สภากาชาดไทย – หน่วยงานที่รัฐให้อำนาจมาก แต่มีกลไกกำกับน้อย?

สภากาชาดไทยเป็นหน่วยงานรัฐหรือไม่?

สภากาชาดไทยนี่ก็เป็นอีกองค์กรที่สถานะงงๆ ในเว็บไซต์บอกว่าเป็นองค์กรการกุศล (ทำนองสมาคม เอ็นจีโอ) งบประมาณจำนวนมากมาจากงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งก็มาจากภาษี เงินรายได้ เงินกู้ ฯลฯ) ส่วนสภานายก/นายิกาและอุปนายกผู้อำนวยการ กษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

ในแง่การได้รับงบประมาณจากรัฐ (ไม่ว่าสถานะหน่วยงานจะเป็นอะไรก็ตาม) เรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะก็มีหลายหน่วยงานได้รับอุดหนุนในลักษณะนี้ รวมไปถึงวัดต่างๆ ด้วย และแม้งบประมาณที่สภากาชาดไทยจะได้รับเป็นตัวเงินที่สูงมาก (ปี 63 ได้รับจัดสรร 10,651 ล้านบาท ปี 64 ได้ 8,872 ล้าน) คิดว่าหลายคนก็คงมองว่า ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะภารกิจที่ทำก็เป็นสิ่งสาธารณะได้ประโยชน์

แต่ก็มีคำถามในแง่ว่า แล้วในฐานะผู้อุดหนุนงบประมาณ ตัวรัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการดำเนินงานของสภากาชาดได้มากน้อยแค่ไหน หรือกระบวนการสรรหาผู้บริหารและการบริหารของสภากาชาด มันรับผิดรับชอบกับเจ้าของเงินมากน้อยแค่ไหน

เพราะบางทีก็ดูเหมือนว่าสภากาชาดจะได้รับอำนาจเหมือนหน่วยงานรัฐ แต่พอมีกรณีพิพาท ก็เหมือนกับว่าสภากาชาดจะไม่ต้องรับผิดรับชอบภายใต้กลไกเดียวกันกับหน่วยงานรัฐ

เคยมีคนจะขอข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำสั่งที่ สค 235/2558 (12 พ.ย. 2558) วินิจฉัยว่าสภากาชาดไทย (ซึ่งเป็นนิติบุคคลบุคคลที่ดำเนินงานโรงพยาบาลจุฬาฯ) ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นจึงขอข้อมูลไม่ได้

ในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ มีอ้างถึงคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ว่าสภากาชาดไทย “มีลักษณะเป็นองค์การอาสาสงเคราะห์ ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง” ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง

นี่ก็เพิ่งรู้ เท่ากับว่าสำหรับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ อะไรก็ตามที่อยู่ภายใต้สภากาชาดไทย เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อตรวจสอบการทำงานได้เลย รวมถึงไม่สามารถใช้กลไกทางปกครองมาคุ้มครองได้

ยังมีอีกที่แก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยสภากาชาดไทยล่าสุด ยกเว้นให้สภากาชาดไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ ประกันสังคม ซึ่งแพทเทิร์นการเขียนแบบนี้มันเหมือนพวกองค์การมหาชนทั้งหลายเลย เท่ากับคนทำงานในสภากาชาดนี่ ไม่ใช่ทั้งพนักงานรัฐ แต่ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองแบบพนักงานเอกชน (ในมุมคนทำงานที่สภากาชาด สภาพปัจจุบันก็อาจจะโอเคก็ได้ เพราะมีสวัสดิการนั่นนี่ตามที่หน่วยงานจะจัดให้ ซึ่งเผลอๆ ดีกว่าหลายที่ แต่ถ้าจะเกิดไม่พอใจ จะฟ้องร้อง เครื่องมือทางกฎหมายก็หายไปเยอะมาก)

อย่างศูนย์โลหิตแห่งชาตินี่ ถ้าจะให้มีสถานะ “แห่งชาติ” เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้ของทั้งประเทศ มีอำนาจตัดสินใจให้เกิดผลได้เสียกับประชาชนและหน่วยงานอื่นๆ ก็ควรจะทำให้มันมาอยู่ในกลไกที่ใช้กฎหมายปกครองถ่วงดุล คุ้มครอง และเยียวยาได้ หรือใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงสิทธิที่ประชาชนควรมีได้ตามปกติรึเปล่า

คืองานกาชาดและงานบริการเลือดมันเริ่มจากบริบทสงครามก็จริง (กรณีงานบริการเลือดคือสงครามกลางเมืองสเปน) แต่พอหลังสงคราม ในหลายประเทศก็คลี่คลาย เอางานบริการเลือดนี้ไปเป็นงานสาธารณสุขในภาวะปกติที่รัฐดูแลจัดการ ไม่ได้เป็นเรื่องภาวะพิเศษอีกต่อไปแล้ว เช่นงานเลือดและอวัยวะระดับชาติของสหราชอาณาจักร NHS Blood and Transpant จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ British Red Cross ซึ่งพอเป็น NHS มันก็เข้ากลไกร้องเรียน เยียวยา ตามปกติของหน่วยงานรัฐ รวมถึงในแง่การดำเนินนโยบาย มันก็จะประสานไปในทางเดียวกันกับ NHS หลัก — แต่ของไทย งานบริการเลือดของเรายังอยู่กับกาชาด เหมือนสมัยสงครามอยู่จริงๆ

คืองานบริการเลือด งานรับบริจาคอวัยวะ จะอยู่กับกาชาดต่อก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตราบใดที่กลไกคุ้มครองมันมีพอกันกับหน่วยงานบริการสาธารณะอื่นๆ

คำถามรวมๆ ก็คือ ทำไม power กับ accountability นี่มันไม่มาด้วยกัน

มีคนทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ด้วย จากมุมกฎหมายมหาชน

อัครพล อร่ามเจริญ. สถานะทางกฎหมายของสภากาชาดไทย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2561. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:165987 (ฉบับย่อเป็นบทความ ในวารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม – ธันวาคม 2562PDF)

กลุ่มองค์กรที่ใช้เงินรัฐ ใช้การอำนวยความสะดวกจากอำนาจรัฐ บุคลากรของรัฐ และทรัพยากรของรัฐ แต่ไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดรับชอบแบบที่องค์กรรัฐปกติต้องมี นี่น่าจะมีอีกเยอะ (ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์?) และน่าจะมีไปทั่วทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น

เช่นกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือด่วนที่สุด มท 0808.2/ว5426 (24 ก.ย. 2561) “ซักซ้อมแนวปฏิบัติ” กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในการตั้งงบประมาณเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนภารกิจของกาชาดจังหวัด

ในมุมการกระจายอำนาจ การที่ส่วนกลางมีหนังสือให้ส่วนภูมิภาค ไปซักซ้อมกับส่วนท้องถิ่นถึงการตั้งงบประมาณ เจาะจงให้ไปสนับสนุนงานของมูลนิธิอะไรเป็นการเฉพาะนี่ก็น่าตั้งคำถามอยู่ ว่ามันเหมาะสมหรือเปล่า คือถ้าท้องถิ่นเขาจะให้เองนี่ก็เรื่องของเขา แต่ส่วนกลางไปยุ่งแบบนี้ได้เหรอ (แต่ในหนังสือก็มีความระมัดระวังในการใช้คำ เข้าใจว่าก็รู้ว่าไม่มีอำนาจ เลยเลี่ยงไปใช้คำว่า ซักซ้อม แนวปฏิบัติ เปิดช่องไว้ว่า จริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้นะ ดังนั้นไม่ใช่คำสั่ง)

คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 235/2558 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการรักษาพยาบาล (12 พ.ย. 2558) http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTEROPM/DRAWER01/GENERAL/DATA0004/00004684.PDF

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 585/2554 ระหว่าง นาย ส. ผู้ฟ้องคดี และเลขาธิการสภากาชาดไทย ที่ 1 อุปนายกผู้อํานวยการสภากาชาดไทย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี https://www.krisdika.go.th/data/article77/filenew/585-2554.pdf

ที่ มท 0808.2/ว5426 เรื่อง ซักซ้อมแนวปฏิบัติการตั้งงบประมาณและการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัด (24 ก.ย. 2561) http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2020/12/24704_3_1608885882330.pdf

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 2 ก.ย. 2564

ไหลข้ามพรมแดน ทั้งคน ข้อมูล ทุน สินค้า และความน่าปวดหัว

Freedom of Movement.

(จากข่าว “ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเร่งปราบการเลี่ยงภาษีโดยบริษัทไอทีจากสหรัฐ”)

ผมว่าปัญหาเลี่ยงภาษีโดยอาศัยความแตกต่างทางกฎหมายในแต่ละประเทศ/รัฐ/เขตเศรษฐกิจ นี่ก็เป็นตัวอย่างนึงของความ “เอาไม่อยู่” อีกต่อไปแล้วของขอบเขตกฎหมายที่อยู่บนฐานรัฐชาติ

องค์กรและกิจกรรมหลายอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำงานระดับข้ามรัฐข้ามพรมแดน แล้วกฎพวกนั้นก็ตามไม่ทัน ซึ่งเปิดช่องให้คนสร้างปัญหา และในทางกลับกัน ไอ้ตัวกฎหมายก็สร้างปัญหาซะเองได้ด้วย

แม้อุปลักษณ์ “เครือข่าย” จะเป็นอุปลักษณ์ยอดนิยม ที่ถูกใช้ในการเข้าใจและอธิบายแนวคิดและสิ่งต่างๆ ในยุค “อินเทอร์เน็ต” นี้ — แต่กรณีนี้ อุปลักษณ์ “ของไหล” อาจจะเหมาะกว่า

เราลองคิดว่า คน ข้อมูล ทุน และสินค้า ก็เหมือนกับน้ำ

ถ้ามีรู น้ำก็ไหล ถ้ามีแรงดัน น้ำก็ไหล
ถ้าระดับสองที่ไม่เท่ากัน น้ำก็ไหลจากสูงไปต่ำ
น้ำไหลไปทุกที่ เจอกำแพงก็ไหลไปตามแนวกำแพง จนไปสุดกำแพงแล้วไหลต่อ
น้ำมามากๆ พังกำแพงได้อีก

คนไหล เงินไหล สินค้าไหล ข้อมูลไหล
ปัญหาปวดหัวระหว่างประเทศมักจะวนๆ กับเรื่องพวกนี้
ผู้อพยพ แรงงานต่างชาติ การเข้าออกของทุน กำแพงภาษี การคุมข้อมูล

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ก็เน้นเรื่องการไหลพวกนี้ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมมันมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลไหลเร็วก็ตัดสินใจเร็ว ในสมัยที่ เจงกีส ข่าน ขยายจักรวรรดิมองโกล หนึ่งในกลไกสำคัญในการบริหารดินแดนกว้างใหญ่อย่างนั้นก็คือ ระบบจดหมายม้าเร็ว

หรือไฟฟ้า ประปา ถนนหนทาง รางรถไฟ ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ว่าด้วยการไหลทั้งนั้น

จึงเห็นได้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็อยากให้ของมันไหลแหละ แต่เขาต้องเป็นคนควบคุมการไหล/ต้องไหลในระดับที่เขาคุมได้

การเจรจาหรือมาตรการระหว่างประเทศอื่นๆ จำนวนหนึ่งก็มาจากความคาดหวังในระดับของการไหลที่ไม่ตรงกันของสองพื้นที่

แต่ในขณะที่กิจกรรมระดับรัฐบาลที่เป็นทางการดำเนินไป ถ้ามันมีรู หรือระดับของสองพื้นที่มันสูงต่ำกันมาก หรืออีกฝั่งมีแรงดันมาก ยังไงของมันก็ไหล อาจจะไม่ถูกกฎหมาย แต่ของไหลมันหาทางของมันเสมอ

กฎหมายและความคุ้มครองต่างๆ ก็ต้องไปให้ทันกับสิ่งเหล่านี้ด้วย จะคิดในกรอบเก่าๆ ไม่ได้แล้ว ไม่งั้นไหลตามกันไม่ทัน

วารสารศาสตร์ข้อมูล: เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ #wikileaks #opendata

ความน่าเชื่อถือของวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ วิกิลีกส์ และ วารสารศาสตร์ข้อมูล

Roy Greenslade (twitter: @GreensladeR) เขียน ; อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล (@bact) แปลและเรียบเรียง


(CNN) 30 ก.ค. 2553 – การโพสต์เอกสาร 92,000 ฉบับบนวิกิลีกส์ (WikiLeaks) เกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน เป็นตัวแทนของการฉลองชัยของสิ่งที่ผมเรียกว่า “วารสารศาสตร์ข้อมูล” (data journalism)

แน่นอนว่ามันต้องมีแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล ใครสักคนในที่ไหนสักแห่ง ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์วิกิลีกส์ แต่ไม่ว่าผู้แจ้งความไม่ชอบมาพากลคนนี้จะเป็นใคร มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า เนื้อหาของเอกสารเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา

ข้อมูลดิบดังกล่าว เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์ในสามสำนักข่าว – นิวยอร์กไทมส์ (New York Times สหัรฐอเมริกา), เดอะการ์เดียน (The Guardian สหราชอาณาจักร), และ แดร์สปีเกล (Der Spiegel เยอรมนี) – ที่จะขุดค้นหาข่าวจากมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวเหล่านั้นเท่านั้น บันทึกประจำวันจากสงครามอัฟกานิสถานนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็เข้าไปขุดค้นสมบัติหาข้อมูลได้

เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นักหนังสือพิมพ์ทำเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว พวกเขาอ่านกองเอกสารทีละหน้าทีละหน้า เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ซึ่งจะนำไปสู่สกู๊ปสำคัญ

แต่ก็นั่นล่ะ เราต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานดังที่กล่าวมา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มันทั้งใช้เวลาและแรงงาน แล้วก็ไม่มีสีสันตื่นตาตื่นใจ มันไม่มีสเน่ห์ดึงดูด ด้วยแรงกดดันในองค์กรข่าวสมัยใหม่ ที่จำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มราคา มันเป็นเรื่องยากที่บรรณาธิการข่าวจะอนุญาตให้นักข่าวใช้เวลามาก ๆ ไปกับกองเอกสารท่วมหัว

ความสำเร็จของ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” หรือการทำข่าวจากข้อมูลดิบนั้นมักจะถูกลืม ตัวอย่างหนึ่งโดดเด่นก็คือ กรณีข่าวสืบสวนโดยหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) ที่ตามติดกรณียาระงับประสาทของบริษัทยาเยอรมันที่ถูกถอนออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากพบว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อทารก

ระหว่างการสืบสวนดังกล่าว ซันเดย์ไทมส์จ่ายเงินเพื่อซื้อเอกสารภายในจำนวนมากของบริษัทดังกล่าว และต้องแปลมันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ฟิลลิป ไนท์ลีย์ (Phillip Knightley) หนึ่งในทีมข่าวกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ทำงานอย่างหนัก เพื่อทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้น

ถึงในปี 1968 จะยังเป็นสมัยที่ซันเดย์ไทมส์มีกำลังคนพร้อมเพรียง และยินดีที่จะจัดสรรทรัพยากรให้กับทีมนักข่าวสืบสวน ไนท์ลีย์ก็ยังบอกกับเราว่า คนก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่ามันจะคุ้มค่าหรือ ที่จะทำข่าวที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลายาวนานขนาดนี้

แม้ในที่สุดข่าวสืบสวนชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยที่ดีขึ้นแก่ผู้เสียหาย แต่ดูเหมือนว่า ความสงสัยต่อความคุ้มค่าในการลงทุนทำ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในองค์กรข่าวส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่กำลังจะตัดงบประมาณของกองบรรณาธิการ

แน่นอนว่า ข่าวสืบสวนคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ในต้นทศวรรษ 1970 โดย Bob Woodward และ Carl Bernstein ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสกู๊ปข่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นั้นมีความสำคัญ รายงานชิ้นดังกล่าวอาศัยแหล่งข่าวที่ปิดเป็นความลับ ที่รู้จักกันในชื่อ “Deep Throat” และตั้งแต่นั้นมา นักหนังสือพิมพ์ก็ตกเป็นทาสของแหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้เหล่านี้เสียเอง แต่ข่าวแบบนี้แหละที่มีสเน่ห์ดึงดูด

แหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้ ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของวารสารศาสตร์สมัยใหม่ ผมเคยบอกกับนักศึกษาวารสารศาสตร์ของผมอย่างนั้นเสมอ ๆ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วว่า ผมให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการค้นหา อ่าน และวิเคราะห์ข้อมูลดิบ

ถ้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นร่างแรกของประวัติศาสตร์ อย่างที่เรานักหนังสือพิมพ์มักอ้างกัน เราก็ควรจะต้องทำงานให้ใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์เสียหน่อย บรรดานักประวัติศาสตร์พยายามมองหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับเหตุการณ์ในอดีต

สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ของข้อมูลต่างๆ ในวิกิลีกส์นั้นคือ มันเป็นข้อมูลที่ทันสมัย มันทำให้นักหนังสือพิมพ์และสาธารณะเข้าใจชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอัฟกานิสถาน ในแง่นี้ ข้อมูลเหล่านี้ที่ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ช่วยมอบความเข้าใจที่มีค่ามหาศาลให้กับเรา

อย่างไรก็ตาม การโพสต์เอกสารขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยตัวมันเองไม่ใช่การทำข่าว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการข่าว มันยังต้องการการวิเคราะห์ วางบริบท และในบางกรณี การเซ็นเซอร์ที่จำเป็นเพื่อที่จะปกป้องปัจเจกบุคคลที่ถูกระบุในเอกสารดังกล่าว

ผมทราบว่า นักข่าวอาชีพไม่ได้เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถทำงานนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าว และมีความรู้ที่จะทำให้พวกเขาทำงานดังกล่าวได้ดี การรายงานโดย เดอะการ์เดียน และ นิวยอร์กไทมส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรโดยทันที ไม่มีประธานาธิบดีต้องออกจากตำแหน่ง เหมือนกรณีวอเตอร์เกต แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏจากเอกสาร คือการยืนยันสิ่งที่สื่อในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสงสัยมาโดยตลอด เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่ามันเลวร้ายและมีแต่จะแย่ลง ๆ นับตั้งแต่ปี 2004 มันตบหน้ารายงานประเมินอย่างเป็นทางการที่แสนสวยงาม

ข้อมูลดิบทั้งหมดดังกล่าวมานั้น เชื่อถือได้มากกว่า เพราะมันเป็นรายงานโดยทหารในสนามรบจริง ๆ ว่าพวกเขาพบเห็นและประสบอะไรบ้าง มันไม่มีการปั่นข่าว ตัวรายงานนั้นอาจไม่ได้เป็นวัตถุวิสัย – ซึ่งก็ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเช่นนั้น – แต่รายงานเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมือง

ใช่ เราอาจพูดได้ว่า การที่วิกิลีกส์โพสต์ข้อมูลอ่อนไหวดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะ ในตัวมันเองนั้นก็ไม่ได้เป็นวัตถุวิสัยอยู่แล้ว แต่ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ จูเลียน อัสซานจ์ (Julian Assange) หัวหน้าบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เรียกร้องต่อองค์กรข่าวต่าง ๆ ให้เปิดเผยข้อมูลดิบออกสู่สาธารณะให้มากขึ้น

เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้วิชาชีพของพวกเขามีความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”

โดยธรรมชาติของตัวมันเอง การทำข่าวจากแหล่งข่าวบุคคล (source journalism) ย่อมถูกปิดบังไม่ให้สาธารณะได้เห็น การทำข่าวจากข้อมูลดิบ (data journalism) นั้นเปิดเผยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดิบนั้นถูกโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต เพราะในกรณีที่มีการวิเคราห์ข้อมูลชุดเดียวกันในแนวทางที่ต่างกัน ข้อมูลดิบเหล่านั้นมันอนุญาตให้สาธารณะตัดสินได้ว่าการวิเคราะห์อันไหนที่น่าเชื่อถือกว่า

เรานักหนังสือพิมพ์ ควรจะต้องดีใจที่มีเว็บไซต์อย่างวิกิลีกส์อยู่ นั่นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราก็คือการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ที่คนที่มีความเชื่อเป็นอย่างอื่นต้องการจะเก็บมันเป็นความลับ

เว็บไซต์ดังกล่าวสมควรจะได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากพวกเรา และมันจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องจากการคุกคามของพลังฝ่ายขวา ที่หาทางจะหลีกเลี่ยงจากการถูกเปิดโปง


Roy Greenslade เป็นศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยซิตี้ยูนิเวอร์ซิตี้ ลอนดอน เขาเขียนบล็อกรายวันเกี่ยวกับสื่อให้กับเว็บไซต์ The Guardian และเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ London Evening Standard เขาเป็นนักวิจารณ์สื่อมา 18 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Daily Mirror ของสหราชอาณาจักร บรรณาธิการบริหารของ Sunday Times และผู้ช่วยบรรณาธิการของ The Sun

เรียบเรียงจาก “We should be thankful for WikiLeaks” โดย Roy Greenslade ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ CNN.com 30 ก.ค. 2553 (ลิงก์ต่าง ๆ ที่แทรกในเอกสารนี้โดยผู้แปลเอง)

* ดาวน์โหลดบทความนี้ ในรูปแบบ PDF (Scribd)

บทความที่เกี่ยวข้อง: มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ : โลกอนาคตที่ไม่มีการผูกขาดความจริง

เข้าถึงเนื้อหาของ WikiLeaks จากเมืองไทย ได้ที่เว็บไซต์ ThaiLeaks.info
โดยทุกคนสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดของวิกิลีกส์ได้ทาง torrent

technorati tags: , , , , , ,

 

Knowledge WITH Borders

ความรู้มีเชื้อชาตินะ

Thai Digital Collection … เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนการศึกษา … สำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น … คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามต่อไปนี้: ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ประโยคต่อไปคือ … เพื่อป้องกันชาวต่างชาติใช้งาน … แต่จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องผลงานของคนไทยให้คนไทยใช้งานเท่านั้น

เอาน่ะ อย่างน้อยเขาก็มี ประชารัฐ ให้เลือก, ไม่ใช่ ราชอาณาจักร

technorati tags:
,
,

Lao44 – Free the Lao documents

Lao44 or Coalition for Lao Information, Communication and Knowledge is the largest repository of documents in Lao language.

The number 44 in Lao44 refers to Article 44 in the Constitution of Lao PDR, which says: Lao citizens have the right and freedom of speech, press and assembly; and have the right to set up associations and to stage demonstrations which are not contrary to the laws.

ลาว44 เป็นเว็บไซต์ที่เก็บรวมรวมเอกสารสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นภาษาลาว

เลขที่ 44 หมายถึงสิทธิพื้นฐานอันหนึ่งของพลเมืองลาวดังที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของ ส.ป.ป.ลาว มาตรา 44 ที่ว่า: พลเมืองลาวมีสิทธิเสรีภาพในการพูด, ขีดเขียน, รวมชุมนุม, จัดตั้งสมาคมและเดินขบวนที่ไม่ขัดกับระเบียบกฎหมาย

ຍີນ​ດີ​ຕ້ອນຮັບ​ເຂົ້າສູ່ ລາວ44.

ເລກທີ 44 ຫມາຍ​ເຖີງສິດ​ພື້ນຖານ​ອັນ​ຫນື່ງຂອງ​ພົນລະ​ເມືອງ​ລາວ​ດັ່ງ​ທີ່​ລະບຸ​ໄວ້​ໃນ​ ລັດຖະທຳ​ມະນູ​ນ ຂອງ ສ.ປ.ປ ລາວ
ມາດ​ຕາ​44 ທີ່​ວ່າ: “ພົນ​ລະ​ເມືອງ​ລາວ​ມີ​ສິດ​ເສ​ລີ​ພາບ​ໃນ​ການ​ປາກ​ເວົ້າ​, ຂີດ​ຂຽນ​, ໂຮມ​ຊຸມ​ນຸມ​, ຈັດ​ຕັ້ງ​ສະ​ມາ​ຄົມ​ແລະ​ເດີນ​ຂະບວນ​ທີ່​ບໍ່​ຂັດ​ກັບ​ລະ​ບຽບ​ກົດ​ໝາຍ​”

ໂດຍ ​ອີງ​ໃສ່​ນະ​ໂຍບາຍ​ຂອງ​ພັກ ແລະ ລັດຖະບານດ້ານ​ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ ແລະ ການ​ສື່ສານ ດັ່ງ​ທີ່​ໄດ້​ລະບຸ​ໃນ​ແຜນ​ພັດທະນາ​ເສດຖະກິດ-ສັງຄົມ (2006-2010), ລາວ 44 ປະກອບສ່ວນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ການ​ສ້າງ​ຄວາມ​ເຂັ້ມ​ແຂງ​ພ້ອມ​ທັງ​ຊຸກຍູ້​ການ​ມີ​ສ່ວນ​ ຮ່ວມ​ຂອງ​ປວງ​ຊົນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ວຽກງານ​ການປົກ​ປັກ​ຮັກສາ ແລະ ສ້າງສາ​ປະ​ເທ​ດຊາດ ໂດຍ​ການ​ເປັນແຫ​ລ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ພາສາ​ລາວ ຂອງທຸກໆຂະ​ແຫນງ​ການ​ທົ່ວ​ປະ​ເທດ ເຊັ່ນ: ກະສິກຳ-ປ່າ​ໄມ້, ສຸຂະພາບ, ການ​ສຶກສາ, ພູມ​ປັນຍາ​ທ້ອງ​ຖີ່​ນ, ບົດບາດ ​ຍີ​ງ-ຊາຍ ແລະ ຮວມ​ໄປ​ເຖີງລະບຽບກົດ​ຫມາຍ, ແຜນການ ແລະ ນະ​ໂຍບາຍຕ່າງໆຂ​ອງ ລັດຖະບານ. ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ປະກອບມີ​ຫລາຍ​ຮູບ​ຫລາຍ​ສີ​ເຊັ່ນ: ຟ້າຍເອກະສານ, ວິ​ດິ​ໂອ, ຮູບ​ພາບ ແລະ ການ​ສົນທະນາ​ກະທູ້​ຕ່າງໆ ເຊິ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານທັງ​ຫມົດ​ເປັນ​ຮູບ​ແບບ​ດິຈີ​ຕ້ອນ.

ລາວ 44 ໄດ້​ຖືກ​ສ້າງ​ຂື້ນ ແລະ ບໍລິຫານ​ຮ່ວມ​ກັນໂດຍອົງການ Helvetas, ອົງການ​ບ້ານ​ຈຸດ​ສູ​ມສາກົນ (VFI), CRWRC, ອົງການ​ມິ​ດຕະພາບ​ເມັນ​ໂນ​ນາຍ (MCC), CIDSE, DED, ອົງການພັດທະນາປະເທດເນເທີແລນ (SNV), ກູ່​ມພັດທະ ນາບົດບາດ​ຍີ​ງ- ຊາຍ (GDG), ສະມາຄົມພັດທະນາກະສິກຳ ແລະ ສີ່ງແວດລ້ອມແບບຍືືນຍົງ (SAEDA), ສະມາຄົມພັດທະນາ ແລະ ຫລຸດຜ່ອນຄວາມທຸກຈົນ (PORDEA), ບໍລິສັດ ທີ່ປຶກສາດ້ານພັດທະນາ & ວິສາຫະກິດ ຈຳກັດ (EDC), ແລະ ສູນອົບຮົມຮ່ວມພັດທະນາ (PADETC) ໂດຍການສະຫນັບສະຫນູນຈາກກອງ​ສົ່ງ​ເສີມ​ກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFES), ສະ​ຖາ​ບັນ​ຄົ້ນຄວ້າ​ວິທະຍາສາ​ດ ແລະ ເຕັກນິກກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFRI) ແລະ ​ໂຄງການສົ່ງເສີມກະສິກຳ (LEAP).

ขอบคุณเพื่อน ๆ ในทวิตเตอร์ @tewson @au8ust @kengggg @amaudy @lewcpe สำหรับคำอ่านคำแปลพาสาลาวครับ 🙂

แถม: อ่านลาว – Chrome extension แปลงอักษรลาวเป็นอักษรไทย

technorati tags: , ,

Me on #ICT2020 plan

วันนี้ไปงานระดมความเห็นเรื่องแผนไอซีทีในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ICT2020) กลุ่ม civic empowerment (คืออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็มั่วไป) ที่เนคเทคเป็นเจ้าภาพ (ผมไป แทน หลายคนมาก ๆ ประมาณว่าแปะมือกัน)

ผมได้เสนอในวงและยังยืนยันว่า ในการทำนโยบายทางสังคมใด ๆ จำเป็นต้องคิดถึงกลุ่มชายขอบทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ

กลุ่มชายขอบทางการเมือง คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อศีลธรรมอันดีงาม และกลุ่มคนที่ถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรง

คนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองหรือผู้ส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และไม่ควรจะต้องถูกกันออกไป เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนกับรัฐ

ตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ ที่ได้ผลกระทบที่เกี่ยวกับสารสนเทศ ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เช่น ชุมชนในมาบตาพุดและประจวบ ที่ขอดูเอกสารประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ความมั่นคง

ถ้าทัศนคติแบบนี้ยังมีอยู่ และข้ออ้างแบบนี้ยังฟังขึ้น ก็ป่วยการที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสารพัดที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร — เพราะถึงมีเทคโนโลยีไป รัฐก็ไม่เปิดอยู่ดี

แค่โยนบรอดแบนด์ตูมลงไป แล้วหวังจะให้เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารและปริมณฑลสาธารณะ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเป็นไปไม่ได้ – ต้องเปลี่ยนทัศนคติของรัฐและสังคมด้วย ในเชิงรูปธรรมก็คือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องสอดคล้องให้มันเปิดให้เข้าถึงได้ด้วย เทคโนโลยีมันถึงจะได้ทำงาน


ในประเด็นสิทธิและบริการที่ขยายไปให้มากกว่าที่ให้กับพลเมือง ผมหมายถึงกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนสังคมไทย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะที่พวกเขาก็ได้ทำอะไรบางอย่าง (contribute) ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแรงงาน ศิลปวัฒนธรรม เงินภาษี ฯลฯ คนเหล่า นี้แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองไทย ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการไอซีทีบางอย่างตามสมควรด้วย

ทุกวันนี้ คนทุกคนในสิงคโปร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ทั่วทั่งเกาะ ขอให้มีเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ลงทะเบียนรับรหัสผ่านครั้งแรกก็พอ — Wireless@SG

ผมกำลังพูดถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลและบริการพื้นฐานได้ — คิดในกรอบของสิบปีข้างหน้า ที่การเข้าไม่ถึงไอซีทีก็เท่ากับจำกัดสิทธิทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้เหมือนกัน

จินตนาการถึง การเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility) ที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในประเทศเอง และจากอาเซียนซึ่งจะควบรวมกันมากขึ้น

บริการใด ๆ ที่ยังผูกกับจากใช้ที่อยู่ทะเบียนบ้านจดทะเบียน จะกันคนจำนวนมากออกไปโดยทันที เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (นอกจากแรงงานจากนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมี คนไร้บ้าน ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น — ญี่ปุ่นและแคนาดาก็มีแนวโน้มเดียวกัน) ถ้าจะพัฒนาไอซีทีในยุค high mobility ที่คนเคลื่อนไหวไปมามากขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องขจัดข้อจำกัดในทางทะเบียนหรือทางกฎหมายลักษณะนี้ออกไปด้วย

จริง ๆ นักเรียน นักศึกษา จากต่างบ้านต่างเมืองต่างประเทศ ที่อยู่หอพัก ก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือสมัครบริการอินเทอร์เน็ตเองไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน ข้อบังคับของหอพัก ฯลฯ ทำให้ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตของหอพัก ที่ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แพงบ้างไม่แพงบ้าง — คนที่อยู่หอพักหรือบ้านเช่าแบบนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอีกมาก ในสิบปีข้างหน้า


สำหรับประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว ผมคิดว่าไอเดีย Universal Design ที่ มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย นำเสนอในวง นั้นน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด เมื่อเสริมกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง คือความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการควบคุม ก็น่าจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมดแล้ว (คิดว่า)

มีเสริมเรื่องภาษาหน่อยนึง คือนอกจากภาษาหลากหลาย ภาษาถิ่น แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ ด้วย คือใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เรียบง่าย ไม่ยาวเกินไป คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ใช้เวลาไม่นาน — เรื่องนี้สำคัญ เพราะ ภาษา เป็น interface สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสาร ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องอ่าน แต่ดันอ่านยากเกินไป มันก็แย่ — ดู Plain Language Movement


นโยบายก็อย่าง แต่จะดำเนินการให้ได้ตามนั้นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะ … ลองดูตัวอย่าง

มีอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ศูนย์ไอทีชุมชน การอ่านออกเขียนได้ — รออ่านสรุปวงคุย 2 วัน เรื่อง civic empowerment นี้ ที่เว็บไซต์ ict2020.in.th


ขอบคุณคนชวน (กองทุนไทย, แผนงานไอซีที สสส., เครือข่ายพลเมืองเน็ต) และเนคเทคที่จัด งานนี้ได้ความรู้เยอะมาก

ขากลับแวะหนองมน ซื้อปลาหมึกบดและปลาหมึกทุบมาอย่างละถุง เย่

technorati tags:
,
,
,
,

Keeps private data private, keeps public data public? No. Not in Thailand.

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ
ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนตรวจดูหรือค้นคว้าได้

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ที่เว็บ www.oic.go.th ของสขร. หน้า การตอบข้อหารือและวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับ สขร.:

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หารือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ (ลงวันที่ 27/11/2552)
… ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2544

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กรมการปกครองหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (ลงวันที่ 28/12/2552)
… ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2544

เอกสารต่าง ๆ ไม่สามารถเรียกดูได้ตามชื่อเรื่องเลย

แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่เปิดเผย ครับ

ในขณะที่รัฐ มีความพยายามที่จะดักฟังสอดส่องล่วงรู้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน (#ThaiNoSniff)
พร้อม ๆ กันนั้น รัฐเอง ก็มีความพยายามจะปกปิดหรือสร้างความยากลำบากในการเข้าถึง ข้อมูลของรัฐ

กลับตาลปัตรกับหลักความโปร่งใสของรัฐและการเคารพสิทธิของพลเมือง ที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (private data) ต้องเก็บเป็นความลับ (keep/private) และข้อมูลของรัฐ (public data) ต้องเปิดเผย (open/public)

ประเทศของเรา จะไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารแบบไหนกัน?

มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน

(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว

ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร

มาตรา ๘ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๗ (๔) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร

มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น

บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและสิทธิทางอิเล็กทรอนิกส์

technorati tags:
,
,

Thai laws and regulations on official document/information administration and archives

กฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาและการทำลายเอกสาร – เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

  • พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 — มี หมวด 3 ว่าด้วย การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548— แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2526 ที่สำคัญคือ:
    • เพิ่มนิยามคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น) และ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบสื่อสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)
    • ลดอายุเอกสารก่อนที่จะให้ส่วนราชการส่งหนังสือเข้าหอจดหมายเหตุ จากเดิม 25 ปี เหลือ 20 ปี (=จัดส่งเข้าหอฯเร็วขึ้น)
  • ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551
  • (ร่าง) พระราชบัญญัติ จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. …. — มีเรื่องการบริหารจัดการเอกสารราชการ ในส่วนนิยาม ให้ความหมาย เอกสาร ไว้ว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

ความสำคัญของระเบียบระดับกระทรวงต่าง ๆ และ พ.ร.บ.จดหมายเหตุ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ก็คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ นั้นระบุให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่จะเข้าถึงได้ ก็ต้องเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพที่เอามาใช้ได้ และไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อีเมล แฟ้มข้อมูลต่าง ๆ สูญหายได้ง่ายมาก ทั้งจากอุบัติเหตุ ความเผลอเรอ หรือความตั้งใจ
ยิ่งเราจะไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลือกต้ังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบกิจการต่าง ๆ และเพื่อการศึกษา ในฐานะเอกสารทางประวัติศาสตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก คลังเอกสาร เครือข่ายพลเมืองเน็ต

แถม: ระหว่างกระโดดไปกระโดดมา ตามหน้าเน็ต ก็เจออันนี้ เผื่อใครจะได้ใช้:
บริการค้นหาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

iLaw ที่อาจจะเกี่ยวข้อง (ยังงง ๆ อยู่ ไอเดียรวม ๆ คือ อยากให้มีแบบ Presidential Records Act)

technorati tags: , , ,

The Hague Declaration, call for signers

Support free and open information standards, for transparency, for equality, for participatory, for communication rights, for information freedom, and for freedom of expression. — please consider signing the The Hague Declaration.

ขอเชิญพิจารณาและร่วมลงชื่อใน “คำประกาศเฮก” (The Hague Declaration) เพื่อสนับสนุนมาตรฐานดิจิทัลแบบเปิดและเสรี และเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกใช้และส่งเสริมมาตรฐานแบบเปิดและเสรี เพื่อความเท่าเทียมและโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมในการปกครอง และใช้บริการของรัฐ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตามสิทธิและเสรีภาพของเราใน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่ การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในการจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ แม้หน่วยงานรัฐจะ “เปิดเผยข้อมูล” แล้ว แต่หากข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานแบบเปิดและเสรี ก็อาจมีอุปสรรคในการเปิดดูได้ในปัจจุบันหรือในอนาคต การให้รัฐใช้มาตรฐานแบบเปิดและเสรีจึงเป็นการรับประกันว่า ข้อมูลข่าวสารของรัฐที่ควรเปิดเผยจะได้รับเปิดเผยและเรียกดูได้อย่างเสรีตลอดไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ร่วมลงชื่อ

technorati tags:
,
,

TWA/DSI in OIC Internet Censorship Investigation Subcommittee

Inside the Official Information Commission, there’s a “Internet censorship investigation subcommittee” which taking care of the information disclosure and information access on the Internet and investigating the Internet censorship case if it occurs.

The president of the Thai Webmaster Association (TWA) (or his/her representative) is an ex-officio member of that Internet censorship investigation subcommittee.

This seems perfectly okay. Until it happens that the new president of TWA is Pol Col Yanapol Yangyeun, Commander of Office of Technology and Information Cases under the Department of Special Investigation (DSI), who heavily involves with the Internet censorship himself.

We all make good wishes to him and hope that he will manage the two contradicted responsibilities well.

ใน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) — ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาการปกครองในระบบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีส่วนร่วม และส่งเสริมการปฏิรูประบบราชการให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใส — มีคณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบพิจารณาเรื่องเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตอยู่

อำนาจหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต:

  1. ศึกษาข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  2. ศึกษาปัญหา สาเหตุ ข้อเท็จจริง ผลกระทบและแนวทางแก้ไข ในกรณีที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  3. มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริง และเรียกให้บุคคลใด ให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา
  4. รายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการทราบ

หนึ่งในคณะอนุกรรมการจำนวนสิบคนเศษนั้น มี นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (หรือผู้แทน) เป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย โดยตำแหน่ง — ซึ่งมันก็ดูโอเคดี

แต่เรื่องชองเรื่องก็คือ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยคนใหม่ เกิดเป็น พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอีกตำแหน่งคือ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นกระทรวงไอซีที)

จากการพูดคุยกับคนที่คุ้นเคยกับสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยและ พ.ต.อ.ญาณพล
เขาเชื่อว่า พ.ต.อ.ญาณพล น่าจะแยกแยะบทบาทหน้าที่ทั้งสองได้อย่างดี

ในหมวกดีเอสไอ ผู้ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ และ

ในหมวกอนุกรรมการฯ ผู้ทำหน้าที่สอบสวนการเซ็นเซอร์
ไม่สับสนหรือขัดประโยชน์กันเองแน่นอน

เราก็หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นเช่นนั้น

(เช่นเดียวกับการที่ตัวแทนสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการและที่ประชุมต่าง ๆ ในฐานะ “ตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต” หรือ “ภาคประชาชน”, เราก็หวังว่าตัวแทนสมาคมฯ จะดำรงและปฏิบัติตนในฐานะดังกล่าวได้อย่างแข็งขัน — หรือมิเช่นนั้น ก็เข้าร่วมในฐานะอื่นที่ไม่ใช่ฐานะดังกล่าวเสีย)

technorati tags: