พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา

คำ “ออกตัว” — มาราธอน เล่มแรก

หนังสือ มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว

ด้านล่างนี้น่าจะเป็น “คำนำ” หนังสือเล่มครั้งแรกของผม วันนี้เพิ่งจะได้จับ ผมเลือกใช้คำว่า “มาราธอน” กับกิจกรรมของเครือข่ายพลเมืองเน็ตนี้ เพราะเห็นด้วยว่าการศึกษาและรณรงค์ประเด็นใดก็ตาม ไม่สามารถสำเร็จได้ชั่วข้ามคืน มาราธอนคือการวิ่งระยะไกล ข้ามเขตแดนและส่งข่าวสาร หนังสือเล่มวางตำแหน่งตัวเองเป็นจุดสตาร์ท ดังคำออกตัว

—-

“เราเดินด้วยคำถาม” ผมได้ยินคำพูดนี้ครั้งแรกจากบล็อกของพี่แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่ทำงานในสามจังหวัดชายแดนใต้มานานหลายปี ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำอย่างคำพูดดังกล่าวได้บ้าง

หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความและบทสนทนาว่าด้วยอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จากกิจกรรมที่เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้มีส่วนร่วม ในช่วงปี 2010 ถึง 2011 ซึ่งเป็นสองปีที่เราได้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมปรากฏอย่างชัดเจนกว้างขวางบนพื้นที่ออนไลน์ที่เชื่อมกับออฟไลน์ ตั้งแต่การชุมนุมและการสลายการชุมนุมเมื่อต้นปี 2010 ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011*

ขอบคุณ นฤมล กล้าทุกวัน ที่รับเป็นบรรณาธิการให้หนังสือเล่มนี้ กระบวนการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน “มาราธอน” เกินกว่าที่ผมบอกกับเธอไว้ในคราวแรกมาก ผมน่าจะรู้จักนฤมลที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ท่าพระจันทร์ คนรอบตัวผมหลายคนรู้จักนฤมลในวาระต่างกันไป จำนวนหนึ่งวนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อใหม่และความเคลื่อนไหว “ไม่เอารัฐประหาร”

ในช่วงปี 2004-2007 สื่อออนไลน์อย่างประชาไท มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โอเพ่นออนไลน์ วิกิพีเดียไทย พลวัต ดูโอคอร์ เว็บบอร์ดและบล็อกต่างๆ รวมทั้งวงสนทนาที่จัดโดยเว็บไซต์บล็อกนัน กลุ่มผู้ใช้ลีนุกซ์ในประเทศไทย ยูเฟส บาร์แคมป์ ไบโอสโคป ไทยอินดี้ และงานแสดงศิลปะดอคูเมนทา ได้ทำให้ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ผมจะได้ร่วมงานด้วยในอีกหลายปีให้หลัง เป็นการเปลี่ยนสายงานจากที่เคยอยู่ในแวดวงซอฟต์แวร์และภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มาสู่การขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยิ่งรู้จักคนเหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งเดินทางมากขึ้น

“ชีวิตคือการเดินทาง” และสำหรับคนรุ่นผม (เกิด 1979 เรียนโรงเรียนเอกชนชายล้วน อาศัยอยู่ในเขตเมือง และสามารถเข้าถึงเครื่องเล่นเกมแฟมิคอม) ตัวอย่างที่ให้ภาพได้ชัดที่สุดอันหนึ่งก็คือ วิดีโอเกมอาร์พีจี (role-playing game: RPG) อย่างไฟนอลแฟนตาซีหรือดราก้อนเควสต์ที่ผู้เล่นสวมบทบาทตัวละครสมมติออกเดินทางไปตามดินแดนต่างๆ เพื่อ “เก็บเพื่อน” หรืออีกนัยหนึ่งคือการเก็บประสบการณ์และความสามารถต่างๆ เพื่อถึงจุดหนึ่งจะได้คลี่คลายปริศนาของเกมและเตรียมความพร้อมไปสู่การปราบเจ้าจอมมารบอสใหญ่อันจะเป็นจุดสิ้นสุดของเกม

ในระหว่างทางของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกบันทึกรวบรวมลงหนังสือเล่มนี้ ผมได้พบเจอบุคคลต่างๆ จำนวนมาก บ้างตั้งใจ บ้างเป็นเหตุบังเอิญอันน่ายินดี ผมรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง แม้อุปลักษณ์เกมอาร์พีจีในแบบดั้งเดิมอาจไม่ทาบสนิทเสียทีเดียวกับชีวิตของเราหลายคน เพราะเราไม่มีหรือไม่เคยนึกถึงบอสใหญ่ที่จะต้องปราบในตอนสุดท้าย แต่อย่างน้อยการได้พบสิ่งต่างๆ รวมทั้งผู้คนระหว่างเดินทาง ก็ทำให้เราได้ทราบถึงภารกิจหรือที่ภาษาเกมเรียกว่า “เควสต์” ในช่วงชีวิตหนึ่งๆ ที่เราอยากจะเอาชนะให้ได้ น่าจะด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้นักเดินทางจำนวนหนึ่ง มักบอกว่า สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือการเดินทางโดยตัวของมันเอง พูดหล่อๆ แบบให้เอาไปทวีตต่อได้ก็อาจจะพูดว่า เรามองไปที่จุดหมายเพื่อมองเข้ามาในตัวเราเอง

ความน่าสนใจของการศึกษา “โลกเสมือน” หรือ “โลกออนไลน์” สำหรับผม จึงอยู่ที่การที่มันหยิกตัวเราให้ตื่นจากความเคยชิน และเดินกลับมาดู (revisit) ทบทวนแนวคิดที่เราเคยยอมรับเกี่ยวกับ “โลกจริง” หรือ “โลกออฟไลน์” ว่ายังใช้ได้อยู่ไหม หรือจำเป็นต้องปรับแก้ ยืดขยาย หรือล้มมันทิ้งเสียให้หมด? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งคำถาม แต่คนทั่วไปในสังคมเองก็คิดกับมันหรือคิดผ่านมันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน บันทึกการเดินทางแบบ “ยินดีที่ไม่รู้จัก” ใน กวน มึน โฮ หนังรักตลกที่ดังที่สุดในปี 2010 เปิดประเด็นให้เราคิดมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นนิรนาม และ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน หนังอิงประวัติผู้ประกอบการในปี 2011 ก็เดินเรื่องด้วยสัญลักษณ์จากวิดีโอเกมอาร์พีจี ความเป็นดิจิทัล (digitality) และการเคลื่อนย้าย/เปลี่ยนสถานะ (mobility) ได้ปรากฏสู่ภาษาในวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ

สถานที่ส่วนใหญ่ในงานเทศกาล เน็ตติเซ่นมาราธอน เมื่อปี 2010 อยู่ในบริเวณที่เดินถึงกันได้ คือย่านสี่แยกคอกวัว ถนนข้าวสาร และท่าพระจันทร์ (อีกสามแห่งอยู่ไกลออกไป ที่สีลม เกษตร และเชียงใหม่) เราตัดสินใจเลือกที่พักย่านถนนข้าวสารให้กับวิทยากรที่มาจากต่างเมือง ดัดแปลงห้องปรับอากาศในร้านอาหารใต้โรงแรมให้เป็นห้องสัมมนา ด้วยจุดประสงค์อยากให้วิทยากรได้เจอคนแปลกหน้า/นักเดินทาง ได้เดินสัมผัสเมืองเพราะหัวข้อหนึ่งในงานจะว่าด้วยเมืองกับอินเทอร์เน็ต และทดลองจัดงานในพื้นที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก เพราะสิ่งที่เรามองหานั้นก็เหมือนกับที่ผู้ใช้เน็ตจำนวนมากมองหาตามร้านกาแฟ คือ ที่นั่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต – ด้วยความไม่พร้อมหลายประการในปี 2011 ขนาดของงานได้ลดลงและไม่ได้มีสถานะเป็นเทศกาล – ปี 2012 นี้เราอยากกลับมาคึกคักอีกรอบ

ขอบคุณร้านหนังสือก็องดิด, The Reading Room, Cubic Creative Play Cube, Chiang Mai Commons, โรงแรมวิลล่า ชาช่า, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับสถานที่และการประสานงานวิทยากร จิราพร ธิโสภา, ธัญญธร สายปัญญา, นุตประวีณ์ สมดี, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ณัฐเมธี สัยเวช, วิชัย แสงดาวฉาย, ยอดพงษ์ จริยวิทยาวัฒน์, วสุมล บุณยเกียรติ, วนัสนันท์ ศรีไพศาล, พิสิฐ ศรีปราสาททอง, พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ, ทวีพร คุ้มเมธา, วรงค์ หลูไพบูลย์, และเยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล สำหรับการบันทึกและการประสานงานอื่นอีกสารพัด และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กับมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ที่วิ่งมาด้วยกันตลอด

ด้วยความระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จของเขา

กรุงเทพ, มีนาคม 2012

* ผู้สนใจสถานการณ์อินเทอร์เน็ตไทยตามลำดับเวลาในปี 2011 สามารถดูเพิ่มเติมได้ใน “รายงานประจำปีเครือข่ายพลเมืองเน็ต: เสรีภาพและวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตไทย พ.ศ. 2554” (เครือข่ายพลเมืองเน็ต 2555) และดูการอภิปรายเรื่องสื่อใหม่กับสิทธิเสรีภาพ การเคลื่อนไหว และการหาเสียงได้ใน “สื่อใหม่กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง” (มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ 2555)

—-

เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ “มาราธอน: อินเทอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม ฉบับออกตัว”
จัดจำหน่ายโดย สายส่งศึกษิต บริษัท เคล็ดไทย จำกัด 0-2225-9536~40

สั่งซื้อออนไลน์: เคล็ดไทย | ซีเอ็ด | นายอินทร์
ห้องสมุดและองค์กรสาธารณประโยชน์ ติดต่อ contact (at) thainetizen.org เพื่อรับหนังสือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รายชื่อผู้ร่วมก่อการจำนวนหนึ่ง

Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก

บทความ Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก โดย แทนไท ประเสริฐกุล ลงเป็นตอน ๆ ใน onopen

ตอน: ( 1 ) ( 2 ) ( 3 ) ( 4 ) ( 5 ) ( 6 ) ( 7 ) ( 8 )

สุดท้ายออกมาเป็นหนังสือ : “MIMIC เลียนแบบทำไม?” – พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

มีสาขาวิชาหนึ่ง เรียกว่า bionics เป็นการศึกษากลไกของสิ่งมีชีวิตเพื่อเลียนแบบความสามารถของมัน เช่น ใบบัวที่น้ำไม่เกาะ เท้าตุ๊กแกที่ติดหนึบกับกำแพงในแนวดิ่ง

[1-pager] What’s so new about new social movements? โดย David Plotke (1990)

[อัปเดต 2009.12.03: เพิ่มลิงก์ บ่อนอก-หินกรูด]

จากสรุปอ่านเอกสารเทอมที่แล้ว คาบที่เกี่ยวกับ ขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movements)

Plotke, David. 1990. What’s so new about new social movements? Socialist Review. 20:91-102.

บทความนี้ลองสำรวจข้ออ้าง ความใหม่ ต่าง ๆ ของ ขบวนการทางสังคมใหม่ ว่ามันมีอะไรใหม่จริงหรือ, และถ้าใหม่จริง แล้วมันยังใหม่อยู่ไหมสำหรับตอนนี้ และในบริบทไหน ที่มันจะไม่ใหม่อีกต่อไป.

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับบทความชิ้นนี้ คือการพูดถึง กระบวนการแปะป้ายหรือตราหน้า (stigmatize) แนวคิดที่ผู้แปะป้ายไม่เห็นด้วย และ การสร้างคู่ตรงข้ามแบบสุดขั้ว (polarization และ radicalization) เพื่อบังคับให้สังคม[ต้อง]เลือก[อย่างเต็มใจ]ในทางที่ผู้กำหนดขั้วได้ออกแบบเอาไว้.

—-

บทความชิ้นนี้ David Plotke ผู้เขียน สำรวจข้อถกเถียงหลักในวาทกรรมขบวนการทางสังคมใหม่ ในบริบทสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกาช่วง 1960s-1980s และเสนอว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมใหม่นั้นให้ราคา “ความใหม่” (novelty) กับขบวนการทางสังคมใหม่มากเกินไป และการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้โดยไม่ดูบริบทแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็มีแต่จะทำให้เพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายตรงข้าม. ในตอนท้ายบทความ ผู้เขียนเสนอการรื้อสร้างความหมายเพื่อต่อสู้ทางวาทกรรม.

แนวคิดขบวนการทางสังคมใหม่ (New Social Movements; NSM) ซึ่งพัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตก ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วง 1960s-1980s และหนึ่งในปัญหาของมันก็คือ การนำมาใช้อย่างไม่วิพากษ์ในบริบทของสหรัฐอเมริกาซึ่งต่างจากยุโรปมาก. แนวคิดนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จพอสมควรในการต่อสู้ประเด็นสิทธิพลเมือง และต่อมาในประเด็นต่อต้านสงคราม สิทธิผู้หญิง/เฟมินิสต์. ความ “ใหม่” ของขบวนการทางสังคมใหม่นั้น คือความใหม่ที่ปฏิเสธ orthodox Marxism – ซึ่งผู้เขียนมองว่า มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (relevant) กับสภาพสังคมการเมืองยุโรปในขณะนั้น ที่ orthodox Marxism เป็นกระแสใหญ่ของสังคม, แต่ไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (irrelevant) อีกต่อไปกับสภาวะสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับบริบทสังคมการเมืองอเมริกัน ที่แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservative) ได้ขึ้นแทนที่เป็นพลังที่ครอบนำสังคมไปแล้ว.

คำว่า “ใหม่” ใน “ขบวนการทางสังคมใหม่” นั้นถูกอ้างว่า มีความหมายต่างไปจากที่ใช้ในขบวนเสรีนิยมที่เคลื่อนด้วยกลุ่มผลประโยชน์และที่ใช้ในแนวคิดสังคมนิยมคลาสสิก. ความ “ใหม่” ของมันไม่เพียงหมายถึง ประเด็นเป้าหมายใหม่ที่พ้นไปจากการปฏิรูปการเมืองที่ทำเป็นกิจวัตรเท่านั้น, แต่ยังหมายถึง ช่องทางใหม่ ๆ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นซึ่งไม่สามารถจะบรรลุได้ด้วยช่องทางทางการเมืองแบบดั้งเดิมด้วย. ผู้เขียนอ้างถึง มิเชล ฟูโกต์ และมองว่ากรอบของฟูโกต์ เกี่ยวกับรูปแบบของการต่อต้าน (forms of resistance) สามารถนำมาพิจารณาขบวนการทางสังคมใหม่ได้ โดยมองว่าเป็นการต่อสู้ขัดแย้งกับ ‘government of individualization’ ซึ่งทำผ่านความรู้. คำถามที่ตั้งจึงเป็นการตั้งคำถามต่อวิธีที่ความรู้หมุนเวียนและกระทำการ, ความสัมพันธ์ของมันกับอำนาจ. สิ่งเหล่านี้เป็นการต่อต้านการสร้างและต่อต้านการทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองโดยผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ด้วยมีความต้องการจะนิยามอัตลักษณ์ของตัวเอง. โดยสรุปก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่นั้น ไม่ได้ต่อต้านตัว สถาบัน อำนาจ กลุ่ม หรือ ชนชั้น มากนัก แต่สิ่งที่มันต่อต้านอย่างเต็มที่ คือ เทคนิคและรูปแบบของอำนาจ.

Claus Offe เปรียบเทียบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm) ของการกระทำการทางการเมืองแบบเก่าและใหม่ เอาไว้ว่า กระบวนทัศน์เก่านั้นอยู่กับประเด็น การเติบโตและการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคมและการทหาร และการควบคุมสังคม, ในขณะที่แบบใหม่นั้นอยู่กับประเด็น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สันติภาพ, หรือพูดรวม ๆ ก็คือ คุณภาพในการใช้ชีวิต [ประเด็นนี้น่าจะคล้าย บ่อนอก-หินกรูด]. ตัวผู้กระทำการในกระบวนทัศน์เก่านั้น เป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมที่กระทำการในฐานะกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม, ในขณะที่แบบใหม่ แม้จะเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กระทำการในฐานะกลุ่มนั้น ๆ แต่ในฐานะกลุ่มที่เกิดมาจากการสร้างร่วมกันระหว่างการเคลื่อนไหว (ascriptive collectivities). แนวคิดนี้ต่างจาก Marx และ Gramsci ที่ว่าต้องมีสำนึกทางชนชั้นมีอัตลักษณ์ก่อนแล้วค่อยร่วมขบวนการ.

กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการสร้างวาทกรรม “การทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์” (conservative modernization). ในทศวรรษ 1970 และ 1980 กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการตราหน้า (stigmatize) ขบวนการทางสังคมใหม่ที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1960 โดยอาศัยทัศนคติความเท่าเทียมทางกฎหมายที่คับแคบอยู่ในขณะนั้น, บวกกับความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในสังคมช่วงหลังสงคราม ที่ความคิดเรื่อง ความเติบโต เสรีภาพ ระบบระเบียบ และอำนาจระหว่างประเทศ กำลังได้รับความนิยม, สร้างขั้วตรงข้าม: เติบโต/ไม่เติบโต, เสรีภาพ/รัฐนิยม, อำนาจบริหารที่เชื่อถือได้/ประชาธิปไตยตกขอบ, ระเบียบ/ปัจเจกนิยมอย่างบ้าคลั่ง, ชุมชน/ความแตกแยก, อำนาจระหว่างประเทศ/ความอ่อนแอของประเทศ. การกำหนดขั้วตรงข้ามแบบนี้ โดยอัตโนมัติ ได้ทำให้ทางเลือกแบบการทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์ เป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักการและมีเหตุผล (legitimate, rational) และทางเลือกของขบวนการทางสังคมใหม่ เป็นทางเลือกที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นประชาธิปไตย (irrational, anti-democratic). ที่สำคัญก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่ไม่สามารถตอบโต้วาทกรรมดังกล่าวได้เลย หรือตอบโต้ว่าแนวคิดของพวกตนนั้น เป็นอุดมคติ ซึ่งยิ่งทำให้ทางเลือกแบบ conservative modernization มีน้ำหนักมากขึ้น ว่าแม้จะไม่หวือหวาแต่ก็เป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่า.

ผู้เขียนเสนอว่า ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องดูบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วย โดยชี้ถึงความแตกต่างของความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานในยุโรปเทียบกับสหรัฐอเมริกา และความแตกต่างของพื้นที่ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่(กระจัด)กระจายไม่ได้รวมศูนย์แบบยุโรป (ซึ่งหมายถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ). พร้อมเสนอว่าในการต่อสู้ทางวาทกรรม ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องรื้อวาทกรรมขั้วตรงข้ามของอนุรักษ์นิยมใหม่ แล้วสร้างความหมายใหม่ที่เอื้อต่อการต่อสู้ของตัว.

—-

ใครที่สนใจเรื่องขบวนการทางสังคม ประภาส ปิ่นตบแต่ง (ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพิ่งออกหนังสือ แนวการวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการทางสังคม (เห็นครั้งแรกเมื่องานหนังสือที่ผ่านมา) มีทั้งส่วนที่สำรวจทฤษฎีขบวนการทางสังคมสำนักต่าง ๆ และส่วนที่สำรวจงานศึกษาขบวนการทางสังคมในประเทศไทย

ทั้งเล่มนี้ ดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรี จากหน้าเว็บของอ.ประภาส
เช่น บทที่ 7 ขบวนการทางสังคมใหม่ (pdf, 18 หน้า)

และอีกบทความจาก ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ที่เขียนคำนำให้หนังสือเล่มข้างบน) ทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใช้กับสังคมไทยได้หรือไม่? (doc, 13 หน้า)

technorati tags: 

เข้านอก ออกใน วัฒนธรรมศึกษา หลังนวยุค งานหนังสือ

วันนี้ไปงานหนังสือ

ตอนไปตั้งใจว่าจะซื้อแค่เล่มเดียว คือ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 (ประชา สุวีรานนท์; สำนักพิมพ์อ่าน; 2552) (อ่านบทวิจารณ์เล่มแรก โดย สุภาพ พิมพ์ชน, @Duangruethai, @birdwithnolegs, ฯลฯ)

สุดท้ายตัดสินใจ ยังไม่ซื้อ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ด้วยเหตุอยากจำกัดงบไม่ให้บาน และคิดว่าไว้ซื้อวันหลังได้ วันนี้เลยขอเฉพาะหนังสือที่คิดว่า คงหาซื้อตามร้านที่ปกติจะไป-ไม่ได้ พวกหนังสือเก่า หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ (ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นความดีงามอย่างหนึ่ง[หรือหนึ่งอย่าง?]ของงานหนังสือ ผมได้รู้จัก สถาบันสถาปนา ก็จากงานหนังสือสมัยคุรุสภานี่แหละ เขาเอามาเลหลังลดราคา)

ได้สามเล่มนี้มา:
ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ปรัชญาหลังนวยุค

เข้านอก/ออกใน

ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ บรรณาธิการ; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; 2552)
เล่มที่ 3 ในชุด ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 เล่มนี้มีบทความของ ธีระ นุชเปี่ยม, ชาตรี ประกิตนนทการ, วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล, นิติ ภวัครพันธุ์ คิดว่าจะใช้ชิ้นของคนที่สองในงานที่กำลังเขียนอยู่ เลยหยิบ [280 บาท เหลือ 224 บาท. บูธสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โซน C ชั้นล่าง]

เข้านอก/ออกใน: รวมบทสัมภาษณ์และบทความศิลปะร่วมสมัย (พ.ศ. 2546-48) (กฤษณะพล วัฒนวันยู บรรณาธิการ; สำนักพิมพ์สเกล; 2548)
หยิบมาเพราะมันน่าอ่านด้วยก็หนึ่ง ขนาดกะทัดรัด และโดยเฉพาะว่ามันมีบทความของ นพพร ประชากุล อยู่ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เราก็พบอีกว่า นพพร เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาเล่มนี้ด้วย [195 บาท เหลือ 100 บาท. บูธวารสารหนังสือใต้ดิน โซน C ชั้นล่าง – เจอ เมธี โมเดิร์นด็อก ที่บูธนี้ด้วย]

ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่ (กีรติ บุญเจือ; สำนักพิมพ์ดวงกมล; 2545)
หลัก ๆ นี่เอามาดูศัพท์เลย มีศัพท์บัญญัติที่ไม่เคยเห็นเยอะมาก (หลังนวยุคภาพ = postmodernity !!) รวมทั้งการออกเสียง/สะกดไทยชื่อนักคิดนักเขียนชาวต่างประเทศด้วย เจอพี่ grappa บนรถไฟฟ้า เธอก็ว่าศัพท์เยอะดีนะ น่าสนใจ [250 บาท เหลือ 100 บาท. บูธร้านหนังสือเก่า โซน C ชั้นบน บนหัวผู้จัดการASTV พอดี]

พูดถึงหนังสือแล้ว เมื่อวาน ที่มหาลัย เจอเจ้านี่ บนตู้รับบริจาคหนังสือ:

บริจาคหนังสือ NetWare!

แนวทางการแก้ไขปัญหาในระบบ NetWare ครับ สุดยอด … ผมว่าน่าจะบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์นะ เอาไปเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดูที่ซ้อน ๆ กันอยู่ มี ไมโครโปรเซสเซอร์, ไมโครคอมพิวเตอร์, การอินเทอร์เฟส IBM PC ด้วย

อืม เมืองไทยมีไหมอ่ะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยากให้มีจัง

ตอนผมเรียนได้เรียน history of computing นิดเดียวเอง เป็นส่วนหนึ่งของวิชา intro to computer science ผมว่าวิชาพวกนี้สำคัญนะ ความเป็นมาในเรื่องของแนวคิดต่าง ๆ history of computing, philosophy of computer science เวลาทำอะไรมันจะได้รู้ที่มาที่ไป ทำไมปัญหาแบบนี้ถึงแก้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าก็ทำไปตาม handbook, cookbook มีแต่เทคโนโลยี ไม่มีวิทยาศาสตร์ รู้ตำรา แต่ออกนอกตำราไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตำรามันอยู่บนฐานไหน แล้วเราจะอยู่บนฐานไหน ในการโต้หรือฉีกออกไป

technorati tags: , , , ,

(เพื่อ "ภูมิซรอล") [review] ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).

(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก
Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)

ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจากการประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร ตามด้วยเรื่องกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ภูมิซรอล เพราะเป็นคำเขมร :

ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง ภาษาส่วย ด้วย

ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ :

ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา) โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Mekong Review) และ

ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)

วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ดาวน์โหลด PDF (196 KB), OpenDocument (27 KB)เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :

ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น นิรุกติศาสตร์ (philology) แทนที่จะเป็น ภาษาศาสตร์ (linguistics) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (phonology) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และ ศัพทมูลวิทยา (etymology) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.

ตามความเห็นของจิตร ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ 1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ 2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน. เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง (น. 282-291).

ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น นาค “คนแข็งแรง” (น. 257-258), ขมุ “คน”, มระบรี “คนอยู่ป่า”, กะยา “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).

เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.

จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).

ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).

… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.

โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้มหัพภาคเป็นเครื่องหมายจบ ประโยค และ ญ หญิง แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร (หนังสือ วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).

สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน Pantip Topic Stock) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (@theppitak): On Descenders of Yo Ying and Tho Than, Thai Script Origin, Phnom Penh Report.

technorati tags: 

[review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache.

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัปบล็อก เอาของเก่ามาหากินละกัน :p นี่เป็นการบ้านของวิชาหนึ่งในเทอมที่ผ่านมา คือ วิชามานุษยวิทยาภาษา (linguistic anthropology). งานในวิชานี้มีวิจารณ์หนังสือ 2 เล่ม กับรายงานจบเทอมชิ้นหนึ่ง. ด้านล่างนี้เป็นบทวิจารณ์หนังสือเล่มที่สอง คือหนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso. ส่วนเล่มแรกที่วิจารณ์คือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เคยวิจารณ์หนังสือที่ Keith Basso เขียน ไปแล้วเล่มหนึ่ง คือ Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache. ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ใน Cibecue เหมือนกัน.


บทวิจารณ์หนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith H. Basso, ภาพประกอบโดย Vincent Craig, บทนำโดย Dell Hymes. เกี่ยวกับการเลียนล้อ (joking imitation) โดยชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ และมุมมองทางมานุษยวิทยาภาษา.

“นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น
ฟังเพลงเดิมๆ ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน”

“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” เพลงดังโดยวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ถูกนำมาร้องในลีลาใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ “สายลับจับบ้านเล็ก” (และดังกว่าต้นฉบับ).

ด้วยภาพคนขาวในเรื่องตลกของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ ที่ถูกนำมาเล่าในภาษาของคนขาว, หนังสือเล่มนี้ปล่อยให้ (อย่างไม่ตลกเท่าต้นฉบับ) ภาพของคนขาวในความคิดของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ พาเราไป “รู้จักเธอ เพื่อจะรู้จักฉัน” – ผ่านการมองเข้าไปใน การมองคนขาวของชาวอาปาเช่.

บาสโซกล่าวว่าการตีความการล้อเล่น/เลียนล้อ (joking imitation) ของเขาในหนังสือเล่มนี้นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานสองอย่างคู่กัน นั่นคือ การล้อเล่นเป็นการเล่นละครรูปแบบหนึ่ง และ การเล่นละครนั้นมีลักษณะที่จะต้องเป็นสิ่งที่มันอยากเป็นโดยที่มันจะต้องไม่เป็น. การเล่นละครนั้นถูกกำหนดโดยตัวแบบของการ ‘ไม่เล่นละคร’ ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มันจะสื่อสารนั้น จะไม่สามารถสื่อสารได้เลย หากถูกสื่อสารออกมาในแบบที่ไม่มีลูกเล่น (น. 37). การล้อเล่นในฐานะรูปแบบหนึ่งของการเล่นละคร จึงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง ที่เพื่อจะส่งสารที่ต้องการ มันจะ ‘ล้อ’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากต้อง ‘เล่น’ ด้วย. ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะอ่านหรือเข้าใจการล้อเล่นจากเพียงที่เห็นตรงหน้าได้.

เรื่องล้อเล่น (banagozdi’ / jokes) นี้ในวัฒนธรรมเวสต์เทิร์นอาปาเช่ถูกจัดเป็นอีกประเภทหนึ่งของเรื่องตลก (dabagodlohé yalti’ / humorous speech) เลย โดยต่างจากเรื่องขำขัน (dabagodlohé nagoldig’ / funny stories) และคำพูดล้อจิกกัดถากถาง (‘enit ‘ii / teasings, barbs). บาสโซเสนอว่าลักษณะของเรื่องล้อเล่นที่ต่างจากเรื่องตลกอื่นๆ ก็คือ มันมีลักษณะของการใช้อุปลักษณ์ (metaphor) อยู่ โดยจัดเรื่องล้อเล่นเป็น “เรื่องตลกเชิงอุปลักษณ์” (metaphorical humorous speech) (น. 100-101).

[Review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache. โดย Keith H. Basso ภาพประกอบโดย Vincent Craig. (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) – ดาวน์โหลด PDF

technorati tags: , , , , , ,

ร้อยภาพ-พันคำ

“ในเวียดนาม มีช่างภาพเพียงไม่กี่คนที่มีการรวบรวมผลงานออกตีพิมพ์ในชื่อของตน แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่เคยพบเห็นวางขายในร้านหนังสือท้องถิ่นเลย ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผมพอจะนึกออกก็คงมาจากการที่รัฐบาลเวียดนามยังคงเข้มงวดกับภาพลักษณ์ของสงครามที่ต้องการให้ปรากฏต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งว่ากันอันที่จริงแล้ว พวกเราชาวอเมริกันก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน …”

(จากย่อหน้ารองสุดท้ายของบทความ ภาพถ่ายที่ล้างด้วยน้ำจากลำธาร, คอลัมน์ ร้อยภาพ-พันคำ, หน้า 52, เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 872 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552)

ผมอ่านบทความดังกล่าวมาเรื่อย ๆ ก็สนุกดี มางงเอาตอนท้ายนี่แหละ คือคิดไปได้สองอย่าง
อย่างแรกคือ คุณบัญชร ชวาลศิลป์ ผู้เขียน เป็นชาวอเมริกัน (ซึ่งเป็นไปได้)
หรือไม่บทความนี้ก็เป็นบทความแปล (แต่ในหน้าคอลัมน์ทั้งหน้า ก็ไม่มีส่วนไหนที่ระบุไว้ว่าเป็นบทความแปลเลย)

แล้วก็ทำนึกถึงเรื่องที่ได้ผ่านตาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากทวิตเตอร์ เรื่องหนังสือถ่ายภาพ (ถ่ายภาพให้ได้อย่างมือโปร) โดยคุณอนันต์ จิรมหาสุวรรณ (เลขาธิการ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2550-2552) ที่ดูเหมือนจะแปลมาจากภาษาอังกฤษทั้งเล่ม (Learning to See Creatively: Design, Color & Composition in Photography, by Bryan Peterson)
ซึ่งเป็นประเด็นอยู่ในเว็บบอร์ดพันทิป.คอม http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O7516316/O7516316.html

technorati tags: ,

If I Were a Carpenter

ควรจะหาไม้มาทำชั้นหนังสือได้แล้ว

ก่อนจะไม่มีที่นั่ง

ไปซื้อแถวไหนดีครับ เอาถูก ๆ ไม้บอร์ดธรรมดา ๆ ก็ได้ แค่วางหนังสือได้ก็พอแล้ว ไปดูโฮมโปรมันไม่มีแฮะ จะไปหาแถวไหนดี

มีเว็บช่างไม้แนะนำมั๊ยครับ เอาของไทย

technorati tags: , ,

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. … …

นั่นคือ เป็น “อ่าน” ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสาอย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ – เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก “การอ่าน” ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า “ทุกอย่างอ่านได้”. โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ – ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,