คำ “ออกตัว” — มาราธอน เล่มแรก

หนังสือ มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว

ด้านล่างนี้น่าจะเป็น “คำนำ” หนังสือเล่มครั้งแรกของผม วันนี้เพิ่งจะได้จับ ผมเลือกใช้คำว่า “มาราธอน” กับกิจกรรมของเครือข่ายพลเมืองเน็ตนี้ เพราะเห็นด้วยว่าการศึกษาและรณรงค์ประเด็นใดก็ตาม ไม่สามารถสำเร็จได้ชั่วข้ามคืน มาราธอนคือการวิ่งระยะไกล ข้ามเขตแดนและส่งข่าวสาร หนังสือเล่มวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดสตาร์ท ดังคำออกตัว

—-

“เราเดินด้วยคำถาม” ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกจากบล็อกของพี่แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มานานหลายปี ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำอย่างคำพูดดังกล่าวได้บ้าง

หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความและบทสนทนาว่าด้วยอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จากกิจกรรมที่เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้มีส่วนร่วม ในช่วงปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเป็นสองปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมปรากฏอย่างชัดเจนกว้างขวางบนพื้นที่ออนไลน์ที่เชื่อมกับออฟไลน์ ตั้งแต่การชุมนุมและการสลายการชุมนุมเมื่อต้นปี 2010 ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011*

ขอบคุณ นฤมล กล้าทุกวัน ที่รับเป็นบรรณาธิการให้หนังสือเล่มนี้ กระบวนการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน “มาราธอน” เกินกว่าที่ผมบอกกับเธอไว้ในคราวแรกมาก ผมน่าจะรู้จักนฤมลที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ท่าพระจันทร์ คนรอบตัวผมหลายคนรู้จักนฤมลในวาระต่างกันไป จำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อใหม่และความเคลื่อนไหว “ไม่เอารัฐประหาร”

ในช่วงปี 2004-2007 สื่อออนไลน์อย่างประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โอเพ่นออนไลน์ วิกิพีเดียไทย พลวัต ดูโอคอร์ เว็บบอร์ดและบล็อกต่างๆ รวมทั้งวงสนทนาที่จัดโดยเว็บไซต์บล็อกนัน กลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ในประเทศไทย ยูเฟส บาร์แคมป์ ไบโอสโคป ไทยอินดี้ และงานแสดงศิลปะดอคูเมนทา ได้ทำให้ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ผมจะได้ร่วมงานด้วยในอีกหลายปีให้หลัง เป็นการเปลี่ยนสายงานจากที่เคยอยู่ในแวดวงซอฟต์แวร์และภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งรู้จักคนเหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งเดินทางมากขึ้น

“ชีวิตคือการเดินทาง” และสำหรับคนรุ่นผม (เกิด 1979 เรียนโรงเรียนเอกชนชายล้วน อาศัยอยู่ในเขตเมือง และสามารถเข้าถึงเครื่องเล่นเกมแฟมิคอม) ตัวอย่างที่ให้ภาพได้ชัดที่สุดอันหนึ่งก็คือ วิดีโอเกมอาร์พีจี (role-playing game: RPG) อย่างไฟนอลแฟนตาซีหรือดราก้อนเควสต์ที่ผู้เล่นสวมบทบาทตัวละครสมมติออกเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ เพื่อ “เก็บเพื่อน” หรืออีกนัยหนึ่งคือการเก็บประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อถึงจุดหนึ่งจะได้คลี่คลายปริศนาของเกมและเตรียมความพร้อมไปสู่การปราบเจ้าจอมมารบอสใหญ่อันจะเป็นจุดสิ้นสุดของเกม

ในระหว่างทางของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกบันทึกรวบรวมลงหนังสือเล่มนี้ ผมได้พบเจอบุคคลต่างๆ จำนวนมาก บ้างตั้งใจ บ้างเป็นเหตุบังเอิญอันน่ายินดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง แม้อุปลักษณ์เกมอาร์พีจีในแบบดั้งเดิมอาจไม่ทาบสนิทเสียทีเดียวกับชีวิตของเราหลายคน เพราะเราไม่มีหรือไม่เคยนึกถึงบอสใหญ่ที่จะต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่อย่างน้อยการได้พบสิ่งต่างๆ รวมทั้งผู้คนระหว่างเดินทาง ก็ทำให้เราได้ทราบถึงภารกิจหรือที่ภาษาเกมเรียกว่า “เควสต์” ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่เราอยากจะเอาชนะให้ได้ น่าจะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้นักเดินทางจำนวนหนึ่ง มักบอกว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินทางโดยตัวของมันเอง พูดหล่อๆ แบบให้เอาไปทวีตต่อได้ก็อาจจะพูดว่า เรามองไปที่จุดหมายเพื่อมองเข้ามาในตัวเราเอง

ความน่าสนใจของการศึกษา “โลกเสมือน” หรือ “โลกออนไลน์” สำหรับผม จึงอยู่ที่การที่มันหยิกตัวเราให้ตื่นจากความเคยชิน และเดินกลับมาดู (revisit) ทบทวนแนวคิดที่เราเคยยอมรับเกี่ยวกับ “โลกจริง” หรือ “โลกออฟไลน์” ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม หรือจำเป็นต้องปรับแก้ ยืดขยาย หรือล้มมันทิ้งเสียให้หมด? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งคำถาม แต่คนทั่วไปในสังคมเองก็คิดกับมันหรือคิดผ่านมันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน บันทึกการเดินทางแบบ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ใน กวน มึน โฮ หนังรักตลกที่ดังที่สุดในปี 2010 เปิดประเด็นให้เราคิดมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นนิรนาม และ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังอิงประวัติผู้ประกอบการในปี 2011 ก็เดินเรื่องด้วยสัญลักษณ์จากวิดีโอเกมอาร์พีจี ความเป็นดิจิทัล (digitality) และการเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสถานะ (mobility) ได้ปรากฏสู่ภาษาในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานที่ส่วนใหญ่ในงานเทศกาล เน็ตติเซ่นมาราธอน เมื่อปี 2010 อยู่ในบริเวณที่เดินถึงกันได้ คือย่านสี่แยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และท่าพระจันทร์ (อีกสามแห่งอยู่ไกลออกไป ที่สีลม เกษตร และเชียงใหม่) เราตัดสินใจเลือกที่พักย่านถนนข้าวสารให้กับวิทยากรที่มาจากต่างเมือง ดัดแปลงห้องปรับอากาศในร้านอาหารใต้โรงแรมให้เป็นห้องสัมมนา ด้วยจุดประสงค์อยากให้วิทยากรได้เจอคนแปลกหน้า/นักเดินทาง ได้เดินสัมผัสเมืองเพราะหัวข้อหนึ่งในงานจะว่าด้วยเมืองกับอินเทอร์เน็ต และทดลองจัดงานในพื้นที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก เพราะสิ่งที่เรามองหานั้นก็เหมือนกับที่ผู้ใช้เน็ตจำนวนมากมองหาตามร้านกาแฟ คือ ที่นั่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต – ด้วยความไม่พร้อมหลายประการในปี 2011 ขนาดของงานได้ลดลงและไม่ได้มีสถานะเป็นเทศกาล – ปี 2012 นี้เราอยากกลับมาคึกคักอีกรอบ

ขอบคุณร้านหนังสือก็องดิด, The Reading Room, Cubic Creative Play Cube, Chiang Mai Commons, โรงแรมวิลล่า ชาช่า, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับสถานที่และการประสานงานวิทยากร จิราพร ธิโสภา, ธัญญธร สายปัญญา, นุตประวีณ์ สมดี, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ณัฐเมธี สัยเวช, วิชัย แสงดาวฉาย, ยอดพงษ์ จริยวิทยาวัฒน์, วสุมล บุณยเกียรติ, วนัสนันท์ ศรีไพศาล, พิสิฐ ศรีปราสาททอง, พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ, ทวีพร คุ้มเมธา, วรงค์ หลูไพบูลย์, และเยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล สำหรับการบันทึกและการประสานงานอื่นอีกสารพัด และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ที่วิ่งมาด้วยกันตลอด

ด้วยความระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จของเขา

กรุงเทพ, มีนาคม 2012

* ผู้สนใจสถานการณ์อินเทอร์เน็ตไทยตามลำดับเวลาในปี 2011 สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน “รายงานประจำปีเครือข่ายพลเมืองเน็ต: เสรีภาพและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตไทย พ.ศ. 2554” (เครือข่ายพลเมืองเน็ต 2555) และดูการอภิปรายเรื่องสื่อใหม่กับสิทธิเสรีภาพ การเคลื่อนไหว และการหาเสียงได้ใน “สื่อใหม่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ 2555)

—-

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ “มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว”
จัดจำหน่ายโดย สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด 0-2225-9536~40

สั่งซื้อออนไลน์: เคล็ดไทย | ซีเอ็ด | นายอินทร์
ห้องสมุดและองค์กรสาธารณประโยชน์ ติดต่อ contact (at) thainetizen.org เพื่อรับหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายชื่อผู้ร่วมก่อการจำนวนหนึ่ง

Netizen Marathon 2010: Online Studies #nm10

ส่วนหนึ่งของเทศกาล Netizen Marathon 2010 — hashtag: #nm10

อาทิตย์ 28 พ.ย. 15:00 – 17:00
คุยกับสถาปนิก เรื่อง คนกับพื้นที่
เบญจมาส วินิจจะกุล และ ดวงฤทธิ์ บุนนาค
@ ร้านหนังสือและกาแฟก็องดิด ถนนตะนาว ใกล้สี่แยกคอกวัว [แผนที่] [Facebook event]

จันทร์ 29 พ.ย. 09:00 – 17:00
เวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย ออนไลน์ศึกษา
@ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ตึกสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ชั้น 4 ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ [แผนที่]

ปฏิทินกิจกรรม เทศกาลเน็ตติเซ่นมาราธอน 2553
thainetizen.org/marathon
(Open Data BarCamp, Clip Kino, ReadCamp, ฯลฯ)

technorati tags: 

“Fashionsophy”: บทความ Fashion Studies ในเว็บ Midnight University

ผมไปอยู่เชียงใหม่มาเดือนกะหน่อย ๆ สองสัปดาห์ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะหนีโลกนี้ไปเที่ยวเล่นที่อื่น ผมมีโอกาสไปนั่งซิทอินวิชา Concept of Media Design บรรยายโดย อ.ทัศนัย เศรษฐเสรี ที่สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มช.
ครั้งแรก (คาบที่สามของการบรรยาย) เป็นเรื่องนักคิดแนวหลังสมัยใหม่ ส่วนครั้งสองเรานั่งอ่านประมาณยี่สิบบันทึกแรกของ Philosophical Investigations ของ Wittgenstein ด้วยกัน

ผมว่าแกมันส์ดี เวลาสอน โอเค สภาพชั้นเรียนมันไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ คนสามสิบคนในชั้นเรียนแบบบรรยาย บรรยากาศมันก็ต่างกับสัมมนาสิบคนที่ผมคุ้น แต่เรื่องที่บรรยายมันก็สนุกดีน่ะ

วันสองวันก่อน ก็ค้นชื่อ เผื่อมีอะไรอ่านสนุก ๆ พบว่าทัศนัยมีบทความในม.เที่ยงคืนอยู่พอสมควร ผมคัดเฉพาะเรื่องแฟชั่น หรือที่ตั้งชื่อเอาไว้ว่า Fashionsophy มาแปะในบล็อกนี้

ที่ท้ายบทความม.เที่ยงคืน แนะนำตัวทัศนัยไว้ว่า:

ทัศนัย เศรษฐเสรี – ด้านหนึ่งสนใจการศึกษาเชิงวิพากย์ ทางสังคม-วัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับ Media Ethnography and Visualizing Culture Study ตามแนวของสำนักคิด Chicago อีกด้านมีผลงานศิลปะออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหลักสูตร Media Arts and Design บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระหว่างนั่งก๊อป url ต่าง ๆ จากเว็บม.เที่ยงคืน ผมพบว่าเว็บนี้มีฟีเจอร์อะไรที่ซ่อนอยู่ คือลองเล่นดูแล้วพบว่า คนทำเขาคิดเยอะแฮะ และทำมือมันด้วย static HTML มันนี่แหละ เสียดายไม่ได้ทำต่อซะละ

technorati tags: 

เข้านอก ออกใน วัฒนธรรมศึกษา หลังนวยุค งานหนังสือ

วันนี้ไปงานหนังสือ

ตอนไปตั้งใจว่าจะซื้อแค่เล่มเดียว คือ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 (ประชา สุวีรานนท์; สำนักพิมพ์อ่าน; 2552) (อ่านบทวิจารณ์เล่มแรก โดย สุภาพ พิมพ์ชน, @Duangruethai, @birdwithnolegs, ฯลฯ)

สุดท้ายตัดสินใจ ยังไม่ซื้อ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ด้วยเหตุอยากจำกัดงบไม่ให้บาน และคิดว่าไว้ซื้อวันหลังได้ วันนี้เลยขอเฉพาะหนังสือที่คิดว่า คงหาซื้อตามร้านที่ปกติจะไป-ไม่ได้ พวกหนังสือเก่า หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ (ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นความดีงามอย่างหนึ่ง[หรือหนึ่งอย่าง?]ของงานหนังสือ ผมได้รู้จัก สถาบันสถาปนา ก็จากงานหนังสือสมัยคุรุสภานี่แหละ เขาเอามาเลหลังลดราคา)

ได้สามเล่มนี้มา:
ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ปรัชญาหลังนวยุค

เข้านอก/ออกใน

ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ บรรณาธิการ; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; 2552)
เล่มที่ 3 ในชุด ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 เล่มนี้มีบทความของ ธีระ นุชเปี่ยม, ชาตรี ประกิตนนทการ, วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล, นิติ ภวัครพันธุ์ คิดว่าจะใช้ชิ้นของคนที่สองในงานที่กำลังเขียนอยู่ เลยหยิบ [280 บาท เหลือ 224 บาท. บูธสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โซน C ชั้นล่าง]

เข้านอก/ออกใน: รวมบทสัมภาษณ์และบทความศิลปะร่วมสมัย (พ.ศ. 2546-48) (กฤษณะพล วัฒนวันยู บรรณาธิการ; สำนักพิมพ์สเกล; 2548)
หยิบมาเพราะมันน่าอ่านด้วยก็หนึ่ง ขนาดกะทัดรัด และโดยเฉพาะว่ามันมีบทความของ นพพร ประชากุล อยู่ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เราก็พบอีกว่า นพพร เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาเล่มนี้ด้วย [195 บาท เหลือ 100 บาท. บูธวารสารหนังสือใต้ดิน โซน C ชั้นล่าง – เจอ เมธี โมเดิร์นด็อก ที่บูธนี้ด้วย]

ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่ (กีรติ บุญเจือ; สำนักพิมพ์ดวงกมล; 2545)
หลัก ๆ นี่เอามาดูศัพท์เลย มีศัพท์บัญญัติที่ไม่เคยเห็นเยอะมาก (หลังนวยุคภาพ = postmodernity !!) รวมทั้งการออกเสียง/สะกดไทยชื่อนักคิดนักเขียนชาวต่างประเทศด้วย เจอพี่ grappa บนรถไฟฟ้า เธอก็ว่าศัพท์เยอะดีนะ น่าสนใจ [250 บาท เหลือ 100 บาท. บูธร้านหนังสือเก่า โซน C ชั้นบน บนหัวผู้จัดการASTV พอดี]

พูดถึงหนังสือแล้ว เมื่อวาน ที่มหาลัย เจอเจ้านี่ บนตู้รับบริจาคหนังสือ:

บริจาคหนังสือ NetWare!

แนวทางการแก้ไขปัญหาในระบบ NetWare ครับ สุดยอด … ผมว่าน่าจะบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์นะ เอาไปเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดูที่ซ้อน ๆ กันอยู่ มี ไมโครโปรเซสเซอร์, ไมโครคอมพิวเตอร์, การอินเทอร์เฟส IBM PC ด้วย

อืม เมืองไทยมีไหมอ่ะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยากให้มีจัง

ตอนผมเรียนได้เรียน history of computing นิดเดียวเอง เป็นส่วนหนึ่งของวิชา intro to computer science ผมว่าวิชาพวกนี้สำคัญนะ ความเป็นมาในเรื่องของแนวคิดต่าง ๆ history of computing, philosophy of computer science เวลาทำอะไรมันจะได้รู้ที่มาที่ไป ทำไมปัญหาแบบนี้ถึงแก้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าก็ทำไปตาม handbook, cookbook มีแต่เทคโนโลยี ไม่มีวิทยาศาสตร์ รู้ตำรา แต่ออกนอกตำราไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตำรามันอยู่บนฐานไหน แล้วเราจะอยู่บนฐานไหน ในการโต้หรือฉีกออกไป

technorati tags: , , , ,

[9 มี.ค.] เสวนา Thai Zaap วิทยุชุมชน-แรงงานอพยพ-ดนตรีสมัยนิยม

ติดตามข่าวกิจกรรมทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา วัฒนธรรม ได้ที่ ปฏิทิน Soc-Ant Cafe http://bit.ly/socant-calendar [feed] [iCal]

การประชุม Thai Spices Project ครั้งที่ 1
วันที่ 9 มีนาคม 2552
เวลา 9:30 – 15:00 น.
ณ อาคารภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กทม.

ร่วมจัดโดย ภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และ วัฒนศาลา

กำหนดการช่วงเช้า 9:30-12:00 น.

  • 9:30 น.กล่าวเปิดงาน
    โดย รศ. ดร. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • 10:00 น. เสนอบทความ “วิทยุชุมชน: สถานการณ์ปัจจุบัน”
    โดย อาจารย์พินิตตา สุโกศล คณะวิทยาการจัดการฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร
    นำเสนอการศึกษาเรื่องวิทยุชุมชนพร้อมกับพูดคุยกับชาวบ้านที่ปฏิบัติการวิทยุ ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เช่นตากและอ่างทอง ถึงสถานการณ์ของวิทยุชุมชนหลังการเคลื่อนไหวการปฏิรูปสื่อกระจายเสียงใน รัฐธรรมนูญปี 2540 และสถานการณ์การเมืองเหลือง-แดงหลังรัฐธรรมนูญปี 2550
  • 10:40 น.เสนอบทความ “ดนตรีสมัยนิยมและอุตสาหกรรมดนตรีของไทย”
    โดย คุณดุษฎี วรธรรมดุษฎี นักวิจัยโครงการฯ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    งานวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของนักดนตรีและกระบวนการผลิตดนตรีของค่ายดนตรีของไทย ผ่านกรอบความคิดเรื่อง”อุตสาหกรรมวัฒนธรรม”
  • 11:20 น. เสนอบทความ “แรงงานอพยพพม่า – โรฮิงญา ที่จังหวัดระนอง”
    โดย อาจารย์สิริพร สมบูรณ์บูรณะ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
    งานศึกษาจากมุมมองของนักมานุษยวิทยาท้องถิ่น อันแตกต่างไปจากเรื่องราวที่เรารับรู้เรื่องราวของ แรงงานพม่า-โรฮิงญา จาก “ข่าวต่างประเทศ” ที่ยกระดับไปเป็น “ปัญหา”ของภูมิภาค-ระหว่างประเทศในเวลาต่อมา

เวลา 12:00-13:00 น.รับประทานอาหารตามสะดวก

กำหนดการช่วงบ่าย เวลา 13:00-15:00 น.

  • 13:00 น. เสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับสถานะของการเรียนการสอนดนตรีสากลทั้งในและนอกระบบการศึกษาของไทยเรื่อง “เรียน ๆ เล่น ๆ เป็นนักดนตรี(อาชีพ)ได้บ่?”
    จะไปเป็นศิลปินใหญ่ฝีมือนั่นไม่เกี่ยวแค่ใบหน้าไม่เสียวก็ได้แล้ว จะเล่นอาชีพไปทำไมเมื่อเล่นคืนหนึ่ง ยังได้แค่ 200-300 บาทต่อชม. แล้วจริงใครมาเรียนดนตรี? แล้วเรียนไปทำไม?
    เสวนาโดย อาจารย์ขจร ถ้ำทอง หัวหน้าภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, คุณนภัทร สว่างโชติ ผู้อำนวยการสถาบันดนตรี มิวสิค 499, และ คุณอธิป จิตตฤกษ์ นักดนตรีใต้ดิน- นักศึกษาปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • 15:00 น. กล่าวปิดงาน
    โดย อาจารย์ขจร ถ้ำทอง หัวหน้าภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

** สำหรับผู้ที่จะเข้าร่วม กรุณาแจ้งผู้ประสานงานฯ ก่อนเข้าร่วมประชุมครับ เพื่อสะดวกในการจัดเตรียมอาหารว่าง ขอบคุณ **

วิริยะ สว่างโชติ
spicesthai [at] gmail com
0-894-593-617
ผู้ประสานงาน Thai Spices Project (a.k.a. Thai Zaap)
http://spicesthai.blogspot.com/

Thai Zaap

โครงการ Thai Spices Project (a.k.a Thai Zaap) เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มนักวิชาการและเอ็นจีโอจากหลายองค์กรของไทย ที่ร่วมประชุมวิชาการ SPICES 2008 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 ณ มหาวิทยาลัย ซายนส์ มาเลเซีย รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เบื้องต้นมีวัตถุประสงค์จัดสัมมนาในไทย เพื่อเผยแพร่งานประชุม SPICES รวมทั้งเชิญชวนนักศึกษา นักวิชาการรุ่นใหม่ เอ็นจีโอ และผู้ที่สนใจเข้าร่วมในงานประชุม SPICES 2009 ที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 นี้ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี

งานเสวนากลุ่ม Thai Spices Project ครั้งที่ 1 นี้ เป็นการสัมมนาเพื่อเตรียมไปร่วมสัมมนาที่ประเทศเกาหลี

technorati tags:
,
,
,

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. … …

นั่นคือ เป็น “อ่าน” ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสาอย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ – เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก “การอ่าน” ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า “ทุกอย่างอ่านได้”. โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ – ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

Two Bits (book)

หนังสือ Two Bits: The Cultural Significance of Free Software โดย Christopher M. Kelty อาจารย์มานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยไรซ์

อ่านฟรี (PDF – ครีเอทีฟคอมมอนส์ by-nc-sa)

คำบรรยายสรรพคุณ จากใบปลิว:

Drawing on ethnographic research that took him from an
Internet healthcare start-up company in Boston to media
labs in Berlin to young entrepreneurs in Bangalore, Kelty
describes the technologies and the moral vision that bind
together hackers, geeks, lawyers, and other Free Software
advocates. In each case, he shows how their practices and
way of life include not only the sharing of software source
code but also ways of conceptualizing openness, writing
copyright licenses, coordinating collaboration, and proselytizing. By exploring in detail how these practices came
together as the Free Software movement from the 1970s to
the 1990s, Kelty also considers how it is possible to understand the new movements emerging from Free Software:
projects such as Creative Commons, a nonprofit organization that creates copyright licenses, and Connexions, a
project to create an online scholarly textbook commons.

[ ผ่าน anthropologi.info ]

technorati tags: 

Language is What Culture Looks Like

Typographics
อนิเมชันโดย Boca (a.k.a. Marcos Ceravolo) และ Ryan Uhrich หลักสูตรออกแบบดิจิทัล Vancouver Film School

ในตอนต้นของหนัง มีคำพูดนี้:

“Typography is What Language Looks Like”
— Ellen Lupton

Ellen Lupton เป็นนักออกแบบกราฟิก นักเขียน ภัณฑารักษ์ และนักการศึกษา
เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักออกแบบ 33 คน ที่ร่วมลงชื่อในคำประกาศ First Things First 2000 manifesto (อ่าน) ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึง คุณค่า ของการออกแบบ นักออกแบบควรจะคำนึงถึงคำถามทางสังคมการเมืองหรือไม่ นักออกแบบควรจะวิพากษ์และประกาศจุดยืนในงานของตัวเองหรือไม่ ตัวอย่างเช่น จะไม่โฆษณาสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งนี่คือคำถามที่นำไปสู่คำถามในเชิงต่อสู้ที่ว่า นักออกแบบและการออกแบบ จะต้านทาน cultural hegemony การครอบงำผูกขาดทางวัฒนธรรม หรือไม่ อย่างไร

Thinking with Type คือหนังสือของเธอ ที่เกี่ยวกับไทโปกราฟี (typography)

ติดตามงานของเธอได้ที่บล็อก Ellen Lupton: Design Writing Research

ไปดูตัวพิมพ์โลดแล่นอย่างมีชีวิต และอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างและถูกสร้างความหมายใหม่ ได้

Pulp Fiction in Typography:

Tramp Typography:

สนใจเรื่องไทโปกราฟี ลองค้นเน็ตดู มีเยอะแยะ อันนี้เป็นอันนึงที่เจอ I Love Typography

Designers who devote their efforts primarily to advertising, marketing and brand development are supporting, and implicitly endorsing, a mental environment so saturated with commercial messages that it is changing the very way citizen-consumers speak, think, feel, respond and interact. To some extent we are all helping draft a reductive and immeasurably harmful code of public discourse.

นักออกแบบที่ทุ่มเทอย่างถวายหัวเพื่อการโฆษณา การตลาด และการสร้างตราสินค้า กำลังสนับสนุนและรับรองโดยอ้อม ต่อภาวะแวดล้อมทางจิตใจที่เปี่ยมปรี่จนเกินรับไปด้วยถ้อยคำเชิงพาณิชย์ ซึ่งมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีที่ผู้บริโภค-พลเมือง พูด คิด รู้สึก ตอบสนอง และโต้ตอบ เกือบจะพูดได้ว่า พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยร่างรหัสความเชื่อสาธารณะที่ก้าวถอยหลังและเป็นอันตรายอย่างหาที่สุดไม่ได้

— First Things First Manifesto 2000

โฆษณา: ดีไซน์ + คัลเจอร์ โดย ประชา สุวีรานนท์ สนพ.ฟ้าเดียวกัน ออกแล้ว! หนังสือแห่งปีของผม หยิบจับอ่านแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ตั้งใจทำมาก ๆ ลองไปหาอ่านไปที่งานหนังสือ บู๊ทฟ้าเดียวกัน (N13) และบู๊ทโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ads: Design + Culture by Pracha Suveeranont is out now! Published by Same Sky Books. — My Book of the Year.

Design + Culture

ปรับปรุง 2008.04.04: แก้ไขคำแปล “citizen-consumers” จาก “ลูกค้า-พลเมือง” เป็น “ผู้บริโภค-พลเมือง” และที่พิมพ์ตก เพิ่มรูปปกหนังสือ “ดีไซน์+คัลเจอร์”

technorati tags:
,
,
,

Rethinking Cultural Studies

The 7th Annual Conference of Anthropology:
“Rethinking Cultural Studies”
26-28 March 2008 at Sirindhorn Anthopology Centre, Bangkok, Thailand

การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7
“ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา”
26-28 มีนาคม 2551 ณ หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพ

การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 7 จะเน้นที่การศึกษาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก เนื่องจากคำว่า วัฒนธรรม เป็นคำและมโนทัศน์ที่ใช้กันทั้งในวงการวิชาการ ทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในวงราชการ สื่อ และในชีวิตประจำวัน ทำให้มีปริมณฑลของความหมายที่หลากหลาย ซ้อนทับกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

ในการประชุมครั้งนี้ เราจะเริ่มด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมศึกษา” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหลักสูตรที่เปิดกันอย่างครึกโครมในสถาบันการศึกษาในประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็น สาขาใหม่ ที่ “ดึงดูดลูกค้า” ได้อย่างกว้างขวาง

ดูกำหนดการแล้ว ที่เล็ง ๆ ไว้ก็มี: ความเข้าใจ “วัฒนธรรม” ในงานวิจัยสังคมไทย (อานันท์ กาญจนพันธุ์), วัฒนธรรมศึกษาฉบับไทย ๆ เป็นวัฒนธรรมศึกษา หรือการศึกษาวัฒนธรรม (ฐิรวุฒิ เสนาคำ), เมื่อมานุษยวิทยาพบกับวัฒนธรรมศึกษา : สัมพันธภาพที่น่ากระวนกระวาย (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี), สถานภาพองค์ความรู้สถาปัตยกรรมไทย การสำรวจเชิงวิพากษ์ (ชาตรี ประกิตนนทการ — คนนี้ผมชอบ), มองประวัติศาสตร์ไทยในเชิงวัฒนธรรม (ธีระ นุชเปี่ยม), วัฒนธรรมข้ามพรมแดน (รัตนา โตสกุล), วัฒนธรรมศึกษาในประเทศอังกฤษ : จากซ้ายใหม่ถึงสจ๊วต ฮอลล์ (วสันต์ ปัญญาแก้ว), ความโกลาหลของวัฒนธรรมศึกษา (เกษม เพ็ญภินันท์), ได้อะไรบ้างจากเนื้อหาการประชุม (สายพิณ ศุพุทธมงคล, ยุกติ มุกดาวิจิตร) — ดาวน์โหลดบทคัดย่อ

เล็งไว้เยอะ ไม่รู้จะได้ฟังจริงแค่ไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะปั่นเปเปอร์ที่ต้องส่ง 30 นี้ ได้เร็วแค่ไหนด้วยอ่ะนะ อยากส่งอ่ะ – -“

หมายเหตุ – แจ้งข่าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ผมจะกลับไปเป็นนักเรียน (ในระบบ) อีกครั้ง สาขาที่เรียนก็คือ มานุษยวิทยา นี่แหละ ความตั้งใจก็คือ อยากจะศึกษาวัฒนธรรมออนไลน์ อะไรทำนองนี้ — ตอนสัมภาษณ์ เขาให้เล่าสิ่งที่ตัวเองสนใจ แล้วกรรมการคนหนึ่งก็บอกว่า เอ แล้วทำไมไม่ไปเรียนนิเทศ/วารสาร น่าจะตรงกว่า ผมก็ตอบไม่ถูก 😛 ได้แต่รู้สึกว่า นอกเหนือจากการสื่อสารแล้ว มันยังมีสิ่งที่อยู่รอบ ๆ อีกสิ ก็บอกเขาไปตามนั้น ประมาณว่า ยังไม่รู้ ก็เลยอยากมาเรียนน่ะครับ — สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ ด้วยคะแนนในระดับที่พี่เลขาหลักสูตรบอกว่า “คอนเซปท์คุณไม่ได้เรื่องเลยนะ” แงว.. ซึ่งก็ทำนองเดียวกับที่กรรมการอีกคนหนึ่งบอกไว้ตอนสัมภาษณ์ว่า “ถ้าคุณจะเรียน คุณต้องปรับวิธีคิดใหม่ ปรับวิธีพูดใหม่” เหะ ๆ – พี่เลขาทิ้งท้ายไว้ว่า “สงสัยอาจารย์เค้าคงอยากสู้กับคุณ” อ่ะจ๊าก~ – -” — สุดท้ายแล้ววันที่ไปรายงานตัว พี่เขาก็แนะนำให้นักศึกษาใหม่ทุกคน ไปงานประชุมที่ว่าข้างบน ดังนี้เอง (ซึ่งผมก็อยากไปอยู่แล้วแหละ แต่นี่ก็เหมือนเป็นอีกแรงถีบกระตุ้น)

หลายคนรู้ข่าวนี้ (ตั้งแต่ตอนสมัครจนถึงประกาศผลแล้ว) ก็ถามผมว่า เอ๊ะ ทำไมไปเรียนโทอีกใบ ก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงน่ะ น่าจะเอาอะไรมาใช้ได้บ้างสิ ไอที + มานุษยวิทยา เนี่ย… ไมเคิล โบเวนส์ เป็นนักมานุษยวิทยาคนแรก ๆ ที่ผมรู้จัก เขาคนเดียวกันนี้เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านสารสนเทศ เป็นผู้จัดการศูนย์สารสนเทศ สอนวิชามานุษยาวิทยาสังคมดิจิทัล และก่อตั้งกลุ่มศึกษาทฤษฎี peer-to-peer เมื่อตอนผมกลับมาบ้านเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ไปเชียงใหม่ครั้งแรก ก็ได้ไปเจอเขา นั่งคุยกัน (และทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องที่ไปเจอเขาครั้งแรกนี้ ผมก็จะนึกถึงโดยอัตโนมัติว่า มีคนข้าง ๆ เหยียบเท้าผม เพื่อเร่งให้จบการสนทนาซะที) ไปครั้งล่าสุดเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว ก็ได้ไปอาศัยบ้านเขานอน แถมมอเตอร์ไซด์ให้ขี่ด้วย และได้รู้เรื่อง KaosPilot ก็ครั้งนี้แหละ …เห็นแบบนี้แล้ว ผมเลยมั่นใจว่า มันต้องเกี่ยวได้ดี๊ (ง่ายมั๊ย) 😛

แถม: วันนี้ (26 มี.ค.) เป็น “วันเสรีภาพเอกสาร” Document Freedom Day ครับ

technorati tags:
,
,

Innovative Communication @ ITU Copenhagen

ITU Copenhagen เค้าเปิดรับสมัครปริญญาเอกอยู่นะครับ มีทุน ใครสนใจก็ไปดูรายละเอียด

ผมเห็นหัวข้อของกลุ่ม Innovative Communication แล้ว โอว น่าเรียนจริง (โดยเฉพาะ 5. “Uses of online media genres in political communication” กับ 7. “User generated content (identity/interpersonal relations/fiction/storytelling)”)

ส่วน FMKJ – Danish National Research School for Media, Communication, and Journalism ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

IT + new media + communication and media studies + digital culture studies

ไปถึงนั่นกันแล้ว เดนมาร์ก เดนมาร์ก

technorati tags:
,
,