computer crime?

ความผิดตามกฎหมายนั้น มีทั้งที่เป็น ความผิดอาญา (crime) และความผิดที่ไม่ใช่อาญา

หากจะพิจารณาว่า อะไรควรจะนับเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และอะไรที่จะนับเป็นเพียง ความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราจำเป็นจะต้องพิจารณาว่า อะไรคือ ความผิดอาญา และอะไรที่ไม่ใช่

บางส่วนจากบทความ การกำหนดความผิดอาญา ตามกฎหมายเยอรมัน – สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ที่ BioLawCom.de เพื่อการศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดอาญา ในประเทศอื่น

ในการถกเถียงเกี่ยวกับข้อปรับปรุงกฎหมายอาญาเมื่อสิบปีก่อนนั้น ประเด็นที่ว่า กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองนิติสมบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก กล่าวคือ กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองเฉพาะ “สมบัติ” (บางประการที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างเช่น ชีวิต (มาตรา 211 เป็นต้นไป), ความปลอดภัยของร่างกาย (มาตรา 223 เป็นต้นไป), ชื่อเสียง (มาตรา 185 เป็นต้นไป)

การที่กฎหมายอาญามีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองนิติสมบัติ หรือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองนั้น ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นจริงขึ้นมาได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายอาญาเป็นระเบียบแห่งการคุ้มครองและระเบียบสันติภาพ ที่มีรากฐานมาจากระเบียบแห่งคุณค่าในทางจริยศาสตร์สังคมของรัฐธรรมนูญ

จากรากฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายอาญามีภารกิจในการที่จะให้ความคุ้มครองแก่คุณค่าพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม, การคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม และ ในกรณีที่มีการละเมิดต่อบทบัญญัติในกฎหมายอาญา ก็จะมีมาตรการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

จากหลักการดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการดังนี้ กล่าวคือ

1. การกระทำที่เป็นแต่เพียงการขัดต่อศีลธรรมอันดี ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดอาญาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ กล่าวคือ ก่อนปี ค.ศ. 1969 ความผิดเกี่ยวกับรักร่วมเพศของผู้ใหญ่, ความผิดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์, ความผิดเกี่ยวกับการเป็นคนกลางให้บุคคลที่ไม่ได้แต่งงานกันมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน, การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาอีกต่อไป เหตุผลก็เพราะว่า การกระทำดังกล่าวที่แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่หากได้กระทำโดยบุคคลที่บรรลุนิติภาวะและโดยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายแล้ว อีกทั้งไม่เป็นการรบกวนบุคคลอื่นๆ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง

ประเด็นปัญหาว่า การกระทำที่เป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง ควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน ตามร่างของประมวลกฎหมายอาญาในปี ค.ศ. 1962 ยังถือว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดอาญา ในทางตรงกันข้าม ในมาตรา 2 ของร่างประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นทางเลือกในปี ค.ศ. 1966 ที่ร่างโดยศาสตราจารย์ทางกฎหมายอาญา จำนวน 14 ท่าน บัญญัติไว้ชัดเจนว่า โทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ และเป็นการวางรากฐานแนวความคิดทางเสรีนิยม โดยก่อให้เกิดผลที่ทำให้ การกระทำที่เป็นแต่เพียงขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของบุคคลอื่นแล้ว ไม่เป็นการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาอีกต่อไป

ซึ่งในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาในครั้งต่อ ๆ มา ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1969 (25.6.1969) และ ปี ค.ศ. 1973 (27.11.1973) ได้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาโดยวางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ

2. การกระทำที่เป็นแต่การละเมิดต่อระเบียบ ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้มีเหตุผลมาจากแนวคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติที่มีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ เป็นการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชนที่มีอยู่ก่อนที่จะมีรัฐ ส่วนการละเมิดต่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐที่ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ หากแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาเพื่อให้ภารกิจที่เกี่ยวกับระเบียบสาธารณะ และภารกิจในการที่จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นไปได้โดยเรียบร้อยนั้น การละเมิดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นแต่เพียงการละเมิดต่อระเบียบที่ไม่ควรที่จะนำมาตรการการลงโทษทางอาญามาใช้บังคับ

จากแนวความคิดดังกล่าว จึงทำให้การกระทำบางอย่าง เช่น การทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญา ส่วนการกระทำบางอย่าง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การไม่แจ้งย้ายเมื่อมีการย้ายที่อยู่ เป็นต้น ไม่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา เพราะเนื้อหาของข้อห้ามไม่ให้กระทำ หรือ ข้อบัญญัติให้กระทำดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรัฐ กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมก่อนที่จะมีรัฐ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่นิติสมบัติ

technorati tags: , ,

rules

ถ้า – กฎเยอะซับซ้อน สะท้อน ความไร้ระเบียบ

แล้ว – ศาสนาประจำชาติในกฎหมาย สะท้อน ความไร้ศาสนา ?


ข้อเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องบางส่วน จาก ไทยพูด.คอม:

หมวดที่ 3 ควรเปลี่ยนชื่อหมวด จาก ‘สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย เป็น ‘สิทธิและเสรีภาพของประชาชน

มาตรา 28 วรรคแรกที่ว่า

“บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและ เสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

เสนอให้ตัดเรื่อง ‘ศีลธรรมอันดีงาม’ ออก และควรเพิ่มประโยค ให้เป็น

“บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและ เสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐไม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดว่าอะไรคือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ไม่ว่าจะผ่านหน่วยงานของรัฐหรือกลไกอื่นๆ

มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่ระบุว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกาย ของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการ ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เสนอว่า ควรตัดประโยคเรื่องหน้าที่พลเมืองหรือความสงบเรียบร้อย/ศีลธรรมฯลฯ และเพิ่มความดังนี้

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกาย ของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการ ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐไม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดรูปแบบความเชื่อเรื่องศาสนาแต่อย่างใด และพลเมืองทุกเพศควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการปฏิบัติศาสนา

technorati tags:
,
,

Nipples and the Citizen Power

… ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีในอดีต <คุณสุวิทย์ คุณกิตติ> ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า

“ คุณต้องยอมรับว่า ไม่ว่าคุณจะพยายามบล็อกอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีใดก็ตาม คุณไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าเราปิดเว็บไซต์ไปสักแห่งหนึ่ง ใครๆ ก็สามารถหาพร็อกซี่เพื่อเข้าถึงมันจนได้ การเซ็นเซอร์เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำร้ายประชาชน ทำร้ายรัฐบาล และยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย ”

ท่านยังกล่าวด้วยว่า แทนที่จะเซ็นเซอร์ ทางที่จะแก้ปัญหา [การใช้อินเทอร์เน็ตแบบผิดๆ] เป็นทางแก้ทางสังคม – ให้การศึกษา, ศีลธรรม, สำนึกทางสังคมแก่ประชาชนเพื่อที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจอย่างรอบรู้เอง

สังคมไทยจะเป็นสังคมที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ได้ดีเพียงไร

ข้อสรุปอันแรกที่ผมอยากย้ำไว้ก็คือ คนไทยต้องเลี้ยงลูกเอง เลิกคิดที่จะให้รัฐเลี้ยงลูกแทนเสียที เพราะถ้าคิดอย่างนั้นหอบลูกไปทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐดีกว่า

นอกจากนี้ควรเข้าใจด้วยว่าอำนาจที่รัฐได้มาจากการปกป้องสายตาเด็กจากหัวนมผู้หญิงนั้น รัฐได้ใช้มันไปในทางฉ้อฉลเพื่อบดบังความรับรู้ของประชาชนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐ หรือข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นภัยต่อกลุ่มอำนาจด้วย เว็บที่ถูกกระทรวงไอซีทีบล็อกนั้นไม่ได้มีแต่เว็บโป๊ แต่รวมถึงเว็บอื่น ๆ ที่มีข้อความซึ่งผู้มีอำนาจเห็นเป็นอันตรายต่อตัวด้วย

ดาบศีลธรรมนั้นบั่นรอนทั้งศีลธรรมและเสรีภาพทางอื่น ๆ ไปพร้อมกัน บั่นรอนศีลธรรมเพราะทำให้มนุษย์ไม่พัฒนาตนเองให้ใช้วิจารณญาณของตนเอง จึงไม่อาจศีลธรรมได้จริง บั่นรอนเสรีภาพเพราะข้อมูลข่าวสารที่เรารับรู้ถูกตัดตอนจนทำให้เสรีภาพเหลือเพียงเสรีภาพที่จะทำตามคำสั่งของเบื้องบน

ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีประโยชน์นะครับ ตรงกันข้าม รัฐสามารถช่วยครอบครัว, โรงเรียน, สื่อ, ชุมชน และสังคมได้มาก (เพราะกระจุกทรัพยากรจำนวนมากของเราทั้งหมดไว้จัดการเอง) ในอันที่จะเพิ่มสมรรถภาพทางหัวใจของเราก็จะเผชิญกับโลกที่เป็นจริง

แต่ต้องไม่ปล่อยให้รัฐถือดาบศีลธรรมเที่ยวฟาดฟันอย่างโง่ๆ และอย่างฉ้อฉลอย่างนี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์, จากหัวนมถึงอำนาจพลเมือง, มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1387 หน้า 33

(ตัวเอน คือที่ผู้เขียนเน้น, ตัวหนา คือที่ผมเน้นเอง ; [ในวงเล็บสี่เหลี่ยม] คือที่ผู้เขียนแทรก, <ในวงเล็บสามเหลี่ยม> คือที่ผมแทรกเอง)

technorati tags: ,

For God’s Sake

“ ปัญหาของการเมือง มันไม่ใช่ปัญหาของการมีผู้นำที่ดีหรือผู้มีคุณธรรม หรือการที่มีใครบางคนที่มีอิทธิพลทางการเมืองขณะนี้ บอกว่านายกฯ คนนี้เป็นคนดี และทุกคนเชื่อว่าเป็นคนดี… นี่ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตย นี่ไม่ใช่โลกการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย
การที่คุณบอกว่าคนๆ หนึ่งเป็นคนดีแล้วจบ คือเป็นคนดีแล้วคุณต้องดีตาม… มันไม่ใช่

สาระของกิจกรรมการเมือง มันไม่ใช่เรื่องเอาคนดีมาปกครองประเทศ แต่คือการตรวจสอบดุลอำนาจ การ Check and Balance [ตรวจสอบและถ่วงดุล] อำนาจทางการเมืองต่างหาก และนั่นคือเงื่อนไขสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยทำงานได้ ”

“ ทำไมประเด็นคุณธรรมความดี จึงไปกันได้กับสังคมการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประธานองคมนตรีออกมารับรองว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นคนดี แล้วทุกอย่างจบ ”

ข้างบนนั่น คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ อ.เกษม เพ็ญภินันท์ นักวิชาการด้านปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คุยกับนักปรัชญา: เมื่อ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลัง
มีหลายข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ ถ้ามีเวลาก็อยากให้ลองอ่านกัน (มันค่อนข้างยาว)

ผมชอบตอนหนึ่งมาก เพราะคิดว่ามันอธิบายได้ดี ว่าทำไมจึงเกิดกรณีขายหุ้นชินคอร์ปแบบไม่เสียภาษีได้ (รวมถึงกรณีอื่น ๆ ที่เราเห็นก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ควร แต่ก็ยังมีคนทำกันได้ ..เพราะมันไม่ผิดกฎหมายไง ไม่ใช่แค่ทักษิณคนเดียวที่ทำลักษณะนี้ มันยังมีอีกเยอะ เพียงแค่มันไม่ใหญ่เท่าไม่ดังเท่า)

[คำถาม] การมองการเมืองแบบขาวดำ ​หรือ​โลกทัศน์ดี​เลว​ ​ไม่​สะท้อนว่าสังคมไทยมีระดับศีลธรรมสูงหรอก​หรือ


ไม่​ได้​สะท้อนอะ​ไรเลย​ ​ผมคิดว่าปัญหาศีลธรรม​ใน​สังคมไทยคือ การมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ​ ​มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา​

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่คนไทยสอนศีลธรรม​หรือ​สอนเนื้อหาทางศาสนา​ ​คุณเน้นศีล [ข้อห้าม] มากกว่าธรรม​ ​เวลาที่คุณห้าม​ ​นั่นหมาย​ความ​ว่า​ ​อะไรที่​ไม่​ถูกห้าม​ ​คุณก็ทำ​ไป​ ​คุณทำ​ได้​ ​ใน​ขณะที่ธรรม​ ​ใน​ความ​หมายของแนวทางปฏิบัติ​ ​กลับ​ไม่​ได้​ถูกสอน​ ​ไม่​ได้​บ่มเพาะ​ให้​กับ​สังคม​

ปัญหาของสังคมไทยอย่างหนึ่ง ที่ผมกระอักกระอ่วนมากที่สุด​ ​ก็คือว่า​เมื่อคุณพบปัญหา​ใด​ปัญหาหนึ่งก็ออกกฎข้อบังคับ​ ​สิ่งที่ตามมาคือ​ ​คนก็หาช่องว่าง​จาก​กฎข้อบังคับ​

ผมเชื่อว่าสังคมที่ดี​ ​หรือ​สังคมประชาธิปไตย​นั้น​ Rule of Law ​หรือ​ หลักนิติรัฐ มี​ความ​สำ​คัญ​ ​แต่​ Rule of law ​มันสร้างแนวทาง​ใน​การปฏิบัติ​หรือ​แนวทาง​ใน​การดำ​เนินชีวิต​ใน​สังคม​ ให้​มี​ความ​สงบสุขอย่างไรต่างหาก​

เมื่อสังคมไทย​ Abuse rule of law ​มอง​ Law ​ใน​แง่ของการบังคับ​ใช้​ ​ข้อห้าม​ ​ตัวอย่างที่​เห็นชัดอย่างหนึ่งก็คือ กรณีการแต่งกายชุดนักศึกษา​ ​ถ้า​ว่านักศึกษา​แต่งชุดผิดระ​เบียบไหม​ ​เขา​ก็​ไม่​ผิด​ ​แต่​ใน​การแต่งกายชุดนักศึกษา​ ​เขา​อาจ​จะ​มีช่องว่างที่​เขา​จะ​แต่งกาย​ใน​อีกลักษณะหนึ่งที่คุณ​ไม่​ต้องการ แต่คุณทำ​อะ​ไร​ได้​

ปัญหาคือคุณทำ​อะ​ไร​ไม่​ได้​ เพราะ​ว่าเขาถูกกฎทุกอยาง​ ​แต่ช่องว่าง​นั้น​น่ะ​ ​เพราะ​คุณ​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​การบังคับ​ใช้​ มากกว่าการสร้างแนวทางปฏิบัติ​

Rule of law ​จะ​มีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อหลักนิติรัฐ​ได้​สร้างแนวทาง​ใน​การปฏิบัติร่วม ​กัน ​มากกว่า​จะ​ถูกหยิบยกขึ้นมา​เป็น​ข้อห้าม​หรือ​ข้อบังคับ​ ​ผมคิดว่านี่คือปัญหาอีก​ส่วน​หนึ่งที​เกิดขึ้น​ในครรลองประชาธิปไตย​

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ ประ​เด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ​ซึ่ง​เป็น​กฎหมายพื้นฐาน กลับ​ไม่​มี​ความ​สำ​คัญ​ ​ถูกฉีก​ได้​ตลอดเวลา​ ​กฎหมายรัฐธรรมนูญ​ไม่​ได้​อยู่​ที่ว่าคุณมีอะ​ไรที่คุณเขียน​ไว้​ใน​ แง่บทบัญญัติ​เท่า​นั้น​ ​แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ ครรลอง​ หรือ ​กติการ่วม​กัน ​ซึ่ง​เป็น​กติกาที่ทุกคน​ใน​สังคมยอมรับ​เป็น​หลัก​

เท่า​ที่ผม​เข้า​ใจ ประ​เทศจำ​นวนมากมีรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติน้อยกว่าสังคมไทย​และ​มีอายุการ ​ใช้​งานที่ยืนนานมากกว่าสังคมไทย​ ​สิ่งเหล่า​นั้น​ที่​เขา​ทำ​ได้​ ​ไม่​ใช่​ว่ากฎหมาย​เขา​ดีกว่า​เรา​ ​แต่กฎหมาย​ได้​กลาย​เป็น​แนวทางปฏิบัติของคน​ใน​สังคม​ ​ผมอยากเห็นสังคมไทย​ใช้​กฎหมายรัฐธรรมนูญ​ หรือ​เรียนรู้รัฐธรรมนูญ​ใน​ฐานะ​แนวทางปฏิบัติร่วม​กัน​ มากกว่าที่คุณเอามาตรวจสอบว่า​ ​คนนี้ทำ​ผิด​หรือ​เปล่า​ ​มันกลาย​เป็น​ข้อบังคับ​ และ​ใน​ท้ายที่สุด​แล้ว​มันเหมือน​กับ​เสือกระดาษ​ ​เหมือนเขียนเสือ​ให้​วัวกลัว​ ​และ​ท้ายที่สุด​แล้ว​ก็ถูกละ​เมิด​อยู่​ตลอดเวลา​

มีคำพูดเก่าแก่ ประมาณว่า “เพื่อนบ้านที่ดี ดีกว่า รั้ว” ผมคิดว่ามันคล้าย ๆ กัน

tags: