#มาตรา37 #กสทช. สื่อ กับสังคมโคตรอ่อนไหว อยากจะร้องไห้

ศุกร์ 26 ก.ค. ไปฟังเสนองานวิจัยเรื่อง “เฮตสปีช” (hate speech) หรือ “คำชัง” ของศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬา (พร้อมกินฟรีอาหารกลางวัน)

ช่วงวิทยุโทรทัศน์ มีคนมาวิจารณ์สองคน คนแรก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คนสอง สมชัย สุวรรณบรรณ

คนแรกตอนท้ายๆ มีพูดถึงอารมณ์ขัน ถ้าพื้นที่คำชังมันกว้างขวาง มันก็จะไปกินพื้นที่ฟรีสปีชจนเหลือนิดเดียว พูดอะไรก็ไม่ได้ละ อารมณ์ขันก็จะหายไปด้วย

คนสองพูดถึงสื่อเลือกข้าง การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อ ฯลฯ

ก็เลยนึกถึงจุดที่มันตัดกัน คือแคมเปญ Reform Section 5 ในสหราชอาณาจักร

แคมเปญ Reform Section 5 หรือ “Feel Free to Insult Me” (เชิญดูถูกฉันตามสบายเลย) นี้เริ่มเมื่อปี 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็ตามชื่อ คือให้ปฏิรูปมาตรา 5 ใน Public Order Act (พ.ร.บ.ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1986 — ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในมากาเร็ต แธตเชอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอกำลังพุ่งสูง

มาตรา 5 เดิม เขียนไว้ว่า

A person is guilty of an offence if he–

(a) uses threatening, abusive or insulting words or behaviour, or disorderly behaviour, or
(b) displays any writing, sign or other visible representation which is threatening, abusive or insulting,

within the hearing or sight of a person likely to be caused harassment, alarm or distress thereby.

ข้อเสนอในการปฏิรูปก็คือ ให้เอาคำว่า “insulting” (ดูถูกเหยียดหยาม) ออกจากมาตรานี้ซะ เพราะถือว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก และกฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อจับคนที่ไม่ควรจะถูกจับ เช่นเด็กนักเรียนถือป้ายบอกว่า ลัทธิซายโทโลจี้เป็นลัทธิหลอกหลวง ก็ถูกฟ้องด้วยกฎหมายนี้ ทั้งๆ นี้มันควรจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ

ในเว็บไซต์รณรงค์ยังบอกด้วยว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายอาญาอีกด้วย เราแน่ใจจริงๆ หรือเปล่า ที่จะมอบหมายให้รัฐมาคุ้มครองให้เราพ้นจากการถูกดูถูก?” (คือมันก็มีกฎหมายแพ่งให้ไปฟ้องเอาได้ ถ้ารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ)

ในสุนทรพจน์สนับสนุนแคมเปญดังกล่าว โรแวน แอตคินสัน นักแสดงนำละครตลก “มิสเตอร์บีน” กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายนี้คือ การตีความคำว่า “ดูหมิ่น” ที่กว้างเกินไป

“คำวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียน และการเสียดสี ที่เป็นเพียงการพูดจากมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งดั้งเดิม กลับถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น”

“การยกเลิกมาตรานี้ จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นก้าวที่สำคัญของโครงการระยะยาวในการยุติและเพิกถอนวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์”

ในที่สุด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ การแก้ไขถูกรวมเข้าไปในมาตรา 57 ของ Crime and Courts Act 2013

มีความเปลี่ยนแปลงในสังคมบริเตน และมันสะท้อนลงไปยังกฎหมาย

ปรเมศวร์ มินศิริ และนักวิจัยอีกคนที่ทำเรื่องหนังสือพิมพ์ พูดบนเวทีว่า ของบางอย่างเมื่อก่อนพูดไม่ได้ เดี๋ยวนี้พูดได้แล้ว เมื่อก่อน “เจ๊ก” มีความหมายเหยียด เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหรือเปล่า?

จากกรณี ‪#‎HormonesTheSeries‬ ‪#‎กสทช‬. และ #มาตรา37 ผมโพสต์ไปเมื่อวันก่อนว่า

“กสทช.กำลังเอาความคิดของ 20 ปีที่แล้ว มาออกกฎที่จะใช้ไปอีก 20 ปีจากนี้ – เราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่รับประกันความล้าหลังล่วงหน้า 40 ปี”

คนในวงวิชาชีพและวิชาการสื่อก็เช่นกัน ที่เคยทำงานเคยเรียนกันมาแล้วเห็นว่าดีว่าเหมาะ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 หรือ 1990 คำถามคือมันยังเหมาะกับวันนี้ไหม? สังคมไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

หรือสื่อไทยในยุค 2010 จะทำงานด้วยนโยบายจากโลกทัศน์ยุค 1980 หรือโลกทัศน์แบบสหราชอาณาจักรยุคแธตเชอร์นิยม?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับเดียวกับสหราชอาณาจักรสมัยใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยโลกที่วิ่งด้วยอัตราเร่งในทุกสังคม เราอยู่ห่างกับคนอื่นถึง 30 ปีจริงๆ หรือ?

ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะเป็นอนุรักษ์นิยม แต่ถ้ามาอยู่ในสาขาเหล่านี้ ช่วยเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 2030 หน่อย อย่าเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 1980 เลย

เพราะนโยบายเทคโนโลยีและสื่อ ต้องไม่เพียงกำกับดูแลปัญหาในวันพรุ่งนี้ ทุกกฎหมายและนโยบายนั้นออกมาเพื่อใช้ในอนาคต ดังนั้นมันต้องเปิดทางไว้เผื่อความเปลี่ยนแปลงในอีก 10-20 ปีจากนี้ด้วย (ผมไม่คิดว่าเราคาดการณ์อะไรไปไกลกว่านั้นได้)

ถ้าไม่อยากให้กระถางถูกดันแตกหรือไม่อยากเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ก็ต้องเผื่อขนาดไว้ให้ต้นไม้มันโตหน่อย — ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องปลูกในกระถาง ไม่ปลูกลงพื้นดิน

จบเท่านี้ล่ะครับ

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วันนี้ดูทีวี ก็ไม่ได้เลือกช่องอะไร ที่บ้านเปิดไรไว้ก็ดู ระหว่างกินข้าว
ก่อนเที่ยงนิดนึง ช่อง 5 มีรายการ Z-TV
โผล่มาจอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ครึ่งซ้ายไว้ให้พิธีกรยืน ครึ่งขวาเป็นโลโก้ผู้สนับสนุน 9 อัน เรียงในตาราง 3×3

เนื้อหารายการก็เทพมาก มีสองช่วงใหญ่ ZStreet ดูแลรักษารถ กะ Z(something) ดูแลความงาม

ช่วงดูแลรักษารถ พิธีกรก็พาไปคุยกับช่างที่ศูนย์อีซูซุ พูดถึงวิธีการเลือกซื้อรถ ตบว่าซื้อรถต้องดูว่าตอนขายขายได้ราคาไหมด้วย แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. แหงฮะ เป็นโฆษณาอีซูซุ

เข้าช่วงสอง พิธีกรอีกชุด พาไปคุยกับหมอของนิติพลคลีนิก พูดถึงเทคนิคการลดเซลลูไลต์ด้วยแก๊สอะไรสักอย่าง แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. ฮะ โฆษณานิติพลคลีนิก ตามด้วยโฆษณา CSR โครงการน้ำสะอาดของอีซูซุ

จากนั้นก็เป็นช่วงข่าวอัปเดต เป็นข่าวเจนี่ร้องเพลงให้กับเครื่องสำอางค์ยี่ห้อจำไม่ได้ และข่าวกิจกรรมของเชฟโรเลต

จบแล้ว หมดแค่นี้ ขึ้นเครดิตตอนท้าย ที่ปรึกษารายการเป็นพลโทนายแพทย์มงคล ดูนามสกุลไม่ทัน

สาระประโยชน์เพียบครับ “ทีวีบริการสาธารณะ” ของไทย เราจะได้ดูแบบนี้นี่แหละในทีวีดิจิทัล ดูกันไปอีก 15 ปีครับ แหม่ กว่าเขาจะจัดสรรใบอนุญาตกันใหม่

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

นักข่าว 0.8: กรณีการจับผู้อำนวยการนสพ.ประชาไท และข่าวที่กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงาน #freejiew

[เพิ่มเติม 2010.09.27 14:21: ผมเขียนบล็อกโพสต์นี้ เพราะตระหนักว่า เนื้อหาในการฟ้องนั้นก็เรื่องหนึ่ง ส่วนภาพที่ถูกสร้างให้ปรากฏต่อสาธารณะ-ทางสื่อ-นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง การนำเสนอภาพกระบวนการการจับกุมซึ่งผิดไปจากความเป็นจริงอย่างมีนัยยะนี้ ส่งผลต่อภาพประทับในหัวของคน และให้โทษกับผู้ถูกกล่าวหา นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย]

[เพิ่มเติม 2010.09.27 14:54: เพื่อความสะดวกในการ(ไม่)อ่าน ขอแจ้งว่าโพสต์นี้ไม่มีข้อมูลใหม่หรือการวิเคราะห์อะไรเกี่ยวกับคดีของจีรนุชเลย. เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ตอน: 1) วารสารศาสตร์ (อันเป็นที่มาของชื่อ นักข่าว 0.8 ที่เทียบกับ เว็บ 2.0); 2) ข้อเสนอในเรื่องความรับผิดของตัวกลางและการดำเนินคดี; 3) ข้อสังเกตต่อสมาคมวิชาชีพสื่อ]

เมื่อเย็นวันศุกร์ (24 กันยา) ผมมีเหตุให้ต้องไปขอนแก่นเป็นครั้งแรก กลับมาก็ได้อ่านข่าวเกี่ยวกะเหตุการณ์นั้นตามสื่อต่าง ๆ ก็ตรงบ้าง คลาดเคลื่อนบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นอันเข้าใจได้ เพราะจำนวนหนึ่งรายงานในระหว่างที่เรื่องยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่จบดี

แต่วันนี้ได้อ่านข่าวฉบับของกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ พบว่ามันคลาดเคลื่อนจนน่าตลก ขำเสียจนไม่รู้จะพอเพียงอย่างไรไหว เนื้อความหรือก็ราวกับนิยายเพื่อความปรองดอง คือไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นอกจากนึกภาพ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกอดคอกะนักข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ แล้วร้องว่า ร่วมกัน เราทำได้! … น่าจะชวนไปส่งประกวด ไอเดียประเทศไทย คาดว่าน่าจะได้รางวัลสร้างสรรค์นวัตกรรมข่าวยอดเยี่ยม (แล้วแบ่งเงินรางวัลกันไปช็อปช่วยชาติ)

กรุงเทพธุรกิจเขาทำไปได้นะ ทั้ง ๆ ที่เขาเผยแพร่ชิ้นข่าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 21:00 หรือหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดจบไปแล้วมากกว่า 18 ชั่วโมง (เพื่อการเปรียบเทียบ มติชนออนไลน์ ที่รายงานเมื่อ 24 กันยายน 2553 18:00 ยังทำได้ดีกว่ามาก)

ญาติยื่นหลักประกัน 2 แสนบาท ประกันตัวบก.ประชาไทย เปิดเว็บหมิ่นเบื้องสูง เจ้าตัวยังให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา-ขอให้การในชั้นศาล

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อ ประชาไท ที่สะกดผิด เอาแค่ข้อเท็จจริงในโปรยข่าวชิ้นนี้ ก็ผิดไปอย่างน้อยสองที่แล้ว

1) คนที่เอาเงินสดไปให้ประกันตัว คือทีมงานของหนังสือพิมพ์ประชาไท ไม่ใช่ญาติ; 2) จีรนุช เปรมชัยพร เป็นผู้อำนวยการของหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่บรรณาธิการ; 3) ตามสำนวนฟ้อง ข้อหาคือ มีความเห็นท้ายข่าวที่หมิ่นฯ ไม่ได้ระบุว่าทั้งเว็บมีจุดประสงค์เพื่อการนั้น; …

ไหนจะ connotation ของการเลือกใช้คำว่า ยัง … เอาเถอะ นั่นแค่เล็ก ๆ

พ.ต.ท.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผกก.(ส.) สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบสวนปราบปราม บก.ตม.2 ได้ทำการจับกุมตัว น.ส.จีรนุช

ผมอยู่ที่นั่นด้วย สุวรรณภูมิ เวลาที่เจ้าหน้าที่พบหมายจับของจีรนุชแสดงในคอมพิวเตอร์ที่ด่าน คือ 14:00-14:30 โดยประมาณ เครื่องบินเราลง 14:00 มาด้วยกัน ยื่นหนังสือเดินทางให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองพร้อม ๆ กัน โต๊ะติดกัน

ถ้าใครดูในทวิตเตอร์/FourSquare ของผม ก็จะเห็นว่า 17:14 ผมและจีรนุช ออกจากสุวรรณภูมิเพื่อไปขอนแก่น, 17:36 อยู่ถนนวงแหวนตะวันออก, 18:00 อยู่ประตูน้ำพระอินทร์ อยุธยา

ถ้าตำรวจเห็นจีรนุชที่สุวรรณภูมิตอน 18:00 ก็คงเป็นผีจีรนุชล่ะครับ – ฟังแล้วหลอน ๆ

14:30 vs 18:00

และเป็นใจให้ผู้คนสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำผิดในระบบคอมพิวเตอร์ในความควบคุมของตนเอง โดยไม่ลบข้อความนั้นออกจากเว็บมาสเตอร์ของตนเองทั้งๆที่ทราบดีว่ามีข้อความ ดังกล่าว

ผมอ่านแล้วก็งง ๆ นึกภาพไม่ออกว่าจะลบอะไรออกจากเว็บมาสเตอร์ยังไง เข้าใจว่าคงไม่มีบ.ก.ดูแลเรื่องภาษา … แต่อันนี้ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ (เป็นเพียงอีกหนึ่งความไม่ใส่ใจ) ที่ฮาคือต่อไปนี้

และจากการจับกุมของเจ้า หน้าที่ตำรวจสืบสวนปราบปราม บก.ตม.2 เมื่อเย็นวันที่ 24 ก.ย.นั้น เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า จะมีผู้ต้องหาตามหมายจับเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังตามจุดต่างๆของสนามบินสุวรรณภูมิ จนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด ขณะที่ลงจากเครื่องบินกลับจากประเทศฟินแลนด์ แล้วนำหนังสือเดินทางมาขอรับการตรวจอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ

นี่เริ่มขี้โม้ละ ผมยืนรออยู่หลังด่าน (ผมผ่านด่านมาได้เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร) ตรงบริเวณรอรับกระเป๋าอยู่อย่างน้อย 10 นาที ซึ่งระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ยังตรวจสอบหนังสือเดินทางของจีรนุชอยู่ โดยจีรนุชยืนอยู่ที่โต๊ะตรงด่าน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ค่อยให้จีรนุชไปนั่งรออีกด้านนึง ผมก็รอต่ออีก รอจนขี้เกียจยืนรอ ผมเลยขอเข้าไปด้านหน้าด่านอีกที กว่าจะตรวจสอบหมายจับอะไรได้ ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงล่ะ … เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการล่วงหน้า (ได้รับแจ้งว่า…) … โกหกทั้งนั้นอ่ะ (เตรียมมาก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องรอ)

และก็อย่างที่ได้เล่าไป จีรนุชเป็นคนเดินไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเอง ไอ้ที่ว่า กระจายกำลังตามจุดต่างๆของสนามบิน เนี่ย ถ้าไม่เพราะตม.ขี้โม้ ก็คงเป็นนักข่าวดูหนังมากไป พี่เขายังเดินชิล duty free อยู่เลย … เขียนไปได้หนอ .. กระจายกำลัง

(btw พวกผมกลับมาจากบูดาเปสต์ แค่เปลี่ยนเครื่องที่เฮลซิงกิเท่านั้น กลับมาจากงานประชุมเสรีภาพอินเทอร์เน็ต Internet at Liberty 2010 … ตลกไหม)

จึงอนุญาตให้ประกันตัวออกไปเมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา โดยมีญาตินำหลักทรัพย์ 2 แสนยื่นขอประกันตัวออกไป

ผมนึกไม่ออกว่า ข้อเท็จจริงง่าย ๆ แค่เรื่องเวลานี่ กรุงเทพธุรกิจสามารถทำให้มันคลาดเคลื่อนกันขนาดนี้ได้ยังไง … ตำรวจให้จีรนุชประกันตัวได้ราว 01:00 และสอบสวนเสร็จราว 02:30 ของวันที่ 25 กันยายน ถ้านักข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จะยอมเสียเวลาเช็คข่าวกับแหล่งอื่น ๆ บ้างทั้งทางเว็บ (อย่างน้อย โดยสามัญปัญญา ก็จากเว็บไซต์ประชาไทนั่นแหละ) หรือทางการสื่อสารอื่น ๆ ก็คงไม่ผิดพลาดเรื่องง่าย ๆ แค่นี้

จะว่าไป นักข่าวเนชั่นคงใช้ social media ได้ไม่ถึงประสิทธิภาพที่ @suthichai สุทธิชัย หยุ่น คาดหวัง เพราะถ้าตาม hashtag #freejiew เสียหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะไม่พลาดข้อมูลพื้นฐานเรื่องเวลา (ส่วนจะไปหูเบาเชื่อตม.โม้หรือไม่ นั่นก็อีกเรื่อง) … ซึ่งจะปฏิเสธว่าไม่รู้เกี่ยวกะ #freejiew นี้เลยก็คงลำบาก เพราะในวันนั้น #freejiew ขึ้นเป็น trending topic ของเมืองไทย

ผมไม่ได้คาดหวังให้รายงานถูกต้อง 100% เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ งานข่าวมีเรื่องของเวลานำส่งมาจำกัด (นอกเหนือไปจากฟอร์แมตของสื่อ โครงสร้างองค์กรข่าว กระบวนงานข่าว ฯลฯ) ผมเชื่อว่างานข่าวดูแค่ชิ้นข่าวชิ้นเดียวไม่ได้ ข่าวเรื่องหนึ่งมันนำส่งผ่านชิ้นข่าวหลาย ๆ ชิ้น ค่อย ๆ พัฒนาเรื่อง ค่อย ๆ มีรายละเอียด ค่อย ๆ มีความแม่นยำมากขึ้น ผมพูดเช่นนี้เพราะผมเชื่อว่านักข่าว ไม่ว่าจะเป็นนักข่าววิชาชีพหรือนักข่าวพลเมือง ต่างต้องได้รับโอกาสในพัฒนาและนำเสนอประเด็นข่าว ผมเชื่อว่าในยุค Journalism 2.0 นี้ ข่าวเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ News is a process, not a finished product.

… แต่กรณีตัวอย่างของกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ชิ้นนี้ มันดูจะทุเรศทุรังเกินไปหน่อย คือผมนึกภาพไม่ออก ว่ามันจะพัฒนาไปลงเหวที่ไหน ยิ่งพิจารณากรอบเวลานำเสนอ โดยเปรียบเทียบกับฉบับอื่น ๆ (ที่เสนอได้แม่นยำกว่าภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน) และแหล่งข่าวที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ (เช่น ทวิตเตอร์และหนังสือพิมพ์อื่น ๆ) แล้ว ผมคิดว่าเป็นการยุติธรรมแล้วที่เราจะคาดหวังกับเขาหรือเธอได้มากกว่านี้ (ยังไม่นับว่า ถ้านักข่าวกรุงเทพธุรกิจจะโทรไปสัมภาษณ์จีรนุชเอง ก็สามารถทำได้ – แต่เขาหรือเธอไม่ทำ หากพึ่งแหล่งข่าวเพียงด้านเดียว คือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ)

คลิกเพื่อดูภาพจับหน้าจอ (ณ 27 ก.ย. 2553 02:00)

ส่วนความเห็นต่อคดี การออกหมายจับ การจับกุม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจจะเขียนต่อไปในอีกโพสต์ครับ
เบื้องต้นคือ:

  1. จำเป็นต้องมีการแก้ไขคำจำกัดความและวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับ ท้องที่เกิดเหตุ ในกฎหมายอินเทอร์เน็ตและสื่อทั้งหมด การระบุว่าพบเห็นข้อความในเว็บไซต์ที่จังหวัดขอนแก่น ดังนั้นท้องที่เกิดเหตุคือจังหวัดขอนแก่น จึงจำเป็นต้องนำตัวไปสอบสวนที่จังหวัดขอนแก่น เป็นเรื่องขัดสามัญสำนึกอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาลักษณะของสื่อ ถ้าไม่มีการแก้ไขเรื่องท้องที่เกิดเหตุนี้ ก็จะเป็นช่องให้กลั่นแกล้งได้ต่อไป (เจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนนั้นบอกกับเรา ถ้าเขาฟ้อง 75 จังหวัด คุณก็ต้องไป 75 จังหวัด)
  2. กรณีนี้ เจ้าหน้าที่มีสิทธิออกหมายจับจริง แต่หากพิจารณาบริบทแวดล้อม ย่อมเห็นได้ว่าไม่จำเป็น ทำเป็นเพียงหมายเรียกไปถึงผู้ถูกกล่าวหาก็พอแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถไปมอบตัวกับสถานีตำรวจที่สะดวกด้วยตนเองได้ ไม่ต้องเดินทางไกล – เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้คือจีรนุช ไม่ได้แสดงเจตนาหลบหนี เพราะก็มีอีกคดีหนึ่งในลักษณะเดียวกันที่กำลังต่อสู้ในชั้นศาลอยู่ อีกทั้งในรอบปีที่ผ่านมา ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศอยู่หลายครั้ง และก็กลับมาทุกครั้ง (หากจะอ้างว่า เป็นคดีร้ายแรง ให้ดูกรณี สนธิ ลิ้มทองกุล) – และหากเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ทราบดีถึงข้อนี้ ว่าไม่จำเป็นต้องออกหมายจับ แต่ก็ยังเลือกออกหมายจับ ด้วยเจตนาจะก่อให้เกิดความไม่สะดวก ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน ใช้อำนาจหน้าที่ให้โทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาที่มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นผู้บริสุทธิ์
  3. เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้ให้บริการตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีฐานะเป็นตัวกลาง (intermediary) ต้องรับภาระในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือต้องรับภาระในสิ่งที่เกินวิสัยจะทำได้ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินว่าผิดหรือถูก แต่ภาระและความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้ให้บริการ
  4. จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต สื่อ และโทรคมนาคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกลาง/เนื้อหา/การคุ้มครอง/การเยียวยา เพื่อให้:
    • ก) ตัวกลางที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานไม่ต้องรับภาระในการรับผิด;
    • ข) ตัวกลางที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ให้ใช้หลัก notice & take down คือให้แจ้งไปยังผู้ให้บริการเพื่อนำเนื้อหาที่พิจารณาได้ง่ายและชัดเจนว่าผิดกฎหมายออกจากระบบ หากผู้ให้บริการนำออกภายในระยะเวลาที่สมเหตุผล ผู้ให้บริการย่อมไม่ต้องรับผิด;
    • ค) เนื้อหาที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนในทันที จำเป็นต้องรอคำสั่งศาลเพื่อสั่งให้นำออก และผู้ให้บริการย่อมไม่ต้องรับผิดในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งศาล;
    • ง) หากเจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าระหว่างที่รอคำสั่งศาลเพื่อสั่งให้นำเนื้อหาออก เนื้อหาดังกล่าวจะสร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สามารถขอคำสั่งศาลเพื่อปิดกั้นเนื้อหานั้นได้ชั่วคราว ในระยะเวลาจำกัด และต่ออายุได้ไม่เกิน x ครั้ง ซึ่งการปิดกั้นดังกล่าว จะไม่มีผลต่อความรับผิดของผู้ให้บริการ;
    • จ) ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์ให้ยกเลิกคำสั่งปิดกั้นชั่วคราวดังกล่าวได้;
    • ฉ) กรณีเมื่อถึงที่สุด ศาลตัดสินว่า เนื้อหาที่ถูกปิดกั้นชั่วคราวไปแล้ว ไม่มีความผิด รัฐจำเป็นต้องต้องชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการปิดกั้นชั่วคราวนั้น ให้แก่ผู้เสียหาย

จนถึงตอนนี้ ยังไม่เห็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อันมี ท่านประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เป็นนายกสมาคม หรือ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (จีรนุชถูกจับตามพ.ร.บ.คอม ในฐานะผู้ดูแลเว็บ) อันมี พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดี DSI เป็นนายกสมาคม ออกมาให้ความเห็นอะไรกับกรณีนี้ (คิดในแง่ดีที่สุด พ.ต.อ.ญาณพล คงกำลังงงว่า จะสวมหมวกใบไหนดี ตำรวจหรือผู้ดูแลเว็บ)

ส่วน ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (เพื่อการปกป้องลิขสิทธิ์) อันมี ท่านชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี เป็นประธาน ก็ได้แต่เพียงตอบสั้น ๆ เมื่อมีนักศึกษาถามถึง #freejiew ในทวิตเตอร์ ว่า เขากำลังรณรงค์ให้ปล่อยตัว ผอ.เว็บประชาไท ที่ถูกจับในคดีหมิ่นฯ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ … ซึ่งก็ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า @chavarong ใช้คำว่า เขา ซึ่งความหมายโดยนัย (ว่าตาม The Language of News Media. [Allan Bell, 1991]) ก็คือ นั่นน่ะ พวกมัน ไม่ใช่ พวกกู เป็นภาษาของการไม่นับรวม

@chavarong คุยกับ @payoonnoi

เอาล่ะ ติดตามข่าวของ จีรนุช เปรมชัยพร ได้ที่ http://freejiew.blogspot.com

สวัสดี

technorati tags: , ,

รักทหาร รัฐทหาร

ข่าวร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ….

คปส. รายงาน วุฒิฯผ่านกม.คลื่น-เปิดทหารคุม กสทช.

วุฒิสภาไม่ถึงครึ่งผ่านร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพิ่มกสทช.ฝ่ายความมั่นคง ศาสนา จาก 11 เป็น 15 คน เปิดให้องค์กรรัฐ-เอกชนด้านความมั่นคงและบริหารราชการคัดเลือกกันเอง และต้องจัดคลื่นเพื่อความมั่นคงอย่างพอเพียง

ความเห็นจาก สุภิญญา กลางรณงค์ นอกเหนือจากความเป็นห่วงอย่างมากเรื่องการครอบงำของกองทัพ ยังมีเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการขนาด 15 คน ที่พบจากประสบการณ์ว่า นอกจากจะไม่คล่องตัวและสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มแล้ว คณะกรรมการขนาดใหญ่ ยังนำไปสู่การจับขั้วแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย ล็อบบี้กันภายในคณะกรรมการเอง เกิดการลงคะแนนต่างตอบแทน ทำให้กรรมการแต่ละคนตัดสินใจได้เป็นอิสระน้อยลง เมื่อเทียบกับคณะกรรมการขนาดเล็ก

technorati tags: ,

คปส. สัมภาษณ์เรื่อง FACT อินเทอร์เน็ต และการปฏิรูปสื่อ

“ที่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพราะไม่อยากเอาพ.ร.บ.ใหญ่กว่านี้”
— พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI), 8 พ.ย. 2550

พี่ที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ส่งอีเมลมาสัมภาษณ์ตั้งแต่สองอาทิตย์ที่แล้ว เพิ่งมีเวลาตอบกลับไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

วันศุกร์เขาโทรมาอีกที บอกว่าขออนุญาตรีไรท์ใหม่ เพราะจดหมายข่าวที่เขาจะเอาไปลง มันบางนิดเดียว ลงให้ได้สามหน้า แต่ที่ผมส่งไปมันเก้าหน้ากว่า ๆ ได้ 😛 เขาจะแบ่งลงเป็นสองฉบับแล้วกัน สัมภาษณ์ลงฉบับนี้ และเลือกประเด็นบางอย่างไปลงฉบับหน้า ผมบอกไปว่ารีไรท์ตามสบายเลยพี่ เพราะพี่รู้จักกลุ่มผู้อ่านดีกว่าผม จะได้เขียนให้เป็นภาษาที่กลุ่มผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ๆ

เลยขอเอาฉบับเต็ม ๆ ที่ส่งไปให้เขาทีแรก (แก้ไขนิดหน่อย) มาลงในบล็อกนี้ (ในนี้ผมใช้ “บล็อก” สำหรับ “blog” และ “บล็อค” สำหรับ “block”) เพื่อให้รับกับงานสัมมนา “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่และการคัดค้านของโลกไซเบอร์ : จากตำราสู่การปฏิบัติจริง” เมื่อ 8 พ.ย. ที่พึ่งผ่านมา (ดูความเห็นคนอื่น ๆ: wonamคนชายขอบ (พร้อมแผ่นนำเสนอ)วิดีโอสัมภาษณ์วิทยากร (ดาวน์โหลด [wmv])) — ในสัมมนาวิทยากรจาก PTT ICT Solutions ยอมรับและเห็นด้วยว่า ระเบียบการยึดอายัดเซิร์ฟเวอร์ ยังมีช่องโหว่อยู่ เรื่องการที่เจ้าหน้าที่อาจจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้โดยเจ้าของเครื่อง/ศาลไม่รู้

ความเห็นเพิ่มเติมจากบทสัมภาษณ์นี้ ในประเด็นพ.ร.บ.คอมฯ ก็คือ ผมเห็นด้วยกับประเด็นของคุณคนชายขอบมาก (จากสัมมนา) ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของบล็อกเกอร์ในฐานะสื่อพลเมือง และเรื่องมาตรา 14, 15, 16 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจได้ว่า เนื้อหาอะไรที่ “น่าจะเกิด” ความเสียหายได้. ซึ่งเท่ากับว่าให้อำนาจ บุคคลที่ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ในการฟ้องร้อง (โดยความเสียหายยังไม่จำเป็นต้องเกิดจริงด้วยซ้ำ แค่สงสัยว่ามัน “น่าจะเกิด” ได้ ก็ฟ้องได้แล้ว) — กฎหมายหมิ่นประมาท ในปัจจุบัน ให้อำนาจเฉพาะผู้เสียหายเท่านั้น ที่เป็นผู้ฟ้องได้, กรณีเดียวก่อนหน้านี้ที่ให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหายฟ้องได้ ก็คือใน กฎหมายหมิ่นพระบรมฯ เท่านั้น — ซึ่งตรงนี้ก็สอดรับชัดเจนกับที่ พ.ต.อ.ญาณพล ยอมรับบนเวทีว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 2 รายที่ถูกจับไปเงียบ ๆ นั้น ถูกจับด้วย พ.ร.บ.คอมฯ นี้จริง โดยตอบว่า “ที่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพราะไม่อยากเอาพ.ร.บ.ใหญ่กว่านี้”

จากตรงนี้ ประกอบกับประวัติศาสตร์การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมฯ ที่ผ่านมา, แนวโน้มที่จะมีการใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับนี้ เพื่อกลั่นแกล้ง/จำกัด/กำจัดผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน (โดยเฉพาะในทางการเมือง) ก็มีสูงมาก (2 รายที่โดนไป ก็อาจจะใช่.)

ที่รีบร้อนเร่งเร้าให้ออกพ.ร.บ.นี้กันเหลือเกิน (เป็นพ.ร.บ.แรกที่สนช.จากรัฐประหารหยิบมาพิจารณา) ก็เพราะแบบนี้ใช่ไหม ?

พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ร.บ.หนังสือพิมพ์ และอื่น ๆ ที่กำลังตามมา ก็คงมีแรกผลักดันที่ไม่ต่างกัน, และสุดท้ายถ้าไม่มีแรงต้านจากสังคมที่เพียงพอ กฎหมายที่มีเนื้อหากระทบต่อสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะผ่านออกมาในลักษณะคล้าย ๆ กัน.

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 [pdf]

ประชาไทรายงานการสัมมนา:

“ความมั่นคงของ ‘รัฐ’ กับความมั่นคงของ ‘รัฐบาล’ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร บางทีรัฐบาลลืมตัวไปว่าตัวเองเป็นรัฐ การคุกคามตัว[รัฐบาล]เอง กลับมองไปว่าเป็นการคุกคามรัฐ”

— โสรัจจ์ พงศ์ลดารมภ์ ผู้อำนวยการศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 8 พ.ย. 2550


บทสัมภาษณ์ จดหมายข่าวปฏิรูปสื่อ

บทสัมภาษณ์

กองบรรณาธิการ จดหมายข่าวปฏิรูปสื่อ

เมื่อใครก็ตาม “คลิก” เข้าสู่โลกไซเบอร์ ในพริบตาข้อมูลข่าวสารทุกมุมโลกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใครๆอาจเลือกที่จะรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับสังคมไทยวินาทีนี้อาจกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นความต้องการรับรู้หรือข่าวสารบางอย่าง “มือที่มองไม่เห็น” ของอาดัม สมิธ อาจทำให้กลไกตลาดทำงานได้ แต่มือที่มองไม่เห็นที่ไล่ปิดเว็บไซต์หลัง 19 กันยา กลับทำให้เสรีภาพของผู้คนแคระแกน

เราจึงชวนคุณมาคุยกับเขา เขาคนนั้นที่คุณก็รู้ว่าเป็นใคร??? อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักวิชาการรุ่นใหม่ค่ายธรรมศาสตร์ที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวของเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพิเศษ และอีกสถานภาพคือหนึ่งในแกนนำกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ หรือ FACT ที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และรณรงค์ต่อเนื่องมาแต่แรกที่เว็บไซต์ถูกปิดลง

 

ช่วยแนะนำตัวเองให้เครือข่ายสื่อรู้จักมากขึ้น

สวัสดีครับ ผมอาทครับ ว่ากันตามจริงแล้วบางทีผมก็ยังงง ๆ อยู่ ว่าตัวเองจับพลัดจับพลูมาอยู่แถว ๆ นี้ได้ยังไง “เครือข่ายสื่อ” เนี่ย.

คือผมเรียนมาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ งานปัจจุบันก็เป็นงานวิจัยด้าน การประมวลผลภาษาธรรมชาติ การสืบค้นข้อมูลภาษาไทย อะไรประมาณนั้นครับ คือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เสียเป็นส่วนใหญ่. แต่โดยความสนใจทั่ว ๆ ไปก็คือ ทำยังไงให้คนเราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ต้องการได้สะดวกที่สุด (information access) ซึ่งตรงนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องสื่ออยู่บ้าง แต่เป็นสื่อในเชิงตัวนำพาสารนะครับ ไม่ใช่ในความหมายสื่อสารมวลชนซะทีเดียว.

คือผมมองว่า ในการจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารชิ้นหนึ่งนี่ มันมีหลายกำแพงที่เราต้องข้ามไปให้ได้. อย่างระยะทาง ก็เป็นกำแพงหนึ่งในการส่งข้อมูล, หรือการมีข้อมูลกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบค้นหายาก ก็เป็นกำแพงหนึ่ง, หรือการที่ข้อมูลมันเป็นภาษาอังกฤษ ก็เป็นกำแพงหนึ่งสำหรับคนไทย, หรือการที่ข้อมูลที่หามาได้มันเยอะมากจนอ่านไม่ไหว (information overload) ก็นับเป็นอีกกำแพงหนึ่งได้.

ซึ่งกำแพงที่ได้ยกตัวอย่างไปนี่ ในทางเทคนิคแล้ว ปัจจุบันเราก็มีเทคโนโลยีอย่าง อินเทอร์เน็ต เสิร์ชเอนจิ้น โปรแกรมแปลภาษา โปรแกรมย่อความอัตโนมัติ มาช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ไปได้ในระดับหนึ่ง.

อย่างไรก็ตาม มันยังมีกำแพงที่ขวางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอีกจำนวนหนึ่ง ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำลายหรือพาเราข้ามมันไปได้ เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาหรือระบบลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดเกินไปจนไม่สมเหตุสมผล ก็เป็นกำแพงหนึ่งในการเข้าถึงหรือต่อยอดเผยแพร่ข้อมูลต่อ, หรือการออกแบบเอกสารหรือสื่อที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้พิการ (accessibility) ก็เป็นกำแพงในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น.

จากแนวคิดนี้ เราก็จะเห็นว่า การคัดกรองเนื้อหาและการเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนี่ มันก็เป็นกำแพงหนึ่งเช่นกัน.

อาจจะด้วยเหตุนี้ ที่พาผมเข้ามาช่วยงานในเครือข่ายรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกในอินเทอร์เน็ตอย่างทุกวันนี้ครับ คือมันมาตามทางของมันเอง จริง ๆ ไม่ได้คิดจะมาทำเรื่องต่อต้านอะไรแต่แรก แต่มันก็เหมือนกับ ถ้าไม่ทำตรงนี้ เทคโนโลยีอะไรที่พวกเราคิดค้นที่พวกเราทำ มันก็ไม่มีความหมาย เสิร์ชเอนจิ้นคุณดีแค่ไหน หาได้เจอทุกอย่าง แต่ถ้าถูกเซ็นเซอร์ ทุกอย่างมันก็จบ.

ปัจจุบันนอกจากงานวิจัยที่ SIIT ธรรมศาสตร์แล้ว ก็มีมาช่วยงาน FACT นี่ กับโครงการครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) ของประเทศไทย แล้วก็มีงานอื่น ๆ บ้างครับ แล้วแต่ว่ามีเวลาช่วงที่เขาติดต่อมาไหม. แล้วก็เป็นสมาชิกเครือข่าย YouFest ที่พยายามจะเผยแพร่แนวคิดด้านนิวมีเดีย (new media – สื่อนฤมิต/สื่อใหม่) สื่อพลเมือง อะไรทำนองนี้ในเมืองไทย จากมุมของคนที่ไม่ได้อยู่ในสายสื่อเลย.

 

กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์มีแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างไร และเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิเสรีภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้เราคิดว่ามันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิเสรีภาพที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาแต่กำเนิด. ถึงไม่มีกฎหมายไม่มีรัฐธรรมนูญรับรอง เราก็ยังมีสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ — ตรงนี้ต้องย้ำให้ชัดเจน ว่ารัฐไม่ได้เป็นผู้ให้สิทธิเสรีภาพกับเราผ่านทางกฎหมายต่าง ๆ แต่เรามีสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ติดตัวมาอยู่แล้วตั้งแต่เกิดโดยธรรมชาติ.

การเซ็นเซอร์หรือปิดกั้นเว็บไซต์ ละเมิดสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในทุกวันนี้ ที่อินเทอร์เน็ตมันเป็นสื่อแบบสองทาง คือใช้ได้ทั้งเพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สื่อสาร และแสดงออก จะเห็นได้จากเว็บบอร์ด และบล็อก (blog) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย และมีอัตราเติบโตสูงมาก.

และแนวโน้มที่ผมเห็นก็คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามันเริ่มมีบรรทัดฐานบางอย่างพัฒนาขึ้นในสังคมออนไลน์แล้ว เช่นการเอาอีเมล เบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น ไปโพสต์ออนไลน์ อันนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้าม ผิดมารยาท.

ตรงนี้มันอาจจะตอบที่ถามกันว่า “เรียกร้องกันแต่สิทธิเสรีภาพ แล้วความรับผิดชอบล่ะอยู่ที่ไหน” ได้เหมือนกัน. คือผมคิดว่าถ้าคุณเปิดโอกาสให้มันได้พัฒนาเรียนรู้กันไปตามธรรมชาติ สิ่งต่าง ๆ อย่าง ความรับผิดชอบ มารยาท ประเพณี มันอาจจะเกิดขึ้นเองก็ได้. แล้วมันจะยั่งยืนมั่นคงกว่าด้วย ถ้ามันเป็นบรรทัดฐาน เป็น norm ของสังคมออนไลน์ขึ้นมาเอง และดูแลกันเอง. ไม่ใช่เป็นกฎที่ใครก็ไม่รู้ตั้งขึ้นมาสั่งให้ทำ. อย่างเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ยกตัวอย่างไป กฎหมายบ้านเรามันยังไปไม่ถึงตรงนั้นเลย พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลก็ยังถูกดองอยู่ แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นบรรทัดฐานในสังคมออนไลน์โดยทั่วไปแล้ว เร็วกว่ากฎหมาย.

ถ้าเรายอมรับว่าสังคมออนไลน์มันต่างจากสังคมออฟไลน์ (offline ในชีวิตจริงนอกออนไลน์) เราก็ควรยอมรับว่ามันก็จะมีวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มของมันเอง.

คือต่อจากเรื่องกำแพงที่ผมว่าไปก่อนหน้านี้ ถ้าเราลองพิจารณาดู เราจะเห็นเลยว่า กำแพงเซ็นเซอร์นี่ มันเรียกได้ว่าเป็นกำแพงประเภท “หาเรื่อง” โดยแท้. คือแต่เดิมมันไม่มีอยู่ ไม่เหมือนพวกกำแพงภาษาที่เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งกรณีนั้นเราก็ไม่ว่ากัน ก็หาทางข้ามกันไป ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยีมันก้าวหน้าพอ เราก็จะข้ามกำแพงพวกนี้ไปได้โดยง่ายเอง. แต่กำแพงอย่างเซ็นเซอร์นี่ มันเป็นเรื่องหาเรื่องโดยแท้ คนเราสร้างกันขึ้นมาเอง เอามาขวางทางกันเอง ด้วยเหตุผลข้ออ้างต่าง ๆ นานา เพื่อที่จะจำกัดว่า ใครจะสามารถรับรู้อะไรได้หรือไม่ได้. แล้วต่อให้คุณมีเทคโนโลยีดีขนาดไหน คุณก็ไม่สามารถจะข้ามหรือทำลายกำแพงเหล่านี้ได้โดยง่าย. เพราะมันถูกสร้างมาจากวัสดุจำพวกอำนาจรัฐ จารีตประเพณี บรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งคุณใช้เทคโนโลยีเจาะไม่ได้. แต่ต้องใช้ความเข้าใจในสังคม ใช้พลังของประชาชนของคนในสังคมมาเจาะมันพังมันลงมา หรืออย่างน้อยก็ทำให้มันเตี้ยลง.

กิจกรรมของเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย หรือ FACT (Freedom Against Censorship Thailand) ก็จะเป็นไปในแนวทางนี้ ก็คือรณรงค์ให้สังคมได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น. ในขณะเดียวกันเราก็บอกความเห็นของเราไปด้วยว่า เราคิดยังไงก็สิ่งที่เกิดขึ้น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เพราะอะไร ก็เป็นลักษณะทั้งสร้างความตระหนักและให้ความรู้ไปในเวลาเดียวกัน. ซึ่งประเด็นบางอย่างมันค่อนข้างใหม่ในสังคมเรา ไม่เฉพาะแค่ออนไลน์นะครับ แม้แต่ออฟไลน์ก็ยังไม่ค่อยแพร่หลายเลย. ตัวอย่างเช่นเรื่องความเป็นส่วนตัว (privacy) และเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล (personal data) ซึ่งเรื่องนี้ก็มี พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ในขั้นตอนพิจารณาอยู่ ไม่แน่ใจว่าถึงขั้นไหนแล้ว แต่เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้หรือยังไม่ให้ความสำคัญ การมีส่วนร่วมจากสังคมในพ.ร.บ.นี้ก็มีน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่านี่เป็นพ.ร.บ.ที่จะกระทบกับชีวิตประจำวันของทุกคนในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างทุกวันนี้.

กิจกรรมของ FACT ที่ผ่านมาก็มีทั้งการล่ารายชื่อ การออกแถลงการณ์ในวาระโอกาสต่าง ๆ ซึ่งหลายครั้งก็เป็นการทำร่วมกับคปส.และพันธมิตรอื่น ๆ มีการรวมกลุ่มประท้วงเชิงสัญลักษณ์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ ที่หน้าห้างพันธุ์ทิพย์และที่หน้ายูเอ็น รวมทั้งการแจกซีดีรวมโปรแกรมต้านเซ็นเซอร์ไปในช่องทางต่าง ๆ สำหรับในเว็บไซต์ ก็จะมีข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ ซึ่งรวมถึงรายชื่อเว็บที่ถูกบล็อค พร้อมอัพเดทข่าวอยู่เรื่อย ๆ ทั้งของในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง.

นอกจากนี้อาสาสมัครในเครือข่ายก็พยายามจะไปร่วมสัมมนาในโอกาสต่าง ๆ เช่นที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อซักถามและเสนอความคิดเห็นในเวทีเหล่านั้น และเคยร่วมกับเครือข่ายสื่อใหม่ YouFest จัดงานสัมมนาเล็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเซ็นเซอร์อยู่ครั้งหนึ่ง กำลังคิดว่าปลายเดือนนี้อาจจะจัดอีกครั้ง ถ้ามีแรง.

คือเรียกว่าทำอะไรได้ก็ทำ แล้วในเครือข่ายก็ค่อนข้างจะหลากหลาย คือในด้านหนึ่งที่เรามีร่วมกันก็คือเราเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต แต่ในด้านวิชาชีพพวกเราก็มีทั้ง เว็บมาสเตอร์ นักข่าว บล็อกเกอร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คนทำหนังสือวรรณกรรมเยาวชน นักธุรกิจ นักศึกษา เรียกว่าไอเดียนี่ไม่ค่อยตันกันเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยมีแรงทำได้อย่างที่คิด เพราะทุกคนจริง ๆ ก็มีงานประจำกันหมด ไม่ได้เป็นนักรณรงค์มืออาชีพ อย่างผมเองบางทีก็หายหน้าไปบ้างถ้าเกิดว่างานประจำยุ่งมาก.

บางทีเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ ว่าที่เราทำไป มันจะมีประโยชน์อะไรแค่ไหน. คือถ้าสังคมบอกว่าฉันยินดีที่จะถูกเซ็นเซอร์ ฉันอยากมีคุณพ่อรู้ดีมาคอยบอกว่าฉันควรดูอะไรไม่ดูอะไร. เราก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเราจะทำไปทำไม อันนี้พูดในนามส่วนตัวนะครับ. คือผมอยากให้ FACT เป็นแค่คนจุดประเด็น แล้วสังคมสานต่อถ้าสังคมเห็นด้วย มากกว่าที่จะให้ FACT เป็นคนทำทุกอย่าง. คือผมไม่เชื่อว่า อะไรที่มีใครสู้มาให้เรา แล้วเราจะเก็บมันไว้ได้. อย่างเรื่องรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยนี่ผมก็ไม่เชื่อ ไม่รู้จะทำให้ตัวเองเชื่อได้ยังไงด้วย.

มันต้องสู้เอง ถึงจะหวงแหน และรู้วิธีที่จะรักษาไว้ได้อย่างยั่งยืน.

 

ช่วยอธิบายสถานการณ์ในสังคมไทยที่มีการไล่ปิดหรือบล็อคเว็บไซต์ในช่วงที่ผ่านมา

ตกอยู่ในความสับสน.

นี่คือสิ่งแรกเลย เอ๊ะ เว็บนี้ถูกบล็อคหรือเปล่านะ หรือว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น คือผมขอใช้คำนี้เลยว่า “อีแอบ” คือไม่รู้จะหาคำอะไรมาเรียกดี บางเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคนั้นแทนที่จะขึ้นหน้าจอ ของกระทรวงไอซีที หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือของไอเอสพี (ISP – Internet Service Provider ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) ว่า เอ้อเว็บไซต์นี้ถูกบล็อคนะ อย่างตรงไปตรงมา กลับขึ้นหน้าจอว่าไทม์เอาท์บ้างล่ะ (timed out อาการที่เว็บเบราว์เซอร์รอคำตอบจากเว็บไซต์เป็นเวลานานมาก แต่เว็บไซต์ก็ไม่ตอบกลับเสียที จนเลิกรอ) หรือหาเว็บไซต์ไม่เจอบ้างล่ะ หรือหน้านี้ไม่มีอยู่บ้างล่ะ โดยพยายามทำหน้าจอให้เหมือนกับหน้าจอแสดงข้อผิดพลาดทางเทคนิคของโปรแกรม Internet Explorer ให้มากที่สุด เพื่อตบตาผู้ใช้ แต่ทีนี้ ผู้ใช้บางคนเขาใช้โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์อื่นไง อย่าง Opera หรือ Firefox พอเจอหน้าจอของโปรแกรม Internet Explorer ก็ยังไงล่ะ เขาก็รู้ไง ว่านี่ถูกแหกตาอยู่.

คือเรื่องแค่นี้ คุณยังไม่มีความกล้าเพียงพอเลยที่จะบอกว่าคุณทำ ยืดอกประกาศว่าฉันบล็อคเอง. แต่ในขณะเดียวกันคุณก็มาอ้างศีลธรรมจริยธรรมอันดีงามอะไรมากมาย ซึ่งผมว่ามันตลก. ถ้าคุณมั่นใจในศีลธรรมของคุณ คุณก็เปิดเผยไปเลยสิ ว่าฉันบล็อคเว็บไซต์นี้นะ คนเขาจะได้สรรเสริญระดับศีลธรรมของคุณ. ไม่ใช่ว่ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับ.

อีกด้านหนึ่ง ในฝั่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปัญหาอย่างหนึ่งจากการที่คนบล็อคทำตัวเป็นอีแอบก็คือ คนกลุ่มหนึ่งก็จะเข้าใจว่ามันเป็นปัญหาทางเทคนิค แล้วก็จะเฉย ๆ นึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ปัญหามันไม่ถูกแก้ไข. ส่วนอีกกลุ่มก็จะหาว่า พวกที่ออกมาโวยวายว่าเว็บไซต์นั้นนี้ถูกบล็อค เป็นการใส่ความกัน จริง ๆ เป็นปัญหาทางเทคนิคต่างหาก พวกที่ออกมาโวยวายนั้นไม่รู้เรื่อง ก็มี.

หรือบางครั้งการบล็อคเกิดขึ้นที่ระดับไอเอสพี ซึ่งบางไอเอสพีก็บล็อค บางไอเอสพีก็ไม่บล็อค. ก็จะเกิดการเถียงกันว่า ฉันเข้าได้ ที่เธอบอกว่าเขาไม่ได้นั้นเธอโกหก ทะเลาะกัน. แต่ความจริงก็คือ ไม่มีใครโกหก พูดความจริงทั้งคู่ เพียงแต่สองคนนี้ใช้ไอเอสพีคนละเจ้ากัน ก็เลยเห็นผลต่างกัน. กรณีแบบนี้ก็ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และก็สร้างปัญหาให้กับการเสนอข่าวการปิดกั้นเว็บไซต์ และการรณรงค์ของ FACT อยู่เหมือนกัน.

ส่วนในฝั่งผู้นักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพ รวมถึงกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ตื่นตัวหน่อย มันก็ทำให้เกิดการปะทะถกเถียงกัน ว่าเส้นมันอยู่ตรงไหน. อะไรที่ยอมให้บล็อคได้ อะไรที่ไม่ควรยอมอย่างเด็ดขาด ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงกันส่วนใหญ่ ก็จะเป็นเรื่องภาพโป๊เด็ก เรื่องความรุนแรง ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังมุ่งร้าย (hate speech) หรือการเหยียดชาติพันธุ์. ซึ่งในทางหนึ่งมันก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดเจน. บางคนก็จะบอกว่าไม่ควรจะปล่อยให้เกิดในสื่อ. ในขณะที่บางคนก็บอกว่า เห็นด้วยว่ามันไม่ควรจะปล่อยให้เกิด แต่ไม่ใช่เฉพาะในสื่อหรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น มันไม่ควรจะเกิดที่ไหนเลยต่างหาก ดังนั้นการควบคุมก็ไม่ควรจะมาเจาะจงที่ตอนนำเสนอในอินเทอร์เน็ต แต่ควรจะเป็นการบังคับใช้ทั่วไปให้เข้มงวดเหมือนกันหมด. พูดง่าย ๆ คือกลัวว่าเรื่องประเด็นเปราะบางเหล่านั้นจะถูกใช้เป็นข้ออ้าง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเนื้อหาอย่างอื่น.

ซึ่งจากที่เราเห็นกันมา มันก็มีความเป็นไปได้ เพราะในขณะที่หน่วยงานรัฐออกมาให้เหตุผลเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ต่าง ๆ ว่าทำไปเพื่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และที่ปิดไปก็เป็นเว็บโป๊เปลือยซะเป็นส่วนใหญ่, เราก็พบว่าในรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคนั้น จำนวนหนึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการเมือง หรือเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นไปในทางที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือคณะรัฐประหาร. คือมันมีการเอาประเด็นหนึ่งมากลบประเด็นหนึ่ง แล้วก็สอดไส้ แอบทำอย่างอื่นไปด้วย ซึ่งเราก็ต้องระวัง.

ซึ่งสุดท้ายแล้ว แม้จะหลาย ๆ ฝ่ายจะไม่ได้เห็นด้วยกันหมดไปทุกเรื่อง ว่าอะไรควรบล็อคไม่ควรบล็อค. แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็คือ ถ้าจะมีการบล็อคเกิดขึ้นจริง ๆ มันควรจะโปร่งใสตรวจสอบได้ มีเกณฑ์มีกติกาชัดเจน และอำนาจในการบล็อคนั้น ไม่ควรจะรวมศูนย์อยู่ที่กลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง แต่ควรจะเป็นการทำงานปรึกษาหารือร่วมกันจากทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง. แบบนี้มันถึงจะเป็นที่ยอมรับได้จากสังคมประชาธิปไตย. ซึ่งตรงนี้ก็คล้าย ๆ กับข้อเรียกร้องของทางสายภาพยนนตร์ กลุ่ม Free Thai Cinema Movement ที่เคลื่อนไหวเรื่องแบนหนังตัดหนัง เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสรีภาพในทางศิลปะ.

 

โดยทั่วไปแล้วการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์มีลักษณะอย่างไร

หลัก ๆ น่าจะมีสามสี่ลักษณะใหญ่:

 

หนึ่ง — ทำให้เข้าเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลนั้นไม่ได้ ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น

1) สั่งปิดเว็บไซต์ โดยติดต่อไปที่เว็บโฮสติ้ง (ผู้ให้บริการเช่าพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตสำหรับสร้างเว็บไซต์) ขอหรือสั่งให้เขาปิดเว็บไซต์นั้นลง หรือไม่ก็หาทางเจาะระบบเข้าไปทำลายเว็บไซต์ลงซะ. ผลก็คือเว็บไซต์นั้นก็จะหายไปจากอินเทอร์เน็ตเลย ผู้ใช้ไม่ว่าจากประเทศไหนก็จะเข้าไม่ได้อีกแล้ว.

2) ปิดกั้นเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่าการบล็อค (block) ซึ่งก็ทำกันได้หลายระดับ ทั้งที่ระดับเกตเวย์ (gateway – เป็นประตูเชื่อมเครือข่ายภายในประเทศออกสู่อินเทอร์เน็ต) ที่ระดับไอเอสพี หรือที่ระดับองค์กรอย่างสถานศึกษาหรือบริษัทบางแห่งก็พบว่ามี. ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการหรือองค์กรนั้น ๆ ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคได้. หรือถ้าเป็นการบล็อคที่เกตเวย์ระดับประเทศ ก็จะมีผลทำให้ผู้ใช้ในประเทศทั้งประเทศไม่สามารถเข้าเว็บไซต์เหล่านั้นได้ — อย่างไรก็ตามผู้ใช้อื่น ๆ ก็จะยังเข้าได้อยู่. วิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วงที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐของไทยใช้กันมาก เพราะสะดวกไม่ต้องขอความร่วมมือจากใคร ทำได้เองเลย หรือว่าสามารถกดดันผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้ทำได้ไม่ยาก, ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตประกอบธุรกิจผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย.

3) ระดมโจมตีก่อกวนเว็บไซต์ ให้ทำงานช้าลงมาก ๆ จนใช้งานไม่ได้ หรือที่เรียกว่า DoS (Denial of Service). คือสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำทีเป็นผู้ใช้งานเว็บจำนวนมหาศาลแล้วเรียกใช้งานเว็บไซต์ที่กำหนดพร้อม ๆ กัน ติดต่อกันนาน ๆ. ทำให้ตัวเว็บไซต์นั้นทำงานหนักทำงานไม่ทันจนระบบล่ม หรือว่าทำงานได้ช้ามาก จนผู้ใช้บริการทนไม่ไหวและเลิกใช้ไปเอง.

 

สอง — คัดกรองเนื้อหา วิธีนี้จะเนียนกว่า คือยังเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ตามปกติอยู่ แต่เนื้อหาบางส่วนในเว็บไซต์จะหายไป ซึ่งแบบนี้จะทำให้สังเกตได้ยากกว่าวิธีแรก.

ตัวอย่างเช่นในประเทศจีนที่เสิร์ชเอนจิ้นหลายเจ้า ยอมกรองเว็บไซต์บางอย่างออกจากผลลัพธ์การค้นหา. คือถ้าเรารู้ที่อยู่ของเว็บไซต์นั้น ก็ยังอาจจะพิมพ์เข้าไปได้เอง แต่มันจะไม่ปรากฎอยู่ในรายการผลลัพธ์ของเสิร์ชเอนจิ้นเลยถ้าค้นหาจากประเทศจีน. ซึ่งถ้าพิจารณาว่าปริมาณการจราจรส่วนใหญ่ของเว็บนั้น วิ่งผ่านเสิร์ชเอนจิ้น, วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก อีกทั้งสังเกตได้ยากกว่าการทำให้เข้าเว็บไซต์ไม่ได้.

หรือกรณีประเทศไทย ที่ขอความร่วมมือจากกูเกิ้ลให้บล็อคคลิปบางคลิปใน YouTube ไม่ให้ผู้ใช้จากประเทศไทยเห็น ก็เข้าข่ายนี้.

 

สาม — บิดเบือนเนื้อหา ปล่อยข่าว หรือก่อกวนสร้างความปั่นป่วนในกระดานสนทนาออนไลน์. อันนี้จะเรียกว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ไม่เชิง ผมไม่แน่ใจ. แต่มันก็มีผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเราเหมือนกัน. เว็บไซต์บางแห่งถูกก่อกวนด้วยโปรแกรมหรือคนที่ถูกจ้างมาโพสต์ข้อความไร้สาระซ้ำ ๆ กัน หรือโพสต์ข้อความบิดเบือนเบี่ยงประเด็นต่าง ๆ หรือล่อให้เกิดการทะเลาะกัน ที่เขาเรียกว่า “ล่อเป้า” แบบนี้มันก็ทำให้คุณภาพของข้อมูลข่าวสารโดยรวมในอินเทอร์เน็ตลดลง. จะหาอะไรดี ๆ อ่านก็ยากขึ้น เพราะต้องคุ้ยขยะก่อน บางทีก็เบื่อ ขี้เกียจอ่านไปเลย.

เรื่องนี้ตอนแรกผมก็ไม่นึกว่าจะมีจริง จนกระทั่งเห็นกรณีพวก “2.4” อย่างที่รู้กัน ช่วงหลังรัฐประหาร ว่ามีการจัดตั้งเป็นระบบชัดเจน มีการสนับสนุนจากรัฐ. หรือกรณีคล้าย ๆ กันในเอกสารลับที่คุณสมัครออกมาโวย ซึ่งก็เป็นเรื่องของการปล่อยข่าว สร้างกระแสในสังคม ในที่นี้ก็รวมถึงในกระดานสนทนาในอินเทอร์เน็ต. ผมถือว่านี่มันกระทบสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพอย่างสะดวกของผม.

 

สี่ — อันนี้เป็นแบบโดยอ้อม แต่อาจจะเรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด คือการสร้างความเชื่อ หรือความกลัว เพื่อทำให้เกิด “การเซ็นเซอร์ตัวเอง”. คือเป็นจากปิดกั้นที่ตัวผู้ส่งสารรับสารได้เลย ไม่อยาก/ไม่กล้าโพสต์ ไม่อยาก/ไม่กล้าเปิดดู ไม่อยาก/ไม่กล้าพูดถึง. ผมคิดว่าอันนี้น่ากลัวที่สุด และมีผลกว้างขวางมากกว่าแค่ในอินเทอร์เน็ต แต่รวมถึงทั้งสังคมเลย.

การสร้างความกล้วอะไรต่าง ๆ นี่ มันรวมถึงการใส่มาตราบางมาตราลงมาใน พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นี่ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวเนื้อหาในคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ต. มาตรา 14, 15, 16. ซึ่งมันกว้างมาก แล้วแต่เจ้าหน้าที่รัฐจะตีความ. พอมันคลุมเครือกว้างขวางแบบนี้ มันก็นำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้ใช้, รวมถึงการเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้ให้บริการด้วย คือกันไว้ก่อน กลัวติดร่างแหด้วย. อะไรเห็นท่าไม่ดี ดูเทา ๆ ก็ขอเซ็นเซอร์ไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย. เพราะไม่มีเขาอยากเสี่ยงขึ้นโรงขึ้นศาลกันหรอก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือว่าบริษัท. เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา. แม้สุดท้ายเราจะพิสูจน์ได้ว่าเราบริสุทธิ์ แต่เงินแต่เวลาที่เสียไปอะไรต่าง ๆ มันเรียกคืนมาไม่ได้. ไหนจะเครียดอีก.

 

ตอนนี้พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ประกาศใช้ไประยะหนึ่งแล้ว พูดได้ว่าการบล็อคเว็บไซต์นี่ มันสามารถทำให้ถูกกฎหมายได้แล้วนะ. แต่คุณก็ต้องมาดูว่า เหตุผลที่เขาให้ประกอบการบล็อคแต่ละเว็บนี่ มันเข้าข่ายที่กฎหมายระบุไว้ อ่อนแก่แค่ไหน. ซึ่งตรงนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็จะต้องท้าทายและตรวจสอบ การพิจารณาและการใช้อำนาจของรัฐ. ต้องคานกัน checking and balancing. ใครมาบอกว่าบล็อคตามกฎหมาย เราก็ต้องถามว่าข้อไหนมาตราไหน ไม่ใช่อ้างลอย ๆ.

ผมขอย้ำว่า การบล็อคเว็บไซต์ในเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมามันไม่โปร่งใสเลย. ทาง FACT ยื่นหนังสือถามไปทางกระทรวงไอซีที ก็ไม่ได้รับคำตอบ. บางคนอาจจะว่า มันเป็นเรื่องตลกที่จะไปหวังความโปร่งใสจากการปิดกั้น. แต่ผมก็เห็นหลายประเทศที่เขาก็บล็อคเว็บไซต์เหมือนกันแต่ก็ยังโปร่งใสได้. อย่างในยุโรปเค้าก็บล็อคเว็บพวกเหยียดชาติพันธุ์ เว็บนาซี แต่ของเขามันก็โปร่งใสมีเกณฑ์ชัดเจน. คุณจะเห็นด้วยหรือไม่กับการบล็อคเว็บพวกนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยมันตรวจสอบได้.

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยทุกคนตอนนี้ ก็คือรู้เท่าทันตรงนี้ ว่าระบบมันไม่โปร่งใส ว่ามันมีการตุกติก มีเรื่องอื่นสอดไส้แอบแฝงอยู่. เราจะได้รวมพลังกันร่วมกันตรวจสอบให้จริงจังขึ้น อย่าปล่อยให้อินเทอร์เน็ตตกอยู่ในความควบคุมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง. อินเทอร์เน็ตมันเป็นของเราทุกคน. FACT เองก็พยายามทำตรงนี้ ทำเรื่องให้เป็นข่าว ให้คนตระหนัก. แล้วมันยังมีชุด พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน พ.ร.บ.สิ่งยั่วยุ อะไรพวกนี้อีกเยอะแยะ ที่มันจะมาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตได้. ไม่เฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์.

 

คุณมีความคิดเห็นอย่างไร ในกรณีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองรายโดยไม่ปรากฏความผิดชัดเจน

จากที่ได้ติดตามข่าวจากสื่อและเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อนอกกระแสหลัก. ผมคิดว่ามันเป็นอาการลักลั่น ที่สืบเนื่องมาจากสังคมของเราที่มี “บางเรื่อง” ที่พูดในที่แจ้งไม่ได้. พออยากจับเพราะเรื่อง “บางเรื่อง” นี้ แต่ไม่อยากให้เป็นข่าวว่าเพราะเรื่องนี้, ก็เลยแอบ ๆ จับ แล้วเลี่ยงไปใช้กฎหมายอื่นที่พอใช้ได้หรือไม่แจ้งความผิดให้ชัด แล้วก็พยายามไม่ให้เป็นข่าว. กลัวว่าพอเป็นข่าวแล้วจะต้องบอกว่าผิดเรื่องอะไร.

นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ไปลงในสื่อต่างประเทศก่อน ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีสื่อไทยได้รู้หรือเปล่า. ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดได้ไหม ที่เรื่องนี้ดันเป็นข่าวออกมา.

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ การเสนอพ.ร.บ.เพื่อแก้กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่จะทำให้สื่อเสนอข่าวเรื่องคดีหมิ่นพระบรมฯ ไม่ได้นั้น จะทำให้การจับกุมคดีลักษณะนี้เป็นไปได้โดยไม่ปรากฎเป็นข่าว อย่างถูกกฎหมาย อย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องการ. อีกหน่อยถ้าพ.ร.บ.นั้นผ่าน ก็คงมีคนถูกจับอย่างสองคนนั้นอีกเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่เป็นข่าว ซึ่งน่ากลัว.

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า ในระหว่างที่สองคนนั้นถูกจับไป มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางรายแจ้งว่า ยังพบทั้งสองคนนั้นออนไลน์อยู่. ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะนำบัญชีอีเมลและบัญชีบริการอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองรายนั้นไปใช้ และอาจจะทำทีว่าเป็นสองคนนั้นเสียเอง, เพื่อประโยชน์ในการขยายผลหรืออะไรก็สุดแท้แต่, แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็ชัดเจนว่า นี่เป็นการขโมยตัวตน (identity theft) หรือพูดง่าย ๆ ว่า ปลอมตัว ซึ่งโดยทั่วไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การกระทำเช่นนี้เป็นความผิด แต่ผมไม่แน่ใจว่ากรณีนี้ที่เจ้าพนักงานกระทำเองมันผิดหรือไม่. แล้วข้อมูลที่ไปได้มาโดยการกระทำอย่างนี้ มันสามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ ถ้าดูมาตรา 25.

คือก่อนหน้านี้ในสังคมเรา เราก็เซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ในระดับหนึ่งแล้วใช่ไหม รู้ว่าเรื่องไหนควรพูดที่ไหนกับใคร. แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐมาสอดส่องปลอมแปลงแฝงกายมาลักษณะนี้อีก surveillance กันหนักเหลือเกิน. อีกหน่อยผมว่าพวกเราอาจจะต้องหุบปากกันมากกว่านี้ อย่าไปพูดอะไรเลย หน้าต่างมีแต่หูประตูมีแต่ช่องเต็มไปหมด. สุดท้ายแล้วสังคมเราก็คงเป็นสังคมเงียบ ๆ หงอย ๆ มีอะไรก็เงียบ ๆ ไว้ อย่าหาเรื่องใส่ตัว. ซึ่งผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ที่ประชาธิปไตยจะอยู่ได้. ถ้าคุณไม่มีเสรีภาพในการพูดในการสื่อสาร ก็อย่าหวังว่าจะมีประชาธิปไตยได้. อย่างดีก็ได้เลือกตั้งสองปีครั้งสามปีครั้งไปเรื่อย ๆ ก็สนุกดี ตามมีตามเกิด.

กลับมาที่เรื่องสองคนที่ถูกจับนั้น คำถามอีกอย่างหนึ่ง ที่ทางด้านสิทธิมนุษยชนถามกันมากก็คือ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสองรายนี้ที่ถูกจับกุม ไม่ว่าจะอย่างไร มีความผิดหรือไม่, สิทธิพื้นฐานของพลเมืองต่าง ๆ ของเขาก็ควรจะยังมีอยู่ใช่ไหม ? และก็สมควรจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายใช่ไหม ? อย่างสิทธิในการประกันตัว หรือสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม ตอนที่ถูกจับเจ้าพนักงานได้แจ้งให้สองคนนั้นได้รู้ถึงสิทธิของตนและอนุญาตให้ใช้สิทธิเหล่านั้นหรือไม่ ? หรือจริง ๆ มันมีหลายมาตรฐาน ผมเองก็ไม่แน่ใจ.

 

ทราบว่าเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการให้ความสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ

จริง ๆ ไม่ใช่ตำแหน่งอาจารย์ประจำนะครับ วุฒิยังไม่ถึงเอก ยังเป็นไม่ได้, แต่ก็มีงานสอนบ้างเทอมละสองถึงสามตัว โดยทั้งหมดจะเป็นวิชาปฏิบัติการ. ส่วนนักวิชาการนี่ ก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าอย่างนั้น. ตัวผมจริง ๆ นี่อยู่ในส่วนของห้องวิจัยที่ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT). ตอนเรียนตรีก็เรียนที่นี่ เหมือนเป็นบ้านไปแล้วบางที.

ก็สนใจเรื่องอย่างที่ว่าไว้แหละครับ การเข้าถึงสารสนเทศ การออกแบบสารสนเทศ แล้วก็เรื่องซอฟต์แวร์เสรี โอเพนซอร์ส ที่เคยทำอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้กลาย ๆ จากซอฟต์แวร์เสรีมาเป็นพวกวัฒนธรรมเสรีแทน แนว ๆ หนังสือของลอว์เรนซ์ เลสสิก (Free Culture, Lawrence Lessig). ส่วนหัวข้อวิจัยที่ผมเคยทำและทำอยู่ในปัจจุบันก็จะเป็นพวก การย่อความอัตโนมัติ การสืบค้นสารสนเทศ การสกัดสารสนเทศ. ซึ่งเรื่องพวกนี้นอกจากจะต้องอาศัยความรู้เรื่องวิทยาการสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์แล้ว ก็ยังต้องอาศัยความรู้ด้านภาษาศาสตร์ด้วย ก็เลยสนใจเรื่องพวกนั้นไปด้วย แต่ไม่ได้ชำนาญนะครับ แค่รู้บ้างเท่านั้น ถึงเวลาติดขัดต้องใช้จริง ๆ ก็ต้องปรึกษานักภาษาศาสตร์อยู่ดี.

ส่วนตัวตอนนี้ ที่อยากจะศึกษามาก ๆ แต่ไม่มีโอกาสเสียที ก็เป็นเรื่องสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของสังคมเสมือน อย่างในอินเทอร์เน็ต. คือผมสนใจอินเทอร์เน็ตในแง่มันอาจจะเป็น อืม เหมือน สภากาแฟ ของยุคนี้ก็ได้. มีอะไรก็มาคุยกัน แชร์กันในนี้ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ความคิดต่าง ๆ มาปะทะสังสรรค์กัน. ซึ่งก่อนหน้านี้มันเสรีมาก แลกเปลี่ยนกันได้ทุกอย่าง, แต่ในช่วงหลังเราก็จะเห็นว่า รัฐพยายามเข้ามาในอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ. ทั้งด้วยตัวรัฐเอง และตัวความเชื่อความคิดของรัฐที่ติดตัวผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามา. สภาพอินเทอร์เน็ตที่ดูเหมือนจะไม่มีรัฐในตอนแรก มันก็เริ่มขึ้นมากลาย ๆ.

ยกตัวอย่างในวิกิพีเดียภาษาไทย ซึ่งเป็นสารานุกรมออนไลน์ที่ใคร ๆ ก็เข้าไปอ่านไปเขียนได้. เมื่อช่วงเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ถึงกับมีผู้ใช้บางคนติดป้ายห้ามแก้ไขบทความบางบทความในสารานุกรมนี้ โดยอ้างคำสั่งคณะรัฐประหาร แปะที่หัวบทความเลยนะ. ทั้ง ๆ ที่ถ้าดูตามทางกายภาพ เซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย เจ้าของก็ไม่ใช่มูลนิธิของไทย คนเขียนบางคนก็อาจจะไม่ได้อยู่เมืองไทยด้วยซ้ำ อะไรแบบนี้ แล้วคำสั่งคณะรัฐประหารมันมีผลนอกประเทศด้วยรึยังไง. แล้วที่ชัดเจนเรื่อง “รัฐอยู่ในหัว” ก็คือ กรณีนี้ตัวคณะรัฐประหารไม่ได้เป็นผู้เข้ามาในวิกิพีเดียเองด้วยซ้ำ แต่เป็นผู้ใช้วิกิพีเดียเองนี่แหละ ที่เป็นคนแปะป้ายเตือน และเซ็นเซอร์ตัวเอง เป็นคนพารัฐเข้ามาเอง. คือมันเห็นได้ชัดเลยว่า รัฐมันมีอิทธิพลต่อความคิดแค่ไหน ทำให้คนบางกลุ่มกลายเป็นแขนขาของอำนาจรัฐได้อย่างไม่รู้ตัว. ซึ่งสภาพนี้ผมคิดว่ามันเป็นไปโดยอัตโนมัตินะ ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง เว็บไซต์หลายแห่งก็เงียบไม่กล้าลงเนื้อหาอะไรที่มันอาจจะขัดกับคำสั่งฯ หรือกระทั่งนอกอินเทอร์เน็ต คุณดูหนังสือพิมพ์ ดูทีวีก็ได้ ช่วงนั้นก็จะเป็นอารมณ์เดียวกัน. บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งความ “สงบเรียบร้อย” ในช่วงนั้นก็ได้ คือประชาชนพร้อมที่จะยอมอำนาจรัฐไง. ไม่ว่าอำนาจรัฐนั้นจะมาจากไหนหรือได้มายังไง.

“ โปรดทราบ เนื่องจากมี คำสั่งคณะปฏิรูปฉบับที่ 5/2549 เรื่อง ควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยห้ามเขียน บทความ ข้อความ คำพูด หรืออื่นใด อันอาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นอันขาด หากทางชาววิกิพีเดียเห็นว่าไม่เหมาะสม สามารถดำเนินการลบทันที และขอความร่วมมือระมัดระวังในการแก้ไขบทความด้วย ”

— หน้าบทความ รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 และ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย, 22 กันยายน พ.ศ.2549

ถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะหาที่เรียนต่ออะไรทำนองนี้ครับ พร้อม ๆ กับทำงานเรื่องนี้ไปด้วย. ศึกษาการแย่งชิงพื้นที่กันในพื้นที่เสมือนแบบนี้. อาจจะใช้ความรู้ด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติที่ปัจจุบันทำอยู่นี่มาช่วยด้วย. เช่นให้โปรแกรมมันวิเคราะห์หาคำต่าง ๆ ใน คลังข้อมูลข่าวย้อนหลัง หรือคลังข้อมูลเว็บไซต์และกระดานสนทานาย้อนหลัง. แล้วดูว่ามีคำอะไร ประโยคอะไร การให้เหตุผลแบบไหน เกิดขึ้นเยอะในช่วงเวลาไหน. จากข้อมูลพวกนี้เราอาจจะเจออะไรน่าสนใจเพื่อมาศึกษาต่อก็ได้. ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียนที่ไหนดี จริง ๆ จะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ แต่ตัวหัวข้อวิจัยอยากจะให้เป็นกรณีของประเทศไทย. ตอนนี้ก็มอง ๆ หาอยู่ พยายามเขียนหัวข้ออยู่, ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ ฮ่ะฮ่ะ. คงเป็นพวกนิวมีเดีย อินเทอร์เน็ตกับสังคม.

ดูเหมือนยิ่งเรียน จะยิ่งคอมพิวเตอร์น้อยลงเรื่อย ๆ แต่ก็สนุกดี.

 

คิดว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะรวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไรได้บ้าง

คือถ้ามองเรื่องง่าย ๆ ก่อนเลย เอาจากแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับกันในสังคมเราแล้ว. อย่างน้อยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต. เท่ากับว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็มี “สิทธิผู้บริโภค” อยู่อย่างหนึ่งแล้ว. ซึ่งก็หมายถึงว่า เขามีสิทธิที่จะเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการใดก็ได้ และเมื่อเลือกแล้ว ก็มีสิทธิที่จะได้รับบริการอย่างที่เห็นในโฆษณา. เช่น โฆษณาว่าเน็ตเร็วเท่านั้นแรงเท่านี้ แต่พอใช้จริงกลับอืดเหลือเกิน ดาวน์โหลดอะไรก็ไม่ได้. หรือว่าถูกจำกัดการใช้งานบางโปรแกรม เช่นดาวน์โหลดด้วยโปรแกรม BitTorrent ไม่ได้. แบบนี้ก็เท่ากับเขาถูกละเมิดสิทธิในฐานะผู้บริโภคแล้ว, ในต่างประเทศตอนนี้ก็มีพูดถึงเรื่องนี้กันมาก เรื่อง network neutrality.

หรือเรื่องการเซ็นเซอร์การบล็อคเว็บไซต์นี่ก็เช่นกัน เราจะมองมันในแง่ผู้บริโภคก็ได้. อย่างที่เราทราบกันว่า ขณะนี้การบล็อคเว็บไซต์ไม่ได้ทำโดยหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียวแล้ว. แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ทำ สถานศึกษาก็ทำ. ทีนี้ถ้าเราเป็นผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตกับบริษัทหนึ่ง เราจ่ายเงินเขา 600 บาทต่อเดือน ปรากฎว่าเราเข้าเว็บไซต์จำนวนหนึ่งไม่ได้. พอดีเรารู้จักเพื่อนคนหนึ่ง ที่ใช้อินเทอร์เน็ตของอีกบริษัทหนึ่ง จ่ายรายเดือนราคาพอ ๆ กันเรา แต่เขาเข้าเว็บไซต์เหล่านั้นได้. แบบนี้เราก็จะรู้สึกได้ว่า เอ๊ะ ทำไมจ่ายเงินพอ ๆ กัน แต่ได้รับบริการไม่เท่ากัน.

คือนี่ไม่ต้องมองเรื่องสิทธิพลเมืองสิทธิการรับรู้ข่าวสารเลยนะ มองแค่เรื่องความคุ้มค่า เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างเดียวเลย.

แบบนี้ผู้บริโภคก็จะเห็นแล้วว่า เออมันมีความต่างอยู่นะ แล้วทำไมเขาต้องจ่ายเงินพอ ๆ กันแล้วได้รับบริการที่แย่กว่าด้วย ? หรือทำไมอุตส่าห์ยอมจ่ายไปตั้งแพง ด้วยหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีเลิศเหมือนโฆษณา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อย่างนั้น ?

กรณีเหล่านี้ ในฐานะผู้บริโภค ขั้นแรกก็ควรจะแจ้งไปที่ผู้ให้บริการให้รับทราบปัญหาก่อน ให้โอกาสเขาแก้ไข. แต่ถ้าผู้ให้บริการไม่แก้ไขเสียที ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตของบริษัทนั้น ๆ, หรืออาจจะรวมกันหลายบริษัทก็ได้ ถ้ามีปัญหาใกล้เคียงกัน, ก็ควรจะรวมตัวกันเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม จะรวมกลุ่มกันทางอินเทอร์เน็ตก่อนก็ได้. ทางเว็บบอร์ด ทางอีเมลกลุ่ม หรือเดี๋ยวนี้มีพวกเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ (online social network) อย่าง Facebook จะไปรวมตัวกันทางนั้นก็ได้. แล้วก็ทำหนังสือแจ้งไปทางหน่วนงานที่เกี่ยวข้องซะ ทั้งตัวผู้ให้บริการเอง ทั้ง สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) แล้วก็ทางสื่อต่าง ๆ ด้วย. นอกจากนี้ก็ยังแพร่กระจายข่าวกันได้ทางเว็บล็อกต่าง ๆ หรือจะทำ petition ล่ารายชื่อออนไลน์ก็ทำได้.

กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ในทางหนึ่งก็เพื่อให้สังคมรับรู้ด้วย. ซึ่งการทำแบบนี้ นอกจากจะเป็นการปกป้องสิทธิของตัวผู้ใช้บริการเองแล้ว. ยังเป็นการช่วยปกป้องสิทธิของคนอื่น ๆ ทางอ้อมด้วย คือเตือนคนอื่นไปในตัวว่า ผู้ให้บริการรายนี้มีปัญหาอย่างนี้ ๆ นะ คิดดี ๆ ก่อนจะตัดสินใจใช้.

ก็เป็นกลไกคานกันไปโดยอัตโนมัติ ในการแข่งขันในตลาด. ซึ่งถ้ามีจำนวนลูกค้ามากพอ บริษัทเขาก็ต้องคิดต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าไม่อยากเสียลูกค้ากลุ่มนี้.

สิ่งเหล่านี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในบ้านเราอาจจะยังไม่รู้ ว่าตัวเองมีสิทธิ. ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เครือข่ายรณรงค์น่าจะต้องทำ. บอกให้เขารู้ว่าเขามีสิทธินะ เขาเลือกได้ เขาต่อรองได้ และเขาไม่ได้อยู่หัวเดียวกระเทียมลีบนะ เขายังมีเพื่อน ๆ อยู่อีกเยอะที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา และพร้อมจะเรียกร้องร่วมกับเขา. ก็ต้องค่อย ๆ เริ่มจากตรงนี้.

ส่วนเรื่องสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการสื่อสาร สิทธิในการแสดงออก สิทธิพลเมืองอะไรต่าง ๆ มันก็น่าจะขยายจากตรงนี้ได้ คือให้เริ่มจากเรื่องใกล้ ๆ ตัวก่อน มองเป็นเรื่องคุณภาพการให้บริการ. แล้วเราก็ขยายความหมายของการให้บริการนี่ออกไปให้ครอบคลุมเรื่องสิทธิอื่น ๆ.

 

จริง ๆ อยากจะเน้นเรื่องสิทธิพลเมืองสิทธิในการแสดงออกอะไรพวกนี้ไปเลยนะ. แต่เท่าที่ทำตรงนี้มาระยะหนึ่ง ดูเหมือนมันจะสื่อสารยากในประเด็นพวกนี้. คือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน อาจจะอ่าน มากกว่าพูด ก็เป็นได้ คือรับสารมากกว่าส่งสาร. เรื่องการปิดกั้นสิทธิในการแสดงออก ห้ามโพสต์นั่นโพสต์นี่ ก็เลยไม่กระทบคนกลุ่มใหญ่ อันนี้ผมเดานะ. แต่พอ YouTube ถูกบล็อค แบบนี้มันกระทบคนกลุ่มใหญ่ไง ไม่มีอะไรให้ดู ก็เลยเป็นประเด็นในสังคมขึ้นมา. คือมันต้องเป็นเรื่องใกล้ตัวไง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวแต่ละบุคคล.

ถ้าเมื่อไหร่การสื่อสารในอินเทอร์เน็ตของไทยมัน สองทาง มากกว่านี้. ความตระหนักในสิทธิต่าง ๆ มันก็อาจจะตามมาเองโดยธรรมชาติก็ได้. แต่อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้เรื่องสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังต้องทำไปเรื่อย ๆ ทำตั้งแต่ตอนนี้เดี๋ยวนี้.

เรื่อง สื่อพลเมือง ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าทำ. ถ้าทำให้มีสื่อพลเมืองในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็น่าจะทำให้สิทธิเสรีภาพพวกนี้มันถูกทดสอบมากขึ้น ๆ และเป็นประเด็นทางสังคมในที่สุด.

และถ้าพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่ถูกพูดถึงกันมากตอนนี้ คงเป็นเรื่อง เว็บ 2.0 (Web 2.0). ส่วนตัวผมมองว่า เว็บ 2.0 นี่ ถ้าจะเทียบกับเว็บสมัยก่อนหน้านี้ ก็คือ เว็บสมัยก่อนหน้านี้มันจะเป็นเรื่องของเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นคอมเชื่อมกับคอม ลิงก์กันก็ลิงก์ด้วยสายเคเบิ้ล. แต่เว็บ 2.0 มันมีมิติของมนุษย์เข้ามาด้วย เป็นคนเชื่อมกับคน ลิงก์กันด้วยความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคล รวมกันเป็นเครือข่ายทางสังคมออนไลน์. ถ้าคิดตามนี้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในยุคเว็บ 2.0 ก็น่าจะยิ่งมีช่องทางในการรวมตัวรวมพลังกันมากขึ้น น่าจะลองดูกัน. คนสองสามคน สิบคน อาจจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าค่อย ๆ รวมกัน มันก็เป็นพลังได้. เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้น่าจะพัฒนาไปเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางสังคมในเมืองไทย, ซึ่งไม่ได้ใช้เฉพาะการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับประเด็นอินเทอร์เน็ตเท่านั้น. แต่จะเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางสังคมในทุกประเด็น. มันคงไม่ได้มาแทนการเคลื่อนไหวข้างนอกอินเทอร์เน็ต แต่จะมาเสริมกัน.

ผมคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันจะทำให้ความคิดของคนมันวิ่งไปมาหากันได้เร็วขึ้น. ทำให้เกิดการสทนาแลกเปลี่ยนได้อย่างกว้างขว้างขึ้น มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น และเหล่านี้อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมก็เป็นได้. ซึ่งรัฐอาจจะกลัวตรงนี้ ก็เลยต้องการเข้ามาควบคุมจัดระเบียบ. พวกเราพลเมืองและพลเมืองอินเทอร์เน็ตทุกคน ก็ต้องพยายามรักษาพื้นที่ของเราตรงนี้ไว้ให้ปลอดจากการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและอำนาจอื่น ๆ. ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ พื้นที่สื่อพวกนั้นเราพลเมืองธรรมดาเข้าถึงได้ยากมาก. พวกเราพลเมืองจึงต้องรักษาพื้นที่ที่เรามีอยู่ไม่มากนักในอินเทอร์เน็ตเอาไว้. ไม่ใช่เพื่อตัวอินเทอร์เน็ตหรือตัวผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเอง แต่เพื่อสังคมทั้งหมด.

[จบ]


หมายเหตุ: แนวคิดเรื่อง “กำแพง” (กำแพงสารสนเทศ/อุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล) ในบทสัมภาษณ์นี้ ถูกเรียบเรียงและใช้ชื่อนี้เป็นครั้งแรกในการนำเสนอที่งาน YouMedia (YouFest ครั้งแรก) โดยใช้ชื่อการนำเสนอว่า “Technologies for Knowledge Society” (เดิมได้รับมอบหมายให้พูดเรื่องครีเอทีฟคอมมอนส์ แต่เตรียมไปไม่ทัน) สามารถดูการนำเสนอ(+ภาพประกอบบนกระดาน) ได้ในวิดีโอ (ลิงก์ดาวน์โหลดที่เว็บ YouFest)

เครือข่าย YouFest จะจัดงานเสวนาอีกครั้ง วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน นี้ ข่าวสารงานเสวนาจะแจ้งให้ทราบต่อไป (ติดตามข่าวได้ที่เว็บ YouFest)

technorati tags: 

Don’t put all your eggs in the Internet

อย่าแม้แต่จะคิดพึ่งพิงช่องทางใดช่องทางหนึ่งเป็นหลัก เตรียมหาทางเลือก ทางสำรองเอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อวานและวันนี้ อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังอยู่ในสภาพพิการ เข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง และช้าอืด

พื้นที่สาธารณะ สื่อพลเมือง เวทีประชาธิปไตย ฯลฯ อะไรก็ตาม
อินเทอร์เน็ตคือโอกาส แต่ไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จที่จะโถมตัวเข้ามาหมด
วิทยุชุมชน ทีวีชุมชน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ศาลาประชาคม วัด โรงเรียน เหล่านี้ยังมีความสำคัญเสมอ
นอกจากจะมองมันเป็น “ทางสำรอง” สำหรับคนเมืองผู้มีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แล้ว
มันยังเป็น “ทางหลัก” ในอีกหลายพื้นที่ ที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่มีด้วย (เลิกหวังกับ แลปทอปร้อยเหรียญ ได้แล้ว — รัฐบาลกลัวอะไร?)

ส่วนตัวการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยเอง ก็ควรจะทบทวนด้วยไหม ว่าได้เทน้ำหนักการเชื่อมต่อออกต่างประเทศไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง มากเกินไปไหม
มีเส้นทางสำรอง เส้นทางทางเลือก ที่พอเพียงหรือไม่ ?

หากเกิดภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายให้กับเส้นทางบางเส้นทาง เส้นทางที่เหลือจะยังรองรับการจราจรที่เพิ่มขึ้นคับคั่งขึ้นได้หรือไม่ ?
ทั้งที่เพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ จากการที่ต้องแบกรับการจราจรจากเส้นทางอื่นที่เสียไป และที่เพิ่มขึ้นจากความตื่นตระหนกของผู้คน เช่น ตอนที่เกิดสึนามิเมื่อสองปีก่อน การจราจรบนอินเทอร์เน็ตก็พุ่งขึ้นสูงทันที ทุกคนอยากรู้ข่าว

แน่นอนว่า เส้นทางสำรอง เส้นทางทางเลือก เหล่านี้ คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าคำนึงว่า อินเทอร์เน็ตคือสาธารณูปโภคพื้นฐานของสังคมเรา (ส่วนหนึ่ง เป็นส่วนน้อยของประเทศอยู่ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) ไปแล้ว การมีหลักประกันตรงนี้ ก็น่าจะเป็นความมั่นคงของประเทศด้วย
หน่วยงานที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เกี่ยวกับความมั่นคง น่าจะให้ความสนใจตรงนี้ด้วย (คิดว่าเขาคงดูกันอยู่แล้วแหละ)
ใครจะแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ? ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการช่องทางสื่อสาร รัฐ หรือใคร หรือจะแบ่งกันยังไง

และเมื่อช่องทางการสื่อสารทุกช่องทาง โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มีความสำคัญต่อชีวิตของผู้คนในสังคม
ก็ควรจะมีการจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ไปอย่างเป็นธรรมด้วยไหม ?
คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นโทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์ เวลารายการโทรทัศน์ เวลารายการวิทยุ วงโคจรดาวเทียม อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
เหล่านี้ ผู้คนในสังคมทั้งหมด ควรจะมีส่วนในการจัดสรรจัดการด้วยไหม ? ในเมื่อสุดท้ายแล้ว ก็คือพวกเขาที่เป็นผู้ได้/เสียผลประโยชน์

คำถามที่อยากถามก็คือ ทุกวันนี้ เรา, ประเทศไทย รัฐที่เขาว่าปกครองด้วยระบอบประชาชนเป็นใหญ่น่ะ, มีช่องการสื่อสารอะไรบ้าง ที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ที่จะเป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชนได้จริง ๆ น่ะ

ที่เห็นอยู่ ก็กระจุกอยู่แค่กับ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ รัฐ และ กองทัพ — หรือกล่าวรวมก็คือ ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ทั้งหลายนั่นเอง

“ประชาชนคือเจ้าของประเทศ” พูดก็อย่างหนึ่ง ทำก็อย่างหนึ่ง … ก็เห็นกันอยู่อย่างนี้ คิดว่าเขาจริงใจไหมล่ะ ?

หรือจริง ๆ จะจัดสรรทรัพยากรสื่อสารไปก็เท่านั้น เพราะครื้มอกครื้มใจเมื่อไหร่ เขา ๆ ทั้งหลาย ก็จัดสรรรถถังไปยึดทีวียึดโน่นนี่ได้อยู่แล้ว ใครจะทำไม ?

มีดอกไม้แถมให้ด้วย!

technorati tags:
,
,
,