“อินเทอร์เน็ตภิบาลกับประชาสังคม” / “ยกเลิกกฎหมายความมั่นคง”

ประชาสัมพันธ์สองงาน

พรุ่งนี้ (เสาร์ 4 กันยา) 12:30 ที่ร้านกาแฟวาวี ซอยอารีย์ มี เวิร์กช็อปและแลกเปลี่ยน “อินเทอร์เน็ตภิบาลกับประชาสังคม”

กลางเดือนนี้ วันที่ 14-17 ก.ย. จะมี Internet Governance Forum ครั้งที่ 5 เป็นที่ประชุมอินเทอร์เน็ตภิบาลระดับโลก คุยกันเรื่องการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต และประเด็นท้าทายใหม่ ๆ ที่ต้องรับมือ

จะมีผู้เข้าร่วมจากภาคประชาสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปร่วมด้วย ถึงจะไม่กี่คน แต่ก็พยายามจะให้มันมีอินพุตมีเสียงจากชายขอบของชายขอบอีกทีบ้าง (คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันก็ชายขอบในวง IGF อยู่แล้ว แล้วภาคประชาสังคมมันก็ชายขอบของชายขอบไปอีกที) สำหรับประเทศไทยจะตัวแทนจากเครือข่ายพลเมืองเน็ตไปด้วย

เขาก็เลยนัดกันว่า วันเสาร์นี้ เจอกันที่วาวีละกัน มาคุยกัน ใครสนใจอยากจะแลกเปลี่ยน เผื่อฝากประเด็นอะไรไปที่เวทีนี้ ก็ฝากได้ หรือใครอยากจะเข้าร่วมแบบทางไกล ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ IGF เขาจะเตรียมไว้ให้ วันเสาร์นี้ก็มีเวิร์กช็อปเล็ก ๆ แนะนำเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ด้วย เป็นการเตรียมตัวเตรียมพร้อม

ใครสนใจก็เชิญนะครับ


อีกเรื่อง

อย่างที่เราก็ได้เห็นมาแล้ว ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาในกรุงเทพ และในช่วงเวลาหลายปีในสามจังหวัดชายแดนใต้
ว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ได้ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยรัฐ ที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบบ่อยครั้งแค่ไหน ไม่ว่าจะกับฝ่ายไหนก็ตาม [ดูรายละเอียด]

ทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ร่วมกับภาคีต่าง ๆ ก็เลยเสนอยกเลิกกฎหมายความมั่นคงทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว ด้วยวิธีการออกพ.ร.บ.อีกฉบับหนึ่งมายกเลิก ชื่อว่า พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พ.ศ….. โดยอาศัยช่องทางการเสนอกฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อกันให้ครบ 10,000 ชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ

ดูรายละเอียดเหตุผล ร่างพ.ร.บ.ที่จะเสนอ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มสำหรับเข้าชื่อ ได้ที่เว็บไซต์ iLaw:
http://ilaw.or.th/stopssa

มีแบนเนอร์ให้ช่วยรณรงค์ด้วย (ไปตามลิงก์ อยู่ท้ายหน้า)

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

technorati tags:
,
,

computer crime?

ความผิดตามกฎหมายนั้น มีทั้งที่เป็น ความผิดอาญา (crime) และความผิดที่ไม่ใช่อาญา

หากจะพิจารณาว่า อะไรควรจะนับเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และอะไรที่จะนับเป็นเพียง ความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราจำเป็นจะต้องพิจารณาว่า อะไรคือ ความผิดอาญา และอะไรที่ไม่ใช่

บางส่วนจากบทความ การกำหนดความผิดอาญา ตามกฎหมายเยอรมัน – สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ที่ BioLawCom.de เพื่อการศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดอาญา ในประเทศอื่น

ในการถกเถียงเกี่ยวกับข้อปรับปรุงกฎหมายอาญาเมื่อสิบปีก่อนนั้น ประเด็นที่ว่า กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองนิติสมบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก กล่าวคือ กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองเฉพาะ “สมบัติ” (บางประการที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างเช่น ชีวิต (มาตรา 211 เป็นต้นไป), ความปลอดภัยของร่างกาย (มาตรา 223 เป็นต้นไป), ชื่อเสียง (มาตรา 185 เป็นต้นไป)

การที่กฎหมายอาญามีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองนิติสมบัติ หรือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองนั้น ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นจริงขึ้นมาได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายอาญาเป็นระเบียบแห่งการคุ้มครองและระเบียบสันติภาพ ที่มีรากฐานมาจากระเบียบแห่งคุณค่าในทางจริยศาสตร์สังคมของรัฐธรรมนูญ

จากรากฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายอาญามีภารกิจในการที่จะให้ความคุ้มครองแก่คุณค่าพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม, การคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม และ ในกรณีที่มีการละเมิดต่อบทบัญญัติในกฎหมายอาญา ก็จะมีมาตรการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

จากหลักการดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการดังนี้ กล่าวคือ

1. การกระทำที่เป็นแต่เพียงการขัดต่อศีลธรรมอันดี ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดอาญาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ กล่าวคือ ก่อนปี ค.ศ. 1969 ความผิดเกี่ยวกับรักร่วมเพศของผู้ใหญ่, ความผิดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์, ความผิดเกี่ยวกับการเป็นคนกลางให้บุคคลที่ไม่ได้แต่งงานกันมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน, การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาอีกต่อไป เหตุผลก็เพราะว่า การกระทำดังกล่าวที่แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่หากได้กระทำโดยบุคคลที่บรรลุนิติภาวะและโดยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายแล้ว อีกทั้งไม่เป็นการรบกวนบุคคลอื่นๆ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง

ประเด็นปัญหาว่า การกระทำที่เป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง ควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน ตามร่างของประมวลกฎหมายอาญาในปี ค.ศ. 1962 ยังถือว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดอาญา ในทางตรงกันข้าม ในมาตรา 2 ของร่างประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นทางเลือกในปี ค.ศ. 1966 ที่ร่างโดยศาสตราจารย์ทางกฎหมายอาญา จำนวน 14 ท่าน บัญญัติไว้ชัดเจนว่า โทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ และเป็นการวางรากฐานแนวความคิดทางเสรีนิยม โดยก่อให้เกิดผลที่ทำให้ การกระทำที่เป็นแต่เพียงขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของบุคคลอื่นแล้ว ไม่เป็นการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาอีกต่อไป

ซึ่งในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาในครั้งต่อ ๆ มา ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1969 (25.6.1969) และ ปี ค.ศ. 1973 (27.11.1973) ได้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาโดยวางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ

2. การกระทำที่เป็นแต่การละเมิดต่อระเบียบ ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้มีเหตุผลมาจากแนวคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติที่มีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ เป็นการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชนที่มีอยู่ก่อนที่จะมีรัฐ ส่วนการละเมิดต่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐที่ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ หากแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาเพื่อให้ภารกิจที่เกี่ยวกับระเบียบสาธารณะ และภารกิจในการที่จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นไปได้โดยเรียบร้อยนั้น การละเมิดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นแต่เพียงการละเมิดต่อระเบียบที่ไม่ควรที่จะนำมาตรการการลงโทษทางอาญามาใช้บังคับ

จากแนวความคิดดังกล่าว จึงทำให้การกระทำบางอย่าง เช่น การทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญา ส่วนการกระทำบางอย่าง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การไม่แจ้งย้ายเมื่อมีการย้ายที่อยู่ เป็นต้น ไม่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา เพราะเนื้อหาของข้อห้ามไม่ให้กระทำ หรือ ข้อบัญญัติให้กระทำดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรัฐ กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมก่อนที่จะมีรัฐ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่นิติสมบัติ

technorati tags: , ,

Thai laws and regulations on official document/information administration and archives

กฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาและการทำลายเอกสาร – เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

  • พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 — มี หมวด 3 ว่าด้วย การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548— แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2526 ที่สำคัญคือ:
    • เพิ่มนิยามคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น) และ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบสื่อสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)
    • ลดอายุเอกสารก่อนที่จะให้ส่วนราชการส่งหนังสือเข้าหอจดหมายเหตุ จากเดิม 25 ปี เหลือ 20 ปี (=จัดส่งเข้าหอฯเร็วขึ้น)
  • ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551
  • (ร่าง) พระราชบัญญัติ จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. …. — มีเรื่องการบริหารจัดการเอกสารราชการ ในส่วนนิยาม ให้ความหมาย เอกสาร ไว้ว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

ความสำคัญของระเบียบระดับกระทรวงต่าง ๆ และ พ.ร.บ.จดหมายเหตุ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ก็คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ นั้นระบุให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่จะเข้าถึงได้ ก็ต้องเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพที่เอามาใช้ได้ และไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อีเมล แฟ้มข้อมูลต่าง ๆ สูญหายได้ง่ายมาก ทั้งจากอุบัติเหตุ ความเผลอเรอ หรือความตั้งใจ
ยิ่งเราจะไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลือกต้ังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบกิจการต่าง ๆ และเพื่อการศึกษา ในฐานะเอกสารทางประวัติศาสตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก คลังเอกสาร เครือข่ายพลเมืองเน็ต

แถม: ระหว่างกระโดดไปกระโดดมา ตามหน้าเน็ต ก็เจออันนี้ เผื่อใครจะได้ใช้:
บริการค้นหาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

iLaw ที่อาจจะเกี่ยวข้อง (ยังงง ๆ อยู่ ไอเดียรวม ๆ คือ อยากให้มีแบบ Presidential Records Act)

technorati tags: , , ,

อันล่วงละเมิดมิได้ the Untouchable ?

จาก ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อีกหนึ่งกฎหมายที่ถูกดัน เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (มีกฎหมายจำนวนมากถูกนำเข้าสนช.ในช่วงนั้น กฎหมายจำนวนมากที่ผ่านออกประกาศใช้จากการนำเข้าพิจารณาในช่วงนั้น เป็นกฎหมายที่ในเวลาปกติน่าจะผ่านออกมาลำบาก จะต้องมีการอภิปรายหรือถูกตรวจสอบจากสังคมอย่างมากแน่) มีอยู่ร่างหนึ่งจาก พ.ศ. 2551 มีมาตรานี้:

มาตรา 40 ผู้ใดโฆษณาหรือไขข่าวด้วยประการใด ๆ ด้วยภาพ ตัวอักษร หรือข้อความที่ทำให้ปรากฏ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ หรือกระทำการกระจายเสียงหรือกระจายภาพ หรือกระทำการป่าวประกาศโดยวิธีอื่นเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พระภิกษุ สามเณร บรรพชิต หรือแม่ชี อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหายต่อพระพุทธศาสนา หรือเป็นเหตุให้พระภิกษุ สามเณร บรรพชิต หรือแม่ชี แล้วแต่กรณี เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปัจจุบัน ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีหลายร่างจากหลายองค์กร ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บ phrathai.net หลายมาตราถูกเพิ่มเข้าเอาออกหรือแก้ไข อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามาตรา 40 อย่างในร่างข้างต้น สุดท้ายจะไปโผล่ในกฎหมายฉบับจริงหรือไม่ แต่มันก็สะท้อนได้ว่า มีคนคิดเรื่องแบบนี้อยู่

ประเทศนี้ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์อะไรทั้งสิ้น ห้ามเปลี่ยนแปลง ห้ามแตะต้อง

พอพิมพ์คำว่า ห้ามแตะต้อง เราก็นึกถึงคำว่า untouchable ซึ่งหมายถึงวรรณะจัณฑาลในอินเดียและเอเชียใต้ ในสังคมวัฒนธรรมเอเชียใต้นั้น ถือว่าวรรณะจัณฑาลเป็นวรรณะที่ต่ำที่สุด คนวรรณะอื่นจะไม่ข้องแวะข้องเกี่ยวด้วย ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า the untouchables

แนวคิดเรื่อง แตะต้องไม่ได้ เพราะจะทำให้เสียความบริสุทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำให้นึกถึงบทความเกี่ยวกับพิธีกรรมและความเชื่อ ที่เราอ่านไปนิดหน่อยเมื่อเดือนที่แล้ว ชื่อ Scapegoats: The Killings of Kings and Ordinary People โดย Declan Quigley (Journal of the Royal Anthropological Institute. Volume 6 Issue 2, หน้า 237-254) เรารู้สึกว่าน่าสนใจมาก อยากจะหาเวลาอ่านทั้งหมดละเอียด ๆ อีกที

Quigley เขาศึกษาสังคมกลุ่มหนึ่งในแอฟริกา ส่วนหนึ่งของบทความพูดถึงแนวคิดสองแบบของคอนเซปต์ king (ซึ่งเรานึกไม่ออกว่าจะแปลยังไง มันไม่จำเป็นต้องเป็น กษัตริย์ แบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป ก็ขอคงไว้ละกัน) แบบแรกคือ king เป็นบ่อเกิดความอุดมสมบูรณ์สงบสุขอะไรต่าง ๆ มาสู่แผ่นดิน แบบหลังคือ king เป็นเหมือนบ่อรับที่ดูดเอาความชั่วร้ายต่าง ๆ เข้าไว้กับตัว เพื่อที่แผ่นดินจะได้สงบสุข ทั้งสองแนวคิดที่เหมือนกันก็คือ king ทำให้แผ่นดินอุดม ที่ต่างคือวิธี และแนวคิดทั้งสองแบบสามารถนำไปสู่การ ฆ่า king ได้ (ซึ่งผมคิดต่อไปว่า อาจจะเป็นเพียงการฆ่าในทางพิธีกรรมก็ได้ ไม่ได้ตายจริง ๆ อาจจะพอเทียบคล้าย ๆ กับที่ไปนอนในโลงศพสะเดาะเคราะห์) เมื่อ king ที่เป็นบ่อเกิดไม่สามารถปล่อยหรือแผ่ความอุดมออกมาจากตัวได้แล้ว หรือ king ที่เป็นบ่อรับนั้นเต็มแล้ว ดูดอะไรเข้าไปไม่ได้แล้ว ก็มีความจำเป็นต้อง ฆ่า king เสีย เพื่อรักษา kingship (แปลเอาว่า ระบบ king ก็น่าจะได้) เอาไว้ (น่าจะเป็นที่มาของชื่อบทความ scapegoat ที่หมายถึง แพะรับบาป) แล้วก็มี king คนใหม่ขึ้นมาแทน วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่ง Quigley ก็บอกว่า เอ้อ แนวคิดแบบนี้ ลองเอามาทำความเข้าใจเรื่องวรรณะในเอเชียใต้ก็น่าจะได้นะ

กลับมาที่ร่างพ.ร.บ. เราว่าถ้ามันออกมาจริง ๆ จะลำบาก จะมีคนเดือดร้อนกันเยอะแน่ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่เคยคิดจะด่าพระก็เดือดร้อนกันได้

ยังไง? บ้านหลายคนอยู่บนที่วัด เช่าวัด วัดก็เป็นนิติบุคคล มีที่ดิน และก็มีการใช้ประโยชน์บนที่ดินนั้นในทางต่าง ๆ รวมถึงเพื่อธุรกิจด้วย (เพื่อหารายได้เข้าวัด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อทำนุบำรงศาสนา) โดยทั้งที่วัดทำเอง ผ่านมูลนิธิของวัด ผ่านคณะกรรมการของวัด หรือกลุ่มคนหรือบริษัทที่วัดมอบหมาย ซึ่งก็เหมือนกับการทำธุรกรรมธุรกิจทั่วไปทุกอย่าง มันสามารถมีเรื่องขัดแย้งกันได้ ผิดสัญญาซื้อขาย ผิดสัญญาเช่า ไล่ที่ ฯลฯ … ปัญหาคือ ถ้ามีกฎหมายข้างบนนั่นจริง ๆ บุคคลจะฟ้องร้องพระหรือวัดได้ไหม ? หรือในการต่อสู้ทางสังคม การรณรงค์ต่าง ๆ จะเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดเกี่ยวกับพระหรือวัดได้ไหม ? หรือสื่อจะเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีดังกล่าวได้ไหม ? ถ้าเกิดพระท่านว่ามันทำให้ท่านถูกเกลียดชังล่ะ ?

พระดี ๆ ท่านก็มีเมตตา แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน พระห่วย ๆ ก็มีให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์มากมาย

โอ้ ต่อไปหนังสือพิมพ์จะลงข่าวพระเสีย ๆ หาย ๆ ได้ไหมนี่ ?

เดี๋ยวจะถูกข้อหา หมิ่นพระ นะ

การไม่มีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระลงหนังสือพิมพ์ จะทำให้พระศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ?

ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ก็แปลว่าไม่มี … แบบนี้ก็ง่ายดีเหมือนกัน

technorati tags: 

Bangkok Post: Taking time to consider lese majeste law

Report from the seminar last weekend, from today (2009.03.25)’s Bangkok Post
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/13931/taking-time-to-consider-lese-majeste-law

(More from this seminar at Prachatai (English): Seminars recount lese majeste law fears, Lese Majeste: Differences of legal opinion aired at forum on defamation of royalty)


Thailand: Monarchy and Democracy

Taking time to consider lese majeste law

by Atiya Achakulwisut, Bangkok Post, 25 Mar 2009

The controversy over the lese majesty law and how it has been used ostensibly for political gains has prompted a group of academics to petition the Abhisit government to “reform” the legislation.

Before anything can be done, however, there is arguably a need to understand the issue better, from all angles.

That is why a seminar was held last week at Thammasat University on the many dimensions of the lese majeste law. One of the topics discussed was the role of the monarchy in democracy.

Citing an interview His Majesty King Bhumibol Adulyadej granted the BBC in 1979, in which he said, Monarchy in this country has always been on the move, one of the seminar’s speakers, Tongthong Chandrangsu, emphasised that the role and expectation of the monarchy in Thailand has constantly evolved.

While it is true that the landmark change to the institution of monarchy was the 1932 Revolution which ended absolute monarchy in Thailand, Mr Tongthong, former deputy permanent secretary for justice, argued that the Thai monarchy had evolved along with the changing world since the reign of King Rama IV and V.

His Majesty King Bhumibol has the most experience with democracy – 63 out of the 77 years that the country has been under the regime.

The role of the monarchy during the initial years, when the King had just come back from overseas and the country had a seasoned Prime Minister, Field Marshal Pibulsongkram, was different from that during the tenure of Field Marshal Sarit Thanarat or at present when His Majesty’s experience and charisma has grown, Mr Tongthong said.

When it comes to the Crown’s relationship with mechanisms of democracy, the government, Parliament and the court, Mr Tongthong said that as the Thai constitutional democracy is modelled after the British one, the institution very much exercises the similar right to be consulted, to advise and to warn.

The dilemma is that a government is liable to public opinions, which can be positive or negative. For a government to consult the monarchy is thus a private matter that should be kept confidential. That is a duty of the government, Mr Tongthong said.

Prominent historian Nidhi Eoseewong referred back to the watershed 1932 Revolution and the resulting status of the monarchy according to the Constitution, which he believes remains debatable.

One stream of thinkers regarded sovereignty as belonging to the Thai people. According to this way of thinking, “constitutional monarchy” is thus considered a new entity that is no longer part of absolute monarchy which had existed before King Rama VII signed his name to the country’s first Constitution.

The other group interpreted the 1932 change as the monarchy allowing the Thai people to exercise sovereignty. According to this school of thought, if a constitution is aborted, the sovereignty returns to the King.

Prof Nidhi noted, however, that both the 1932 revolutionaries and the leaders after that recognised the importance of the monarchy. They never considered republicanism as an option for the country’s governing regime.

With a new set of “powers” coming in between the monarchy and the public, deriving either from elections or the barrel of a gun after 1932, there is no question that the institute of monarchy had to change. But how?

According to Prof Nidhi, what should be the institution’s role in politics has been a subject of argument since 1932 up to the present, evidently with no clear resolution.

The other question which the historian thinks has yet to be resolved is: Where is the proper line between what he terms a “sacred” and a public space.

He defines the sacred space as areas that are not open to the general public to partake, criticise or change without facing a penalty.

Naturally, when the sacred space is enlarged, it encroaches on the public space, Prof Nidhi said. He added that Thai society still seems unable to find where the appropriate line should be. He also cautioned that as society is never static, it is quite possible that the so-called appropriate line will not stay at the same place all the time, either.

Looking back in history, Prof Nidhi said there was an attempt to rearrange the sacred/public areas through an amendment to the Criminal Code which was enacted during the period of absolute monarchy.

The amended Criminal Code of 1946 made a distinction between the King and the institution of the monarchy as well as limited the protection to the King, Queen, Crown Prince and Regent. Still, an application of the law – the fact that accusations can be made by anybody in public space – leaves a lot of room for abuses that are not beneficial to the Crown.

Political scientist Kasian Tejapira said one implication of the 1932 Revolution was the shift of support for monarchy from state coercion to popular consent. In this light, people who propose that the state employ more coercive means to protect the institution may end up eroding the consensual support that has so far protected the monarchy better than any iron wall, without realising it.

Like Prof Nidhi, Mr Kasian said that the change to a constitutional monarchy in 1932 was a “historic compromise” between King Rama VII and the People’s Party.

It was a consensus that the Thai nation would not return to absolute monarchy nor would it want to embrace republicanism. This is a done deal in the Thai history.

In this perspective, any attempt to return sovereignty to the King, petition His Majesty to appoint a prime minister or stage a coup d’etat, is an effort to undo that historic compromise. It is tantamount to asking Thai society to make a decision again regarding whether the King is above or under the Constitution, or to whom does sovereignty belong?

Mr Kasian believes that while the Thai authorities should listen and take into account opinions of the international community regarding the lese majeste law, the right to retain or change the legislation remains ours.

Hence, we can manage to take the time to consider the issue carefully.

However, he warned that since the country’s ruling elite have faced dramatic changes and severe conflicts for a long time, they have developed anxiety and fear, which can turn into paranoia. These feelings are not healthy. Indeed, they could be downright dangerous if they got out of control, Mr Kasian said.


technorati tags:
,
,
,

Democrat, the Consistent

“ปรีดีฆ่าในหลวง!”

— เสียงตะโกนของ ‘ไอ้โม่ง’ ในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง พ.ศ. 2489

20 พ.ค 2551 – เทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์ ระบุ ‘หมิ่นเบื้องสูง’ เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ

29 พ.ค. 2551 – เสียงตอบจากพลเมืองเน็ต: “ไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

1 ต.ค. 2551 – พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) กำกับและติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำและเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน กมธ.ทหาร สภาผู้แทนราษฎร เตรียม
เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้เจ้าหน้าที่ไอซีทีฟ้องร้องคดีหมิ่นฯ ได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่งรัฐมนตรี เพิ่มบทลงโทษจำคุก 3-20 ปี ปรับ 3-8 แสนบาท — หนักกว่ากฎหมายอาญา ม. 112

“รัฐบาลนี้มีความเสียใจที่พรรคประชาธิปัตย์บางคนได้ฉวยโอกาส เอาพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในระหว่างที่พระองค์มีพระชนม์อยู่ ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์บางครั้งได้แอบอ้างว่า ในหลวงรับสั่งอย่างนั้นอย่างนี้ จะขอยกตัวอย่างว่า ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ศกนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภาที่พรรคประชาธิปัตย์ลองไปร่วมประชุม ก็คงจะจำได้ว่า วันนั้นใครอ้างพระนามในหลวงไปพูดในที่ประชุมว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งพระองค์เองไม่ทรงทราบเรื่องอะไรเลย พระองค์ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นกลางและเป็นที่สักการะโดยแท้จริง

ครั้นพระองค์สวรรคตแล้ว ก็เอาการสวรรคตของพระองค์เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไปอีก ได้พยายามปั้นข่าวเท็จตั้งแต่วันแรกสวรรคต ให้ประชาชนหลงเข้าใจผิด ทั้งในทางพูด ทางโทรศัพท์ ทางโทรเลข และทางเอกสารหนังสือพิมพ์ พวกเหล่านี้ไม่ใช่เป็นพวกที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เป็นพวกที่แสวงหาผลประโยชน์จากพระมหากษัตริย์ เพื่อความเป็นใหญ่ของตน และเพื่อการเลือกตั้งที่จะได้ผู้แทนซึ่งเป็นพวกของตน”

— ปรีดี พนมยงค์ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 9 มิถุนายน 2489

เวลานี้ หากใครพอจะหาอ่านหนังสือ “อ่านก่อนหย่อนบัตร พรรคประชาธิปัตย์ กับประวัติศาสตร์” โดย สุพจน์ ด่านตระกูล จัดพิมพ์โดย สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม ได้ ก็ดูจะเข้ากับยุคสมัยดี โดยเฉพาะคนกรุงเทพสุดสัปดาห์นี้…

Wassana Nanuam, Taskforce 6080 tracks down those who would impugn, Bangkok Post, October 2, 2008

technorati tags: , , , ,

rule of who ?

หลังจากคนเริ่มเบื่อกับผลิตภัณฑ์ “ตุลาการภิวัฒน์” ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

ไทยแลนด์แกรนด์อินโนเวชั่นขอเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่! ที่จะช่วยให้คุณกระชวยหัวใจ…

“อัยการภิวัฒน์ 2.0” มาแล้วครับพี่น้องงงง…. (เอ้า ปรบมือ! แก๊ก ๆ ๆ ๆ) อัยการรุ่นใหม่ที่จะช่วยทำหน้าที่แทนศาลให้คุณ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ผสมสารพิเศษอ่านใจคนได้ คนชั่วจะหมดไปจากแผ่นดินไทยอย่างหมดจด ไร้กลิ่นตกค้าง คนดีจะได้ปกครองบ้านเมือง ฮูเรรร!… (เอ้า ปรบมือ! แก๊ก ๆ ๆ ๆ)

ด่วน! สั่งซื้อวันนี้ แถมข้าวโพดคั่วเหลือใช้รีไซเคิลทันที อินเทรนด์สุด ๆ กับข้าวโพดคั่วลดโลกร้อนน่ารัก ไม่ฝ่าฝืนมารยาททางสังคมแถมยังรักษาสิ่งแวดล้อมอันดีงามอีกด้วย!

อ่าน ไม่ฟ้อง ?! โดย เชกูวารา BioLawCom.de

technorati tags:
,

Bigger Better Bottle Bill for Bigger Greener Apple

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2551 ที่ผ่านมา รัฐสภานิวยอร์กได้เห็นชอบให้ปรับปรุงรัฐบัญญัติการมัดจำขวด “Bottle Bill” ของเดิม ซึ่งกำหนดให้มีการมัดจำขวดน้ำอัดลม ขวดละ 5 เซนต์ ให้ครอบคลุมเครื่องดื่มไม่อัดลม เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด และ เครื่องดื่มเกลือแร่ ด้วย พร้อมทั้งระบุให้นำเงินมัดจำที่ไม่ได้ถูกแลกคืนส่งแก่กองทุนเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Fund – EPF) ของนิวยอร์ก

กฎหมายที่ถูกปรับปรุงใหม่นี้ (A-8044-A/Sweeney) มีชื่อเล่นว่า “Bigger Better Bottle Bill”
และผ่านสภาไปด้วยคะแนน สนับสนุน 91 เสียง ไม่สนับสนุน 54 เสียง (สภาของนิวยอร์กมีบันทึกการประชุมและการลงคะแนนให้ดูในเว็บไซต์ด้วย ดูได้เลยว่าผู้แทนคนไหนโหวตอะไรไปบ้าง)

ในตอนที่กฎหมายเดิมผ่านใช้ใน พ.ศ. 2525 นั้น ยังไม่มี น้ำดื่มบรรจุขวด ชาพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มเกลือแร่ จำหน่าย
แต่ตอนนี้พวกมันมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 25

ในบันทึกประกอบรัฐบัญญัติระบุว่า กฎหมายนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการลดเศษขยะและเศษแก้วต่าง ๆ ในที่สาธารณะ ตามถนนหนทาง สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ ชายหาด รวมทั้งลดภาระการจัดการขยะที่แบกรับโดยองค์การปกครองท้องถิ่นและผู้เสียภาษีอีกด้วย

การขยายขอบเขตกฎหมายออกไปให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มอื่น ๆ ด้วย จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด และช่วยประหยัดจากการรีไซเคิล

ประมาณกันว่า กฎหมายฉบับปรับปรุงนี้ จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้ากองทุนปกป้องสิ่งแวดล้อมดังกล่าว

กฎหมายนี้ถูกต่อต้านจากบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ ร้านชำ และร้านขายเหล้า ซึ่งจะต้องเสียค่าดำเนินการเพิ่มขึ้น
แต่อีกด้านก็ได้รับการสนับสนุนอย่างท้วมท้น จากทั้งองค์กร สมาคม สหภาพแรงงาน และหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ โดยแคมเปญสนับสนุนนี้มีหน้าเว็บอยู่ที่
http://www.nypirg.org/enviro/bottlebill
ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มวิจัยประโยชน์สาธารณะนิวยอร์ก – New York Public Interest Research Group (NYPIRG)

สำหรับคนที่สนใจเรื่องกฎหมายการมัดจำบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ BottleBill.org

—-

ตอนที่อยู่เยอรมนี ผมเห็นว่าการมัดจำขวดนี่ มันได้ผลดีจริง ๆ นะ ขวดทุกอย่างที่มีมัดจำ จะถูกเก็บเอาไว้รอไปแลกเงินคืน
คือน้ำหมดไปแล้ว เราก็ยังใส่มันลงในกระเป๋าได้ครึ่งวันค่อนวัน เพื่อรอหาที่ที่จะไปแลกเงินคืนได้ ถ้าหาไม่ได้ ก็เอากลับบ้าน เอาไปรวมกับขวดที่บ้าน รอเอาไปแลกคืนที่ซูเปอร์ใกล้ ๆ บ้านพร้อมกันทีเดียว ขวดแก้ว 8 ยูโรเซนต์ (4 บาท) ขวดพลาสติก 25 ยูโรเซนต์ (12.50 บาท) บางครั้งเอาไปแลกด้วย+ซื้อของกลับบ้านด้วย ยังมีเงินเหลือ 😛

อย่างไรก็ตาม มันก็จะมีขวดมีกระปุกจำนวนนึง ที่ไม่ได้มีมัดจำ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ใครจะจัดการยังไง
โดยหลักแล้วก็เอาไปทิ้งลงในถังแยกขยะ ซึ่งมันก็จะมีหลาย ๆ สี สำหรับกระดาษลัง สำหรับพลาสติก-เหล็ก-ของที่เอาไปรีไซเคิลได้ สำหรับแก้ว (ซึ่งบางที่ก็จะต้องแยกสีแก้วด้วย ใส สีชา สีเขียว) ขยะเปียก-ย่อยสลายได้ บางคนก็ฟิตมาก พวกกระปุกที่มีฉลากอะไรต่าง ๆ เขาก็เอาไปแช่น้ำ ลอกมันออกมา ก่อนเอาไปทิ้งในถังแก้ว ฟิตมาก ๆ

คนเยอรมันหลายคนที่เห็น เกือบทุกคนเลยดีกว่า แยกขยะโดยธรรมชาติ ทำเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ
คือผมเวลาอยู่บ้านตัวเอง (ที่โน่น) บางทีก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ขี้เกียจ เวลาอยู่ในครัว บางครั้งรีบ ๆ ถุงที่ควรจะทิ้งลงไปมันเต็มเพราะยังไม่ได้เอาไปทิ้ง ก็โยนรังไข่ลงลงถุงขยะเปียกบ้าง โยนขวดน้ำมัน (เป็นพลาสติก แต่ไม่มีมัดจำ) ลงไปบ้าง ไม่ได้เคร่งครัดมากเท่าไหร่ แล้วเวลาไปบ้านเพื่อนก็จะ โห มึงขยันอ่ะ บางบ้านมีห้าถังหกถัง แยกย่อย มีถังหมักขยะจากครัวเอาไปทำปุ๋ยด้วย เห็นแล้วนับถือใจ แต่ยังไม่คิดจะทำเอง ของผมอย่างมากก็คือตามถังในอพาร์ตเมนต์น่ะ เพราะถ้าทิ้งผิดประเภทจะโดนด่าแน่ อพาร์ตเมนต์เค้ามีถัง 4 ประเภท ผมก็แยก 4 ประเภท แค่นั้น

เขียนยาว (เดือนนี้เพิ่งโพสต์ไป 5 อันเอง อันนี้อันที่ 6) ก็แค่จะบอกว่า
ใจผมอยากให้เมืองไทย อย่างน้อยก็เมืองใหญ่ ๆ มีกฎหมายลักษณะนี้บ้าง บังคับมัดจำขวด บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนขยะ
แต่อีกทาง ก็สงสัยว่า หรือวิธีที่เหมาะกว่าสำหรับบ้านเรา ก็คืออย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทิ้ง ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็มีคนเก็บขยะขาย มาแยกเอาขวด เอากล่อง ที่มีราคาออกไปให้เอง ประเทศไทยอาจจะต้องใช้ระบบไทย ๆ แบบนี้ก็ได้ ?

วิธีลดขยะอื่น ๆ นอกจากขวด ก็มีเช่น การพับกล่องนม เพื่อลดปริมาณตอนจัดเก็บ เคยเห็นครั้งแรกจากบล็อกแถว ๆ Planet TLWG เข้าใจว่ามาจากทางญี่ปุ่น

[ ผ่าน Social Design Notes ]

technorati tags:
,
,

21 should-says about the thing that should be able to say but it is now the shouldn’t

ประวิตร โรจนพฤกษ์: 21 ข้อสังเกตเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

(ที่ถูกหยิบใช้กันอย่างสะดวกมือ เหมือนวางอยู่ในเซเว่น อย่างกรณี เทพไท เสนพงศ์ ประชาธิปัตย์ เหมา 29 เว็บไซต์ ว่าหมิ่นฯ)

technorati tags:
,
,

Dissolution will harms Thai legal system … but who cares?

5 อาจารย์นิติ มธ. แถลงคัดค้านยุบพรรค

“ กล่าวเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมฝืนต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไป และเท่ากับทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายในประเทศไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนกับกฎเกณฑ์การประหารชีวิตญาติพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นการฝืนพัฒนาการทางกฎหมายของโลกและจะทำให้สถานะทางกฎหมายของประเทศตกต่ำลงในสายตาของนานาอารยะประเทศด้วย หาใช่ความน่าภูมิใจดังที่มีบางท่านกล่าวอ้างไม่ ”

ทรรศนะประชาชนต่อข่าวการยุบพรรค (สวนดุสิตโพลล์)
45.45% มองว่าผลเสียมากกว่าดี
27.44% มองว่าผลดีมากกว่าเสีย
27.11% มองว่าผลดีและผลเสียพอ ๆ กัน

technorati tags:
,
,