burn a bootable (live) USB drive on Mac OS X

เบิร์นแผ่นติดตั้งอูบุนตูลงไดรฟ์ยูเอสบี ให้บูตจากยูเอสบีได้ ด้วยแมค

ผมไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ Disk Utility (GUI) ของ Mac OS X ในการ burn bootable USB สำหรับติดตั้ง Ubuntu (เท่าที่ค้นดูในเน็ต ก็ไม่ค่อยมีใครประสบความสำเร็จ ไม่รู้ทำไม)

ถ้าอยู่บน Windows หรือ Linux จะมีโปรแกรมสุดง่าย ชื่อ UNetbootin ให้ใช้ .. แต่บน Mac มันไม่มี

เลยใช้ diskutil + dd ทางคอมมานด์ไลน์ละกัน
วิธีทั้งหมดดูได้จาก 4 ways to create bootable Live USB (Windows, Linux, Mac OS X)

  1. เตรียมแฟ้มอิมเมจมาก่อน .iso หรือ .img
  2. ที่ Terminal สั่ง
    diskutil list
    ดูว่าไดร์ฟยูเอสบีเรา mount เชื่อมอยู่ตรงไหน (เช่น /dev/disk1) – อาจจะดูจากชื่อหรือขนาด – ถ้าไม่ชัวร์ ก็ถอดยูเอสบีออกมาก่อน แล้ว diskutil list ดูทีนึง แล้วเสียบ USB เข้าไป แล้ว diskutil list ดูอีกที ดูว่ามันมีอะไรเพิ่มมา
  3. diskutil unmountDisk /dev/diskN
    (N ตัวสุดท้ายนี่ แล้วแต่ว่าไดร์ฟเราอยู่ที่ไหน)
  4. sudo dd if=/path/to/image.iso of=/dev/diskN bs=1m
    (if= คือแฟ้มอิมเมจ of= คือไดร์ฟยูเอสบี)
  5. diskutil eject /dev/diskN
    แล้วก็ถอดไดร์ฟยูเอสบีออกได้ – เสร็จ

change JRE/JDK default version in Mac OS X to Java SE 6 (1.6)

(Update 2009.05.16: add JAVA_JVM_VERSION setting)

To build Nutch 1.0, you need JDK 1.6. Unless you’ll got [javac] class file has wrong version 50.0, should be 49.0 error message.

For a system that has more than one version of JDK installed.
It is possible to change to a desired version only at the time you need it (look for j16 script in this thread). I found myself more convenient with just changed the default version.

เปลี่ยนรุ่นปริยายของ Java Runtime และ JDK ใน Mac OS X ให้เป็น Java SE 6 (1.6)

  1. Install Java SE 6 first. ก่อนอื่น ถ้ายังไม่มี Java SE 6 ในเครื่อง ก็ให้ติดตั้งก่อน.
    โดย Java SE 6 จะอยู่ใน Java for Mac OS X 10.5 Update 2, ดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ developer.apple.com/java.
    หรือจะปรับรุ่นผ่าน Software Update ก็ได้.
  2. Run Java Preferences app to set the default version. หลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ก็เรียกโปรแกรม Java Preferences ขึ้นมา (อยู่ใน /Applications/Utilities/Java/ หรือพิมพ์ชื่อลง spotlight เลยก็ได้) เพื่อเลือกว่าจะใช้รุ่นไหนก่อนหลัง. ใช้วิธี ลาก วาง. เสร็จแล้วก็ออกจากโปรแกรม.
  3. Point CurrentJDK dynamic link to 1.6. ไปตั้ง dynamic link ของไดเรกทอรี CurrentJDK ให้ชี้ไปหารุ่นที่ต้องการด้วย. เช่น ถ้าอยากให้ 1.6 เป็นรุ่นปริยาย ก็ทำแบบนี้ :
    cd /System/Library/Frameworks/JavaVM.framework/Versions
    sudo rm CurrentJDK
    sudo ln -s 1.6 CurrentJDK
  4. Set JAVA_JVM_VERSION environment variable. ใน ~/.profile ตั้งค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม JAVA_JVM_VERSION เป็นรุ่นที่ต้องการ โดยเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป :
    export JAVA_JVM_VERSION=1.6
  5. [optional ไม่ทำก็ได้] Set JAVA_HOME environment variable. ใน ~/.profile อาจจะตั้งค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม JAVA_HOME ไว้ด้วย เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป :
    export JAVA_HOME=/Library/Java/Home
  6. [optional แล้วแต่] Set Applet Preferences. ถ้าอยากแก้อะไรกุ๊ก ๆ กิ๊ก ๆ เกี่ยวกับการรันแอปเพล็ต ก็เข้าไปแก้ได้ที่แฟ้ม ~/Library/Caches/Java/deployment.properties. ดูวิธีที่ Java for Mac OS X 10.5 Update 2: Setting Java Applet preferences. เช่น อาจแก้ให้ใช้ font-smoothing/anti-alias กับทุกแอปเพล็ตเลย ก็เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป :
    javaplugin.smoothText=true

เสร็จแว้ว

แถม : สำหรับคนที่ใช้ MacPorts, Porticus เป็น GUI ที่สะดวกดี. (ประมาณ apt กับ Synaptic Package Manager, แต่ Porticus โง่กว่านิดนึง)

technorati tags: 

modifying setup.py for libthai Python binding in MacPorts environment

(ปรับปรุง 2009.04.21 พบท่าง่ายกว่าเดิม ดูด้านล่าง)

เอา libthai Python binding ที่วีร์ทำเอาไว้มาใช้บน Mac OS X + MacPorts ต้องดัดแปลง setup script นิดนึง

เนื่องจากผมติดตั้ง libthai ผ่านทาง MacPorts (ด้วยคำสั่ง sudo port install libthai) ดังนั้นแฟ้มไลบรารี (libthai.a) กับแฟ้ม include (*.h) ทั้งหลาย จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปกติที่ apple-gcc จะวิ่งไปหา (ผมใช้ i686-apple-darwin9-gcc-4.0.1 ลองใช้ gcc-4.2, gcc-mp-4.4 ที่อยู่ในเครื่องแล้ว มันบอกไม่รู้จัก flag โน้น flag นี้ ผมก็เซ็ตไม่เป็นด้วย เลยใช้ gcc ตัวที่เขาให้มาแต่เดิมนี่แหละ) จึงจำเป็นต้องแก้ไข setup.py นิดหน่อย เพื่อบอกตำแหน่งของ include_dirs และ library_dirs ใหม่ ตามนี้ :


from distutils.core import setup, Extension

setup(name="libthai", version="0.0.1",
      ext_modules=[ 
        Extension('libthai', 
                  include_dirs = ['/opt/local/include'],
                  libraries = ['thai'],
                  library_dirs = ['/opt/local/lib'],
                  sources = ['libthai.c']
)])

ก็จะสามารถ build และ install ได้ครับ – ของใครอยู่ที่อื่น ก็แก้ไปตามนั้นครับ –
ผมดูตัวอย่างจากเอกสารหน้านี้ : 3. Building C and C++ Extensions with distutils

หมายเหตุ: libthai ที่ใช้นี้ยังเป็นรุ่น 0.1.9 อยู่ ตอนนี้รุ่นล่าสุดคือ 0.1.11 ออกมาไล่ ๆ กับ libdatrie และ swath ตัวใหม่ ติดตามข่าวได้ที่ linux.thai.net / ขอบคุณคุณวีร์ พี่เทพ และทุกท่าน


อัปเดต 2009.04.21: เพิ่งเจอท่าที่ง่ายกว่า ไม่ต้องแก้ setup.py คือเรากำหนดไดเรกทอรีได้ที่บรรทัดคำสั่งเลย ตอน build จากนั้นค่อยสั่ง install อีกที เช่น :


$ sudo python setup.py build_ext --include-dirs=/opt/local/include --library-dirs=/opt/local/lib
$ sudo python setup.py install

หรือจะกำหนดไว้ในแฟ้ม setup.cfg ก็ได้ เผื่อใช้หลายรอบ :


[build_ext]
include-dirs=/opt/local/include
library-dirs=/opt/local/lib

ทั้งหมดนี้ ดูตามเอกสาร 3. Writing the Setup Configuration File

ก่อน build อย่าลืมเปลี่ยน gcc ให้เป็นรุ่นที่เหมาะสม=ใช้แล้วคอมไพล์ผ่าน เช่นกรณีนี้ ผมต้องใช้ gcc 4.0 ก็ให้เลือกด้วย gcc_select (หรือ ln symbolic link เอาเองก็ได้)

$ sudo gcc_select gcc40

ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรให้เลือกบ้าง สั่ง gcc_select -l (ไม่ต้องตกใจ ถ้ามันแสดงน้อยกว่าที่เรามี gcc_select มันแสดงเฉพาะตัวที่มันหาเจอเท่านั้น ก็คือที่มี symbolic link อยู่ในไดเรกทอรีเดียวกับตัว gcc_select มันเอง … กรณีนั้น ก็ แหะ ๆ ใช้ ln ไปตามเดิมครับ – -“)

เช่นเดียวกัน ก่อน install ก็อย่าลืมเปลี่ยน Python ให้เป็นรุ่นที่เหมาะสม=รุ่นที่เราอยากจะติดตั้งตัว extension นี้เข้าไป กรณีผม ผมอยากติดตั้งลงไปใช้กับ Python 2.5 ก็คล้าย ๆ เดิม เลือกด้วย python_select (หรือ ln symbolic link เอาเองก็ได้ เช่นกัน)

$ sudo python_select python25-apple

ป.ล. อะไรคือ mp-gcc ?

technorati tags:
,
,

Read Windows Help on Ubuntu/Linux

ใช้ลีนุกซ์ เกิดจำเป็นต้องอ่านเอกสารในรูปแบบ CHM (Microsoft Compiled HTML Help) ขึ้นมาจะทำไง ?

สำหรับคนใช้ GNOME เรามี GnoCHM ครับ
(ส่วนพลพรรค KDE ลอง KchmViewer ดู – เหมือนอินเทอร์เฟซในการค้นหาจะสะดวกกว่าแฮะ)

บน Ubuntu ติดตั้ง GnoCHM ง่าย ๆ :

sudo apt-get install gnochm

หน้าตาเป็นงี้ (เปิดดู Rails CHM Documentation)

CHM viewer on GNOME

หรือใครสะดวกเป็น PDF กว่า เช่นจะเอาไปพิมพ์ลงกระดาษ ลอง chm2pdf ลงง่าย ๆ เช่นกัน :

sudo apt-get install chm2pdf

ทุกอย่างทำได้ (บางทีก็เหนื่อยหน่อย) ด้วยซอฟต์แวร์เสรี

technorati tags:
,
,

How to install Tahoma font, Ubuntu Studio theme and preload in Ubuntu (+ OpenSolaris 2008.05 debut)

from Ubuntu Forums – HOWTO: Tahoma Font in Breezy by Casey

ถึงจะใช้โอเพนซอร์ส บางทีเราก็จำเป็นต้อง/ถูกบังคับให้ใช้ฟอนต์ที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์เสรี
เช่น รายงานความคืบหน้าการวิจัยของเนคเทค ที่แม้จะระบุให้ใช้ OpenDocument Text (มาตรฐานเปิด-เยี่ยม) แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่าให้ใช้ฟอนต์ Tahoma (เฉพาะระบบของไมโครซอฟท์-เฮ้ย)

วิธีติดตั้งฟอนต์ Tahoma บน Ubuntu (กนู/ลีนุกซ์ดิสโทรอื่น ๆ ก็ปรับ ๆ เอานะครับ)

  1. ลงแพคเกจ msttcorefonts ก่อน :
    sudo apt-get install msttcorefonts
  2. ดาวน์โหลดฟอนต์ Tahoma จาก http://download.microsoft.com/download/ie6sp1/finrel/6_sp1/W98NT42KMeXP/EN-US/IELPKTH.CAB :
    wget http://download.microsoft.com/download/ie6sp1/finrel/6_sp1/W98NT42KMeXP/EN-US/IELPKTH.CAB
  3. แตกแฟ้ม IELPKTH.CAB ออกมา, ในที่นี้เราจะใส่ไว้โฟลเดอร์ชั่วคราว tahomafont :
    cabextract -d tahomafont IELPKTH.CAB
  4. คัดลอกแฟ้มฟอนต์ทั้งหมดไปที่โฟลเดอร์ฟอนต์ msttcorefonts ของ Ubuntu :
    sudo cp tahomafont/*.ttf /usr/share/fonts/truetype/msttcorefonts/
  5. ลบโฟลเดอร์ชั่วคราว tahomafont เมื่อสักครู่นั้นทิ้ง :
    rm -rf tahomafont

เสร็จ

เกร็ด: น่าสนใจว่าแพคเกจ IELPKTH.CAB นี้ มันคือ Thai Language Pack ของ Internet Explorer ซึ่งนอกจากฟอนต์แล้ว ยังมีผังแป้นพิมพ์ไทย และรหัสอักขระไทย (CP 874) ด้วย


แถม : ลงธีมของ Ubuntu Studio บน Ubuntu ปกติ (เห็นใน twitter)

ถ้าจะเอาทั้งชุดเลย (รวมหน้าจอล็อกอิน, โปรแกรมเสริมบน desktop) :
sudo apt-get install ubuntustudio-look

ถ้าจะเอาแค่ธีม ไอคอน พื้นหลัง :
sudo apt-get install ubuntustudio-theme ubuntustudio-icon-theme ubuntustudio-wallpapers

ลงแล้วสวยดี แต่กับบางโปรแกรมใช้แล้วจะมองไม่ค่อยเห็น ปวดตาหน่อย ๆ
เช่น Firefox 3 นี่ จะมีปัญหาเรื่องสีกับตรงช่องที่อยู่ address bar คือสีที่ไฟร์ฟ็อกซ์ใช้สำหรับลิงก์ มันเป็นสีเขียว
แล้วสีของพื้นหลังของ widget ใน Ubuntu Studio นี่มันเป็นสีเทาดำ มันเลยอ่านยากมาก ไม่ดีเท่าไหร่ หรืออย่างเวลาทำไฮไลท์ข้อความในช่องที่อยู่ มันก็ไม่เปลี่ยนสีพื้นหลัง เปลี่ยนแต่สีอักษร ดูยากไปนิดนึง โปรแกรมอื่นไม่เป็นนะ เป็นแต่กับไฟร์ฟ็อกซ์นี่แหละ เข้าว่าเป็นเพราะไม่ได้เป็น GTK+


แถม 2 (ใจดี) : OpenSolaris 2008.05 ออกแล้ว (ข่าวที่ OSNews) เป็นดิสโทรอีกดิสโทรหนึ่งของ OpenSolaris (เอ่อ ชื่อดันเหมือนกันอีก คือนอกจาก OpenSolaris ที่เป็นดิสโทรแล้วเนี่ย ยังมีคนเอาซอร์สโค้ดจาก OpenSolaris.org ไปทำดิสโทรอื่น ๆ อีก เช่น Nexenta) มี Live CD ด้วย

ดิสโทร OpenSolaris นี้ ใช้ตัวจัดการแพกเกจตัวใหม่ที่ชื่อว่า Image Packaging System (IPS) ซึ่งเจ้า IPS นี่ ใช้ประโยชน์จากระบบแฟ้ม ZFS เช่นการทำ rollback กรณี โอ๊ะ ติดตั้งแพกเกจใหม่เข้าไปแล้วเจ๊ง จะย้อนกลับ ก็ใช้ความสามารถของ ZFS ทำ (ดิสโทรอย่าง Nexenta นั้นใช้ apt ซึ่งผู้ใช้ลีนุกซ์ค่าย Debian, Ubuntu จะคุ้นเคยกว่า)

รีวิวค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีจุดต้องปรับปรุงเช่นเรื่องการแชร์แฟ้มกับ Samba ที่ยุ่งยากเกินไป ในรีวิวนั้นมีภาพจับหน้าจอให้ดูหลายรูป ดูในรูปคล้าย Linux Desktop ทั่วไปมาก เพราะใช้ GNOME 2.22 เหมือน ๆ กัน (ในภาพนั้นใช้ธีม Nimbus แบบเดียวกับที่มีใน Java 6 Update 10)

ถ้าไม่อยากดาวน์โหลด หรืออยากได้แผ่นมาเก็บ สั่งได้นะครับ ฟรี ค่าส่งก็ไม่คิด ผมสั่งไปแล้ว อยากรู้ว่าจะสวยเหมือนโลโก้รึเปล่า 😀


แถม 3 (ชิงร้อยชิงล้าน) : ในลีนุกซ์ เราสามารถเร่งความเร็วการโหลดโปรแกรมที่เราใช้บ่อย ๆ ได้โดยใช้โปรแกรม preload โปรแกรมนี้มันจะคอยดูพฤติกรรมการใช้งานโปรแกรมของเรา และก็ไปโหลดบางส่วนของโปรแกรมที่เราใช้บ่อย ๆ ขึ้นมารอไว้ในหน่วยความจำล่วงหน้า (เรียกอีกอย่างก็คือ โกง น่ะ) วิธีพวกนี้เราเรียกว่า pre-fetching ใน Windows XP ก็มี

วิธีติดตั้ง preload บน Ubuntu :
sudo apt-get install preload
แค่นั้นเลย แล้วมันก็จะทำงานอัตโนมัติอยู่หลังฉาก

ถ้าอยากดูว่ามันทำอะไรอยู่ ก็ :
sudo tail -f /var/log/preload.log
หรือถ้าอยากดูละเอียด ๆ เป็นรายแฟ้มเลย ก็ :
sudo less /var/lib/preload/preload.state

ที่มา : Linux Journal ฉบับล่าสุด (ล่าสุดที่เมืองไทยใน Bookazine นะ ไม่รู้ล่าสุดแค่ไหน), LifeHacker, และ Techthrob.com (อันหลังสุดนี่ละเอียดมาก มีวิธีการตั้งค่าโดยละเอียดด้วย)

technorati tags: , , , , ,

install Python alternatives

สวัสดีปีใหม่ — 12-14 เม.ย. ผมและเพื่อน ๆ อยู่ที่ Thai Firefox L10n sprint

po2moz ใช้กับ Python 2.5 ไม่ได้ ต้องเป็นรุ่นต่ำกว่านั้น

ลง Python (และโปรแกรมอื่น ๆ) หลาย ๆ รุ่นในเครื่อง และวิธีตั้งค่ารุ่นปริยาย

ลงที่รุ่นที่อยากได้

apt-get install python2.4

บอกเครื่อง ว่าเรามีหลายรุ่นนะ

update-alternatives --install /usr/lib/python python /usr/lib/python2.3 9
update-alternatives --install /usr/lib/python python /usr/lib/python2.4 5
update-alternatives --install /usr/lib/python python /usr/lib/python2.5 1

(–install ลิงก์คำสั่งปริยาย ชื่อคำสั่ง ลิงก์ไปหารุ่นที่ระบุ ลำดับความสำคัญ)

จากนั้นก็เลือกรุ่นที่อยากใช้

update-alternatives --config python

จะเมนูขึ้น เลือก


เอามาจาก Ubuntu Forums อีกแล้ว


*** ในเวลาเดียวกันนี้ ที่ IRC ห้อง #tlwg irc://irc.linux.in.th#tlwg ก็มี OSS glossary sprint ด้วย — จัดการเก็บกวาด คลังศัพท์กลาง Glossary for Open Source Software ไปแจมกันได้

รายละเอียด ข้อมูลเกี่ยวกับการแปล/localization ดูได้ที่ l10n.opentle.org

technorati tags:
,
,

enable mod_rewrite in Apache

ทดสอบ CakePHP ในเครื่อง ต้องหาทางเปิด mod_rewrite ไปเจอที่ Ubuntu Forums อีกตามเคย ขอแปลมาไว้ที่นี่:

เปิดใช้ mod_rewrite ใน Apache2 (บน Ubuntu)

เปิดใช้โมดูล mod_rewrite (เอาไว้ทำ url อ่านง่าย ๆ) ใน Apache ใน 3+1 ขั้นตอน:

ขั้นหนึ่ง: ระบุให้โหลด rewrite โดยการทำซิมบอลิกลิงก์ไฟล์ rewrite.load ใส่ไว้ใน /etc/apache2/mods-enabled/

sudo ln -s /etc/apache2/mods-available/rewrite.load /etc/apache2/mods-enabled/

เพิ่มเติม 2008.04.08: อ.มะนาวบอกว่า ใช้ a2enmod ก็ได้ ง่ายกว่ากันเยอะ .. จริง ๆ ด้วย! ดังนั้น ทำแบบนี้ก็ได้

sudo a2enmod rewrite

(a2enmod ว่าตามตัวคือ apache2 enable module; ถ้าอยากเอาตัวไหนออก ก็ใช้ a2dismod – apache2 disable module)

ขั้นสอง: แก้ไฟล์คอนฟิกของ apache

sudo vi /etc/apache2/sites-enabled/000-default

เปลี่ยนค่าของ AllowOverride ไปเป็น all สำหรับ document root directory ที่ต้องการ (default จะเป็น /var/www/)

ตัวอย่างเช่น:

<Directory /var/www/>
    Options Indexes FollowSymLinks MultiViews
    AllowOverride all
    Order allow,deny
    allow from all
</Directory>

ขั้นสาม: รีสตาร์ท apache

sudo /etc/init.d/apache2 restart

อันนี้ก็จะเสร็จทางฝั่ง apache ละ ต่อไปก็เป็นทางฝั่งเว็บแอพพลิเคชัน/สคริปต์

ขั้นสุดท้าย: แก้/สร้างไฟล์ .htaccess ในไดเรกทอรีที่ต้องการใช้ rewrite โดยระบุค่า RewriteEngine เป็น On

RewriteEngine On

เท่านี้ก็จะใช้ mod_rewrite ได้แล้ว

ส่วนวิธีเขียนกฎ rewrite นั้น ลองศึกษาได้จาก URL Rewriting Guide, cheat sheet

[credits to jalanbuntu of Ubuntu Forums]

technorati tags:
,
,

Rename USB drive on Linux

It is this difficult to rename a usb drive on Ubuntu/Linux! (and you also need different labeler tool for different file system… well, )

ซื้อแฮนดี้ไดร์ฟมาใหม่ (8GB 1,500 บาท เดินถัดไปอีกไม่กี่ร้าน 1,200 บาท .. แบบเดียวกันเป๊ะ!! — ราคาของในมาบุญครองมันมั่วจริง ๆ) จะฟอร์แมตของเดิม ที่รก ๆ และมีชื่อไดเรกทอรีประหลาด ๆ ที่ลบไม่ได้ (runauto…) งมหาอยู่นาน ทั้งใน mkdosfs ทั้งใน parted/gparted – ไม่เจอ

สุดท้ายไปเจอในเน็ต โห ต้องเล่นท่ายาก

ปรากฎว่า แต่ละระบบไฟล์ จะใช้โปรแกรมในการเปลี่ยนชื่อไม่เหมือนกัน
เช่น FAT ใช้ mtools, NTFS ใช้ ntfsprogs, ext2/3 ใช้ e2label, …

ผมใช้เป็น FAT32 ก็ต้องลง mtools (sudo apt-get install mtools)
แล้วใช้โปรแกรมชื่อ mlabel ในการเปลี่ยนชื่อ ประมาณนี้:

sudo mlabel -i /dev/sdd1 ::GO-BACT

เปลี่ยน /dev/sdd1 เป็น device ที่จะเปลี่ยน (ใน Ubuntu ลอง ls /dev/disk ดูได้)
เปลี่ยน GO-BACT เป็นชื่อที่อยากได้

เสียบครั้งต่อไป ก็จะแสดงเป็นชื่อใหม่ละ

technorati tags:
,
,

Fixing Java GUI on Hardy Heron

เพิ่งลง Hardy Heron เมื่อคืนก่อน ปรากฎว่า NetBeans 6.0 รันไม่ได้

ปัญหาอยู่ที่ libmawt ของ JVM มันลิงก์กันไม่ได้กับ libxcb/libX11 ของ Hardy Heron แนว ๆ นี้ ดูจาก backtrace อ่ะนะ เราก็ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงหรอก

ไปเจอ workaround ที่ Ubuntu Forums ลองดูแล้ว ใช้ได้ เอามาแบ่งกัน

If you have problem with Java GUI apps (for example, NetBeans) on Hardy Heron (Ubuntu 8.04 LTS pre-release), try run this line in your terminal (as root) รันคำสั่งนี้ในเทอร์มินัล:

for 32-bit Ubuntu:
$ sudo sed -i 's/XINERAMA/FAKEEXTN/g' /usr/lib/jvm/java-6-sun-1.6.0.04/jre/lib/i386/xawt/libmawt.so

for 64-bit Ubuntu:
$ sudo sed -i 's/XINERAMA/FAKEEXTN/g' /usr/lib/jvm/java-6-sun-1.6.0.04/jre/lib/amd64/xawt/libmawt.so

(Notes: the path name may not be exactly as ones shown above, you may need to change to version number and/or the architecture of your JVM. Look your /usr/lib/jvm for the exact name to use. อย่าลืมเปลี่ยนชื่อพาธให้ตรงกับ JVM ที่อยู่ในเครื่องของเรา)

If that doesn’t work for you, try add this line into your .bash_profile file ถ้าไม่เวิร์กก็ลองเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปที่ .bash_profile:

export LIBXCB_ALLOW_SLOPPY_LOCK=true

ผมลองวิธีแล้วแล้วมันใช้ได้นะ NetBeans 6.0 + JVM 1.6.0.04 + Hardy Heron Alpha 4 — WORKSFORME

ตอนนี้กำลังลองเล่น Google Web Toolkit มีสำหรับ NetBeans ด้วยนะ (gwt4nb)

สวัสดีปีใหม่จีน

technorati tags:
,
,