังเป็นความขัดแย้งในระดับการค้นหาความรู้หรือญาณวิทยาอีกด้วย

“เก่า” และ “ใหม่” ที่ห้อยท้ายคำว่าสื่อ จึงไม่เพียงหมายถึงเทคโนโลยี แต่ยังหมายถึง “คุณค่าเก่า” กับ “คุณค่าใหม่” ที่ไม่ลงรอยกัน ว่าจะนับว่าอะไรเป็นความรู้ จะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ และจะนับว่าอะไรสำคัญควรค่าแก่การพูดถึงในพื้นที่สาธารณะดังกล่าว

“แท้จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา”

“The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.”

อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ พูดถึงวรรคนี้ของกรัมชี่เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว ในปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ฯ หัวข้อ ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน


* ภาพประกอบโดย See-ming Lee สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

1 สมชัย สุวรรณบรรณ: “ปฏิรูปสื่อไทย? สงสัยต้องปฏิวัติ” ตอน 1, ตอน 2, ตอนจบ – กรุงเทพธุรกิจ, ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554^

2 สำหรับเรื่องสื่อชนเผ่า นี่ใครสนใจ หมายถึง ชนเผ่าจริง ๆ เลยน่ะ ลองดูเล่มนี้นะครับ The indigenous public sphere: the reporting and reception of Aboriginal issues in the Australian media ว่าด้วยเรื่องของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียครับ ผมไม่เคยอ่านหรอกนะ เห็นแค่รีวิว แต่เคยอ่านบางบทของหนังสืออีกเล่มของผู้ร่วมเขียน คือเล่มที่ชื่อ The Public Sphere: An Introduction โดย Alan McKee ผมว่าเล่มนี้สนุกดี พูดถึงพื้นที่สาธารณะในวัฒนธรรมสมัยนิยม ใน 5 ประเด็นใหญ่ คือ อะไรคือเรื่อง ‘ส่วนตัว’ หรือเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในพื้นที่สาธารณะ ?, คุณค่าของสื่อที่ถูกทำให้เป็นการค้ามันด้อยค่ากว่าจริงหรือ ?, นำเสนอแบบหวือหวาแล้วมันยังไง ?, การที่ต่างคนต่างคุยในพื้นที่สาธารณะของตัวเองมันเป็นเรื่องแย่จริงหรือ ?, คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองจริงรึเปล่า ? … ทั้งหมดผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความก็คือ “เราจะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ” ? (แล้วเรากันใครออกไปบ้าง ?) ^

3 นี่เป็นประเด็นอันหนึ่ง ที่ผมคิดว่าทำให้ อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 400 คน คัดค้านมาตรฐานอุดมศึกษา “TQF” ของสกอ. — ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เอาการประเมินด้วยตัวชี้วัด แต่พวกเขาตั้งคำถามว่าตัวชี้วัดที่สกอ.เสนอมานั้น จะวัดสิ่งที่สกอ.ต้องการได้จริงหรือ และกรอบการวัดดังกล่าวมีความโน้มเอียงไปทางบางกลุ่มวิชา (แต่สกอ.ไม่ได้แจ้งถึงความโน้มเอียงนี้ ทำราวกับว่ามันเป็นกลาง และเป็นสากลใช้ได้กับทุกสาขาวิชา) — ติดตามเรื่องนี้ได้ที่ virtualdialogue.wordpress.com ^

อัปเดต 2011.05.20 17:07: เพิ่มบทความของสมชัยในกรุงเทพธุรกิจ ที่เอ่ยถึง objectivity, บทความ TIME, TQF, และหนังสือสื่อชนเผ่า

ในโซเวียตรัสเซีย: การเลือกตั้งของชนเผ่า กับ ปัญหาของประวัติศาสตร์

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ กับ ปัญหาสื่อชนเผ่า (partisan press) โดย สมชัย สุวรรณบรรณ

ผู้เขียนเป็นอดีตผู้สื่อข่าว BBC ปัจจุบันเป็นกรรมการ ThaiPBS บทความเรียกสื่อที่แบ่งขั้ว-เลือกข้าง หรือ partisan press ว่า “สื่อชนเผ่า” (ไม่รู้ว่าต้องการให้มี connotation อะไรหรือไม่) และวิพากษ์ “สื่อชนเผ่า” (ซึ่งใช้สื่อใหม่อย่างเคเบิลทีวี ดาวเทียม อินเทอร์เน็ต และวิทยุชุมชน) ว่าไม่ได้ “มาตรฐาน” ของสื่อ และทำลายประชาธิปไตย

อ่านบทความนี้เมื่อคืนก่อนใน @thaireform แล้วก็คันไม้คันมือ แต่คอมเมนต์ในนั้นไม่ได้ เขาไม่เปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็น เมื่อคืนประชาไทเอามาลง เลยขอหน่อย คอนเมนต์ไปในท้ายข่าว ดังนี้:

—-

โดยหลักการ พูดแบบรวม ๆ ก็โอเคนะครับ ไม่เอา hate speech เห็นด้วย (ส่วนจะนับว่าอะไรเป็น hate speech เนื่องจากในบทความไม่ได้ระบุเอาไว้ ก็ไม่พูดถึงละกัน แต่โน๊ตไว้ว่า ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ก็หลากหลาย แต่ละคนมีระดับการนับตรงนี้แตกต่างกัน “มันมีหลายเฉด”)

แต่ก็อยากให้ลองตั้งคำถามด้วยว่า โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ที่บังคับใช้ทุกช่องต้องออกอากาศ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉิน, ข่าวบางช่วงเวลาที่ทุกช่องออกอากาศเหมือนกันหมด, และการสยบยอมต่อ “คำแนะนำในการเสนอข่าว” (ไม่ว่าจะเป็นเลือกประเด็น การใช้ภาษาหรือภาพ ฯลฯ) ที่สื่อ “non-partisan” น้อมรับมาปฏิบัติ … แบบนี้มันนำไปสู่สภาวะ non-partisan ของสื่อนั้น ๆ ได้จริงหรือ ? … หรือก็เป็นการ partisan ในป้ายชื่อว่า “non-partisan” เท่านั้นเอง ? พูดอีกอย่างก็คือ การ partisan เข้าข้างกระแสหลัก นี่ถูกนับว่าเป็น “non-partisan” ใช่ไหม ?

—-

ประเด็นวิทยุชุมชน โดยหลักการ ผมเห็นด้วยว่า ควรจะใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
แต่คุณสมชัยอาจจะลืมพูดว่า “สาธารณะ” นั้นก็มีบริบท และต้องการสถานที่/พื้นที่ในการวางตัวมันลงไป สาธารณะมันไม่ได้อยู่ลอย ๆ

เวลาเราพูดถึง public spheres ต้องอย่าลืมใส่ s ให้มันเป็นพหูพจน์

ประโยชน์สาธารณะที่พื้นที่สาธารณะของวิทยุชุมชนรัศมีส่ง 10 กิโลเมตร ในตำบลไหนสักแห่งทางภาคใต้ จะพูดถึง จำเป็นต้องเป็นประโยชน์สาธารณะเดียวกันกับประโยชน์สาธารณะ ที่อีกวิทยุชุมชนในภาคกลาง จะพูดถึงไหม ? หรือต้องเป็นอันเดียวกับประโยชน์สาธารณะเดียวกับของทั้งประเทศไหม ? ผมคิดว่าไม่จำเป็นนะ

แต่ละชุมชนก็มีประโยชน์ที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่อง “สาธารณะกว่า” เรื่องอื่น ๆ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ เพราะชุมชนเขาก็ต้องสัมพันธ์อยู่ร่วมกับชุมชนอื่น ประโยชน์สาธารณะที่ชุมชนข้างเคียงให้ความสำคัญ มันก็ไหลมาสู่ชุมชนเขาด้วย มากน้อยก็ว่าไป คือสมมติประโยชน์สาธารณะมันมีได้ 10 แบบ 10 เรื่อง แต่ละชุมชนอาจจะโฟกัสไม่เหมือนกัน บางที่โฟกัสเรื่องที่ 1, 3, 7, 8 อีกที่โฟกัสเรื่องที่ 2, 4, 7 … เราจะนับว่ามันเป็น partisan หรือ ? ก็เขาโฟกัสเรื่องที่มันเร่งด่วนจำเป็นสำหรับชุมชนเขา เรื่องที่มัน “สาธารณะกว่า” สำหรับชุมชนเขา … ทั้งชุมชนทางสถานที่กายภาพและชุมชนทางพื้นที่ความคิด (ซึ่งชัดเจนในกรณีสื่อออนไลน์) … ถ้าเราไม่รับไอเดียนี้ ก็ไม่รู้จะมีวิทยุชุมชนกันไปทำไมนะครับ รวมไปถึงการกระจายอำนาจการปกครองอะไรต่าง ๆ ด้วย

(โน๊ตไว้ด้วยว่า ทรัพยากรคลื่นในช่วงความถี่ที่วิทยุชุมชนใช้ ไม่ควรถูกเหมาไปว่าเป็น “สมบัติชาติ” ที่ต้องใช้เพื่อ “คนทั้งชาติ” เท่านั้น เราควรจะถือว่ามันเป็น “ทรัพยากรท้องถิ่น” เพื่อให้คนท้องถิ่นใช้ด้วย — ไม่งั้นก็จะเข้าอีหรอบ สร้างเขื่อนเพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ แต่คนท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์ แถมถ้าโวยวาย ก็ถูกหาว่าไม่เสียสละ ไม่รักชาติเสียอีก)

แน่นอนว่ามันอาจมีเว็บไซต์ มีสถานี ที่ส่งเสริมความเกลียดชัง เป็น hate speech แต่ผมคิดว่าเราต้องระวังไม่เอาเรื่องนั้นมาเหมารวมทำลายความชอบธรรมของสื่อกระแสรองหรือสื่อทางเลือก ที่ต้องการจะสื่อสารเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่ได้สื่อ — ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร เพราะมันก็เป็นเพียงการจัดลำดับความสำคัญ prioritize ประเด็นที่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง — ซึ่งสื่อที่ทำงานในระดับชาติ ทำกับมวลชนในสเกลระดับประเทศซึ่งไม่ได้อยู่ในสถานที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ทางความคิดที่เผชิญกับความขัดแย้งโดยตรง ย่อม prioritize ว่าประเด็นไหนสำคัญมากน้อย ต่างไปจากคนที่อยู่ในสถานที่/พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมเว็บและวิทยุชุมชนมันถึงตอบโจทย์ตรงนี้ได้

—-

ที่คุณสมชัยพูดว่า:

“สิ่งที่จะฟ้องให้เห็นว่าเป็น partisan press คือจะมีการใช้พลังของสื่อในการปั้นผู้นำของกลุ่มตนให้มีลักษณะ cult status”

จริง ๆ ประโยคนี้น่าสนใจมาก ถ้าเราพิจารณาว่าในรอบสี่ห้าปีที่ผ่านมา “ผู้นำของกลุ่มตน” คนไหนที่ “ใช้พลังของสื่อในการปั้น” อย่างเอิกเกริกมากที่สุด ทั้งโดยรัฐและเอกชน ทั้งที่ใช้เงินภาษีของประชาชนและที่เป็นเงินส่วนตัวขององค์กร (ที่อาจจะเอามาหักลดหย่อนภาษีตอนปลายปีได้) ทั้งในสื่อกระจายเสียง สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อภายนอกบ้าน

ถ้าจะนับตาม “สิ่งที่จะฟ้อง” นี้จริง ๆ บ้านเมืองนี้ partisan กันหมดล่ะครับ … ผมว่ามันจะยุ่ง

Stolen Generation Commemorative Flower (Native Hibiscus)

รูปโดย butupa สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-nc-nd

*ในโซเวียตรัสเซีย… นี่เป็นมุขเล่นคำประเภทนึง โดยจะมีโทนแบบออร์เวลล์อยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น “ในอเมริกา, คุณดูทีวีสาธารณะ. ในโซเวียตรัสเซีย, ทีวีสาธารณะดูคุณ!”

อัปเดต 2011.05.20: สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) มองต่างบทความของสมชัย: “สิทธิในการสื่อสารของประชาชนในสื่อใหม่ เป็นคนละเรื่องกับหลักเกณฑ์ของนักวิชาชีพในสื่อกระแสหลัก” และ ข้อสังเกตจาก พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ เรื่องการนำเสนอข่าวครบรอบหนึ่งปีเหตุการณ์สลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 โดย ThaiPBS และ BBC: “TPBS นั้นคือสื่อแบ่งขั้ว”

โพสต์ต่อเนื่อง: เลือกข้าง-ไม่เลือกข้าง อคติ-ไม่มีอคติ … ไม่มีอคติได้จริง ๆ หรือไง ? เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย ?

การเมือง ว่าด้วย คลิปหลุด

จากเสวนา การเมืองว่าด้วยคลิป: พื้นที่ส่วนตัว/สาธารณะ ในงานคลิปคิโนะ เมื่อ 18 ธ.ค. 2553 คุยกับนักวิชาการด้านวัฒนธรรม ด้านสื่อ และคนที่อยู่ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน เรื่องคลิป ๆ และเรื่องหลุด ๆ กับการเมืองของความเป็นส่วนตัวและความเป็นสาธารณะ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าทั้งสองคำมีความหมายว่าอะไร ? มากเท่ากับเส้นแบ่งขอบเขตที่เป็นประเด็นปัญหามากกว่า เรานิยามสิ่งหนึ่งให้เป็นคู่ตรงข้ามของอีกสิ่งหนึ่ง เราจะนิยามเส้นแบ่งว่ามันคืออะไร ซึ่ง ณ เวลานี้คิดว่ามันเริ่มพร่ามัวขึ้น — วันรัก สุวรรณวัฒนา

Social Media มีความทับซ้อนพอสมควร ว่าเรื่องส่วนตัวหรือสาธารณะคืออะไร บางสิ่งเราอาจอยากนำเสนอสำหรับคนไม่กี่คน แต่บางทีมันกระจายออกไปได้วงกว้าง ซึ่งในบางครั้งเราไม่สามารถจำกัดขอบเขตการรับรู้ได้ มันมีการ tag ต่อไปเรื่อย ๆ — มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

คนสามารถแสดงความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะได้ ในทางกลับกันทำให้สาธารณะมาสู่พื้นที่ส่วนตัวได้ … สื่อไม่ได้มีหน้าที่ในแง่การกระจายข่าวอย่างเดียว แต่มีเรื่องของการสร้างมิติความสัมพันธ์ให้มากขึ้น — เกษม เพ็ญภินันท์

สื่อหลักไม่ได้กลัวรัฐบาล เรากลัวความสัมพันธ์กับคนหลายฝ่าย ทั้งเพื่อนเราหรือคนในองค์กร เราจะจัดการอย่างไร — ปราบต์ บุญปาน

ดาวน์โหลดบันทึกการเสวนา (PDF และ OpenDocument) ได้ที่เว็บไซต์เครือข่ายพลเมืองเน็ต

การเมืองว่าด้วยคลิป: พื้นที่ส่วนตัว/สาธารณะ

technorati tags:
,
,
,

สมเกียรติ ตั้งนโม กับเว็บที่มาก่อน 2.0

สมเกียรติ ตั้งนโม กับจักรวาลความรู้หลังเที่ยงคืน ที่ข้ามศาสตร์และข้ามสื่อ ที่ทุกคนอ่านและเขียนด้วยกันได้

(ปรับปรุงจากข้อเขียนเพื่องานเสวนา ความรู้และปฏิบัติการของ สมเกียรติ ตั้งนโม โดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 28 สิงหาคม 2553 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อเขียนชิ้นดังกล่าวถูกนำเสนอโดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ร่วมกับข้อเขียนของชูวัสเองและของ เคโกะ เซย์ เพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเกียรติ ตั้งนโม ผู้ก่อตั้งและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)

"Knowledge and Practices of Somkiat Tangnamo"

ไฮเปอร์เท็กซ์และสหบทในจักรวาลของสมเกียรติ

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของเวิลด์ไวด์เว็บ ก็คือไฮเปอร์ลิงก์ (hyperlink) ที่เชื่อมโยงบทความ ความรู้ รูปภาพ และสิ่งต่าง ๆ ไปมาหากันอย่างไม่จำกัด ไม่มีจุดเริ่มแรก ไม่มีจุดปลายสุดท้าย

ในทางเทคนิค-รูปแบบ สมเกียรติใส่ลิงก์เหล่านี้อยู่ในทุกหน้าของเว็บม.เที่ยงคืน (ยกเว้นช่วงแรก ๆ)
ทั้งลิงก์ไปบทความก่อนหน้า-ถัดไป สารบัญตามลำดับเวลา สารบัญตามประเด็น ตามชื่อผู้เขียน และตามคำสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีลิงก์ไปหา บทความเกี่ยวเนื่อง
ดังที่ได้อธิบายไว้ใน สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง ว่า:

อีกประการหนึ่งซึ่งควรสังเกตไว้เพื่อประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ ในแต่ละบทความ จะมีอักษร R ปรากฏอยู่ ซึ่งหมายถึง related หรือบทความเกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะโยงไปสู่ความรู้ที่สัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ ทำให้นักศึกษาได้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูลดังกล่าว โดยเหตุนี้ จึงควรได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงและข้อมูลสัมพันธ์ตามลำดับ

ลิงก์ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งปกติธรรมดาในยุค เว็บ 2.0 ที่ซอฟต์แวร์อัตโนมัติถูกนำมาใช้แนะนำเนื้อหาเกี่ยวเนื่องใกล้เคียง เพื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในเนื้อหาที่ตัวเองสนใจมากขึ้น ในมหาสมุทรของข้อมูลข่าวสารที่ล้นทะลัก

สิ่งที่น่าตกใจคือ ในขณะที่เว็บ 2.0 ทุกวันนี้ สร้างลิงก์เหล่านี้ด้วยซอฟต์แวร์อัตโนมัติ สมเกียรติทำมันด้วยมือ ทีละหน้า

พูดง่าย ๆ ก็คือ วิสัยทัศน์ ของสมเกียรตินั้นไปไกลกว่าเครื่องมือที่เขามี
เขาทำเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนภายใต้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของยุคสมัย รวมไปถึงข้อจำกัดการเรียนรู้เทคโนโลยีของผู้ใช้เทคโนโลยีในระดับทั่ว ๆ ไป มวลชนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ เขาผลักพรมแดนมันไปจนสุด และแสดงให้เห็นว่า ใคร ๆ ก็ทำเว็บไซต์ได้

ด้วยไฮเปอร์ลิงก์เหล่านี้ ทำให้บทความต่าง ๆ ถูกเชื่อมโยงให้อ่านข้ามบริบทกัน เทียบบริบทกัน กลายเป็นไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) และนั่นนำไปสู่สิ่งที่ อุทิศ อติมานะ กล่าวถึงใน สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ คือการพยายามสร้างชุมชน ที่คิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง แบบบูรณาการ-สหวิทยาการ

ไม่เพียงปล่อยให้ไฮเปอร์ลิงก์ทำงาน กองบรรณาธิการม.เที่ยงคืน ยังทำหน้าที่เหมือน ภัณฑารักษ์ ที่ทดลองหยิบงานในสื่อต่าง ๆ มาวางเคียงกัน เพื่อสร้างความหมายหรือคำถามใหม่ ที่สัมพันธ์ต่อสถานการณ์ในสังคมในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 497 ที่ชื่อ วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน
ซึ่งรวบรวมข้อเขียน 3 ชิ้น จากเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มารวมทดลองเสนอเป็นชิ้นเดียวกัน ภายใต้คำโปรยว่า สาระจากกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ว่าด้วยความรุนแรงหลากมิติ และหมายเหตุในวงเล็บ การทดลองนำเสนอ เพื่อเป็นการเชิญชวนนักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่านให้ใช้กระดานข่าว

ข้อเขียนสามชิ้นจากเว็บบอร์ด พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่างกัน แต่มีประเด็นร่วมกันที่กองบรรณาธิการมองเห็น และได้ทำการเน้นประเด็นนั้น ไฮไลท์มันด้วยวิธีการนำข้อเขียนสามชิ้นนี้มาวางเคียงกัน คล้าย ๆ กับการเล่าเรื่องแบบศิลปะภาพตัดปะ (montage) ที่ความหมาย/คำถามใหม่เกิดขึ้นที่ช่องว่างระหว่างรูป ในพื้นที่ความคิดของผู้อ่าน

เว็บบอร์ด ศักดิ์ศรีและรูปแบบของความรู้

ไม่ว่าจะเป็นการหยิบเอาข้อเขียนจากเว็บบอร์ดมาวางเคียงกัน หรือข้อเขียนจากสิ่งพิมพ์อื่นตามท้ายด้วยความคิดเห็นข้อวิพากษ์จากเว็บบอร์ดจาก ผู้อ่าน เช่นกรณี บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 653 ที่ชื่อ องค์ภูมิพล: เอกอัครปัญญาชนสาธารณะแห่งความเป็นไทย เหล่านี้ ไม่เพียงแสดงถึงความพยายามในการเชื่อมโยงความรู้ความคิดเห็นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของสมเกียรติต่อสื่อรูปแบบใหม่ เช่น เว็บบอร์ด

เว็บบอร์ด บล็อก และสื่อใหม่ต่าง ๆ ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า จะมีศักดิ์ศรีในทางความรู้วิชาการหรือความน่าเชื่อถือได้เพียงใด เมื่อเทียบกับสื่อเก่า หรือกระทั่งเว็บไซต์ที่มีการจัดการรัดกุมมีผู้รับผิดชอบชัดเจนกว่า

การหยิบเอาข้อเขียนต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดมานำเสนอในอีกรูปแบบ เป็นการทดลองที่จะเสนอให้ผู้อ่านมองเห็นว่า นี่ไง เนื้อหาเดียวกัน คุณภาพแบบนี้ คุณสามารถหาได้ในเว็บบอร์ด มันไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบวารสารวิชาการ หรือจากนักเขียนชื่อดัง มันอยู่ในเว็บบอร์ดได้ มันอยู่ที่ไหนก็ได้ และใครจะเขียนมันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านบก. ดังนั้น ไปใช้เว็บบอร์ดกันเถอะ

ในยุค YouTube ที่ทุกคนพูดถึง user-generated content ผู้อ่าน ที่เป็น ผู้เขียน ด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร – สมเกียรติพยายามสนับสนุนและชี้ให้คนเห็นสิ่งเดียวกันนี้ อย่างน้อยก็เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ถ้าเราเชื่อว่า ความคิดเห็นนั้นสำคัญเท่ากับความรู้ เพราะสิ่งที่เรานับว่าเป็น ความรู้ กระแสหลัก ในทุกวันนี้ ต่างก็เคยเป็น ความคิดเห็น กระแสรอง มาแล้วทั้งสิ้น การเปิดพื้นที่เว็บบอร์ดดังที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนทำ ก็คือการยืนยันในความเชื่อนั้น

*ขณะนี้ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เปิดรับบทความอีกครั้งหนึ่งแล้ว ขอเชิญผู้สนใจ ส่งบทความได้ครับ ที่อีเมล midnightuniv [døt] gmail.com

technorati tags: 

‘อ่าน’ อีกรอบ: ตอบ @Oakyman เรื่องโชว์ของ @suthichai และ @PM_Abhisit

ต่อเนื่องจากบล็อกเรื่อง สิทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ นายกอภิสิทธิ์ ผ่านทวิตเตอร์, มีคำถามมา ผมตอบ :

@Oakyman: @nopparat @bact คนเพิ่งหัดใช้ twitter จะใช้ @ เพื่อ reply เป็นเหรอ? บนหน้าเว็บมันมีปุ่ม update อยู่ปุ่มเดียวนิ เห็นใจ @PM_Abhisit หน่อยเถอะ

@bact: @Oakyman ถ้าพูดแบบนั้น คือ @suthichai นี่ไม่น่าเห็นใจใช่ป่ะ

@Oakyman: @bact เห็นด่าแต่ทั่นนายกฯ หนะ อย่างน้อยคุณ @suthichai เค้ายัง rt เป็นนะ

@bact: @Oakyman ไม่ได้ด่าใครนะ เรายกคำพูดต่างๆ ที่เห็นว่า mode สื่อสารของ @PM_Abhisit และ @suthichai ยังเป็น mode “คุยกันแค่สองคน” มาน่ะ

@bact: @Oakyman แม้แต่การ rt ของ @suthichai ในวันสัมภาษณ์ ก็เป็นการ rt ให้ @PM_Abhisit อ่าน ในฐานะคำถามต่อ @PM_Abhisit

@bact: @Oakyman ใช้ @reply หรือไม่ ไม่ใช่สาระสำหรับเรา / สาระคือ mode สื่อสารของ2คนนั้น มีแค่2คนคุยกัน ไม่สนใจคนอื่น (ดังนั้น @ จึงไม่จำเป็น)

@bact:: @Oakyman ยิ่งถ้าอ่านจาก กลุ่มคนดูเป้าหมาย คือ TV ซึ่งเข้ามาร่วมวงโต้ตอบอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยิ่งยืนยันสมมติฐาน mode สื่อสารที่มีแค่2คน

@bact: @Oakyman คำถาม: ถ้า mode สื่อสารเป็นแบบนั้น ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม จะใช้twitterทำไม – คำตอบที่นึกออก: PR ความเป็น new media ของท้ัง2คน

@bact: @Oakyman ซึ่งมันก็โอเคนะ จะใช้ยังไงก็ใช้ไปเถอะ มันเป็นพื้นที่เปิด เราก็แค่พยายามอธิบายว่า เขาใช้แบบนี้ เท่านั้นเองน่ะ

technorati tags:
,
,

@suthichai และ @PM_Abhisit แสดงสด-ออนไลน์-เพื่อออฟไลน์

ด้านล่างนี้คือการ ตัดต่อ เลือกแสดง ความคิดเห็นจากทวิตภพ ช่วงสามทุ่มครึ่ง 7 ก.ย. 2552 @suthichai สัมภาษณ์ @PM_Abhisit ทางทวิตเตอร์

@suthichai with @PM_Abhisit

@nopparat: อ่าน Tweeterview รายการในวันนี้ สงสัยว่าไม่มีใครใช้ reply เป็นเลยหรือไงวะ

@PM_Abhisit: ช่อง9จบแล้วครับ ให้ผมเข้านอนได้รึยังครับ

@PM_Abhisit: "ช่อง9จบแล้วครับ ให้ผมเข้านอนได้รึยังครับ"

@up2gu: @PM_Abhisit ไปหลังจากช่อง 9 เลิกถ่ายทอด เพราะความเพลียจริงๆ หรือหมดประโยชน์ที่จะพูดกับสื่อที่ไม่ใช่ฟรีทีวีแล้ว?

@mormmam: ส่วนคนดูก็สรุปได้ว่า อืมม มวยล้มต้มคนดู กูนั่งดูปาหี่ นี่หว่า

@AdmOd: สิ้นหวังแล้ว! สิ้นหวังกับทวิตเตอร์แล้ว!

@kohsija: นี่ เจ้าของเว็บต้องทำแบบนี้ คน follow จะได้เพิ่มเร็วๆ http://komchadluek.net/

Khom Chad Luek newspaper home on 8 Sep 2009
ครั้งแรกของโลก สุทธิชัย หยุ่น คนข่าว digital พันธุ์ใหม่ สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่าน twitter 7 กันยายน 52 เวลา 21.30 น. follow ได้ที่ twitter.com/suthichai

@kohsija: สรุปว่า เมื่อคืนพวกเราโดนคุณสุทธิชัยหลอกกันสินะ LOL

@bact: สรุปสัมภาษณ์ทางทวิตเตอร์: คุยกันออนไลน์ แต่ @PM_Abhisit มองทีวี ส่วน @suthichai มองทีวี นสพ.และสื่ออื่นในเครือเนชั่น

@molek: สื่อใหญ่ก็คงเป็นสื่อใหญ่วันยังค้ำ ไม่มีทางที่จะมาเป็นสื่อใหม่ หรือ Social media ได้หรอก ตราบใด #mindset ยังไม่เปลี่ยน

@sugree: media cannot be new media. WE ARE NEW MEDIA.

@sugree: "media cannot be new media. WE ARE NEW MEDIA."

technorati tags:
,
,
,

@thaksinlive + more

อภิสิทธิ์และหลายคนมีแล้ว แต่ยังไม่มัน รอตัวพ่อมาก่อน

ตอนนี้มีข่าว Twitter กับ Facebook เยอะแยะเลย ด้วยความตื่นเต้นตกใจกับ thaksinlive ที่เขาว่าเป็นช่องทางสื่อสารใหม่บนสื่อใหม่ ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ซึ่งก็พบว่า มีแอคเคานท์ในที่ต่าง ๆ มากกว่าที่ปรากฏในข่าว:

เว็บไซต์ www.thaksinlive.com
ทวิตเตอร์ @thaksinlive
เฟซบุ๊ค www.facebook.com/thaksinlive
ไฮไฟว์ thaksinlive.hi5.com (ไม่มีอะไรเลย)
สไครบ์ด (เอกสาร) www.scribd.com/thaksinlive
ยูสตรีม (ออกอากาศภาพและเสียง) www.ustream.tv/channel/thaksinlive (ผู้ใช้ www.ustream.tv/thaksinlive)
บล็อก
thaksinlive.blogspot.com

ไม่รู้ว่า อันไหนทักษิณตัวจริงทำ อันไหนทีมของตัวจริงทำ
หรือ อันไหนทำโดยคนที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย (เพื่อผลบวกหรือลบก็ว่าไป)

ใครพูดถึง thaksinlive บ้าง ? ใน ทวิตเตอร์, บล็อก, เว็บ

technorati tags:
,
,

rt @shelisrael The Power of ReTweeting

power of retweeting in action – พลังรีทวีต ในสถานการณ์

put #pad, #thaigov, or #thpol tag in your tweets about recent conflicts on Bangkok street. they will appear in bangkok51.morphexchange.com (similar to election.twitter)

ใส่แท็ก #pad, #thaigov, หรือ #thpol ในทวีตของคุณเกี่ยวกับสถานการณ์พันธมิตรล้อมสภา ทวีตเหล่านั้นจะไปปรากฏใน bangkok51.morphexchange.com

วันนี้เพิ่งตามทวิตเตอร์ ของ @mediabistro (ซึ่งเจอจากการตามทวิตเตอร์ของอีกคน) ก็ได้เจอลิงก์ที่น่าสนใจอันนี้:
The Power of ReTweeting

เลยขอถอดความมาให้อ่านกันครับ. อาจจะพอให้เราจินตนาการเชื่อมโยงทวิตเตอร์ ในฐานะเครื่องมือสื่อพลังสังคม (social media).

สั้น ๆ ก่อนว่า รีทวีต (retweet ย่อว่า rt) คืออะไร. รีทวีต ก็คือการทวนข้อความหรือทวีตของคนอื่นนั่นเอง ไม่มีอะไรมาก, ทำนองว่า บอกต่อ.

เช่น ผมเห็น @facthai แจ้งว่า:
“เข้าเว็บ xxx ไม่ได้ เมื่อ 00:00”
ผมก็อาจจะบอกต่อข่าวนี้กับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ที่ตามอ่านทวิตเตอร์ของผมได้, ด้วยการส่งข้อความว่า:
“rt @facthai เข้าเว็บ xxx ไม่ได้ เมื่อ 00:00”
คนอื่น ๆ ที่จะได้รับข่าวนั้นต่อไป, พร้อมกับรู้ว่า อ๋อ ต้นข่าวมาจาก @facthai นะ.

(ทวีต? ทวิตเตอร์? .. ดูอธิบายสั้น ๆ ที่วิกิพีเดีย; สมัครใช้ที่ Twitter.com; อยากตามข่าวสารทวิตเตอร์ภาษาไทย ไปเว็บ TwitThai)

Shel Israel ผู้เขียนชิ้นบล็อก “พลังของการทวนทวีต” ดังกล่าว เสนอว่า การรีทวีต (retweet) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า rt เนี่ย ทำให้พลังของเครือข่ายมันเกิดขึ้นได้, ในลักษณะเกือบจะเหมือนกับที่การทำลิงก์ไปหาบล็อกอื่นสามารถขยายวงการสนทนา จากบล็อกเกอร์คนเดียว ออกไปหาผู้คนมากมายมหาศาล, บางครั้งก็ในอัตราเร็วมาก ๆ.

“Retweeting allows the power of the network to take place, in pretty much the same way a blog link can extend the conversation from one blogger to a great many, sometimes at a very rapid rate.”

ถ้าเราทวีตหรือส่งข้อความอะไรออกไปสักอย่าง…

แล้วเรามีคนตามอ่าน (follow) ทวีตเราซัก 10, 100, หรือ 1,000 คน … แต่ถ้าไม่มีคนรีทวีตเลย มันก็ไปได้แค่นั้น. หมด. จบ.

แต่ถ้าเราจะมีคนตามอ่าน 10 คน … แล้วหนึ่งในนั้น, ซึ่งเขามีคนตามอ่านซัก 100 คน, รีทวีตข้อความเรา … ข้อความนั้นมันก็จะไปได้ไกลอีก, มีคนรีทวีตอีก ก็ไปได้ไกลอีก.

ปกติเขารีทวีตเพราะมีคนพูดเรื่องที่เขาเชื่อว่าคนที่ตามอ่านทวีตของเขาบางคนน่าจะสนใจ.
ซึ่งปกตินั่นก็หมายถึงว่า เขาชอบที่คนนั้นพูด และอยากจะให้เครดิตคน ๆ นั้น.
แต่บางครั้งมันก็หมายถึงว่า เขาไม่เห็นด้วยอย่างมากกับที่คน ๆ นั้นพูด แล้วก็อยากจะรู้ว่าคนอื่น ๆ จะว่ายังไงบ้าง.
บางครั้ง เมื่อมีภิบัติภัย อย่างไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือทีมกีฬายักษ์ใหญ่แพ้ คนจำนวนมากก็จะรีทวีตข่าวสารเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว.

ข่าวแผ่นดินไหวในซานฟราน หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เมืองจีน แพร่ไปรอบโลกหลายรอบก่อนที่สื่อดั้งเดิมจะหยิบไปทำข่าว.
แม้บางครั้งข่าวพวกนี้จะมีข้อมูลผิดพลาด, แต่ตัวกระบวนการรีทวิตก็ดูจะทำการกรองเพื่อหาความจริง.
อันที่จริง ปัจจุบันนี้องค์กรข่าวดั้งเดิมหลายแห่งตามอ่านทวิตเตอร์เพื่อติดตามข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร, บ่อยครั้งจากผู้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ.

“While sometimes this news contains factual errors, the process seems to filter for truth.”

การทวนทวีตเปิดโอกาสให้พลังของเครือข่ายเกิดขึ้นได้. มันทำให้เสียงอันโดดเดี่ยวถูกขยายให้ดังด้วยเสียงของฝูงชน.
และสำหรับเขาแล้ว การทวนทวีตนั้นเป็นแง่มุมที่ทรงพลังที่สุดของทวิตเตอร์.

ถอดความจาก The Power of ReTweeting โดย Shel Israel (@shelisrael) 4 ต.ค. 2551 จากบล็อก Global Neighborhoods

คิดว่าไงครับ ? ทวิตเตอร์ผมคือ @bact, คุยกัน.

รีทวีตบล็อกนี้ไหม ? 😉

technorati tags:
,
,
,

New Blood, New Media in the New City

ไปเชียงใหม่มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่อใหม่/สื่อนฤมิต* จัดโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจอคนเยอะแยะ เดินทางสู่ผู้คน

เลยงอกออกมาเป็นดูโอคอร์ตอนพิเศษ อย่างน่าดีใจ

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ channel.duocore.tv/new-media-in-chiang-mai

ขอบคุณทีมงานคณะการสื่อสารมวลชน + CAMT ทีม minimal gallery ขลุ่ย เมฆ ชา และพี่ปูคนขับรถที่พาเราไปทุกที่

บรรยากาศเชียงใหม่เปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ช้างคลานผมเห็นร้านที่เคยไปปิดลง หลายร้านบนถนนนั้นก็ปิดด้วย คนที่นั่นว่ามันไม่บูมเหมือนสองปีก่อน ที่มีงานพืชสวนโลก
แต่รวม ๆ มันก็ยังเป็นเชียงใหม่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างจากเดิม

จริง ๆ ที่ไหน ๆ มันก็เปลี่ยนทั้งนั้น และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอ เหมือนใครซักคน (วิชา?) พูดระหว่างฝนตกหน้าร้าน minimal

“คนที่บอกว่าปายเปลี่ยนไปไม่ดีเลย ก็คนเชียงใหม่คนกรุงเทพนั่นแหละ คนปายเขาชอบ”

หรือที่แพทว่า

“คนเชียงใหม่ไม่รู้หรอกว่านิมมานเปลี่ยนไป คนเชียงใหม่เขาไม่ได้มานิมมาน มีแต่คนกรุงเทพแหละที่มาเที่ยว”

ใช่ หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงมันโหดร้าย แม้กระทั่งกับ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ไปนอนบ้านริมน้ำ ซื้อของตลาดน้ำ ตกค่ำ ๆ ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อย มันก็ยังเป็นปัญหาได้
ถึงขนาดชาวบ้านบางคนลงมือตัดต้นลำพูริมบ้านตัวทิ้ง เพราะรำคาญนักท่องเที่ยว ที่มักจะล่องเรือมาดูหิ่งห้อยตอนเขาเข้านอนแล้ว หรืออาจยังไม่นอนแต่รู้สึกว่าเสียความเป็นส่วนตัว

จะว่าไป การพยายามจะหยุดเวลาหรือสร้างหน้าตาให้เหมือน “เดิม ๆ” อย่าง อัมพวา มันก็คือการเปลี่ยนแปลง คือความไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่างปฏิเสธไม่ได้

มันไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ เปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น คนท้องถิ่น-ซึ่งต้องอยู่ที่นั่นทุก ๆ วัน เพราะมันเป็นบ้านเขาไม่ใช่แค่ที่ตากอากาศ-เขายินดีกับมันแค่ไหน การที่คนนอกจะไปกะเกณฑ์ว่า เชียงใหม่ต้องเป็นแบบนี้ ปายต้องเป็นแบบนั้น อัมพวา สามชุก ฯลฯ ต้องเป็นต่าง ๆ นานา

แต่ดูเหมือนแนวคิดคำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทย จะยังยึดอยู่กับคำว่า “อนุรักษ์” ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงเป็นปัญหาเสมอ

ของใหม่อะไรก็ตามมักจะเป็นตัวปัญหา สื่อใหม่/สื่อนฤมิตก็เป็นตัวปัญหาในสายตาสังคมและรัฐ ผมว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมมนา

ที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมและรัฐยังไม่รู้จะทำความเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร

สังคมไทยในจินตภาพของเรา เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ผู้คนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเป็นมิตรกัน
เมื่อเกิดเหตุเด็กฆ่าแท็กซี่ เราช็อก ไม่รู้จะอธิบายมันด้วยคำอธิบายที่เราเชื่อกันใช้กันมานานได้อย่างไร

ทางออกที่สะดวกที่สุด (และมักง่ายที่สุด) ก็คือ โยนความผิดบาปไปให้ของใหม่

เมื่อก่อนบ้านเราไม่มี “เกมออนไลน์” ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่มีเด็กฆ่าแท็กซี่
มาวันนี้บ้านเรามี GTA แล้วก็มีเด็กฆ่าแท็กซี่ เฮ้ย GTA มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ ๆ !!

ง่ายดีไหมครับ

สื่อใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ เหล่านี้สังคมและรัฐรู้วิธีจัดการกับมัน รัฐเองมีกฎหมายไว้ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา สื่อนฤมิตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา อินเทอร์เน็ตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อนุรักษ์นิยมที่มาจากการรัฐประหาร หยิบมาพิจารณาและผ่านอย่างรวดเร็ว ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์-ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ — เขา้ต้องมีเครื่องมืออะไรมาควบคุม เพื่อให้เขาพ้นจากความกลัวดังกล่าว

ดู ๆ ไป ก็เป็นสังคมที่ปกครองกันด้วยความกลัวตั้งแต่รากฐานจริง ๆ คือ รัฐก็ออกกฎหมายเพราะกลัว ผู้คนก็ทำตามกฎหมายเพราะกลัวความผิดตามกฎหมาย (หรือถ้าเป็นสมัยศาสนามีอำนาจ ก็คือทำ “ดี” เพราะกลัวบาป กลัวตกนรก) เราจะเรียกสังคมแบบนี้ว่าสังคมอารยะ (civic society) ไหม ? ผมว่าไม่นะ

คุยหลายเรื่อง จบไม่ลง ไม่ได้เขียนนาน เอาเป็นว่าตั้งคำถามหย่อนไว้เท่านี้แล้วก็หนีก่อนละกัน ลองคุยกันดูนะครับเพื่อน ๆ (ผมอาจจะไม่ได้ร่วมวงอย่างทันใจ แต่เชิญคุยกันเองได้เลยครับ)


* ผมค่อนข้างมีปัญหากับการใช้คำว่า “สื่อใหม่” เพื่อแทน New Media
และอยากจะใช้คำอื่นแทน เช่น “สื่อนฤมิต” หรืออะไรก็ได้ที่มันมีความเจาะจงกว่า และไม่กำกวมอย่างคำว่า “สื่อใหม่” — คือ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า เขาต้องการหมายถึงอะไร [สื่อ-ใหม่] (สองคำต่อกัน, ใหม่ ขยาย สื่อ) หรือ [สื่อใหม่] (คำเดียวกัน) — ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้วิธี capitalize มันได้ ก็เขียน New Media ไปซะ ในบริบทที่ถ้าเขียน new media แล้วมันจะเป็นปัญหา — หรือในภาษาเยอรมันก็จะชัดเจนว่า เขาใช้คำว่า Neue Medien แทนที่จะเป็น neue Medien (คำนามในภาษาเยอรมันตัวแรกจะเขียนเป็นตัวใหญ่หมด ส่วน neue นั้นเป็นคำวิเศษณ์ ปกติต้องเขียนตัวเล็ก แต่ในที่นี้ คำว่า Neue Medien มันเป็นคำนามคำเดียวกัน ไม่ได้แยก) — แต่ภาษาไทยไม่มีกลไกระดับ typography อย่างนั้น (หรือ morphology ด้วย?) ทางที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นซะ ข้อจำกัดพวกนี้-ประกอบกับเรื่อง ๆ อื่น น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้มีการคิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิม ๆ

technorati tags: , ,