สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน

ชื่อโครงการวิจัย: สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน (Media landscape and future of media regulation in the convergence era) โครงการศึกษาแนวทางส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณ และการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี

ผู้วิจัย: มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน

ปีที่วิจัย: กรกฎาคม 2557 – กรกฎาคม 2558 (เสนอ ธันวาคม 2558)

แหล่งทุน: สำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง (สส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาแนวทางการกำกับดูแลสื่อใหม่ (New Media) ภายใต้ปรากฏการณ์การหลอมรวมและบรรจบกันของสื่อ (Media Convergence) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อในยุคปัจจุบันไปจากเดิมทั้งหมด โดยเฉพาะการทำให้เส้นแบ่งระหว่างประเภทของสื่อ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และเครือข่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์พร่าเลือนไป เนื่องจากเนื้อหาหรือบริการในลักษณะเดียวกันสามารถไปปรากฏบนสื่อกลาง (medium) หรือเครือข่ายข้อมูลที่หลากหลาย สภาวะเช่นนี้ทำให้การออกแบบการกำกับกิจการที่มองพรมแดนของสื่อในแบบเดิมประสบปัญหาในการกำกับดูแล นำไปสู่ความจำเป็นในการสำรวจและทำความเข้าใจกับพรมแดนของสื่อเสียใหม่

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นศึกษานโยบายเชิงเปรียบเทียบ โดยใช้การวิจัยจากหนังสือเอกสาร การสัมภาษณ์เก็บข้อมูล และการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีโจทย์การวิจัยสามประการสำคัญ คือศึกษาความหมาย ปัจจัย และองค์ประกอบของสื่อใหม่ในยุคของการหลอมรวมทางเทคโนโลยี การศึกษาทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่โดยใช้กรณีตัวอย่างในต่างประเทศ และการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องกลไกการกำกับกิจการสื่อใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อเสนอในการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง

งานวิจัยชิ้นนี้เห็นว่ากรอบคิดหรือเป้าประสงค์ในการกำกับกิจการสื่อในยุคปัจจุบันที่สำคัญสามประการ ประกอบไปด้วย การมุ่งส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม, การกำกับภายใต้ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, และการมุ่งส่งเสริมความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารและพหุนิยมในสังคม รวมทั้ง คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภคและในฐานะพลเมือง

สำหรับแนวคิดที่งานวิจัยชิ้นนี้ทบทวนเพื่อใช้ประกอบการศึกษา ประกอบไปด้วย แนวคิดเรื่องสื่อใหม่ แนวคิดการหลอมรวมทางเทคโนโลยี และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการกำกับกิจการสื่อ ในส่วนประเทศที่คณะวิจัยเลือกใช้เป็นกรณีศึกษามีจำนวนสามประเทศหลัก ได้แก่ ประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย โดยพิจารณาจากองค์ประกอบของประเทศที่มีกฎหมายที่ดี มีเทคโนโลยีสูง และมีบริบทต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยก็มีข้อจำกัดในเรื่องการติดตามให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อใหม่ในระดับโลก ซึ่งกำลังดำเนินไปตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยพลวัต แนวทางการกำกับกิจการสื่อใหม่ยังมีลักษณะที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ประเทศในกรณีศึกษายังไม่มีประเทศใดที่มีการกำกับกิจการที่ครอบคลุม และแบบแผนที่ชัดเจนลงตัว งานวิจัยนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิจารณาแนวทางในการกำกับสื่อใหม่เท่านั้น

สรุปผลการวิจัย

จากการศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศ พบว่าใน กรณีของประเทศเกาหลีใต้ มีเป้าหมายในการออกแบบการกำกับกิจการที่เด่นชัด คือเน้นการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แนวโน้มของแนวทางกำกับจึงมุ่งไปสู่การส่งเสริมการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของรัฐที่มีการผ่อนคลายลงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อพยายามตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ยังพยายามออกแบบองค์กรกำกับกิจการสื่อหลอมรวมโดยตรง โดยแยกองค์กรที่กำกับกิจการด้านเนื้อหากับด้านโครงสร้างของสื่อออกจากกัน และรัฐมีบทบาทในการส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็มีแนวโน้มในการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กรณีประเทศฝรั่งเศสนั้น มีจุดเด่นในการมุ่งเน้นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน รับประกันความหลากหลายของการสื่อสาร ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค ฝรั่งเศสใช้โครงสร้างการกำกับกิจการแบบเดิมซึ่งแยกตามชนิดของสื่อ โดยใช้วิธีการปรับปรุงกฎหมายเดิมเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถดูแลข้อท้าทายใหม่ๆ ลักษณะขององค์กรกำกับกิจการแยกไปตามชนิดของสื่อ ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจไว้ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็ทำให้มีแนวโน้มที่จะปรับตัวค่อนข้างช้าต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และยังต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการกำกับตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป (EU Directive) อีกด้วย

กรณีประเทศอินโดนีเซีย อำนาจในการกำกับกิจการสื่อยังค่อนข้างรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง โดยองค์กรกำกับในลักษณะกระทรวงของรัฐมีอำนาจมากกว่าองค์กรที่เป็นอิสระ และประสบปัญหาการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน แต่ภาครัฐก็ค่อยๆ ลดบทบาทลงไปเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพการเมืองในอดีต โดยมีการออกกฎหมายที่สนับสนุนให้เปิดเสรีสื่อ และจัดตั้งองค์กรกำกับกิจการที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ออกใบอนุญาต และควบคุมเนื้อหา ขณะที่กลไกการกำกับสื่อหลอมรวมนั้นยังอยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนากฎหมายและองค์กรกำกับ

ปัญหาประการหนึ่งที่พบร่วมกันในรูปแบบการกำกับกิจการที่แยกองค์กรและกฎหมายไปตามประเภทของสื่อแบบดั้งเดิม คือ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับกิจการสื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะสื่อที่มีลักษณะตัวกลางที่ซ้อนทับกัน และยังนำไปสู่การแข่งขันกันเองระหว่างองค์กรต่างๆ ในการพยายามเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อใหม่ รวมทั้งปัญหาที่หลายประเทศมีร่วมกันคือความเป็นอิสระขององค์กรกำกับกิจการ

ในส่วนข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในประเทศ พบว่า แนวทางที่มีความเห็นร่วมกัน คือควรเน้นส่งเสริมการกำกับกันเอง มากกว่าที่จะให้รัฐหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับมากเกินไป หากควรจำกัดบทบาทของรัฐ ในฐานะผู้บริหารจัดการส่งเสริมให้เกิดสภาพการแข่งขัน เอื้อให้มีผู้ประกอบการที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยสามารถเข้าสู่การแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนให้ได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้บริโภค และมีส่วนร่วมในการสื่อสารของพลเมือง และยังควรคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม เช่น ช่องว่างทางทักษะดิจิทัลและความเป็นส่วนตัว การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพต่อประโยชน์สาธารณะ การพัฒนาและประกันคุณภาพบริการ และคำนึงถึงโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

ข้อเสนอในงานวิจัย

ข้อเสนอแนะของงานวิจัยชิ้นนี้เกี่ยวกับการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี ได้แก่ หากจะมีการจัดตั้งองค์กรกำกับใดๆ ควรพิจารณาถึงหลักการเรื่องความชอบธรรมและการแบ่งแยกอำนาจให้มากที่สุด ควรรักษาหลักการคานอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร พร้อมแยกบทบาทระหว่างผู้ประกอบการกิจการและผู้กำกับกิจการ เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันและเป็นอิสระจากกัน และดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลักความยุติธรรมและธรรมาภิบาล นอกจากนี้ ยังควรทบทวนตัวกฎหมายและบทบาทหน้าที่ขององค์กรเป็นระยะ เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางสังคม

ส่วนหน่วยงานหรือบุคคลที่จะถูกกำกับนั้น จำเป็นจะต้องแยกประเภทออกจากกันตามบทบาทที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตหรือเผยแพร่เนื้อหา โดยผู้ผลิตเนื้อหาควรพิจารณาคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของสื่ออาชีพและสื่อพลเมือง ที่คำนึงถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิโดยองค์กรหรือบุคคลที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายนั้นสื่อทุกชนิดจะได้รับการคุ้มครองในระดับที่ไม่แตกต่างกัน

สำหรับการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการออกอากาศ คลื่นความถี่ หรือกองทุน จำเป็นที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรให้สื่อพลเมืองไม่น้อยไปกว่าสื่ออื่น และมีแนวทางที่สอดคล้องกับการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้เนื้อหาข้อมูลข่าวสารและบริการนั้นๆ สอดรับกับการวิถีการดำรงชีวิตหรือภัยสาธารณะในแต่ละพื้นที่

ในส่วนกรณีของการจัดสรรคลื่นความถี่ในรอบใหม่ๆ รวมถึงคลื่นชุดที่จะได้รับคืนมาจากกิจการกระจายเสียงแบบแอนะล็อก ควรจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคตให้กับกิจการอินเทอร์เน็ตเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากิจการอื่นๆ ภายใน 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของสื่อใหม่ในยุคหลอมรวม คือการมีอินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มหลัก

ส่วนแนวทางการกำกับกิจการโดยหน่วยงานรัฐนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกำกับเนื้อหา โดยประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหาและคุณค่าเป็นเรื่องที่รัฐควรเข้าไปมีส่วนกำกับให้น้อยที่สุด และให้พื้นที่สำหรับการกำกับกันเองของสื่อเป็นบทบาทหลักในการกำกับเนื้อหา

ส่วนข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการกำกับกันเองในงานวิจัยชิ้นนี้ เห็นว่าจำเป็นต้องรับประกันเสรีภาพในการทำงานของสื่อตัวกลาง มีกลไกการร้องเรียนชั้นต้นที่บริหารโดยตัวองค์กรสื่อเอง โดยกำหนดให้ทุกองค์กรสื่อมีหน่วยรับเรื่องร้องเรียน และให้ทบทวนมาตรฐานที่ได้จากการประมวลคำวินิจฉัยเป็นระยะเพื่อให้ทันต่อวัฒนธรรมเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานเดิมที่กำหนดไว้ รวมไปถึงส่งเสริมการปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพ และการรวมกลุ่มของคนทำงานสื่อ

นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมในอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามาตรฐานเปิดที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ เพื่อลดกำแพงในการเข้าสู่การให้บริการ และพิจารณาใช้หลักการกำกับตามหลังเท่าที่จำเป็น เฉพาะกรณีที่เห็นได้ชัดว่า มีปัญหาที่สำคัญเกิดขึ้นและตลาดหรือระบบที่มีอยู่เดิมไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในแนวทางใหม่ๆ

คณะผู้วิจัย

  • จันทจิรา เอี่ยมมยุรา – ที่ปรึกษา
  • จีรนุช เปรมชัยพร – ที่ปรึกษา
  • อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ – ที่ปรึกษา
  • อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล – หัวหน้าคณะนักวิจัย
  • นพพล อาชามาส – นักวิจัย
  • ธีรมล บัวงาม – นักวิจัย
  • จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ – นักวิจัยและผู้ประสานงาน

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (ธันวาคม 2558)

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา

เอกสารนำเสนอจากงานสัมมนา “คิดใหม่พรมแดนสื่อ” (New Thinking for New Media) 24 ก.ค. 2558 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพ

เสนองานวิจัย “สำรวจภูมิทัศน์และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน”

นวัตกรรมการกำกับกิจการจากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับกิจการในเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอินโดนีเซีย และข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการกำกับกันเองในประเทศไทย) โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล — เอกสารนำเสนอ

เสวนาหัวข้อ “Infrastructure for the Future: How convergent media governance could facilitate innovative economy and democratic society?”

โครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคต: การอภิบาลสื่อในยุคหลอมรวมจะส่งเสริม เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร? — ดำเนินเสวนาโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล FTA Watch กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน

เสวนาหัวข้อ “New media self-regulation for citizen self-determination”

การกำกับสื่อใหม่กันเองเพื่อความสามารถในการกำหนดชีวิตตัวเองพลเมือง — ดำเนินเสวนาโดย พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ เจ้าหน้าที่ส่วนงานเอเชียตะวันออก FORUM-ASIA

ดาวน์โหลดรายงานวิจัยและเอกสารนำเสนอทั้งหมด

OTT (Over the Top) คืออะไร?

“Over the Top” หรือ OTT เป็นศัพท์ในวงการโทรคมนาคมและกระจายภาพและเสียง มีความหมายโดยทั่วไปถึงเนื้อหาหรือบริการที่ถูกส่งผ่านโครงข่ายที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำสิ่งดังกล่าวตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนี้ OTT จึงถูกเรียกในภาษาทั่วไปว่า “value added” ซึ่งหมายถึงเนื้อหาหรือบริการที่สร้าง “มูลค่าเพิ่ม” จากเนื้อหรือบริการพื้นฐานที่โครงข่ายถูกออกแบบมาแต่แรก

เรื่อง OTT จะเห็นบ่อยขึ้นช่วงนี้ตามสื่อ เนื่องจากกสทช.มีแนวคิดจะเข้ามากำกับบริการมูลค่าเพิ่มเหล่านี้ โดยยกประเด็น เช่น การจัดเก็บภาษี การกำกับเนื้อหา และการแข่งขัน “ที่เป็นธรรม” (ระหว่างผู้ประกอบกิจการที่ต้องมีใบอนุญาตและไม่ต้องมีใบอนุญาต)

ตัวอย่างของ OTT

ตัวอย่างหนึ่งของ OTT คือ “เนื้อหา OTT” (Over-the-top content) ซึ่งในบริบทของกิจการกระจายภาพและเสียง หมายถึงภาพ เสียง หรือสื่ออื่นใด ที่ส่งผ่านโครงข่ายอื่นใดที่มิใช่โครงข่ายกระจายภาพและเสียง เช่น บริการภาพยนตร์ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “Telco-OTT” ซึ่งหมายถึงการให้บริการโทรคมนาคมของผู้ให้บริการรายหนึ่งผ่านโครงข่ายของผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่นหรือชนิดอื่น เช่น การให้บริการโทรศัพท์ด้วยเสียงผ่านโครงข่ายไวไฟอินเทอร์เน็ตสาธารณะ

นอกจากนี้การให้บริการอย่างการจ่ายเงินชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต ซื้อสินค้าบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ถูกนับเป็น OTT เช่นกัน

วิธีแบ่งประเภทมีหลายแบบ

เนื่องจาก OTT เป็นการผสานเนื้อหา บริการ และโครงข่ายหลายชนิดเข้าด้วยกัน การแบ่งประเภทของ OTT จึงสามารถแบ่งได้หลายวิธีเพื่อความสะดวกในการพิจารณาประเด็นหนึ่งๆ เช่น

  • แบ่งตามชนิดบริการ — รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เผยแพร่เวลาตรงกับที่กำลังเผยแพร่ในโครงข่ายกระจายภาพและเสียง รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เคยหรือจะเผยแพร่ในโครงข่ายกระจายภาพและเสียงและผู้ชมเลือกเวลาดูได้เอง เนื้อหาแบบรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่ไม่ได้ผลิตเพื่อเผยแพร่ในโครงข่ายกระจายภาพและเสียง ภาพยนตร์ ฯลฯ
  • แบ่งตามความสัมพันธ์ของผู้ผลิตเนื้อหา — ผลิตเอง v จ้างผลิต v ผู้ใช้เป็นผู้ผลิต
  • แบ่งตามความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการ — ผู้ให้บริการเนื้อหาเป็นรายเดียวกับผู้ให้บริการโครงข่าย vs เป็นคนละราย
  • แบ่งตามการบอกรับสมาชิก — เสียค่าบอกรับหรือไม่, subscription-based v advertising-based
  • แบ่งตามชนิดใบอนุญาต — โทรคมนาคม v กระจายภาพและเสียง v ไม่ต้องมีใบอนุญาต
  • แบ่งตามประเด็นในการกำกับกิจการ
  • แบ่งตามมิติอื่นๆ

การแบ่ง OTT ตามประเด็นในการกำกับกิจการนั้น เช่นที่ Body of European Regulators for Electronic Communications (BEREC) ซึ่งเป็นองค์การกลางของหน่วยงานกำกับกิจการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ของสหภาพยุโรป แบ่งบริการ OTT เป็น 3 ประเภทคือ

  1. บริการ OTT ที่ถือเป็น “บริการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์” (electronic communications service – ECS)
  2. บริการ OTT ที่ไม่ถือเป็น ECS แต่มีศักยภาพจะแข่งขันกับ ECS และ
  3. บริการ OTT อื่นๆ

สาเหตุที่ BEREC แบ่งประเภทเช่นนี้ เพราะคำว่า OTT นั้นไม่มีสถานะทางกฎหมายในระดับสหภาพยุโรป และกิจการที่ BEREC กำกับได้ตามกฎหมายนั้นมีเพียงบริการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ (ECS) เท่านั้น การแบ่งตามสถานะทางกฎหมายที่ BEREC อาจเข้าไปกำกับได้ จึงเป็นการแบ่งขั้นต้นที่สะดวกสำหรับการทำงาน

ดูเพิ่ม

เอกสารเกี่ยวกับ OTT นั้นมีอยู่เยอะและอัปเดตค่อนข้างเร็ว เพราะเป็นประเด็นค่อนข้างใหม่ (OTT นั้นมีมานานแล้ว แต่ประเด็นการกำกับดูแลมีการพูดถึงมากขึ้นในบริบทอินเทอร์เน็ต) หลายประเทศก็มีความสนใจจะกำกับกิจการส่วนนี้ให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น จึงมีเอกสารการศึกษาและข้อคิดเห็นจากหลายฝ่ายหลายมุมมองเผยแพร่ ตัวอย่างใกล้บ้านเราที่สนใจจะกำกับกิจการ OTT เช่น อินโดนีเซีย ที่เริ่มพูดคุยเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว (2016) ยังไงลองค้นๆ ในเน็ตดูครับ

Over the Top (1987)

 

Visualizing power relations of actors (in Data Protection Bill)

วาดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (actor) ในกฎหมาย

This whole week I will participate in Internet Policy and Advocacy: Research Methods Workshop for South and Southeast Asia Actors at National Law University Delhi. (Nice way to spend my Songkran :p)

Shown at the bottom of this post is a presentation that I gave yesterday during the Case Study 1: The Power of Mapping Stakeholders, Decision Makers, and Implementers in Thailand’s Cyber Policy session, where we discussed examples of visualizing bills in graph (noun –verb-> noun), how this method can quickly reveal unbalanced power relations of actors(-to-be), and show why data protection mechanism in the current bill is probably structurally designed to fail.

Of course, the examples only rely on one type of source (written laws). Ideally, incorporating also data from other types of source (actual enforcement, unspoken rules, policy ethnographies, etc.) is encouraged, for a more complete picture.

Examples included Data Protection Committee relationships with National Cybersecurity Committee, Data blocking/removal mechanism from Article 20 of 2017 Computer-related Crime Act, media control after the 2014 Coup (NCPO Announcements and Orders), and the Ministry of ICT under NCPO structure.

Actor --Action-> Actor

Draw.io is a nice online drawing tool that you may like to try. No installation is required. Graph can also be drawn in a descriptive way using tools like GraphvizGephi and NodeXL.

Trans-Pacific Partnership และการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ … จะคุ้มครองทุกฝ่ายให้แฟร์ๆ ได้ยังไง?

ความคิดเห็นเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership Agreement) หรือ ทีพีพี (TPP) โดย Susan Chalmers @susan_chalmers ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและ(อดีต)ที่ปรึกษาด้านนโยบายของ InternetNZ ผู้ดูแลระบบโดเมนของนิวซีแลนด์ ซึ่งมาเมืองไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนกับนักกฎหมายและผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ตไทย

“นอกจากปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย เช่นกรณี ‘สำเนาชั่วคราว’ แล้ว การเข้าร่วม TPP อาจทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า เช่นมาตราที่ว่าด้วยการนำเข้าซ้อน (parallel import) ระบุว่า เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการขอให้ประเทศสมาชิกห้ามนำเข้าสินค้าลิขสิทธิ์อย่างเดียวกันจากประเทศอื่น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหนังสือ สื่อการสอน ภาพยนตร์ เพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และงานอันมีลิขสิทธิ์อื่นมีราคาแพงขึ้นได้

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยไทยที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือเรียนชื่อเรื่องหนึ่ง จำเป็นต้องซื้อหนังสือดังกล่าวจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น มหาวิทยาลัยไม่สามารถซื้อหนังสือชื่อเรื่องเดียวกันจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศอื่นที่อาจมีราคาถูกกว่าได้ แม้จะเป็นสินค้าถูกต้องตามลิขสิทธิ์เหมือนกัน เนื่องจากจะเป็นการละเมิดข้อห้ามเรื่องการนำเข้าซ้อน

นอกจากนี้แล้ว ไทยยังต้องอยู่ภายใต้ความตกลงทริปส์พลัส (TRIPS+) ซึ่งเป็นความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่จะขยายระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์จาก 50 ปีหลังการเสียชีวิตของผู้เขียนออกไปเป็น 70 ปีหลังการเสียชีวิตสำหรับเจ้าของงานที่เป็นบุคคลธรรมดา และอาจยาวนานถึง 95 ปีหลังการตีพิมพ์หรือยาวนานถึง 120 ปีหลังการสร้างสรรค์ผลงานสำหรับเจ้าของผลงานที่เป็นนิติบุคคล

การขยายเวลาคุ้มครองและกฎระเบียบที่อาจมองว่าเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดมากขึ้นนี้ ถือเป็นข้อน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้นำเข้าสื่อมากกว่าการเป็นผู้ส่งออก”

ยังมีประเด็นความรับผิดของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต สิทธิบัตรซอฟต์แวร์ และความสามารถในคิดค้นนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิก อ่านฉบับเต็ม (ซึ่งมีอธิบายด้วย ว่าอะไรคือ TPP) ที่ นำเข้าซ้อน-สำเนาชั่วคราว-ขยายลิขสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญห่วง ไทยเข้าร่วม TPP อาจได้ไม่คุ้มเสีย ถอดความและสัมภาษณ์โดย ลีลา สัตยมาศ @officiallyleela