การร่วมสร้างอัตลักษณ์ “คนดี” โดยมวลมหาประชาชน: กรณีศึกษาสื่อส่วนบุคคล

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ธันวาคม 2560

งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “มีม” (meme) ศึกษาการมีส่วนร่วมในขบวนการทางการเมืองในประเทศไทยช่วงปี 2556-2557 ผ่านการผลิตมีมของผู้สนับสนุนขบวนการ โดยใช้นิยามของมีมว่า “หน่วยของการส่งผ่านวัฒนธรรม”

  • มีม (meme) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่ล้อกับ ยีน (gene) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม
  • มีมที่ประสบความสำเร็จ คือมีมที่ถูกคัดลอก ทำซ้ำ
  • Mike Godwin เสนอว่า มีมคือสิ่งที่สามารถรวบยอดความคิดของทั้งสายความคิด

หนึ่งในข้อเสนอของงานก็คือ ในแง่กระบวนการ มวลชนนั้นร่วมผลิตเนื้อหาที่ไหลเวียนในขบวนการด้วย ความคิดในขบวนการไม่ได้มาจากด้านบน (โดยแกนนำ) และไหลลงสู่ผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ผู้สนับสนุนก็ร่วมผลิตด้วย (และบางส่วนก็ไหลขึ้นไปสู่แกนนำ) — สิ่งที่คิดต่อไปจากข้อเสนอนี้ได้ก็คือ เมื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกที่ไหลไปตามกระแสที่แกนนำกำหนด แต่ยังตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ดังนั้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

สิ่งที่พบจากงานศึกษานี้อีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะร่วมในมีมที่ถูกผลิตที่พอจะอธิบายได้ว่า อะไรคือ “คนดี” ในสายตาของผู้สนับสนุนการเมืองในแนวทางของ กปปส.

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอและรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ท้ายโพสต์นี้ – มีลิงก์วิดีโอนำเสนอที่ด้านท้ายด้วย

When a meme catches on, it may crystallize whole school of thoughts.

โจทย์วิจัยและวิธีการศึกษา

โจทย์วิจัย

มวลชนร่วมผลิตอะไร – อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน?

วิธีการศึกษา
เราจะดู การร่วมผลิต ผ่านอะไรได้บ้าง? โครงการวิจัยนี้เลือกดู

  • มีม – การผลิตออนไลน์
  • สินค้ารักชาติ – การผลิตออฟไลน์
  • เซเล็บ – บุคคลในฐานะที่เป็นสื่อ

โดยมองว่าสื่อส่วนบุคคลทั้ง 3 สิ่งนี้คือ “ภาชนะ”

โจทย์วิจัย: มวลชนร่วมผลิตอะไร - อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน? (ภาพสินค้ารักชาติจากการชุมนุม กปปส.)

ทุนกับการผลิตสื่อ

เราพบว่า “ทุน” ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนมี ทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถผลิตสื่อส่วนบุคคลที่มีพลังทั้งทางรูปแบบ เนื้อหา และปฏิบัติการได้

  • มีม – ส่งต่อความคิด แสดงอัตลักษณ์ออนไลน์ ช่วยในการเปล่งความคิดออกมาเป็นคำพูด (articulate) ผลิตง่าย-รู้สึกได้ร่วมขบวนการ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมากขึ้น
  • สินค้ารักชาติ – แสดงอัตลักษณ์และจุดยืนบนร่างกาย พาการชุมนุมออกไปนอกพื้นที่การชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไปสู่พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคนแปลกหน้า เช่น ในรถโดยสารสาธารณะ ทำให้เห็นคนที่มีจุดยืนแบบเดียวกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเปล่งเสียง
  • เซเล็บ – ได้รับความสนใจจากสังคม เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด โอกาสถูกผลิตซ้ำจากสื่อกระแสหลัก/สื่อดั้งเดิม เป็นตัวอย่างในการแสดงออก พื้นที่สื่อสังคมส่วนตัวในฐานะพื้นที่สาธารณะ
แผนผังแสดงพื้นที่แลกเปลี่ยน รูปแบบของสื่อ (ที่อยู่ของมีม) และเทคโนโลยีการผลิต

การผลิตสื่อส่วนบุคคลที่เป็นภาชนะส่งต่อความคิดและร่วมสร้างอัตลักษณ์ของขบวนการนี้ ใช้ “ทุน” (ในลักษณะที่ Pierre Bourdieu จำแนกไว้ใน “The Forms of Capital” [1986]) เป็นปัจจัยในการผลิตและการเข้าถึง “ตลาด”

ผลผลิตของมวลมหาประชาชน: การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ไม่เป็นการเมือง

ในกรณีของขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) งานศึกษาพบว่าสิ่งที่มีร่วมกันในมีมต่างๆ ที่ถูกผลิตนั้น คือการหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง ความเป็นการเมืองคือสิ่งไม่ดี

  • การกลายเป็นแฟนชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง
  • ลักษณะร่วมของ 3 สื่อ: สื่อสารประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่(พยายามทำให้)ดูไม่เป็นการเมือง
  • การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ดูไม่เป็นการเมือง (depoliticized political movement)
  • “ขบวนการทางการเมืองแบบคนดี” คือขบวนการทางการเมืองที่(ดู)ไม่เป็นการเมือง (apolitical political movement)
  • อัตลักษณ์: การหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง

งานศึกษาแยก: กรณีมีมอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การผลิตมีมจำเป็นต้องอาศัยทุน การบริโภคมีมเองก็ต้องอาศัยทุน ซึ่งในแง่การเข้าใจมีมชุดหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างภาษาเฉพาะเพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น (ทั้งจากรัฐหรือจากสังคม) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคในการส่งต่อความคิดออกไปยังวงสังคมที่กว้างขึ้น

The Art of Speaking on the Line

การนำเสนอจบโครงการ

การนำเสนอในสัมมนาสรุปโครงการวิจัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียรอาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ดูกำหนดการ)

การนำเสนอของ อาจินต์ และ อาทิตย์ จะอยู่ในคลิปที่ 3 ของ playlist ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 26:40 เป็นต้นไป หลังการนำเสนอของ ประจักษ์ ก้องกีรติ (ประเด็นว่า ศีลธรรม กับ ความรุนแรง ไปด้วยกันได้อย่างไรในขบวนการ)

ดาวน์โหลด

โครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ การเมืองของคนดี: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน “ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (“Good Man’s Politics”: Political Thoughts, Practices and Identities of the “Change Thailand Movement” Supporters) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) — ดูการสังเคราะห์จากงานของทั้งชุดโครงการวิจัยได้ใน อภิชาตและอนุสรณ์ 2560

ขอบคุณรายการ คนสวยเรียนสูงออนแอร์ EP. 5 ตอน hashtag the movement: ปั่นยังไงให้จีนสะดุ้ง (19 เม.ย. 2563) ที่ทำให้สลัดความขี้เกียจ รวบรวมลิงก์ต่างๆ มาโพสต์เสียที

“สุดงดงาม!!! นศ.ม.ศรีปทุม จัดทำภาพชุดพี่ตูน ใส่กรอบอย่างดี ติดชื่อผู้บริจาค นำรายได้สมทบ“ก้าวคนละก้าว”..โซเชียลแห่แชร์สนั่นหวั่นไหว!!!” — ทีนิวส์ 7 ธ.ค. 2560

อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา

การบ้านเมื่อปี 2552 เอาเรื่องที่เรียนในวิชาสัมมนา 1 (มานุษยวิทยาภาษา) มาใช้ในวิชาสัมมนา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) @pittaya ถามถึงบทความเกี่ยวกับอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ชิ้นนี้ เลยเอามาโพสต์ในบล็อกละกัน ด้านล่างเป็นส่วนแรกของบทความซึ่งแก้ไขเล็กน้อยก่อนการเผยแพร่ในปี 2553

ส่วนบทความฉบับปรับปรุงใหม่ในปี 2559 และแก้ไขชื่อเป็น “อุปลักษณ์ในการศึกษาอินเทอร์เน็ต” เพื่อตีพิมพ์ใน วารสาร สื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ ของภาควิชาสื่อ ศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความยาว 13 หน้า A4 — ดาวน์โหลดได้ตามลิงก์นี้ PDF | OpenDocument


อุปลักษณ์ในอินเทอร์เน็ตศึกษา:
การเลือกและการลืม วัตถุศึกษาและวิธีศึกษา ในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ข้อเสนอเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม

รายงานชิ้นนี้1 เสนอการพิจารณาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ (conceptual metaphor) ต่าง ๆ ที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เห็นว่า “อินเทอร์เน็ต” ที่อาจดูเหมือนเป็นวัตถุชิ้นเดียวชนิดเดียวนั้น สามารถเป็นวัตถุศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม แวดวง (habitus) หรือขอบเขตความรู้ (domain) ได้อย่างไร รวมถึงอุปลักษณ์แต่ละแบบซึ่งกำหนดวัตถุศึกษานั้น ได้ซ่อนหรือปกปิดประเด็นอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา และทำไมจึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของอุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจหรือสร้างวัตถุศึกษาหนึ่ง ๆ ขึ้นมา2 รายงานชิ้นนี้เสนอว่า เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตนั้น ได้สร้างกรอบความเข้าใจต่อประเด็นอินเทอร์เน็ต และลักษณะทางการเมืองในการกำหนดความเข้าใจนี้ ได้ส่งผลต่อนโยบายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต.

พลังของอุปลักษณ์

ในบทนำของหนังสือ Remix ลอว์เรนซ์ เลซสิก นักวิชาการนิติศาสตร์ชาวสหรัฐ ได้พูดถึงข้อควรระวังของการใช้อุปลักษณ์ สงคราม กับความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. แม้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะเกี่ยวกับระบบลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา แต่ข้อสังเกตถึงการยอมรับอุปลักษณ์บางอย่าง ซึ่งนำไปสู่การวางนโยบายสาธารณะ รวมถึงคำตัดสินของศาลฎีกา ก็น่าสนใจอย่างมาก. เขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับทัศนคติต่อ “สงคราม” ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมอเมริกันและวัฒนธรรมเยอรมัน. ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามมีความหมายแง่ลบสำหรับคนเยอรมัน ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้จากประสบการณ์เลวร้ายของพวกเขาในประวัติศาสตร์, สงครามนั้นไม่จำเป็นต้องมีความหมายแง่ลบเสมอไปสำหรับคนอเมริกัน. เลซสิกอธิบายว่าไม่ใช่ว่าคนอเมริกันนั้นชอบสงคราม แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขา สงครามไม่ได้นำมาเฉพาะความสูญเสีย ในบางครั้งพวกเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างไปกับสงคราม เพื่อจำกัดสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น. ด้วยประสบการณ์โรแมนติกเช่นนี้นี่เอง ที่อนุญาตให้อุปลักษณ์ สงคราม ถูกใช้ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม. อเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด กับความยากจน กับการก่อการร้าย กับการเหยียดผิว กับโรคร้ายต่าง ๆ ไปจนถึงกับจดหมายขยะ (Lessig 2008: xiii-xiv).

แต่ก็เช่นเดียวกับอุปลักษณ์อื่น ๆ อุปลักษณ์ สงคราม ก็มี สิ่งทอดตาม (entailments) อันเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งทอดตามนี้ได้กรอบและผลักดันนโยบายทางสังคม. เลซสิกอ้างถึงการอภิปรายโดย George Lakoff และ Mark Johnson ถึงปาฐกถา “moral equivalent of war” ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์:

มี “ศัตรู” ต่อ “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ทำให้มีความต้องการที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” “จัดระเบียบลำดับความสำคัญ” “สถาปนาสายการบังคับบัญชาใหม่” “ร่างยุทธศาสตร์ใหม่” “รวบรวมข่าวกรอง” “ระดมกำลัง” “บังคับการลงโทษ” “เรียกร้องให้เสียสละ” และอีกต่าง ๆ นานา. อุปลักษณ์ สงคราม ขับเน้นความจริงบางประการ และปิดบังความจริงที่เหลือ. อุปลักษณ์ไม่เพียงเป็นวิถีในการมองความจริง มันยังได้ออกใบอนุญาตไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ. การยอมรับอุปลักษณ์ได้มอบฐานในทางเหตุผลให้กับการแทรกแซงบางอย่าง: มันมีศัตรูที่มีเจตนาร้ายจากต่างชาติภายนอก (วาดภาพโดยนักวาดการ์ตูนเป็นชาวอาหรับโพกหัว); เรี่ยวแรงพละกำลังที่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด; ประชาชนต้องยอมเสียสละ; ถ้าเรารับมือกับการคุกคามดังกล่าวไม่ได้ เราก็จะไม่รอดชีวิต.

เลซสิกชี้ว่าสิ่งทอดตามนั้นมาจากความหมายโดยนัยที่ชัดเจนของ “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด”: การต่อสู้ดังกล่าวจะดำเนินอย่างไม่มีข้อจำกัด มันเป็นการขี้ขลาดที่จะถามถึงสาเหตุ, การไม่เห็นพ้องกันเป็นการช่วยเหลือศัตรู เป็นดังการกบฎหรือใกล้เคียง, ชัยชนะคือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวที่ฝ่ายหนึ่งจะมุ่งหมายได้ อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง, การประนีประนอมคือความพ่ายแพ้. ซึ่งโดยสรุปก็คือ เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องสู้ และจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะชนะ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม. แม้สิ่งทอดตามเหล่านี้ จะเข้าใจได้ในสถานการณ์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจริง ๆ แต่สิ่งที่เลซสิกพยายามจะชี้ให้เห็นก็คือ มันอันตรายเพียงใดเมื่ออุปลักษณ์ สงคราม ได้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความอยู่รอดไม่ใช่เดิมพัน.

อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์และสิ่งทอดตามเหล่านี้ไม่ได้ล่องลอยมาจากอากาศ แต่มาจากประสบการณ์ทางร่างกายของเราและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว. ในบทกล่าวตามของหนังสือ Metaphors We Live By, Lakoff และ Johnson (2003: 254-255) อธิบายว่า อุปลักษณ์เชิงซ้อน (complex metaphor) นั้นพัฒนาขึ้นมาจาก อุปลักษณ์พื้นฐาน (primary metaphor) ซึ่งมีฐานอยู่บนประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเรา โดยมันได้เชื่อมโยงประสบการณ์ทางความรู้สึก-การเคลื่อนไหวของเรา เข้ากับขอบเขตความรู้ในการตัดสินให้คุณค่าของเรา. Lakoff และ Johnson ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ ความรัก คือ ความอบอุ่น (Affection Is Warmth) ว่ามาจากประสบการณ์เริ่มแรกของเรา ที่ความรักนั้นสอดคล้องกับประสบการณ์ทางร่างกายที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกกอด, หรืออุปลักษณ์ การเห็น คือ การรู้ (Seeing Is Knowing) ซึ่งสำหรับเด็กในตอนเริ่มแรกแล้ว “เห็น” มีความหมายตามอักษร คือเกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์เท่านั้น. ต่อมาจึงมีสถานการณ์ที่การเห็นกับการรู้นั้นรวมเข้าด้วยกัน เช่น ในเวลาที่เด็กพูดว่า “เห็นพ่อเข้ามา” การเห็นและการรู้นั้นเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน. จนหลังจากนั้นมันจึงชัดเจนว่ามีการใช้ “เห็น” ในเชิงอุปลักษณ์ เช่น “เห็นที่ฉันคิดไหม” ซึ่งเป็นเรื่องการรู้ ไม่ใช่การเห็นตามอักษร.

ไม่น่าแปลกใจถ้าผู้คนในต่างวัฒนธรรมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับอินเทอร์เน็ตในสถานการณ์และบริบทต่างกัน หรือแม้จะเป็นสถานการณ์และบริบทเดียวกัน แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตประจำวันซึ่งได้สร้างอุปลักษณ์พื้นฐานที่แตกต่างกัน ก็ได้นำไปสู่การใช้อุปลักษณ์เชิงซ้อนสำหรับอินเทอร์เน็ตที่อาจต่างกันกันไปตามวัฒนธรรม และนั่นหมายถึงสิ่งทอดตามที่ต่างกันไปด้วย.

(จบส่วนแรก อ่านฉบับเต็ม [PDF])

—-

[1] รายงานวิชาสัมมนามานุษยวิทยา 2 (ชาติพันธุ์นิพนธ์ออนไลน์) ภาคการศึกษา 2/2552 หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ผู้สอน: ยุกติ มุกดาวิจิตร)

[2] อุปลักษณ์ที่ใช้เข้าใจวัตถุศึกษานี้ หากพิจารณาจากผู้ใช้ อาจพูดได้ว่ามีสองประเภท คือ 1) อุปลักษณ์ที่ใช้ทำความเข้าใจวัตถุศึกษาจากในวัฒนธรรม เป็นอุปลักษณ์ที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ใช้ทำความเข้าใจประสบการณ์รอบตัว ซึ่งรวมถึงวัตถุศึกษาด้วย (แม้ตัวเขาจะไม่ได้ถือว่ามันเป็นวัตถุศึกษา หรือแม้ตัวเขาจะไม่ได้ตระหนักถึงการใช้อุปลักษณ์ก็ตาม); และ 2) อุปลักษณ์ที่สร้างวัตถุศึกษาขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์จากนอกวัฒนธรรม ในที่นี้คือนักวิชาการที่พยายามอธิบายวัตถุศึกษาด้วยอุปลักษณ์บางตัว ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์คนละตัวกับที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นใช้ ที่สุดอุปลักษณ์ดังกล่าวได้ขับเน้นประเด็นบางอย่างของสิ่งที่เขาตั้งใจจะศึกษาขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างให้หายไป พูดอีกอย่างคือ เขาได้สร้างวัตถุศึกษาใหม่ขึ้นมา โดยถอดเอาบางแง่มุมของวัตถุที่ตั้งใจจะศึกษาออกมา (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม). อย่างไรก็ตาม อุปลักษณ์ทั้งสองประเภทนี้โดยทฤษฎีอุปลักษณ์แล้วไม่ต่างกัน เพราะต่างก็พยายามจะเข้าใจขอบเขตความรู้ใหม่ด้วยการใช้มโนทัศน์จากขอบเขตความรู้ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทฤษฎีว่าด้วยอุปลักษณ์.

การเมืองบนเฟซบุ๊ก / Facebook Politics

(จบแล้วครับ สี่ปีผ่านไป)

การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555

บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์ “การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555” ตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวออนไลน์เปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ มากน้อยแค่ไหน สังคมออนไลน์แยกขาดจากออฟไลน์เพียงใด ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางการเมืองของสังคมที่เครือข่ายออนไลน์ตั้งอยู่ มีส่วนสำคัญในการกำกับทิศทางความเคลื่อนไหวทางการเมืองออนไลน์ วิทยานิพนธ์นี้จึงต้องการค้นหาว่า วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของไทยเป็นอย่างไร เชื่อมโยงกับพื้นที่ทางการเมืองออฟไลน์อย่างไร และอะไรคือข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว การศึกษานี้อาศัยการสัมภาษณ์ทั้งผ่านอินเทอร์เน็ตและนอกอินเทอร์เน็ต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือนักศึกษาและคนทำงานที่ใช้เฟซบุ๊กอายุ 20-35 ปี

การศึกษานี้พบว่า การเคลื่อนไหวออนไลน์ในประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยทุนเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวออฟไลน์ แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์อนุญาตให้คนทั่วไปสะสมและแปลงทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมได้สะดวกขึ้น แม้สิ่งที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จะไม่ใหม่ไปเสียทั้งหมด แต่ก็เกิดการขยายวงของการสื่อสาร อำนาจในการควบคุมพื้นที่เคลื่อนไปอยู่ในมือคนธรรมดามากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมก็ช่วยในการแสดงออกเรื่องที่โดยทั่วไปทำได้ยากในสังคม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้มีเสรีภาพมากขึ้นในการแสดงออกและรวมตัว

อย่างไรก็ดี ในบริบทของวัฒนธรรม-การเมืองไทย การเคลื่อนไหวออนไลน์เรียกร้องให้ต้องรักษาความสัมพันธ์ในลักษณะหนึ่ง การเป็นเพื่อนเฟซบุ๊กจึงมีเงื่อนไขของความเป็นเพื่อนแบบสังคมไทยเคลือบแฝงอยู่ ส่วนการแสดงออกทางการเมืองซึ่งอาศัยทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงจำกัดกลุ่ม ทำให้คนที่มีทุนเหล่านั้นอยู่เดิมสามารถเข้าถึงและแสดงออกได้ง่ายกว่า กระนั้นก็ตาม ความเข้าถึงง่ายโดยเปรียบเทียบของเครือข่ายออนไลน์ในประเทศไทย ก็ทำให้การแสดงออกทางการเมืองเปิดกว้างขึ้น ผู้เสนอความเห็นทางการเมืองที่ไม่ได้มีทุนทางสังคมมาก่อนสามารถเข้าร่วมได้มากขึ้น

วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2555 [ดาวน์โหลด]

Facebook Politics: Culture-Politics on Thai Online Social Network (2010-2012)

Abstract

“Facebook Politics: Culture-Politics on Thai Online Social Network (2010-2012)” studies culture and politics on Thai online social network during the ongoing social and political conflicts of recent years. It investigates how online relationships create political spaces and how online societies and their offline counterparts connected. As the cultural conditions and political structures of the society that the online social network is built upon play important role to shape the direction of online political movement, this study raises the following questions: What are the culture and politics of Thai online social network? How online political spaces connect with offline political spaces? And what are major constraints for online political movement? Informants are university students and young professionals, aged 20-35 years old. Interviews and observations were made both on- and off-line.

It is founded that fundamentally online political movements need the similar set of social and cultural capital as offline movements do. However, online social network is more convenient for the accumulation, transformation, and transactions of capitals. Although online social network is not that entirely new space, as Internet users gain higher power to create and control their communication spaces, freedom to address prohibited issues is increasing.

However, being Facebook friend in the context of Thai culture-politics requires certain kind of relationship, making it a “Thai Facebook friend.” The well-received political expressions require cultural capital that limited to a small group of people. Those who already have the required capital offline can have better access to and are more capable to express their ideas on the online space. Still, the relatively accessible to online social network in Thailand provides higher opportunity for political participation. Hence, those who had not had the social capital can now also join the space.

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts Program in Anthropology, Faculty of Sociology and Anthropology, Thammasat University, 2012. [Download — Thai language, with English abstract]

การเมืองบนเฟซบุ๊ก: วัฒนธรรม-การเมืองบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ไทย พ.ศ. 2553-2555

ขอบคุณอาจารย์ยุกติ มุกดาวิตร ครับ

เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย ?

Anthropology News Volume 51, Issue 4, April 2010 ปีที่แล้วนี่เอง เป็นฉบับว่าด้วย “มานุษยวิทยาและวารสารศาสตร์”

วันจันทร์ที่ผ่านมา [16 พ.ค.] ไปงาน Public forum: Reflection for the Thai Media in the post-2010 political violence เป็นเวทีสาธารณะจัดโดย สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ร่วมกับสมาคมนักข่าวฯ และสถาบันข่าวอิศรา

มีหลายคนพูดถึงจริยธรรมสื่อ ถึงเรื่อง objectivity ที่ “เป็นมาตรฐาน” ของสื่อมวลชน บางคนก็ว่าจริยธรรมมันต้องมีจริยธรรมเดียว จะสื่อเก่าสื่อใหม่ก็ตาม ไม่งั้นก็ไม่ใช่สื่อมวลชน เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เป็น “สื่อเทียม” บางคน (รวมถึงผมเอง) ก็ว่า อย่าเอาคุณค่าที่สื่อเก่าเห็นว่าดีว่าชอบ มาครอบงำกดทับสื่อใหม่

สมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการนโยบาย ThaiPBS ที่เพิ่งเขียนบทความเรื่อง “สื่อชนเผ่า” ลงเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ก็เคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจไว้เมื่อต้นปีว่า “สื่อจะต้องยึดถือหลักภาวะวิสัย objectivity”1 ถ้าไม่ยึดหลักนี้ ก็เป็น “สื่อเฉพาะพวก” (partisan press) หรือ “สื่อชนเผ่า” (tribal media)2

แต่อะไรคือ objectivity ที่คนเหล่านี้หมายถึง ? มันมี objectivity ที่เป็นหนึ่งเดียว สากล และข้ามกาลเวลาอย่างที่นักวิชาชีพหลายคนเขาพยายามจะบอกไหม ?

พอพูดถึง “ชนเผ่า” วิญญาณน้อย ๆ ของนักเรียนมานุษยวิทยามันก็สะกิดเรียกนะครับ อะไรมันจะผีเน่าโลงผุไปกว่านี้

ประเด็นแรกสุดเลยที่ผมจำได้ว่าเรียนในชั้นเรียนมานุษยวิทยา ก็คือเรื่อง ภววิสัย/วัตถุวิสัย (objectivity) และ อัตวิสัย (subjectivity) ซึ่งดูว่าผมเองจะมีใจโอนเอนไปทาง อัตวิสัย หรือ อัตวิสัยร่วม (inter-subjectivity) เสียมากกว่า ภววิสัย

ในฐานะผู้สังเกต ผมเชื่อว่าตัวเราเองก็หนีไม่พ้นการให้คุณค่ากับสิ่งรอบ ๆ ตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ดังนั้นอย่าทำเหนียมทำเนียน หลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าสิ่งที่เรารายงานหรือบันทึกนั้นมันเป็นภววิสัย บอกกันตรง ๆ ไปดีกว่า ว่ามันเป็นอัตวิสัย มีอคติ จากนั้นก็ไปแสดงให้เห็นว่ามันมีอคติตรงไหนอย่างไร ให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้คนอ่านได้ทราบอย่างชัดเจน

David Weinberger (@dweinberger) ซึ่งตอนนี้เป็นนักวิจัยอยู่ที่ศูนย์เบิร์กแมนเพื่ออินเทอร์เน็ตและสังคม เสนอไว้ในบทความ Transparency is the new objectivity ว่า ความโปร่งใสและการเปิดเผยกระบวนการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มาทดแทนภววิสัย และเราพ้นจากยุคของกระดาษ (Age of Papers) มาสู่ยุคของลิงก์ (Age of Links) แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่จะทำให้ข่าวนั้นน่าเชื่อถือ ด้วยการลิงก์ไปยังที่มาของข้อมูล ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อนที่ข่าวยังพิมพ์บนกระดาษ (ทำให้ผู้อ่านต้องเชื่อใจในนักข่าว นั่นเป็นพื้นที่ที่ authority ทำงาน ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว)

Dan Gillmor (@dangillmor) นักหนังสือพิมพ์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับสื่อพลเมือง We the Media: Grassroots Journalism By the People, For the People ก็พูดคล้าย ๆ กัน เขาเห็นว่าแนวคิดเรื่องภววิสัยนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งจะถูกสร้างมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง ตัวมันเองก็มีปัญหา และเขาก็คิดว่าเราทำไม่ได้หรอกในฐานะมนุษย์ที่ย่อมมีอคติ ในบทความ The End of Objectivity เขาเสนอว่านอกจากเรื่อง ความโปร่งใส แล้ว ยังมีอีก 3 ตัวคือ ความละเอียดถี่ถ้วน ความเที่ยงตรง และความเป็นธรรม ที่เขาเสนอว่า ถ้าทำ 4 อย่างนี้ร่วมกัน ก็น่าจะแทนภววิสัยได้

(ประเด็นเรื่องการเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ดูต่อเรื่อง วิกิลีกส์กับวารสารศาสตร์, วารสารศาสตร์ข้อมูล, และ open public data – ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ)

การเปิดเผยแบบนี้แหละคือคุณค่าที่เราจะยอมรับด้วยกันได้ James Poniewozik (@poniewozik) นักข่าวของ TIME แนะนำว่านักข่าวต้องไม่ซ่อนอัตวิสัยของตัวเอง และปิดท้ายบทความของเขาว่า “วันเวลาแห่งการทำราวกับว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์นั้นเป็นหุ่นยนต์ผลิตข่าวที่ไม่มีอารมณ์นั้นจบลงแล้ว แล้วนั่นก็เป็นเรื่องดี ความน่าเชื่อถือที่สร้างบนความเปิดเผยนั้น ย่อมแข็งแรงกว่าความน่าเชื่อถือที่สร้างบนนิยายที่ตกลงให้เชื่อร่วมกัน” (The days of pretending that journalists are dispassionate infobots are ending. And that’s good: trust built on openness is stronger than trust built on an agreed-upon fiction.)

นี่อาจจะคล้ายกับที่นักมานุษยวิทยาพยายามอธิบายขั้นตอนการเข้าไปสู่สนาม ความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับผู้คนในสนาม การได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้สึกของผู้เขียน ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในการเขียนชาติพันธุ์นิพนธ์ นั่นคือมันไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งที่เล่านั้นปราศจากคุณค่าการตัดสิน หากแต่อธิบายว่า ด้วยวิธีการไหนและในเงื่อนไขอะไรที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกทำให้ปรากฏ

หรือถ้าพูดถึงการรายงานการประเมินต่าง ๆ มันก็จำเป็นต้องมีส่วนหนึ่ง ที่อธิบายว่าใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง ทำไมถึงเลือกใช้ตัวชี้วัดพวกนั้น และวิธีการวัดวัดยังไง วัดตอนไหน ในเงื่อนไขอะไร ฯลฯ คือถึงจะบอกว่าการประเมินนี้ “เป็นภววิสัย” ไม่เข้าข้างใคร ทำไปตามตัวชี้วัดบนกระดาษ แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่า ตัวชี้วัดและการเลือกตัวชี้วัดนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยในตัวมันเอง ?2

ไม่ว่าจะ new objectivity หรือ end of objectivity (หรือ “Old Objectivity is dead. Long live the Objectivity.”) ประเด็นก็คือว่านิยามของภววิสัยมันเปลี่ยนได้ ดังนั้นการพูดว่างานชิ้นนี้ “มีภววิสัย” ลอย ๆ มันไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่จะช่วยคือ แสดงให้เห็นสิว่างานชิ้นดังกล่าวมีที่มาอย่างไร หรืออะไรที่คุณนับว่าเป็น “ภววิสัย” ? เปิดให้เห็นกระบวนการการทำข่าวของคุณสิ เปิดให้เห็นกระบวนการประเมินของคุณสิ

การแสดงกระบวนการทำข่าวให้เห็น ทำให้ผมนึกถึงบทความอีกชิ้นคือ Product v. process journalism: The myth of perfection v. beta culture เขียนโดย Jeff Jarvis (@jeffjarvis) นักข่าวและอาจารย์วารสารศาสตร์ที่ CUNY เขาพูดถึงความขัดแย้งของวัฒนธรรมและวิธีทางวารสารศาสตร์ ที่ค่ายหนึ่งมองข่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์ กับอีกค่ายหนึ่งที่มองข่าวเป็นกระบวนการที่นักข่าวทำร่วมกับคนอื่น ๆ และในระหว่างนั้นนักข่าวก็ต้องยอมรับและบอกต่อสาธารณะด้วย ว่าตัวเองไม่รู้อะไรและอยากรู้อะไร แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาข่าวด้วยกันไป เหมือนซอฟต์แวร์ที่มีรุ่นเบต้าและก็อัปเดตกันไปเรื่อย ๆ

การค่อย ๆ พัฒนาข่าวร่วม ถ้าเทียบกับทวิตเตอร์ ก็คืออย่าไปนับว่า ทวีตหนึ่งทวีตนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ข่าวที่จบในตัวมันเอง แต่ให้มองทั้งไทม์ไลน์ที่กำลังวิ่งไป ว่ามันเป็นกระบวนการข่าว ที่ไม่มีวันจบสิ้น รายงานไป แก้ไป อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ไป — ผู้เขียนบล็อก Complex Interplay (ซึ่งเป็นนักข่าววิทยาศาสตร์) บอกว่ามันเหมือนกับว่า เราเน้นที่การเดินทาง ไม่ใช่ที่จุดหมาย

ความขัดแย้งของ “สื่อเก่า” กับ “สื่อใหม่” มันจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงพื้นที่ในเชิงทรัพยากรคลื่นความถี่ แบนด์วิธ หรือช่องทางเสนอข่าวอื่น ๆ แต่ยังเป็นความขัดแย้งในระดับการค้นหาความรู้หรือญาณวิทยาอีกด้วย

“เก่า” และ “ใหม่” ที่ห้อยท้ายคำว่าสื่อ จึงไม่เพียงหมายถึงเทคโนโลยี แต่ยังหมายถึง “คุณค่าเก่า” กับ “คุณค่าใหม่” ที่ไม่ลงรอยกัน ว่าจะนับว่าอะไรเป็นความรู้ จะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ และจะนับว่าอะไรสำคัญควรค่าแก่การพูดถึงในพื้นที่สาธารณะดังกล่าว

“แท้จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา”

“The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.”

อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ พูดถึงวรรคนี้ของกรัมชี่เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว ในปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ฯ หัวข้อ ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน


* ภาพประกอบโดย See-ming Lee สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

1 สมชัย สุวรรณบรรณ: “ปฏิรูปสื่อไทย? สงสัยต้องปฏิวัติ” ตอน 1, ตอน 2, ตอนจบ – กรุงเทพธุรกิจ, ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554^

2 สำหรับเรื่องสื่อชนเผ่า นี่ใครสนใจ หมายถึง ชนเผ่าจริง ๆ เลยน่ะ ลองดูเล่มนี้นะครับ The indigenous public sphere: the reporting and reception of Aboriginal issues in the Australian media ว่าด้วยเรื่องของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียครับ ผมไม่เคยอ่านหรอกนะ เห็นแค่รีวิว แต่เคยอ่านบางบทของหนังสืออีกเล่มของผู้ร่วมเขียน คือเล่มที่ชื่อ The Public Sphere: An Introduction โดย Alan McKee ผมว่าเล่มนี้สนุกดี พูดถึงพื้นที่สาธารณะในวัฒนธรรมสมัยนิยม ใน 5 ประเด็นใหญ่ คือ อะไรคือเรื่อง ‘ส่วนตัว’ หรือเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในพื้นที่สาธารณะ ?, คุณค่าของสื่อที่ถูกทำให้เป็นการค้ามันด้อยค่ากว่าจริงหรือ ?, นำเสนอแบบหวือหวาแล้วมันยังไง ?, การที่ต่างคนต่างคุยในพื้นที่สาธารณะของตัวเองมันเป็นเรื่องแย่จริงหรือ ?, คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองจริงรึเปล่า ? … ทั้งหมดผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความก็คือ “เราจะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ” ? (แล้วเรากันใครออกไปบ้าง ?) ^

3 นี่เป็นประเด็นอันหนึ่ง ที่ผมคิดว่าทำให้ อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 400 คน คัดค้านมาตรฐานอุดมศึกษา “TQF” ของสกอ. — ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เอาการประเมินด้วยตัวชี้วัด แต่พวกเขาตั้งคำถามว่าตัวชี้วัดที่สกอ.เสนอมานั้น จะวัดสิ่งที่สกอ.ต้องการได้จริงหรือ และกรอบการวัดดังกล่าวมีความโน้มเอียงไปทางบางกลุ่มวิชา (แต่สกอ.ไม่ได้แจ้งถึงความโน้มเอียงนี้ ทำราวกับว่ามันเป็นกลาง และเป็นสากลใช้ได้กับทุกสาขาวิชา) — ติดตามเรื่องนี้ได้ที่ virtualdialogue.wordpress.com ^

อัปเดต 2011.05.20 17:07: เพิ่มบทความของสมชัยในกรุงเทพธุรกิจ ที่เอ่ยถึง objectivity, บทความ TIME, TQF, และหนังสือสื่อชนเผ่า

Netizen Marathon 2010: Online Studies #nm10

ส่วนหนึ่งของเทศกาล Netizen Marathon 2010 — hashtag: #nm10

อาทิตย์ 28 พ.ย. 15:00 – 17:00
คุยกับสถาปนิก เรื่อง คนกับพื้นที่
เบญจมาส วินิจจะกุล และ ดวงฤทธิ์ บุนนาค
@ ร้านหนังสือและกาแฟก็องดิด ถนนตะนาว ใกล้สี่แยกคอกวัว [แผนที่] [Facebook event]

จันทร์ 29 พ.ย. 09:00 – 17:00
เวทีวิชาการสาธารณะเพื่อพัฒนาคำถามวิจัย ออนไลน์ศึกษา
@ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ตึกสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ชั้น 4 ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ [แผนที่]

ปฏิทินกิจกรรม เทศกาลเน็ตติเซ่นมาราธอน 2553
thainetizen.org/marathon
(Open Data BarCamp, Clip Kino, ReadCamp, ฯลฯ)

technorati tags: 

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย – Thai public rituals

ในโอกาสพิธีกรรมสาธารณะ (ที่ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งยวด)

รวบรวมและจัดประเภท (วันที่ถูกกำหนดให้เป็น)วันสำคัญ/วันที่ระลึก/วันหยุด จากแหล่งต่าง ๆ (ข้อมูลประกอบบทความที่เขียนไม่เสร็จ พิธีกรรมสาธารณะและสิ่งมันระลึกถึง – การบ้านเมื่อสองเทอมที่แล้ว)

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย (Thai public ritual table)

รวบรวมจากเอกสารหลายฉบับ (ดูอ้างอิงที่ท้ายตาราง) แล้วทดลองจัดกลุ่มตามสิ่งที่ระลึกถึง ได้จำนวน 20 กลุ่ม – บางวันอาจอยู่ในกลุ่มมากกว่าหนึ่งกลุ่ม เช่น วันยุทธหัตถี (วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ที่อยู่ในกลุ่มการทหาร และกลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์, หรือ วันตำรวจ ที่อยู่ในกลุ่มราชการ/การปกครอง และกลุ่มอาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร. กลุ่มจากการทดลองจัดนี้ สอดคล้องกับกลุ่มวันสำคัญของไทยที่จัดโดย ธวัชชัย พืชผล (2545).

กลุ่ม : จำนวนวัน

  • อาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร : 23
  • สถาบันกษัตริย์/กษัตริย์ : 23
  • การทหาร : 20
  • การศึกษา/วิทยาการ : 13
  • ประเพณี : 10
  • ราชการ/ปกครอง : 8
  • ศาสนา : 7
  • สาธารณสุข : 7
  • สิ่งแวดล้อม/สัตว์ป่า : 7
  • ครอบครัว/เยาวชน : 7
  • พระบรมวงศาฯ/เจ้านาย : 6
  • ศิลปะ/วัฒนธรรม : 6
  • สงเคราะห์ : 5
  • ประชาธิปไตย : 4
  • สามัญชน : 3
  • เศรษฐกิจ : 3
  • สิทธิเสรีภาพ : 2
  • กีฬา : 2
  • ชาติ : 1

หากนับเฉพาะที่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ [ที่คนในสังคมจำนวนมากมีพิธีกรรมสาธารณะร่วมกัน] 14 วัน:
กลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์มีจำนวนมากที่สุด คือ 5 วัน (วันจักรี, วันฉัตรมงคล, วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, วันปิยมหาราช, วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว);
ตามด้วยกลุ่มศาสนา 4 วัน (วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา, วันเข้าพรรษา);
ประเพณี 3 วัน (วันขึ้นปีใหม่+สิ้นปี, วันสงกรานต์, วันลอยกระทง);
และอาชีพ 1 วัน (วันพืชมงคล) [วันแรงงาน ราชการไม่หยุด-ธนาคารหยุด].

ในวันหยุดราชการ 14 วัน วันหยุดที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มคนมากที่สุด คือวันพืชมงคล ที่ในแง่หนึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรและมีลักษณะเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน พิธีในวันพืชมงคลก็มีลักษณ เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อย่างมาก กระทั่งการกำหนดวันในแต่ละปี ก็เป็นประกาศจากสำนักพระราชวังในการกำหนดอุดมฤกษ์.

เมื่อเปรียบเทียบวันหยุดราชการกับวันหยุดธนาคารซึ่งประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากการที่ราชการหยุดในวันเข้าพรรษาแต่ธนาคารไม่หยุด และธนาคารมีวันหยุดภาคครึ่งปีในวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว, ใน 14 วันนี้ วันพืชมงคล ก็เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างวันหยุดทั้งสองระบบ โดยมีคู่ตรงข้ามเป็น วันแรงงานแห่งชาติ ที่ราชการไม่หยุดแต่ธนาคารหยุด.

ความเป็นคู่ตรงข้ามของวันพืชมงคลและวันแรงงานแห่งชาตินี้ ดูจะเหมาะเจาะลงตัวมาก เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็เป็นวันหยุดเฉพาะกลุ่ม และต่างก็แทนวิถีการผลิตคนละแบบ คือวันพืชมงคลสำหรับวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม และวันแรงงานสำหรับวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรม.

การที่ราชการเลือกหยุดในวันพืชมงคล และไม่หยุดในวันแรงงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ.

คำอธิบายโดยมองวิถีการผลิตเพียงอย่างเดียว ว่า ข้าราชการไม่ถือว่าตัวเองอยู่ในระบบแรงงาน และถือว่าตัวเองอยู่ในระบบ เกษตรกรรม ดูจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน. แต่เราอาจลองมองจากความเชื่อมโยงของวันพืชมงคลกับสถาบันกษัตริย์ได้ — ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษาต่อ.

อนึ่ง ข้อสังเกตต่อวันหยุดราชการ และวันสำคัญต่าง ๆ ของไทย คือ เพิ่งจะถูกกำหนดมาเมื่อไม่นานนี้.

เช่น วันชาติ 5 ธันวา หรือ วันแม่ 12 สิงหา ก็เพิ่งถูกกำหนดขึ้นไม่นานนี้. โดยวันชาติที่ตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวงภูมิพล กำหนดในปี พ.ศ. 2503 โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์. ส่วนวันแม่ที่ตรงกับวันพระราชสมภพของราชินี กำหนดในปี พ.ศ. 2519 โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมือง. โดยก่อนหน้านี้ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดให้วันชาติไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน (ตามวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และวันแม่แห่งชาติคือวันที่ 15 เมษายน.

ดูส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางสัญลักษณ์และอุดมกาณ์ ผ่านการกำหนดวันหยุดและพิธีกรรมสาธารณะได้ที่ ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร (วิกิพีเดีย)

technorati tags:,,,

(เพื่อ "ภูมิซรอล") [review] ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).

(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก
Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)

ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจากการประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร ตามด้วยเรื่องกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ภูมิซรอล เพราะเป็นคำเขมร :

ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง ภาษาส่วย ด้วย

ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ :

ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา) โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Mekong Review) และ

ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)

วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ดาวน์โหลด PDF (196 KB), OpenDocument (27 KB)เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :

ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น นิรุกติศาสตร์ (philology) แทนที่จะเป็น ภาษาศาสตร์ (linguistics) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (phonology) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และ ศัพทมูลวิทยา (etymology) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.

ตามความเห็นของจิตร ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ 1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ 2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน. เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง (น. 282-291).

ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น นาค “คนแข็งแรง” (น. 257-258), ขมุ “คน”, มระบรี “คนอยู่ป่า”, กะยา “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).

เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.

จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).

ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).

… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.

โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้มหัพภาคเป็นเครื่องหมายจบ ประโยค และ ญ หญิง แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร (หนังสือ วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).

สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน Pantip Topic Stock) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (@theppitak): On Descenders of Yo Ying and Tho Than, Thai Script Origin, Phnom Penh Report.

technorati tags: 

อันล่วงละเมิดมิได้ the Untouchable ?

จาก ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อีกหนึ่งกฎหมายที่ถูกดัน เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (มีกฎหมายจำนวนมากถูกนำเข้าสนช.ในช่วงนั้น กฎหมายจำนวนมากที่ผ่านออกประกาศใช้จากการนำเข้าพิจารณาในช่วงนั้น เป็นกฎหมายที่ในเวลาปกติน่าจะผ่านออกมาลำบาก จะต้องมีการอภิปรายหรือถูกตรวจสอบจากสังคมอย่างมากแน่) มีอยู่ร่างหนึ่งจาก พ.ศ. 2551 มีมาตรานี้:

มาตรา 40 ผู้ใดโฆษณาหรือไขข่าวด้วยประการใด ๆ ด้วยภาพ ตัวอักษร หรือข้อความที่ทำให้ปรากฏ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ หรือกระทำการกระจายเสียงหรือกระจายภาพ หรือกระทำการป่าวประกาศโดยวิธีอื่นเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พระภิกษุ สามเณร บรรพชิต หรือแม่ชี อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหายต่อพระพุทธศาสนา หรือเป็นเหตุให้พระภิกษุ สามเณร บรรพชิต หรือแม่ชี แล้วแต่กรณี เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปัจจุบัน ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว มีหลายร่างจากหลายองค์กร ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บ phrathai.net หลายมาตราถูกเพิ่มเข้าเอาออกหรือแก้ไข อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามาตรา 40 อย่างในร่างข้างต้น สุดท้ายจะไปโผล่ในกฎหมายฉบับจริงหรือไม่ แต่มันก็สะท้อนได้ว่า มีคนคิดเรื่องแบบนี้อยู่

ประเทศนี้ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์อะไรทั้งสิ้น ห้ามเปลี่ยนแปลง ห้ามแตะต้อง

พอพิมพ์คำว่า ห้ามแตะต้อง เราก็นึกถึงคำว่า untouchable ซึ่งหมายถึงวรรณะจัณฑาลในอินเดียและเอเชียใต้ ในสังคมวัฒนธรรมเอเชียใต้นั้น ถือว่าวรรณะจัณฑาลเป็นวรรณะที่ต่ำที่สุด คนวรรณะอื่นจะไม่ข้องแวะข้องเกี่ยวด้วย ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า the untouchables

แนวคิดเรื่อง แตะต้องไม่ได้ เพราะจะทำให้เสียความบริสุทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำให้นึกถึงบทความเกี่ยวกับพิธีกรรมและความเชื่อ ที่เราอ่านไปนิดหน่อยเมื่อเดือนที่แล้ว ชื่อ Scapegoats: The Killings of Kings and Ordinary People โดย Declan Quigley (Journal of the Royal Anthropological Institute. Volume 6 Issue 2, หน้า 237-254) เรารู้สึกว่าน่าสนใจมาก อยากจะหาเวลาอ่านทั้งหมดละเอียด ๆ อีกที

Quigley เขาศึกษาสังคมกลุ่มหนึ่งในแอฟริกา ส่วนหนึ่งของบทความพูดถึงแนวคิดสองแบบของคอนเซปต์ king (ซึ่งเรานึกไม่ออกว่าจะแปลยังไง มันไม่จำเป็นต้องเป็น กษัตริย์ แบบที่เราเข้าใจกันทั่วไป ก็ขอคงไว้ละกัน) แบบแรกคือ king เป็นบ่อเกิดความอุดมสมบูรณ์สงบสุขอะไรต่าง ๆ มาสู่แผ่นดิน แบบหลังคือ king เป็นเหมือนบ่อรับที่ดูดเอาความชั่วร้ายต่าง ๆ เข้าไว้กับตัว เพื่อที่แผ่นดินจะได้สงบสุข ทั้งสองแนวคิดที่เหมือนกันก็คือ king ทำให้แผ่นดินอุดม ที่ต่างคือวิธี และแนวคิดทั้งสองแบบสามารถนำไปสู่การ ฆ่า king ได้ (ซึ่งผมคิดต่อไปว่า อาจจะเป็นเพียงการฆ่าในทางพิธีกรรมก็ได้ ไม่ได้ตายจริง ๆ อาจจะพอเทียบคล้าย ๆ กับที่ไปนอนในโลงศพสะเดาะเคราะห์) เมื่อ king ที่เป็นบ่อเกิดไม่สามารถปล่อยหรือแผ่ความอุดมออกมาจากตัวได้แล้ว หรือ king ที่เป็นบ่อรับนั้นเต็มแล้ว ดูดอะไรเข้าไปไม่ได้แล้ว ก็มีความจำเป็นต้อง ฆ่า king เสีย เพื่อรักษา kingship (แปลเอาว่า ระบบ king ก็น่าจะได้) เอาไว้ (น่าจะเป็นที่มาของชื่อบทความ scapegoat ที่หมายถึง แพะรับบาป) แล้วก็มี king คนใหม่ขึ้นมาแทน วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่ง Quigley ก็บอกว่า เอ้อ แนวคิดแบบนี้ ลองเอามาทำความเข้าใจเรื่องวรรณะในเอเชียใต้ก็น่าจะได้นะ

กลับมาที่ร่างพ.ร.บ. เราว่าถ้ามันออกมาจริง ๆ จะลำบาก จะมีคนเดือดร้อนกันเยอะแน่ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่ไม่เคยคิดจะด่าพระก็เดือดร้อนกันได้

ยังไง? บ้านหลายคนอยู่บนที่วัด เช่าวัด วัดก็เป็นนิติบุคคล มีที่ดิน และก็มีการใช้ประโยชน์บนที่ดินนั้นในทางต่าง ๆ รวมถึงเพื่อธุรกิจด้วย (เพื่อหารายได้เข้าวัด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อทำนุบำรงศาสนา) โดยทั้งที่วัดทำเอง ผ่านมูลนิธิของวัด ผ่านคณะกรรมการของวัด หรือกลุ่มคนหรือบริษัทที่วัดมอบหมาย ซึ่งก็เหมือนกับการทำธุรกรรมธุรกิจทั่วไปทุกอย่าง มันสามารถมีเรื่องขัดแย้งกันได้ ผิดสัญญาซื้อขาย ผิดสัญญาเช่า ไล่ที่ ฯลฯ … ปัญหาคือ ถ้ามีกฎหมายข้างบนนั่นจริง ๆ บุคคลจะฟ้องร้องพระหรือวัดได้ไหม ? หรือในการต่อสู้ทางสังคม การรณรงค์ต่าง ๆ จะเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดเกี่ยวกับพระหรือวัดได้ไหม ? หรือสื่อจะเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีดังกล่าวได้ไหม ? ถ้าเกิดพระท่านว่ามันทำให้ท่านถูกเกลียดชังล่ะ ?

พระดี ๆ ท่านก็มีเมตตา แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน พระห่วย ๆ ก็มีให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์มากมาย

โอ้ ต่อไปหนังสือพิมพ์จะลงข่าวพระเสีย ๆ หาย ๆ ได้ไหมนี่ ?

เดี๋ยวจะถูกข้อหา หมิ่นพระ นะ

การไม่มีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระลงหนังสือพิมพ์ จะทำให้พระศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ?

ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ก็แปลว่าไม่มี … แบบนี้ก็ง่ายดีเหมือนกัน

technorati tags: 

[review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache.

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัปบล็อก เอาของเก่ามาหากินละกัน :p นี่เป็นการบ้านของวิชาหนึ่งในเทอมที่ผ่านมา คือ วิชามานุษยวิทยาภาษา (linguistic anthropology). งานในวิชานี้มีวิจารณ์หนังสือ 2 เล่ม กับรายงานจบเทอมชิ้นหนึ่ง. ด้านล่างนี้เป็นบทวิจารณ์หนังสือเล่มที่สอง คือหนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso. ส่วนเล่มแรกที่วิจารณ์คือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เคยวิจารณ์หนังสือที่ Keith Basso เขียน ไปแล้วเล่มหนึ่ง คือ Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache. ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ใน Cibecue เหมือนกัน.


บทวิจารณ์หนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith H. Basso, ภาพประกอบโดย Vincent Craig, บทนำโดย Dell Hymes. เกี่ยวกับการเลียนล้อ (joking imitation) โดยชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ และมุมมองทางมานุษยวิทยาภาษา.

“นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น
ฟังเพลงเดิมๆ ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน”

“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” เพลงดังโดยวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ถูกนำมาร้องในลีลาใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ “สายลับจับบ้านเล็ก” (และดังกว่าต้นฉบับ).

ด้วยภาพคนขาวในเรื่องตลกของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ ที่ถูกนำมาเล่าในภาษาของคนขาว, หนังสือเล่มนี้ปล่อยให้ (อย่างไม่ตลกเท่าต้นฉบับ) ภาพของคนขาวในความคิดของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ พาเราไป “รู้จักเธอ เพื่อจะรู้จักฉัน” – ผ่านการมองเข้าไปใน การมองคนขาวของชาวอาปาเช่.

บาสโซกล่าวว่าการตีความการล้อเล่น/เลียนล้อ (joking imitation) ของเขาในหนังสือเล่มนี้นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานสองอย่างคู่กัน นั่นคือ การล้อเล่นเป็นการเล่นละครรูปแบบหนึ่ง และ การเล่นละครนั้นมีลักษณะที่จะต้องเป็นสิ่งที่มันอยากเป็นโดยที่มันจะต้องไม่เป็น. การเล่นละครนั้นถูกกำหนดโดยตัวแบบของการ ‘ไม่เล่นละคร’ ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มันจะสื่อสารนั้น จะไม่สามารถสื่อสารได้เลย หากถูกสื่อสารออกมาในแบบที่ไม่มีลูกเล่น (น. 37). การล้อเล่นในฐานะรูปแบบหนึ่งของการเล่นละคร จึงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง ที่เพื่อจะส่งสารที่ต้องการ มันจะ ‘ล้อ’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากต้อง ‘เล่น’ ด้วย. ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะอ่านหรือเข้าใจการล้อเล่นจากเพียงที่เห็นตรงหน้าได้.

เรื่องล้อเล่น (banagozdi’ / jokes) นี้ในวัฒนธรรมเวสต์เทิร์นอาปาเช่ถูกจัดเป็นอีกประเภทหนึ่งของเรื่องตลก (dabagodlohé yalti’ / humorous speech) เลย โดยต่างจากเรื่องขำขัน (dabagodlohé nagoldig’ / funny stories) และคำพูดล้อจิกกัดถากถาง (‘enit ‘ii / teasings, barbs). บาสโซเสนอว่าลักษณะของเรื่องล้อเล่นที่ต่างจากเรื่องตลกอื่นๆ ก็คือ มันมีลักษณะของการใช้อุปลักษณ์ (metaphor) อยู่ โดยจัดเรื่องล้อเล่นเป็น “เรื่องตลกเชิงอุปลักษณ์” (metaphorical humorous speech) (น. 100-101).

[Review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache. โดย Keith H. Basso ภาพประกอบโดย Vincent Craig. (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) – ดาวน์โหลด PDF

technorati tags: , , , , , ,

Sociology+Anthropology activities calendar

สำหรับคนที่สนใจงานเสวนา สัมมนา บรรยาย ประชุมวิชาการ พูดคุย ดูหนัง ศิลปะ นิทรรศการ ท่องเที่ยว ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และวรรณกรรมวิจารณ์ ลองใช้ปฏิทิน Soc-Ant Cafe นี้ดูครับ (เป็น Google Calendar)


แถม (โฆษณา)

โครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อ

หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชามานุษยวิทยา
ปีการศึกษา 2552 (รุ่นที่ 1)

รับสมัครผ่านทางเว็บไซด์
http://www.reg.tu.ac.th/

ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2552

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
http://www.socio.tu.ac.th/
(ใครใช้ Firefox เปิดดู โปรดทำใจล่วงหน้า 🙁 )

หรือสอบถามได้ที่ คุณวิชัย แสงดาวฉาย
โทร 0-2613-2809, 0-812-558-607

(ใบปิดประชาสัมพันธ์ [pdf])


แถมอีก

random self-quote of the day

“สังคมมีแนวโน้มที่จะจัดเรื่องที่กระอักกระอ่วนไม่รู้จะจัดการยังไง ให้เป็น “อาชญากรรม” เพื่อจะได้มีความชอบธรรมในการกำจัดมันออกไปได้”

technorati tags:
,
,