Out of 20, we got 1 1/2. Ok, that’s something. Move on.

Office of the Official Information Commission (O.I.C.) asked Ministry of Information and Communication Technology to reveal names of people who MICT has contacted with for blocking business (item no.12) and partially-disclosed blocklist (item no.15), as requested by an Internet freedom group, Freedom Against Censorship Thailand.

MICT admitted that it has blocked 1,893 websites before the Computer-related Crime Act came into enforcement — Porn 1,663 / Selling illegal goods (e.g. IP violation) 161 / Lese majeste 26 / Against national security 21 / Gambling 21 / Against religion and good moral 1.

18 (and a half) questions still remain unanswered.

“คำตอบ” มาแล้ว (อ่านความเป็นมาด้านล่าง)

กระทรวงไอซีที ยอมรับ เคยขอให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อคเว็บไซต์ 1,893 แห่ง
ยันไม่เคยทำอีกแล้วหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 บังคับใช้

แปล(เอาเอง)ได้ว่า : การบล็อคเว็บไซต์ที่ทำไปก่อนหน้าพ.ร.บ.คอมฯ บังคับใช้ ทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ —
แต่กระทรวงไอซีทีอาจไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะเป็นเพียงการ “ขอความร่วมมือ” เท่านั้น

กำกวม : ที่ไอซีทีบอกว่า “ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เมื่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผลบังคับใช้ กระทรวงไอซีทีก็ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวอีก” นั้น ไม่ชัดเจนว่า ไอซีทีหยุดดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่เดือนไหนกันแน่ ตั้งแต่ พฤษภาคม 2550 หรือ ตั้งแต่ กรกฎาคม 2550 (พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้) ? — พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 18 มิถุนายน 2550, มีผลบังคับใช้ 18 กรกฎาคม 2550 — ช่วงเวลาแตกต่างกัน 2-3 เดือน

บางส่วนของข่าว…

ผู้สื่อข่าว ‘มติชนออนไลน์’ รายงาน เมื่อวันที่ 27 เมษายนว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร (ที่ วท 2/2551) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยอมรับว่า ก่อน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ในการขอให้ยุติหรือระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยดำเนินการใน ลักษณะการเสนอแนะผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งทำให้มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนทั้งสิ้น 1,893 ราย ทั้งนี้ระบุเหตุผลที่ถูกบล็อคประกอบท้ายรายชื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ ดังกล่าว

ปรากฏว่า รายชื่อเว็บไซต์ถูกบล็อคด้วยเหตุผลเผยแพร่ภาพสื่อลามกอนาจาร จำนวน 1,663 ราย

เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จำนวน 21 ราย

เว็บไซต์มีเนื้อหาที่อาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 26 ราย

เว็บไซต์ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน จำนวน 21 ราย

เว็บไซด์ที่หลอกลวงประชาชนโดยโฆษณาเผยแพร่ขายสิ่งผิดกฎหมยในลักษณะเป็น VCD จำนวน 161 ราย

เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมทางศาสนา จำนวน 1 ราย

[…]

กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ พิจารณาเห็นว่า ข้อมูลตามข้อที่ 12 (ที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในการปิดกั้นเว็บไซต์) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ประมวลสรุปแล้วจัดส่งมาให้กวฉ.ฯ นั้นเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่กระทรวงไอซีทีได้ประมวลสรุปจัดทำขึ้นและมีอยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยได้

สำหรับข้อมูลข่าวสารข้อที่ 15 (รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น) นั้น จากคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงไอซีทีไม่มีเหตุที่จะฟังได้ว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงหรือทำให้การบังคับกฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตทุกรายต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และการบล็อคเว็บไซต์เป็นเพียงกรณีการขอความร่วมมือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตช่วยกันเฝ้าระวังตรวจสอบร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาการเผยแพร่สื่อที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของกระทรวงไอซีทีที่จะสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม รายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมดที่ถูกบล็อคนั้น การเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวอาจกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าของเว็บไซต์ที่มีรายชื่อเหล่านั้นได้ และจากการชี้แจงด้วยวาจาของกลุ่มผู้อุทธรณ์ว่า ต้องการข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาทางวิชาการว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนเท่าใด ถูกบล็อคด้วยเหตุใดบ้าง ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้เปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคในลักษณะของข้อมูลกลุ่มที่จำแนกแยกประเภทโดยให้ได้รู้ว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคด้วยเหตุใด จำนวนเท่าใด เท่านั้น ซึ่งการรวบรวมและจำแนกแยกประเภทดังกล่าวได้ปรากฏในคำวินิจฉัยนี้แล้ว

ฉะนั้น กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ข้อที่ 12 ทั้งหมด และข้อที่ 15 ในลักษณะเป็นกลุ่มแยกประเภทเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้ระบุไว้ข้างต้นแล้ว

ข้อมูลข่าวสารข้อที่ 12 และข้อที่ 15 คือ

12) ชื่อ ตำแหน่ง และข้อมูลการติดต่อสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แต่ละรายที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือในการบล็อกเว็บไซต์

15) สำเนารายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกบล็อก (blocklist) ของกระทรวงไอซีที ฉบับสมบูรณ์

(ดูข้อมูลข่าวสารทั้ง 20 ข้อ ที่ FACT ร้องขอ)

อ่านรายงานข่าวฉบับเต็มที่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) – อ้างข่าวจาก มติชนออนไลน์, ‘ไอซีที’ รับสั่งบล็อกเว็บเกือบ 1,900 ราย เป็นพวกลามกสูงสุด เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง 26 แห่ง, 27 เมษายน 2551


เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 FACT (เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย) ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เข้ามาตรวจสอบการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโดยรัฐ (ท้ายคำร้องเรียนดังกล่าวลงชื่อผู้สนับสนุน 257 ชื่อ ซึ่งรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิเสรีภาพ และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 700 ชื่อแล้ว)

แม้ว่าคณะกรรมการฯ จะขอความร่วมมือไปยังกระทรวงไอซีที (ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และมีนายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ) หลายครั้ง กระทรวงไอซีทีก็ยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 FACT จึงได้ออกแถลงการณ์ และยื่นจดหมายต่อกระทรวงไอซีที ขอให้เปิดเผยรายละเอียดของการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต 20 ข้อ ตามสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามสิทธิอันพึงมีและได้รับรองไว้ใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — ซึ่งคำถามหลักก็คือ กระทรวงไอซีทีใช้อำนาจอะไรในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ? มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร ? และปิดกั้นเว็บไซต์อะไรไปแล้วบ้าง ? ซึ่งทั้งหมดเป็นคำถามเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการทำงานของรัฐ

(พ.ร.บ.ข่าวสารของราชการฯ กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอภายใน 30 วัน เว้นว่าจะมีเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติหรือการบังคับใช้กฎหมาย หากหน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลภายในเวลาดังกล่าว ประชาชนผู้ร้องขอข้อมูลสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลความโปร่งใสของรัฐ จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” พ.ศ. 2540)

ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 กระทรวงไอซีทีได้ตอบคำถาม 20 ข้อดังกล่าว (ที่ ทก 0200.14/1258?) [PDF, 25 หน้า, 7 MB] โดยอ้างว่ามีอำนาจในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วกฎหมายใดที่มอบอำนาจกระทรวงไอซีทีให้ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดรัฐประการในวันที่ 19 กันยายน 2549?) นอกจากนั้น กระทรวงไอซีทียังปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการปิดกั้น หรือรายละเอียดวิธีการปิดกั้น ไม่ยอมแม้กระทั่งเปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ปิดกั้น โดยอ้างว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือการเปิดเผยจะทำให้การบังคับให้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ

เนื่องจากการคำตอบดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 FACT จึงได้เข้ายื่นคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เพื่อขอให้ สขร. ออกคำสั่งให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอ

ทาง สขร. ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หลังจากนั้นทาง FACT ก็ได้มีการโต้ตอบส่งจดหมายชี้แจงเพิ่มเติมตามที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ (คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินการกรณีร้องเรียนให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการใช้อำนาจตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) ร้องขอเรื่อยมา

ในระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และอีก 30 วันต่อมา เมื่อ 18 กรกฎาคม 2550 ก็มีผลบังคับใช้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา (หลังเลือกตั้งทั่วไป และก่อนจะได้รัฐบาลใหม่ ที่มีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี) ทาง FACT ได้เข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ

วันที่ 27 เมษายน 2551 คณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร ก็ได้เปิดเผยข้อมูลคำวินิจฉัย ที่ วท 2/2551 (รายงานคำวินิจฉัยดังแสดงด้านบน)


ติดตามข่าวสารเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารได้ที่เว็บไซต์

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)

และข่าวสารเรื่องการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์

เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)

technorati tags: , , , , ,

a Thai blog on information architecture

ไม่ได้อัพบล็อกเกี่ยวกับเว็บที่ชอบที่ชอบนานแล้ว

กดลิงก์มั่วซั่วใน twitter แล้วก็เจออันนี้ i am IA

mk มีไปเขียนด้วย มีคนตามอ่านอยู่เยอะทีเดียว มีชื่อ(ที่ผม)คุ้น ๆ กันส่วนหนึ่ง เช่น projectlib, kohsija คิดว่าคนทำหลักน่าจะเป็น malimali

เนื้อหาเกี่ยวกับ การออกแบบสารสนเทศ และ usability design (คำไทยคือ?) โดยหนักไปทางที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เนื้อหาบางส่วนครอบคลุมเรื่องแผนธุรกิจและการตลาดด้วย (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประสบการณ์ผู้ใช้/ลูกค้า) ลองดู ๆ ชื่อหัวข้อละกันครับ เผื่อได้ไอเดีย

IA ในชื่อเว็บ คือ Information Architect สถาปนิกสารสนเทศ —
สถาปัตยกรรมสารสนเทศศาสตร์ ก็เรียกได้ว่าเป็นการเชื่อมความเชี่ยวชาญของศาสตร์และศิลป์หลายแขนงมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบระบบสารสนเทศ เนื่องจากต้องคำนีงถึงการใช้งานสารสนเทศ “ทั้งระบบ” จริง ๆ ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลและประมวลผล (เช่นในคอมพิวเตอร์) ไปจนถึงการนำเสนอและรับข้อมูลเข้าจากผู้ใช้ ซึ่งก็จะไปเกี่ยวข้องกับ visual design/information visualization, interaction design และเกี่ยวข้องกับระบบการรับรู้ของผู้ใช้ วนเป็นลูป ซึ่งสถาปัตยกรรมสารสนเทศศาสตร์ก็จะจับเอาความเชี่ยวชาญของแต่ละด้าน มามองในภาพรวมเป็นโครงสร้าง

ตามความเข้าใจ สถาปัตยกรรมสารสนเทศศาสตร์ เกี่ยวข้องกับ การออกแบบสารสนเทศ (information design) อยู่มาก แต่น่าจะเน้นเรื่องโครงสร้างโดยรวมทั้งหมดมากกว่า มีเรื่องโครงสร้างองค์กร/ระบบ (ซึ่งมีผลกระทบต่อการไหลและความสัมพันธ์ของสารสนเทศ) และรายละเอียดในวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (ซึ่งจำเป็นต่อการออกแบบการประมวลผลสารสนเทศ) ที่มากกว่าในการออกแบบสารสนเทศ ในขณะเดียวกันการออกแบบสารสนเทศ ก็จะอยู่ใกล้ผู้ใช้มากกว่าในด้านสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาหรือรับรู้ได้โดยผัสสะ เช่น ลงไปจนถึงระดับไทโปกราฟี ช่วงเงียบระหว่างเสียง หรือระยะห่างของผู้ดู

สาขาเหล่านี้น่าสนใจอยู่มาก ในแง่ที่ว่า มองสารสนเทศและระบบสารสนเทศเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับและรับใช้มนุษย์มากขึ้น ไม่ใช่ระบบสารสนเทศที่แข็งตัวปรับเปลี่ยนไม่ได้หรือได้ยาก จนกระทั่งมนุษย์ต้องยอมปรับเปลี่ยนไปหามัน และสุดท้ายมันมีอำนาจครอบงำเหนือมนุษย์ เป็นนายมนุษย์ไปเสียเอง (เช่น ลงทะเบียนเรียนข้ามสาขาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ประจำวิชาอาจารย์ที่ปรึกษาก็อนุญาตแล้ว ชั้นเรียนก็ยังมีที่นั่งเหลือ แต่เพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่รองรับ ก็เลยทำไม่ได้ — โปรแกรมคอมพิวเตอร์สถาปนาตัวเอง (หรือเราสถาปนาให้มัน) เป็นกฎที่มนุษย์อย่างเราจะไปต่อต้านไม่ได้เสียแล้ว)

สำหรับคนในที่ทำในสายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ออกแบบอุตสาหกรรม สถาปัคยกรรมศาสตร์ การผังเมือง ออกแบบกราฟิก ฯลฯ ถ้าสนใจ ก็อยากจะชวนให้ลองเล่นอะไรกับสาขาพวกนี้หน่อย มนุษย์ สังคม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ สารสนเทศ มั่ว ๆ กัน ปะทะกัน สู่ สังคมสารสนเทศ/สังคมเครือข่าย

น่าจะสนุกดี

[ ลิงก์ i am IA ]

technorati tags:
,
,

Open Document Standard, e-Government, and Universal Information Access

ต่อเรื่อง open document standard มาตรฐานเอกสารแบบเปิด ที่ใน duocore ตอนที่ 66 ลืมพูด/เวลาไม่พอเลยข้ามไป

open standard นี่ ทั้งตัว format และ protocol ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเลยนะ


มาตรฐานเอกสารแบบเปิด กับระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)

เช่นเรื่อง backoffice ระบบบริหารจัดการข้อมูลของระบบราชการ หน่วยงานรัฐ ที่ต้องประมวลผลเอกสารมาก ๆ ทั้งภายในหน่วยงานเอง ระหว่างหน่วยงานรัฐ และกับภาคเอกชน ประชาชน

ถ้าไม่ใช่ฟอร์แมตเปิด การสร้างซอฟต์แวร์ระบบที่จะอ่าน/เขียนเอกสารเหล่านั้นได้อย่างอัตโนมัติ ก็ลำบาก (ต้อง reverse engineering แกะสเปกกันวุ่นวาย) แถมยังไม่สามารถมั่นใจเต็ม 100% ได้ว่าจะอ่าน/เขียนได้ตรงเป๊ะ ซึ่งก็อาจทำให้ข้อมูลบางอย่างตกหล่นสูญหายได้ ยิ่งคิดว่าในกระบวนการทำงานจะต้องมีการส่งเอกสารกันหลายทอด อ่าน/เขียนกันหลายรอบ ก็เป็นไปได้ที่การสูญหายดังกล่าวจะสะสมเยอะขึ้นได้ด้วย


มาตรฐานเอกสารแบบเปิด กับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารถ้วนหน้า (universal information access)

นอกจากนี้ กรณีที่สเปกรูปแบบเอกสารที่มันปิด ไม่ได้เป็นมาตรฐานเปิด
ก็ทำให้มีโอกาสอยู่มาก ที่จำนวนโปรแกรมที่จะมาอ่าน/เขียนเอกสารเหล่านั้นได้ มันจะมีอยู่อย่างจำกัด
และโดยมากก็มักจะเป็นโปรแกรมของผู้กำหนดสเปกเท่านั้น ที่จะอ่าน/เขียนได้สมบูรณ์
ก็เท่ากับว่า มี “การผูกขาดโปรแกรมในการอ่าน/เขียน” อยู่กลาย ๆ

เช่น กรณีที่หน่วยงานราชการเผยแพร่เอกสารในรูปแบบ .doc (หรือ .xls, .ppt) อย่างเดียว (พูดถึงกรณีเมื่อก่อน ที่ยังไม่ได้เปิดสเปก) เท่ากับบังคับให้ประชาชนต้องมี Windows หรือ Mac OS X เป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะใช้โปรแกรม Word Viewer, Excel Viewer เพื่อจะดูเอกสารดังกล่าวได้ (แบบเต็ม 100% ไม่ต้องกลัวว่าจะมีข้อมูลอะไรสำคัญหายหรือเพี้ยนไป) ซึ่งซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นซอฟต์แวร์ที่ต้องซื้อ — หรือกรณีถ้าต้องกรอกแบบฟอร์มส่งหน่วยงานรัฐ เช่น ยื่นภาษี แบบประกันสังคม ก็จำเป็นต้องซื้อ Office อีกชุดหนึ่งด้วย (เพื่อให้แก้ไขได้) — ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะขัดกับหลักเรื่อง “การไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ” (?)

ยกตัวอย่าง ประเทศนอร์เวย์ ที่ กระทรวงปฏิรูปการบริหารราชการ ของเขา ประกาศให้หน่วยงานรัฐต้องเผยแพร่ เอกสารในรูปแบบ open standard คือ HTML, PDF กับ OpenDocument (จะมีแบบ non-open ด้วยก็ได้ แต่ต้องมีแบบ open เสมอ)
ดูข่าว: Norway mandates government use of ODF

สหภาพยุโรปและหลายมลรัฐในสหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะประกาศระเบียบทำนองนี้เช่นกัน


มาตรฐานเอกสารแบบเปิด กับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารถ้วนหน้า กรณีของประเทศไทย

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ประเทศไทยมี “พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐” ให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน — โดยยึดหลักนโยบาย “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”

กรณีเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบเอกสารอิเลกทรอนิกส์ที่ใช้ ฟอร์แมตที่ไม่ใช่ มาตรฐานเปิด ก็จะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ซึ่งอาจผิดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 30 (ดูรธน.และพรบ.ดังกล่าวข้างล่าง)

หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ของไทยคือ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.)


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

มาตรา ๓๐

บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริม ให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม


พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

หมวด ๑ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

มาตรา ๗

หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้น โดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิง ถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่ง ไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการ ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร

มาตรา ๙

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัย ดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงาน ทางวิชาการ รายงาน ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ส่วนนั้น บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้

ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียม ในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง


Towards universal information access…

เรื่องของ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารถ้วนหน้า (universal information access) นี่ มีหลายประเด็น
นอกเหนือจากเรื่องมาตรฐานเปิด เช่น ยังมีเรื่องของ ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility) หรือพูดง่าย ๆ ว่า ความสะดวกในการใช้งาน ด้วย — ถ้าบนเว็บก็คือ web accessibility เช่น ตัวอักษรเล็กไปมั๊ย สีอ่านยากมั๊ย เพราะบางคนมีปัญหาทางสายตา หรือ เมนูใช้ลำบากเกินไปรึเปล่า เพราะบางคนมีความบกพร่องทางร่างกายทำให้คลิกเมาส์เร็ว ๆ ไม่ได้
หรือว่าข้อมูลนั้นค้นหาเจอได้ง่ายรึเปล่า ฯลฯ อะไรพวกนี้ ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบสารสนเทศและการใช้งาน (information design/interaction design) อยู่ด้วย — คืออันนี้ไม่ได้พูดถึงว่าต้องง่ายสุด ๆ นะ แต่อย่างน้อยต้องยากไม่เกินระดับที่จะทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ซึ่งบางประเทศ บางเมืองในสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ก ได้ประกาศกฎหมายบังคับให้เว็บของหน่วยงานรัฐทุกแห่ง ต้องสอบผ่านมาตรฐานเรื่อง web accessibility นี้แล้ว

ดูเรื่องนี้ต่อได้ที่ Wikipedia
และ W3C

สำหรับนอกเว็บ แต่ยังเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารแบบดิจิทัลอยู่ ก็เช่น พวก kiosk ตู้บริการข่าวสารตามถนน ตามท่ารถ สถานที่ราชการ บริการสาธารณะ พวกนี้ก็ต้องออกแบบมาให้ทุก ๆ คนใช้ได้ด้วย เช่น ผู้มีปัญหาด้านประสาทสัมผัส หูไม่ค่อยดี ตาฝ้าฟาง ก็ต้องใช้ได้ หรือมีความบกพร่องทางกายภาพ นั่งรถเข็น หรือมือพิการ ก็ต้องใช้ได้

อย่าง ตู้บริการข่าวสาร ที่มีแป้นเหยียบให้ใช้เท้าเลือกเมนูได้ แทนการใช้มือกดหน้าจอสัมผัส หรือ ปุ่มขอความช่วยเหลือจากพนักงานเดินรถที่สถานีรถไฟ ที่ต้องมีปุ่มที่ต่ำกว่าระดับปกติด้วย เพื่อให้คนที่นั่งรถเข็นกดได้สะดวก และไมค์และลำโพงก็ต้องมีอีกชุดที่อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับปุ่มอีกปุ่มที่ว่าด้วย

เหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้ พลเมืองทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

technorati tags:
,
,

politicalbase.in.th

เปิดแล้ว: ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทยpoliticalbase.in.th

“แต่การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยเพียงเฉพาะในเลือกตั้งอย่าง เดียวยังไม่เพียงพอ การตรวจสอบการทำงานของพรรคการเมืองทั้งก่อนและหลังจากช่วงการเลือกตั้งยัง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การเริ่มโครงการ politicalbase.in.th ก็เกิดมาจากการตระหนักถึงความจำเป็นดังกล่าวนี้ ทั้งนี้เพื่อลดภาระและต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลของนักการเมือง และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบนโยบายและความเชื่อมโยงทางการเมือง”

ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากประชาชนผู้มีสิทธิ์มีเสียง โดยการช่วยกันเพิ่มข้อมูล ทีละเล็กละน้อย ค่อย ๆ สะสมเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งหมด – ตัวเว็บไซต์เป็นลักษณะวิกิที่เปิดให้ทุกคนเพิ่มและแก้ไขข้อมูลได้ โดยมีกองบรรณาธิการตรวจสอบที่มาของข้อมูลในเบื้องต้น

ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทยpoliticalbase.in.th – โดยการสนับสนุนของ

มูลนิธิฟรีดิชเนามัน (เยอรมนี), สถาบันทีอาร์เอ็น (ไทย), และ สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต

แนะนำมูลนิธิฟรีดิชเนามันสั้น ๆ — มูลนิธิฟรีดิชเนามัน (Friedrich-Naumann-Stiftung) เป็นมูลนิธิของประเทศเยอรมนีเพื่อสนับสนุนการเมืองแบบเสรีนิยม (มีความเกี่ยวพันกับพรรคเสรีประชาธิปไตย (FDP) ของเยอรมนี) โดยสนับสนุนเสรีภาพของปัจเจกและแนวคิดเสรีนิยม มูลนิธิดำเนินงานตามแนวคิดอุดมคติของ ฟรีดิช เนามัน ที่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองมีการศึกษาและได้รับข่าวสารทางการเมืองอย่างเพียงพอ ซึ่งตามแนวคิดนี้ การศึกษาการบ้านการเมือง (civic education) เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมือง และสำหรับประชาธิปไตย

technorati tags:
,
,
,

discourse/information/communication people

จดกันลืม บุคคลน่าสนใจ

สาวิตรี คทวณิช

นคร เสรีรักษ์

วราภรณ์ วนาพิทักษ์

  • มาตรการการจัดการการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ.)

สมสุข หินวิมาน

  • คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • cultural studies

technorati tags: , ,