ไหลข้ามพรมแดน ทั้งคน ข้อมูล ทุน สินค้า และความน่าปวดหัว

Freedom of Movement.

(จากข่าว “ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเร่งปราบการเลี่ยงภาษีโดยบริษัทไอทีจากสหรัฐ”)

ผมว่าปัญหาเลี่ยงภาษีโดยอาศัยความแตกต่างทางกฎหมายในแต่ละประเทศ/รัฐ/เขตเศรษฐกิจ นี่ก็เป็นตัวอย่างนึงของความ “เอาไม่อยู่” อีกต่อไปแล้วของขอบเขตกฎหมายที่อยู่บนฐานรัฐชาติ

องค์กรและกิจกรรมหลายอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำงานระดับข้ามรัฐข้ามพรมแดน แล้วกฎพวกนั้นก็ตามไม่ทัน ซึ่งเปิดช่องให้คนสร้างปัญหา และในทางกลับกัน ไอ้ตัวกฎหมายก็สร้างปัญหาซะเองได้ด้วย

แม้อุปลักษณ์ “เครือข่าย” จะเป็นอุปลักษณ์ยอดนิยม ที่ถูกใช้ในการเข้าใจและอธิบายแนวคิดและสิ่งต่างๆ ในยุค “อินเทอร์เน็ต” นี้ — แต่กรณีนี้ อุปลักษณ์ “ของไหล” อาจจะเหมาะกว่า

เราลองคิดว่า คน ข้อมูล ทุน และสินค้า ก็เหมือนกับน้ำ

ถ้ามีรู น้ำก็ไหล ถ้ามีแรงดัน น้ำก็ไหล
ถ้าระดับสองที่ไม่เท่ากัน น้ำก็ไหลจากสูงไปต่ำ
น้ำไหลไปทุกที่ เจอกำแพงก็ไหลไปตามแนวกำแพง จนไปสุดกำแพงแล้วไหลต่อ
น้ำมามากๆ พังกำแพงได้อีก

คนไหล เงินไหล สินค้าไหล ข้อมูลไหล
ปัญหาปวดหัวระหว่างประเทศมักจะวนๆ กับเรื่องพวกนี้
ผู้อพยพ แรงงานต่างชาติ การเข้าออกของทุน กำแพงภาษี การคุมข้อมูล

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ก็เน้นเรื่องการไหลพวกนี้ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมมันมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลไหลเร็วก็ตัดสินใจเร็ว ในสมัยที่ เจงกีส ข่าน ขยายจักรวรรดิมองโกล หนึ่งในกลไกสำคัญในการบริหารดินแดนกว้างใหญ่อย่างนั้นก็คือ ระบบจดหมายม้าเร็ว

หรือไฟฟ้า ประปา ถนนหนทาง รางรถไฟ ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ว่าด้วยการไหลทั้งนั้น

จึงเห็นได้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็อยากให้ของมันไหลแหละ แต่เขาต้องเป็นคนควบคุมการไหล/ต้องไหลในระดับที่เขาคุมได้

การเจรจาหรือมาตรการระหว่างประเทศอื่นๆ จำนวนหนึ่งก็มาจากความคาดหวังในระดับของการไหลที่ไม่ตรงกันของสองพื้นที่

แต่ในขณะที่กิจกรรมระดับรัฐบาลที่เป็นทางการดำเนินไป ถ้ามันมีรู หรือระดับของสองพื้นที่มันสูงต่ำกันมาก หรืออีกฝั่งมีแรงดันมาก ยังไงของมันก็ไหล อาจจะไม่ถูกกฎหมาย แต่ของไหลมันหาทางของมันเสมอ

กฎหมายและความคุ้มครองต่างๆ ก็ต้องไปให้ทันกับสิ่งเหล่านี้ด้วย จะคิดในกรอบเก่าๆ ไม่ได้แล้ว ไม่งั้นไหลตามกันไม่ทัน

อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา

การบ้านเมื่อปี 2552 เอาเรื่องที่เรียนในวิชาสัมมนา 1 (มานุษยวิทยาภาษา) มาใช้ในวิชาสัมมนา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) @pittaya ถามถึงบทความเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ชิ้นนี้ เลยเอามาโพสต์ในบล็อกละกัน ด้านล่างเป็นส่วนแรกของบทความซึ่งแก้ไขเล็กน้อยก่อนการเผยแพร่ในปี 2553

ส่วนบทความฉบับปรับปรุงใหม่ในปี 2559 และแก้ไขชื่อเป็น “อุปลักษณ์ในการศึกษาอินเทอร์เน็ต” เพื่อตีพิมพ์ใน วารสาร สื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ ของภาควิชาสื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความยาว 13 หน้า A4 — ดาวน์โหลดได้ตามลิงก์นี้ PDF | OpenDocument


อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา:
การเลือกและการลืม วัตถุศึกษาและวิธีศึกษา ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ข้อเสนอเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม

รายงานชิ้นนี้1 เสนอการพิจารณาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) ต่าง ๆ ที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เห็นว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่อาจดูเหมือนเป็นวัตถุชิ้นเดียวชนิดเดียวนั้น สามารถเป็นวัตถุศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม แวดวง (habitus) หรือขอบเขตความรู้ (domain) ได้อย่างไร รวมถึงอุปลักษณ์แต่ละแบบซึ่งกำหนดวัตถุศึกษานั้น ได้ซ่อนหรือปกปิดประเด็นอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา และทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของอุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจหรือสร้างวัตถุศึกษาหนึ่ง ๆ ขึ้นมา2 รายงานชิ้นนี้เสนอว่า เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตนั้น ได้สร้างกรอบความเข้าใจต่อประเด็นอินเทอร์เน็ต และลักษณะทางการเมืองในการกำหนดความเข้าใจนี้ ได้ส่งผลต่อนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต.

พลังของอุปลักษณ์

ในบทนำของหนังสือ Remix ลอว์เรนซ์ เลซสิก นักวิชาการนิติศาสตร์ชาวสหรัฐ ได้พูดถึงข้อควรระวังของการใช้อุปลักษณ์ สงคราม กับความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. แม้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา แต่ข้อสังเกตถึงการยอมรับอุปลักษณ์บางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การวางนโยบายสาธารณะ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ก็น่าสนใจอย่างมาก. เขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัศนคติต่อ “สงคราม” ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมเยอรมัน. ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามมีความหมายแง่ลบสำหรับคนเยอรมัน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้จากประสบการณ์เลวร้ายของพวกเขาในประวัติศาสตร์, สงครามนั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายแง่ลบเสมอไปสำหรับคนอเมริกัน. เลซสิกอธิบายว่าไม่ใช่ว่าคนอเมริกันนั้นชอบสงคราม แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา สงครามไม่ได้นำมาเฉพาะความสูญเสีย ในบางครั้งพวกเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างไปกับสงคราม เพื่อจำกัดสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น. ด้วยประสบการณ์โรแมนติกเช่นนี้นี่เอง ที่อนุญาตให้อุปลักษณ์ สงคราม ถูกใช้ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. อเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด กับความยากจน กับการก่อการร้าย กับการเหยียดผิว กับโรคร้ายต่าง ๆ ไปจนถึงกับจดหมายขยะ (Lessig 2008: xiii-xiv).

แต่ก็เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์ สงคราม ก็มี สิ่งทอดตาม (entailments) อันเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งทอดตามนี้ได้กรอบและผลักดันนโยบายทางสังคม. เลซสิกอ้างถึงการอภิปรายโดย George Lakoff และ Mark Johnson ถึงปาฐกถา “moral equivalent of war” ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์:

มี “ศัตรู” ต่อ “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ทำให้มีความต้องการที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” “จัดระเบียบลำดับความสำคัญ” “สถาปนาสายการบังคับบัญชาใหม่” “ร่างยุทธศาสตร์ใหม่” “รวบรวมข่าวกรอง” “ระดมกำลัง” “บังคับการลงโทษ” “เรียกร้องให้เสียสละ” และอีกต่าง ๆ นานา. อุปลักษณ์ สงคราม ขับเน้นความจริงบางประการ และปิดบังความจริงที่เหลือ. อุปลักษณ์ไม่เพียงเป็นวิถีในการมองความจริง มันยังได้ออกใบอนุญาตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ. การยอมรับอุปลักษณ์ได้มอบฐานในทางเหตุผลให้กับการแทรกแซงบางอย่าง: มันมีศัตรูที่มีเจตนาร้ายจากต่างชาติภายนอก (วาดภาพโดยนักวาดการ์ตูนเป็นชาวอาหรับโพกหัว); เรี่ยวแรงพละกำลังที่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด; ประชาชนต้องยอมเสียสละ; ถ้าเรารับมือกับการคุกคามดังกล่าวไม่ได้ เราก็จะไม่รอดชีวิต.

เลซสิกชี้ว่าสิ่งทอดตามนั้นมาจากความหมายโดยนัยที่ชัดเจนของ “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด”: การต่อสู้ดังกล่าวจะดำเนินอย่างไม่มีข้อจำกัด มันเป็นการขี้ขลาดที่จะถามถึงสาเหตุ, การไม่เห็นพ้องกันเป็นการช่วยเหลือศัตรู เป็นดังการกบฎหรือใกล้เคียง, ชัยชนะคือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งหมายได้ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง, การประนีประนอมคือความพ่ายแพ้. ซึ่งโดยสรุปก็คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องสู้ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะชนะ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม. แม้สิ่งทอดตามเหล่านี้ จะเข้าใจได้ในสถานการณ์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจริง ๆ แต่สิ่งที่เลซสิกพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ มันอันตรายเพียงใดเมื่ออุปลักษณ์ สงคราม ได้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดไม่ใช่เดิมพัน.

อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์และสิ่งทอดตามเหล่านี้ไม่ได้ล่องลอยมาจากอากาศ แต่มาจากประสบการณ์ทางร่างกายของเราและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว. ในบทกล่าวตามของหนังสือ Metaphors We Live By, Lakoff และ Johnson (2003: 254-255) อธิบายว่า อุปลักษณ์เชิงซ้อน (complex metaphor) นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก อุปลักษณ์พื้นฐาน (primary metaphor) ซึ่งมีฐานอยู่บนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมันได้เชื่อมโยงประสบการณ์ทางความรู้สึก-การเคลื่อนไหวของเรา เข้ากับขอบเขตความรู้ในการตัดสินให้คุณค่าของเรา. Lakoff และ Johnson ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ความรัก คือ ความอบอุ่น (Affection Is Warmth) ว่ามาจากประสบการณ์เริ่มแรกของเรา ที่ความรักนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ทางร่างกายที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกกอด, หรืออุปลักษณ์ การเห็น คือ การรู้ (Seeing Is Knowing) ซึ่งสำหรับเด็กในตอนเริ่มแรกแล้ว “เห็น” มีความหมายตามอักษร คือเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์เท่านั้น. ต่อมาจึงมีสถานการณ์ที่การเห็นกับการรู้นั้นรวมเข้าด้วยกัน เช่น ในเวลาที่เด็กพูดว่า “เห็นพ่อเข้ามา” การเห็นและการรู้นั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน. จนหลังจากนั้นมันจึงชัดเจนว่ามีการใช้ “เห็น” ในเชิงอุปลักษณ์ เช่น “เห็นที่ฉันคิดไหม” ซึ่งเป็นเรื่องการรู้ ไม่ใช่การเห็นตามอักษร.

ไม่น่าแปลกใจถ้าผู้คนในต่างวัฒนธรรมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์และบริบทต่างกัน หรือแม้จะเป็นสถานการณ์และบริบทเดียวกัน แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งได้สร้างอุปลักษณ์พื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็ได้นำไปสู่การใช้อุปลักษณ์เชิงซ้อนสำหรับอินเทอร์เน็ตที่อาจต่างกันกันไปตามวัฒนธรรม และนั่นหมายถึงสิ่งทอดตามที่ต่างกันไปด้วย.

(จบส่วนแรก อ่านฉบับเต็ม [PDF])

—-

[1] รายงานวิชาสัมมนามานุษยวิทยา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) ภาคการศึกษา 2/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: ยุกติ มุกดาวิจิตร)

[2] อุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจวัตถุศึกษานี้ หากพิจารณาจากผู้ใช้ อาจพูดได้ว่ามีสองประเภท คือ 1) อุปลักษณ์ที่ใช้ทำความเข้าใจวัตถุศึกษาจากในวัฒนธรรม เป็นอุปลักษณ์ที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์รอบตัว ซึ่งรวมถึงวัตถุศึกษาด้วย (แม้ตัวเขาจะไม่ได้ถือว่ามันเป็นวัตถุศึกษา หรือแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตระหนักถึงการใช้อุปลักษณ์ก็ตาม); และ 2) อุปลักษณ์ที่สร้างวัตถุศึกษาขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์จากนอกวัฒนธรรม ในที่นี้คือนักวิชาการที่พยายามอธิบายวัตถุศึกษาด้วยอุปลักษณ์บางตัว ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์คนละตัวกับที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นใช้ ที่สุดอุปลักษณ์ดังกล่าวได้ขับเน้นประเด็นบางอย่างของสิ่งที่เขาตั้งใจจะศึกษาขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างให้หายไป พูดอีกอย่างคือ เขาได้สร้างวัตถุศึกษาใหม่ขึ้นมา โดยถอดเอาบางแง่มุมของวัตถุที่ตั้งใจจะศึกษาออกมา (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม). อย่างไรก็ตาม อุปลักษณ์ทั้งสองประเภทนี้โดยทฤษฎีอุปลักษณ์แล้วไม่ต่างกัน เพราะต่างก็พยายามจะเข้าใจขอบเขตความรู้ใหม่ด้วยการใช้มโนทัศน์จากขอบเขตความรู้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีว่าด้วยอุปลักษณ์.

Country IS Body. Bangkok IS Head. #thaiflood

เห็นด้วยในหลักการว่า จำเป็นต้องรักษาบางส่วนที่สำคัญเอาไว้เพื่อให้รักษาส่วนอื่น ๆ ต่อไปได้ … แต่:

1) ทำไมต้องเป็นกรุงเทพ
2) ทำไมต้องมีที่เดียว ประเทศมันตั้งใหญ่
3) เมืองมันตั้งใหญ่ เวลาบอกว่ารักษาไว้ จะจิ้มตรงไหนของเมือง เหตุผลคืออะไร สมมติ เอสพลานาดนี่มันเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือไหม

สำหรับคนจำนวนมาก คำพูดแบบ “ต้องรักษาส่วนน้อยไว้ เพื่อรักษาส่วนใหญ่” พูดยังไงมันก็ถูก – ถูกแบบเหมาโหลเลย ไม่ต้องตั้งคำถามใด ๆ แล้ว – เพราะเราเป็นคน เป็นคนที่มีหัว อยู่ได้ด้วยหัว

ดังนั้นมันเป็น ‘ธรรมชาติ’ มากสำหรับเรา ที่จะอยู่ในโหมดคิดที่เอาอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย> มามองสิ่งต่าง ๆ

พอเทียบบ้านเมืองเป็นร่างกาย หัวเลยสำคัญ มาก และต้องมีหัวเดียวด้วย

ซึ่งพอบวกกับแนวคิด “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มันเลยเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหลายศูนย์กลางในการจัดการ/จัดการตัวเอง (จะมีอาณาจักรล้านนาหรือปัตตานีไม่ได้) เพราะมันไม่ฟิตกับอุปลักษณ์ <บ้านเมืองคือร่างกาย>

การกระจายอำนาจและทรัพยากร (และการกระจายความชิบหายวายป่วงทั้งหลาย) จะไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ายังไม่เลิกคิดในโหมดเหล่านี้

บ้านเมืองต้องไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกอย่างต้องรับใช้และเอาทรัพยากรมาป้อนหัว หัวสั่งอย่างเดียว

ประเทศมันต้อง ‘แบ่งแยก’ ได้ หัวมันเดียวจะ fits all ได้ยังไง

UNIQLO มัน made for all เพราะมันทำเสื้อหลายแบบหลายไซส์ ไม่ใช่ว่าทำแบบเดียวไซส์เดียว แล้วบังคับให้ทุกคนใส่เหมือน ๆ กัน รักเหมือน ๆ กัน ยืนเหมือน ๆ กัน

 

เพิ่มเติม คนละประเด็นกัน เพิ่งคิดคำถามได้ตะกี้

ถ้าทางราชการแจ้งว่า มีผลการศึกษาวิจัยชัดเจนที่ชี้ว่า จำเป็นต้องทุบบ้านคุณทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว คุณจะยอมไหมครับ?

ให้ไปอยู่ที่อื่น มีค่าชดเชยให้คุ้มค่า ประกอบอาชีพทำมาหากินแบบเดิมได้ คุณจะยอมไหมครับ ทุบบ้านที่เคยอยู่ทิ้ง

อุปลักษณ์-อัปลักษณ์

การใช้อุปลักษณ์ (metaphor) ‘พ่อ’/’แม่'(-‘ลูก’) เช่น พ่อของแผ่นดิน อาจารย์แม่ บิดาแห่งวงการ… ฯลฯ
ผลที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ (entailment) ในเชิงมโนทัศน์ อย่างหนึ่งก็คือ คนคนนั้นจะมีบุญคุณกับ ‘ลูก’ โดยอัตโนมัติ

เป็นบุญคุณที่ชาตินี้ชาติหน้าก็ทดแทนกันไม่หมด
ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นั้นอาจจะไม่เคยทำอะไรให้ชีวิตคุณดีขึ้นมาแม้แต่น้อย ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณเลย

ผมจึงไม่เห็นด้วยและต่อต้านการมัดมือชก ด้วย metaphor แบบนี้

ผมมีพ่อเดียว แม่เดียว ไม่ต้องเอาใครมาเป็นพ่อเป็นแม่ผมอีก

หรือถ้าจะมี ก็ขอให้ผมเป็นคนเลือกใช้เอง ไม่ต้องมาจับยัดแบบผมไม่ได้เลือก

(ผมเรียก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ว่า ‘อาจารย์ย่า’ เพราะรู้สึกอย่างมากว่าคนคนนี้เคารพได้
และข้อเขียนและคำปรึกษาของเขา มีค่ากับผมมาก ทั้งในทางวิชาการและกิจกรรมอื่น ๆ
แต่ผมไม่เรียก สุนีย์ สินธุเดชะ ว่า ‘อาจารย์แม่’ แน่ๆ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลย)

—-

ผู้สนใจเรื่องอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) วิกิพีเดียมีเขียนแนะนำไว้

หนังสือหลักเล่มหนึ่งของเรื่องนี้คือ Metaphors We Live By โดย George Lakoff และ Mark Johnson
คนแรกนั้นเป็นนักภาษาศาสตร์ คนหลังเป็นนักปรัชญา ทั้งสองสนใจเรื่องภาษาศาสตร์ปริชาน (cognitive linguistics)

Peter Norvig กูรูด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่ตอนนี้เป็น Director of Research ที่ Google เคยรีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้

ผมขอขอบคุณ ยุกติ มุกดาวิจิตร ที่แนะนำให้ผมรู้จักหนังสือสำคัญเล่มนี้

technorati tags: , ,