ปริศนาไขกระจ่าง: ทำไมหน้าเป็นผื่น-แห้ง?

เมื่อวานไปหาหมอผิวหนังที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ตรงสาทร

คือผิวตรงหน้า รอบ ๆ จมูกและมุมปาก มันแห้งมาก ลอกเป็นขุย ๆ และเป็นผื่นแดง เป็น ๆ หาย ๆ มานานมากแล้ว ไปหาหมอพวกคลีนิคผิวหนัง-สิว มาทีนึง ก็หายไปพักนึง แล้วก็เป็นใหม่ ก็เลยคิดว่า ช่างมันเหอะ ปล่อยไปงี้แหละ (แต่เวลามันแห้งมาก ๆ แล้วผิวแตกนี่ โคตรเจ็บอ่ะ)

เข้าไปนั่งในห้องหมอยังไม่ทันทำไร คำถามแรกที่หมอถามก็คือ นอนดึกใช่มั๊ย?

ช็อค แหงะ รู้ได้ไง

ดูหน้าก็รู้แล้ว มีผื่น มีรอยโค้งๆ ตรงนี้
อย่านอนดึก อย่ากินเหล้า เดี๋ยวก็หาย
แต่เดี๋ยวมันก็เป็นใหม่นะ ไม่ต้องห่วง เป็น ๆ หาย ๆ ไปงี้แหละ อีกหลายร้อยครั้ง

แล้วหมอก็สั่งยาให้ มีสบู่ล้างหน้า (Physiogel ไปซื้อตามร้านอย่าง Boots เองก็มี) กะยาฆ่าเชื้อราสองเม็ด กินสัปดาห์ละเม็ด ส่วนครีมทาหน้าบรรเทาอาการแพ้-ผื่น พอบอกหมอไปว่ามีแล้ว หมอก็เลยถามว่าเป็นครีมอะไร
T.A. อะไรซักอย่างน่ะครับ เมื่อวานเพิ่งได้มา ทาไปครั้งเดียว มันโอไหมหมอ
ได้ ๆ ตัวนั้นใช้ได้ ถ้าหายเมื่อไหร่ก็หยุดทา มันมีสเตรียรอยด์น่ะ
หมอก็เลยขีดฆ่าครีมทาหน้าออกจากใบสั่งยา
ถ้ามีแล้วก็ไม่ต้องเอาไปอีก

ด้วยความสงสัยว่ามันเรียกว่าอะไร เลยถามให้พยาบาลเขียนชื่อโรคมาให้
มันเรียกว่า Seborrhoeic dermatitis หรือ โรคผื่นไขมันอักเสบ เรียกย่อ ๆ ว่า Sebderm

อ่านดูในวิกิพีเดีย ประมาณว่าเกี่ยวกับเชื้อราและยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหน้าของคน สิ่งมีชีวิตพวกนี้ปกติก็อยู่ร่วมกับคนไม่มีอันตรายอะไร แต่เมื่อไหร่ที่ภูมิต้านทานเราตก พวกนี้มันก็จะโตเกินปกติ อะไรแนว ๆ นี้ (อ่านในวิกิพีเดียแล้วมันดูซับซ้อนมาก และสาเหตุที่แท้จริงก็ยังไม่มีใครรู้ ที่รู้ตอนนี้เป็นเพียงการคาดเดา เกี่ยวกะเรื่องเครียดเรื่องอะไรด้วย ก็ว่าไป)

ภูมิต้านทานเราจะต่ำ เวลาอดนอน (ต้องนอนตอนกลางคืนด้วย นอนตอนกลางวันก็ไม่ได้) กินเหล้า อะไรแนว ๆ นี้
(เมื่อก่อนตอนที่เป็นงูสวัด ก็เหตุเดียวกัน ตอนนั้นหมอถามด้วยว่าเที่ยวผู้หญิงไหม เพราะถ้าเป็น HIV ก็ทำให้ภูมิต้านทานต่ำเหมือนกัน ตอนนั้นนอกจากยาฆ่าไวรัสที่หมอจ่ายมาแล้ว ยังให้กินวิตามินบีด้วย แนวว่าจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิ)

ใครไม่อยากจะเป็น มันก็มีวิธีป้องกันอยู่ ลองค้นจากเน็ต เลือกเอาอันที่สั้น ๆ และไม่จู้จี้จนเกินไป (แปลว่าพอจะปฏิบัติได้) เช่น

ความรุนแรงของ seborrheic dermatitis สามารถลดได้โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเครียด ความอ่อนล้า การเปลี่ยนแปลงของอากาศ การปล่อยให้ผิวมัน การใช้แชมพูหรือโฟมล้างหน้าบ่อย การใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การมีสิว และภาวะอ้วน

นายแพทย์กฤษณะ สุวรรณภูมิ

พยาบาลบอกไม่ให้กินหวานด้วย มันจะทำให้ยีสต์โต​ ง่ะ เหล้าเบียร์ก็อด โค้ก เยลลี่ แหงะ อดอีก

เราสังเกตได้ว่า เวลานอนดึก ทำงานติดต่อกันดึก ร่างกายจะร้อนด้วย แล้วหน้าก็จะมัน ๆ ไขมันนี่ดูจะเกี่ยวข้องกะการเกิดโรคด้วย

คนอื่น ๆ ที่เขาเป็นกัน ก็ประมาณนี้แฮะ นอนดึก

สรุปว่า อย่าเครียด อย่าอดนอน อะไรแนว ๆ นี้ แล้วมันก็จะดีเอง

ใช่ จริง ๆ แล้วต้องขอบคุณโรคพวกนี้นะ มันเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย
ว่าเธอใช้ฉันมากเกินไปแล้วนะ ให้ฉันพักได้แล้ว
พยาบาลบอก

technorati tags:
,
,

ขอกะเค้าด้วย #bts

จะถ่ายกับพี่เคนก็ใช่ที่ ไม่รู้จะเอาไง เราก็ยืนเก้ ๆ กัง ๆ

ผมไม่ใช่วิศวกรนะครับ

ในขณะนั้น คริส หอวัง ก็แอบมองเราอยู่ … เฮ้อ~

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ สนุกดี ฉากเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น และ GTH มีความสามารถในการ craft เอาสปอนเซอร์ทั้งหลายเข้าไปอยู่ในบทภาพยนตร์จริง ๆ — นี่อาจจะเป็นแนวทางใหม่ของการทำภาพยนตร์ ก๊อปปี้ได้ไม่ว่า เพราะเอ็งก็ก๊อปโฆษณาไปด้วย สปอนเซอร์ดีใจ

อ้อ ระบบรถไฟฟ้า BTS ยังไม่มีสิ่งอำนวยสะดวกที่เพียงพอสำหรับผู้พิการ

จาก ห้องต่อพงษ์ เว็บไซต์มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย:

รถไฟฟ้า BTS เริ่มต้นการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2535 ในขณะนั้นกลุ่มคนพิการทราบว่าทั้ง 24 สถานีไม่มีลิฟต์หรือหนทางที่จะทำให้คนพิการเข้าใช้ได้เลย กลุ่มคนพิการได้เรียกร้องแต่ถูกเพิกเฉย ได้ชุมนุมประท้วงในปี พ.ศ. 2535 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยนั้นได้รับปากที่จะดำเนินการติดตั้งลิฟต์ ให้แล้วก็เพิกเฉยอีกจนต้องมีการชุมนุมใหญ่ทั้งในปี พ.ศ. 2538 และ ปี พ.ศ. 2542 จนรัฐบาลยอมติดตั้งลิฟต์ 5 สถานี จาก 24 สถานี โดยระบุว่าจะดำเนินการเพิ่มเติมภายหลัง นับเป็นเวลาสิบกว่าปีที่กลุ่มคนพิการได้ประสานกับกรุงเทพมหานครและบริษัทฯ มาโดยตลอด ทั้งสองหน่วยรับปากแต่ไม่มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทำให้ต้องพึ่งบารมีศาลปกครองโดยการยื่นฟ้องดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมที่คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและอิสระภาพในการเดินทาง

วันที่ 22 กันยายน 2552 ศาลปกครองยกฟ้อง — ผู้ว่าฯไม่ผิด และ บีทีเอสไม่ต้องสร้างลิฟต์

ติดตามข่าวสารกลุ่มคนพิการ ในประเด็น universal access / freedom of movement ได้ที่:

www.NoAccessNoFreedom.com

technorati tags:
,
,
,
,

[สรุป] High and Low Thai: Views from Within (A.V.N. Diller 1985)

บันทึกย่อเอกสารที่เรียน เอามาแปะไว้ในบล็อกเผื่อจะมีใครชวนคุย. อันนี้จากวิชาภาษาในสื่อสารมวลชน คณะศิลปศาสตร์ เป็นเอกสารชิ้นแรกที่อ่านในวิชา (ตอนนี้จะหมดเทอมแล้ว). ในบันทึกนี้ผมข้ามรายละเอียดไปเยอะ เพื่อยัดมันให้ลง 1 หน้า A4 (ตัวเอกสารเองผมก็อ่านไม่จบดีด้วย ข้าม ๆ บางส่วนไป). ขอบคุณ Rikker Dockum @thai101 ที่ส่งเอกสารหน้าที่ขาดหายไปให้.

ดาวน์โหลด PDF (81K), OpenDocument (18K)

หลังจากอ่านเอกสารนี้ เราอ่านอีกสองชิ้น ที่เกี่ยวกับภาษาในสื่อไทย. อันหนึ่งเกี่ยวกับการจำแนกระดับภาษาในหนังสือพิมพ์ไทย การใช้ภาษาในหัวข่าว คอข่าว ตัวข่าว โดยอิงตาม High Thai และ Low Thai ของ Diller (Khanittanan, Wilaiwan. 2007, Language of the news media in Thailand). อีกอันดูการสร้างและการใช้แสลงการเมือง (Srinarawat, Deeyu. 2007, Thai political slang: formation and attitudes towards usage).

—-

Anthony Diller เสนอว่า ‘ภาษา’ นั้นสามารถหมายถึง ‘ระดับภาษา’ หรือ ‘language subform’ (Edward Sapir) หรือ ‘style’ หรือ ‘register’ (Michael Halliday) โดยยกตัวอย่าง register ในภาษาไทย ได้แก่ ภาษาราชการ, ภาษากฎหมาย, ภาษาการศึกษา, ภาษาตลาด, ภาษาหนังสือ, ภาษาพูด, ภาษาปาก. นักการศึกษาไทยสังเกตว่าความแตกต่างระหว่าง ‘ระดับภาษา’ ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ บริบททาง ‘กาละเทศะ’ (โอกาส-ตำแหน่ง) เช่น ตำแหน่งทางสังคมโดยเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคู่สนทนา. Diller ยกตัวอย่างที่อนุมานราชธนพูดถึงการใช้ภาษาที่ดัดจริตหรือใช้เต็มรูปแบบเกินไป เป็นตัวชี้ว่านักวิชาการไทยได้ตระหนักถึงการแบ่งระดับภาษามานานแล้ว. Diller ระบุว่า การที่เขาเลือกใช้คำว่า ‘ระดับภาษา’ หรือ ‘register’ นั้น เป็นความตั้งใจ เพื่อบอกว่า เมื่อนักวิชาการไทยอภิปรายกันเรื่องภาษาศาสตร์สังคม (sociolinguistics) นั้น พวกเขามักจะหมายถึงตัว ‘ระดับภาษา’ นี้ แม้พวกเขาจะใช้คำว่า ‘ภาษา’ เฉย ๆ ก็ตาม.

William J. Gedney ตั้งข้อสังเกตว่าชาวต่างชาติรุ่นก่อน ๆ ที่ศึกษาราชาศัพท์ เข้าใจผิดว่ามันเป็นภาษาอีกภาษาต่างหาก แต่เขาเห็นว่ามันเป็นเพียงระบบการแทนคำศัพท์หนึ่งด้วยอีกคำศัพท์หนึ่งเท่านั้น (a system of lexical substitutions) กล่าวคือเป็นเพียง ‘ระดับภาษา’ อีกระดับ. โดยบริบทในการเลือกระดับภาษานี้ มีทั้ง บริบทภายใน และ บริบทภายนอก. ตัวอย่างของบริบทภายในคือ เมื่อสามัญชนพูดถึงเจ้า ก็อาจใช้ราชาศัพท์, ส่วนบริบทภายนอก เช่น ตำแหน่งทางสังคมของคู่สนทนา ดังได้กล่าวไปแล้ว. อย่างไรก็ตาม Diller เสนอว่าการแบ่งระดับภาษาในภาษาไทยนั้น ไม่ได้เป็นการแบ่งในลักษณะ diglossia ที่มีระดับภาษาสองระดับ สูง-ต่ำ (High Thai และ Low Thai) เพื่อประสงค์การใช้งานที่แบ่งแยกกันชัดเจน. แต่ระดับภาษาในภาษาไทยนั้นมีหลายระดับ สูง-ต่ำโดยเปรียบเทียบ ตามมิติการใช้งาน สังคม และภูมิศาสตร์. Diller เรียกการแบ่งแบบนี้ว่า diglossic register differentiation หรือ diglossic subforms (น. 52-53).

ในเรื่องความแตกต่างระหว่างระดับภาษาสูงกับต่ำนี้ Diller ตั้งข้อสังเกตว่า ความแตกต่างจะพบได้มากที่สุดในชนบท ที่ซึ่งภาษาท้องถิ่นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากภาษากลาง (Central Thai ซึ่งให้ความหมายทั้งทางภูมิศาสตร์และทางการปกครอง) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นภาษาเดียวกันอยู่. สิ่งหนึ่งที่ Diller ใช้ชี้ให้เห็นว่ามีความแตกต่างที่มากกว่าในชนบท ก็คือความรู้สึกสำนึก (conscious) ในการพัฒนาทักษะภาษา (language acquisition). เด็กในชนบทจะมีสองช่วง คือ เรียนรู้ระดับภาษาท้องถิ่นในช่วงปฐมวัย และเรียนรู้ระดับภาษากลางเมื่อเข้าศึกษาในโรงเรียน (formal education). ในขณะที่เด็กในเมือง ซึ่งคนรอบ ๆ ใช้ภาษากลางอยู่แล้ว จะเรียนรู้ภาษากลางตั้งแต่ในช่วงปฐมวัย ส่วนการศึกษาในโรงเรียนนั้นเพียงเพิ่มเติมคำศัพท์หรือภาษาพิธีกรรมเฉพาะเท่านั้น. กล่าวคือ โดยเปรียบเทียบแล้ว เด็กในชนบทจะเรียนรู้ภาษากลางอย่างมีสำนึกมากกว่าเด็กในเมือง (น. 53).

ไวยากรณ์ของภาษาไทยนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากสองแหล่งภาษาใหญ่ ตามอิทธิพลทางความคิดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งใช้ภาษาเหล่านั้น คือ ไวยากรณ์บาลี-สันสกฤต และ ไวยากรณ์กรีก-ละติน (ผ่านภาษาอังกฤษ) โดยคำที่ใช้เรียกส่วนประกอบในไวยากรณ์กรีก-ละติน ถูกแปลเป็นไทยโดยใช้คำบาลี-สันสกฤต (น. 54).

สำหรับชุดคำศัพท์ สมัยสุโขทัยภาษายังไม่มีการแบ่งระดับมากเท่าทุกวันนี้ คำศัพท์ที่ใช้ก็ใช้คำเดียวกันกับผู้อยู่ในระดับสังคมต่าง ๆ กัน เช่น ใช้คำว่า ‘ตีน’ กับพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า ‘กู’ กับเจ้า. ชุดศัพท์เขมร-อินเดียนั้นสำคัญมากในการแยกระดับภาษา (register differentiation) โดยคำในภาษาเหล่านี้เข้ามาก่อนทางศาสนาพุทธ และต่อมาใช้ในวัง และใช้ในกวีจากในวัง (น. 55). รัชกาลที่ 4 ให้ความสนใจการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผน มีการกำหนดลักษณนาม กำหนดการใช้คำต่าง ๆ และแสดงความไม่พอใจที่หนังสือพิมพ์ใช้คำ ‘สำเนียงไพร่เลว’ ไม่ใช้คำ ‘สำเนียงผู้ดี’. การใช้คำทับศัพท์ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้กันแพร่หลาย ไม่ได้รับการยอมรับ มีการคิดคำศัพท์ไทยใหม่ ๆ เพื่อแทนคำทับศัพท์ โดยใช้คำบาลี-สันสฤกตมาสร้างคำใหม่เหล่านี้ (น. 56). เรื่องคำศัพท์นี้ ยังมีเรื่องการเลือกใช้ หรือ lexical variation ที่พูดถึงระดับคำที่ไม่ชัดเจนตายตัว ว่าคำไหนสูงคำไหนต่ำ แต่เป็นลักษณะ ‘สูงกว่า’ ‘ต่ำกว่า’ และคำต่ำก็ถูกใช้ทั่วไปได้ เช่น ‘ตีนแมว’ และการเลี่ยงคำบางคำที่มีความหมายไม่ดีหรือความหมายออกไปทางเรื่องเพศ-โดยเฉพาะในคำราชาศัพท์ (น. 59-62). นอกจากนี้ยังมีเรื่อง personal references (อะไร-อันใด; ใคร-ผู้ใด; ที่-ซึ่ง) ซึ่งเลือกใช้ตามเพศ ความใกล้ชิด ความเป็นทางการ (น. 63-64) และ deixis (นี่-นี้; นั่น-นั้น) ซึ่งเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ด้วย (น. 64). คำบุพบท (prepositions) บางอันปกติละได้ แต่เมื่อต้องการแก้ปัญหาความกำกวมก็จะถูกใช้แบบเต็ม การใช้คำบุพบทอย่างชัดแจ้ง บ่งถึงภาษาระดับสูง (น. 66-69).

การออกเสียงก็แยกระดับภาษาเช่นกัน เช่น ความแตกต่างระหว่าง /ร/ กับ /ล/ ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีแนวโน้มจะออกเสียง /ร/ เป็น /ล/ (cluster loss) ความกลัวที่จะทำ /ร/ หาย นี้ นำไปสู่การแก้จนเกิน (overcorrection) ที่ใช้ /ร/ แทน /ล/ ในที่ที่ควรใช้ /ล/ และการกระดกลิ้นเพื่อออกเสียง /ร/ จนมากเกิน (over-rolled), การเติมเสียง -s ท้ายคำ หรือการขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคเพื่อแสดงว่าเป็นคำถาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษ (น. 57-59).

ในตอนท้าย Diller เสนอว่า ความแตกต่างของระดับภาษามีเรื่องความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอยู่ด้วย ซึ่งสะท้อนออกมาในความขัดแย้งทางระบบการศึกษา การศึกษาและสอนภาษาตามแนว prescriptive (มีภาษาแบบแผนในอุดมคติที่ถูกต้อง) และ descriptive (ภาษาอย่างที่มันเป็น).

เอกสารอ้างอิง

Diller, A. 1985, “High and low Thai: views from within”, in Papers in Southeast Asian Linguistics No.9, ed. D. Bradley, vol. 9, pp. 51-76. Pacific Linguistics, the Australian National University. Available from Southeast Asian Linguistics Archive: http://sealang.net/sala/htm/DILLERAnthonyVN.htm

technorati tags: , , , , ,

Another Sunny Day animation

I just love this song. It reminds me a long walk over a city I used to spent a good part of my life in. It was raining in the morning, but the sky went very clear after that. Found this animation in YouTube, and love it also. Thanks to this interconnectivity and hypertextuality. — Another Sunny Day, Belle & Sebastian.

my blip.fm: http://blip.fm/bact

technorati tags:
,
,

[review] Doing Ethnographies. (assignment)

ส่งการบ้านวิจารณ์หนังสืออีกแล้ว

Doing Ethnographies. โดย Mike Crang และ Ian Cook (Sage Publications, 2007)

ด้วยรูปร่างหน้าตาเผิน ๆ เหมือนหนังสือ “ฮาวทู” แต่เมื่ออ่านช่วงต้นก็รู้สึกแว่บว่า “ต่อต้านฮาวทู” จนอ่านต่อก็รู้สึกว่า “อาจจะฮาวทู”, Doing Ethnographies เป็นหนังสือที่ควรอ่านมากกว่าหนึ่งรอบ ในวาระ วิธี ลำดับ และทิศทางต่าง ๆ กัน. ด้วยการสะกิดผู้อ่านให้นึกถึงทางเลือกยุ่บยั่บย้อนแย้งอยู่ทุกระยะ แครงก์และคุกสองผู้เขียนไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวยุ่งเหยิงในการ(จะไป)ทำชาติพันธุ์วรรณนาที่ไม่ค่อยจะมีใครเล่านัก แต่ยังทำให้เรารู้สึกสับสน อย่างที่เราควรจะรู้ว่ามันจะสับสนอย่างไรในสนาม. ผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นก็คือตัว ความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั้นเอง. ไม่เพียงผู้ไขประตูสู่สนามเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ แต่รวมถึงผู้ที่ถูกศึกษาและผู้ศึกษาด้วย, เหล่านี้นำไปสู่ประเด็นจริยธรรมและความเป็นภววิสัยของการศึกษา และสิ่งที่ผู้เขียนย้ำคือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลดิบ” ทุกอย่างล้วนถูกประกอบสร้าง-โดยตัวผู้สังเกตก็มีส่วนกำหนด ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีอิทธิพลในการประกอบสร้างข้อมูลดังกล่าวเสมอ และความคิดต่าง ๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากความคิดก่อนหน้าอื่น ๆ. จงเป็นมนุษย์ที่ปรับตัวและรู้ตัวในทุกขณะ อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวของหนังสือ “อาจจะฮาวทู” เล่มนี้.

บทวิจารณ์ (PDF, 5+1 หน้า จัดหน้าใหม่ เพิ่มขนาดฟอนต์ กลายเป็น 7 หน้า) เป็น CC-by-3.0

ฉบับดั้งเดิมของหนังสือเล่มนี้ (1995 เขียนระหว่างที่ผู้เขียนทั้งสองกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่) สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ Durham e-Prints

technorati tags: , ,

I’m a Comma and best get along with a Question Mark

หลายคน moleculark, escribitionist, thanr, pruet, pradt, lewcpe เล่น – เล่นด้วย (ทำคอมม่ามันหัวกลับอ๊ะ ?)


You Are a Comma


You are open minded and extremely optimistic.
You enjoy almost all facets of life. You can find the good in almost anything.

You keep yourself busy with tons of friends, activities, and interests.
You find it hard to turn down an opportunity, even if you are pressed for time.

Your friends find you fascinating, charming, and easy to talk to.
(But with so many competing interests, you friends do feel like you hardly have time for them.)

You excel in: Inspiring people

You get along best with: The Question Mark

นึกขึ้นมาได้ว่า พิมเคยเรียกเราว่า “พี่ลูกน้ำ” ประมาณว่าตัวผอม ๆ หัวโต ๆ – -” (ส่วนคุณพิมเรียกตัวเองว่า “จุด” เออ คิดได้)

technorati tags:
,

a message from Potsdam

Got an e-mail from Potsdam yesterday. Thank you.

Thank you Manfred Stede, Heike Bieler, Stefanie Dipper, and all the nice people at Applied Computational Linguistics Lab, Uni Potsdam.

While of course there were difficult days I spent there, all everything in sum is a good pleasure memory. Parts of the current mine were built there. A little building covered with snow in an always-under-construction campus, with a small train station that always put me to the run (or else wait for another one hour). People in the canteen. That creamy yogurt dessert. Table knocking in the seminars. Beach volleyball behind the building. Miss all thing Golm.

technorati tags:

myself, my Twitter-shirts

ได้เสื้อ twitter มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เอามาโชว์
molecularck เป็นคนจัดการเรื่องแจกเสื้อ เมื่องานนัดพบ mini twittbkk ที่ผ่านมา ผมไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง ติดถ่ายรายการอยู่กับกล้า แต่มีคนใจดีนำส่งให้

สองตัวสั่งไป ขาว L ดำ M

นี่ตัวขาว “colorless green ideas tweet furiously” (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

twitter-shirt: chomsky

ประโยคนี้ล้อประโยคคลาสสิกของ นอม ชอมสกี ที่ว่า
“Colorless green ideas sleep furiously”
(ความคิดเขียวไร้สีหลับอย่างเกรี้ยวกราด) ชอมสกีใช้ประโยคนี้เป็นตัวอย่างประโยคที่ ถูกไวยากรณ์ แต่มีความหมายไม่เป็นเรื่อง (ไม่ใช่ไม่มีความหมายนะ มีความหมาย แต่มันเข้าใจไม่ได้ — green มันจะ colorless ได้ยังไง ?, แล้ว ideas มันมีสีด้วยเหรอ ?, แล้ว sleep ยังไงให้ furiously ?) ชอมสกีใช้ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แบบจำลองทางสถิติของไวยากรณ์นั้นไม่เพียงพอต่อการสร้างและเข้าใจภาษา เพราะถ้าเราดูในภาษาที่ใช้กันจริง เราจะไม่มีทางเจอประโยคที่คล้ายประโยคดังกล่าวเลย แต่เรา (หมายถึงเจ้าของภาษา native speaker) ก็สามารถแยกแยะได้ในทันทีว่า ประโยคดังกล่าว ถูกไวยากรณ์ แสดงว่าแบบจำลองของภาษาไม่ได้มีแค่เรื่องความน่าจะเป็นหรือสถิติเท่านั้น แต่ยังต้องมีเรื่องของโครงสร้างด้วย

ตัวดำ “I disapprove of what you tweet, but I will defend to the death your right to tweet it.” ตัวนี้มาพร้อมกับบั๊ก – มี tool tip balloon ลอยอยู่เหนือคำพูดดัวย 😛 (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

twitter-shirt: tweet rights

ประโยคนี้ล้อ
“I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it.”
(ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ฉันจะปกป้องสิทธิ์ในการพูดของคุณด้วยชีวิต) โดย Evelyn Beatrice Hall ในหนังสือ The Friends of Voltaire ผมชอบประโยคนี้ในแง่ที่ว่า มันสามารถสรุปความคิดรวบยอดเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้ในหนึ่งประโยค ประเด็นสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่การปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง แต่อยู่ที่การปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ให้เกียรติศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราและเขาเท่ากัน ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับที่เราอยากให้เขาปฏิบัติกับเรา พูดกันง่าย ๆ อย่างภาษาที่เราคุ้นเคยก็คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งนี่เป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน-อย่างไม่ต้องทำตัวเหมือน ๆ กัน

อีกประโยคที่ผมมักจะนึกถึงคู่กันกับประโยคข้างบน ก็คือ
“Think for yourselves and let others enjoy the privilege to do so, too.”
(คิดเพื่อตัวคุณเอง และปล่อยให้คนอื่นได้รับอภิสิทธิ์ในการทำเช่นนั้นด้วย) ประโยคนี้ วอลแตร์ เขียนในหนังสือ Essay on Tolerance (ความเรียงเรื่องความอดกลั้น) ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น โดยไม่จำเป็นต้องคิดทำเหมือน ๆ กัน เราไม่อยากให้ใครมาคิดแทนเรา คนอื่นก็เช่นกัน ก็ต้องเคารพเขาด้วย เขาก็เคารพเรา

เสน่ห์ของเสื้อยืด ที-เชิร์ต ก็คือ เราใช้มันบอกความเป็นตัวเราได้ บางทีก็อย่างอ้อมในดีไซน์ ทางทีก็อย่างตรง ๆ ในข้อความ (หนังสือรวมเสื้อยืดของสนพ. a book ที่ออกมาไม่นานนี้ ก็น่าสนใจ)

pittaya ก็เอาเสื้อมาโชว์เหมือนกัน เขากินเม็ดสีแดง

ดูเสื้อยืด “ชนชั้นกลาง” โดยน้อง ๆ ลาดกระบังและอีกหลาย ๆ ที่ (เขาบอกเป็นเพื่อนกันสมัยมัธยมชายล้วน) ที่เอามาขายที่ถนนข้าวสารเมื่อเดือนก่อน

T-Shirts

technorati tags:
,
,

on press(ed)

“The worst kind of censorship is self-censorship.”

Short interviews/comments I gave (together with others) in recent months. For the records.

Blogging the Coup
By Dustin Roasa
Columbia Journalism Review Short Takes, 10 April 2008

Bloggers don’t predict stability
By Pravit Rojanaphruk
The Nation, 22 December 2007 (Bangkok Pundit covered this)

บทสัมภาษณ์ [PDF]
กองบรรณาธิการ
จดหมายข่าวปฏิรูปสื่อ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ, ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ก.ย. – ต.ค. 2550 (ฉบับเต็ม)

Say No to Censorship [PDF]
Editorial Interview
CyberAnt Magazine, the official student magazine of Computer Engineering Department, KMUTT, Vol. 3, First Semester Edition, June – October 2007

more…

technorati tags: 

Happy Earth Day!

เนื่องในโอกาสวันคุ้มครอง(ทาง)โลกนี้ เหมือนกับโอกาสที่ผ่าน ๆ มา ผมมีความยินดีจะชวนทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็น ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ คิดเห็นอะไรกับตัวผม (หรือบล็อกนี้ หรืองานที่ผมทำ) ดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ ไม่ว่าจะเป็นในรอบปีที่ผ่านมาหรือตอนไหนก็ตาม ว่ากันมาได้ตามสะดวกครับ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่มีโกรธกัน — ขอบคุณมาก ๆ 🙂

(ส่วนเรื่อง “มาสาย” นี่ไม่ต้องนะ ง่ายไป ไม่อยากแจกแต้ม 😛 … จะเอาให้มันสายน้อยลงน่าาาา…)

และในโอกาสนี้ ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับ พ่อหมาอ้วน/ผู้ใหญ่บ้าน, คุณ mnop, พี่เทพ, mk, และคนอื่น ๆ ที่ช่วยแนะนำตักเตือนด้วยดีเสมอมาในวาระโอกาสต่าง ๆ ขอบคุณมากครับ

Happy Earth Day!

Happy Earth Day!

22 เมษายน: วันคุ้มครองโลก

“ฉันยังคิด ฉันจึงยังเป็นอยู่”

technorati tags: , ,