[review] Doing Ethnographies. (assignment)

ส่งการบ้านวิจารณ์หนังสืออีกแล้ว

Doing Ethnographies. โดย Mike Crang และ Ian Cook (Sage Publications, 2007)

ด้วยรูปร่างหน้าตาเผิน ๆ เหมือนหนังสือ “ฮาวทู” แต่เมื่ออ่านช่วงต้นก็รู้สึกแว่บว่า “ต่อต้านฮาวทู” จนอ่านต่อก็รู้สึกว่า “อาจจะฮาวทู”, Doing Ethnographies เป็นหนังสือที่ควรอ่านมากกว่าหนึ่งรอบ ในวาระ วิธี ลำดับ และทิศทางต่าง ๆ กัน. ด้วยการสะกิดผู้อ่านให้นึกถึงทางเลือกยุ่บยั่บย้อนแย้งอยู่ทุกระยะ แครงก์และคุกสองผู้เขียนไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวยุ่งเหยิงในการ(จะไป)ทำชาติพันธุ์วรรณนาที่ไม่ค่อยจะมีใครเล่านัก แต่ยังทำให้เรารู้สึกสับสน อย่างที่เราควรจะรู้ว่ามันจะสับสนอย่างไรในสนาม. ผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นก็คือตัว ความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั้นเอง. ไม่เพียงผู้ไขประตูสู่สนามเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ แต่รวมถึงผู้ที่ถูกศึกษาและผู้ศึกษาด้วย, เหล่านี้นำไปสู่ประเด็นจริยธรรมและความเป็นภววิสัยของการศึกษา และสิ่งที่ผู้เขียนย้ำคือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลดิบ” ทุกอย่างล้วนถูกประกอบสร้าง-โดยตัวผู้สังเกตก็มีส่วนกำหนด ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีอิทธิพลในการประกอบสร้างข้อมูลดังกล่าวเสมอ และความคิดต่าง ๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากความคิดก่อนหน้าอื่น ๆ. จงเป็นมนุษย์ที่ปรับตัวและรู้ตัวในทุกขณะ อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวของหนังสือ “อาจจะฮาวทู” เล่มนี้.

บทวิจารณ์ (PDF, 5+1 หน้า จัดหน้าใหม่ เพิ่มขนาดฟอนต์ กลายเป็น 7 หน้า) เป็น CC-by-3.0

ฉบับดั้งเดิมของหนังสือเล่มนี้ (1995 เขียนระหว่างที่ผู้เขียนทั้งสองกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่) สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ Durham e-Prints

technorati tags: , ,

social problems in Old Town Rome, lecture by Michael Herzfeld

เชิญร่วมการบรรยายพิเศษ

“ปัญหาสังคมในเขตเมืองเก่า: กรณีศึกษากรุงโรม”

โดย ศ.ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ (Michael Herzfeld) ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2551 13:00-16:00 น.
ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ตึกคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ศูนย์รังสิต

ไมเคิล เฮิร์ซเฟลด์ เป็นศาสตราจารย์มานุษยวิทยา และภัณฑารักษ์ชาติพันธุ์วิทยายุโรปประจำพิพิธภัณฑ์พีบอดี ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, ที่ซึ่งเขาสอนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1991. หัวข้อวิจัยที่สนใจได้แก่ ทฤษฎีสังคม, ประวัติศาสตร์ของมานุษยวิทยา, social poetics, การเมืองของประวัติศาสตร์, ยุโรป (โดยเฉพาะกรีซและอิตาลี) และประเทศไทย. สำหรับประเทศไทยไมเคิลมีผลงานเด่นคือการศึกษาชุมชนป้อมมหากาฬในกรุงเทพ.

technorati tags: ,,

[review] Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache (assignment)

การบ้านวิจารณ์หนังสือชิ้นแรก เสร็จแล้ว ส่งไปเมื่อวาน เป็นการเขียนหลังจากอ่านไปประมาณ 60-70% ได้ ข้ามไปข้ามมา
ฉบับที่ให้ดาวน์โหลดนี้ แก้นิดหน่อยจากที่ส่งไป

เป็นบทวิจารณ์ หนังสือเรื่อง Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache ซึ่งเขียนโดย Keith H. Basso นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องชนพื้นเมืองอเมริกัน
เอาเข้าจริง ๆ ไม่อยากจะเรียกว่าวิจารณ์เท่าไหร่ เพราะมันเหมือนสรุปหนังสือให้ฟังเสียมากกว่า ไม่ได้วิจารณ์อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่การบ้านเขาให้วิจารณ์

แม้เรื่อง “สถานสัมผัส” (sense of place) หรือการที่คนเราจะรับรู้ถึงสถานที่ (place) อย่างไรนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการจะเข้าใจว่าผู้คนและชุมชนจะให้ความหมายและความสำคัญทางสังคมกับสถานที่อย่างไร รวมถึงความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางบุคคลและอัตลักษณ์ทางสังคม, โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีความปั่นป่วนไร้ระเบียบในเรื่องสถานที่มากขึ้น, แต่บาสโซพบว่างานชาติพันธุ์วรรณนากลับไม่ให้ความสำคัญกับสถานที่และสิ่งที่ผู้คนทำกับสถานที่เสียเท่าไหร่. งานชาติพันธุ์วรรณนามักพูดถึงสถานที่ในฐานะเพียงตัวผ่านไปสู่เรื่องอื่น แค่ปูพื้นฉากหลัง หรือบอกที่มาของบุคคล สิ่งของ (น. xiv, 105). แนวคิดทางมานุษยวิทยาในหนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลจาก คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz), ทางสังคมวิทยาจาก เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman), และทางภาษาศาสตร์สังคมจาก เดลล์ ไฮมส์ (Dell Hymes) (น. xv). ส่วนการศึกษาเรื่องชื่อสถานที่ (place-names, toponym) และระบบการตั้งชื่อสถานที่ (place-naming, geographical nomenclatures) นั้นได้ตามแนวที่ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas) ริเริ่มไว้ (น. 43). ประเด็นในหนังสือเล่มนี้แม้จะศึกษากับชาวเวสเทิร์นอาปาเช่ แต่บาสโซเชื่อว่าเรื่องสถานที่และชื่อสถานที่นี้เป็นเรื่องค่อนข้างสากล, เช่นเดียวกับที่เราพบว่าชื่อสถานที่นั้น เป็นประเภทของคำที่พบได้ในภาษาจำนวนมาก.

sikkha(tr) อ่านแล้วบอกว่า นี่มันไม่ได้วิจารณ์อะไรเลยนี่นา และให้คำปรึกษาว่า ถ้าจะวิจารณ์อะไร มันต้องมีจุดยืนในการวิจารณ์ก่อน ว่าจะมองจะวิจารณ์จากมุมไหน ถ้ายังไม่มี ก็วิจารณ์ไม่ได้

ถ้าอยากรู้เรื่องแบบไม่เพี้ยน อันเกิดจากการตีความของผม อ่าน บทคัดย่อ ดีกว่า ส่วนถ้าอยากอ่านบทวิจารณ์ ลองดูบทวิจารณ์ใน The Journal of American Folklore

ส่วนถ้าใครสนใจจะลองอ่านของผมก็ยินดีมากครับ อยากให้ช่วยวิจารณ์ด้วย ผมไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย
สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ให้ความเห็นมาว่า งานครั้งก่อน ๆ ที่ส่งไป มันไม่อ่านแล้วไม่ค่อยเป็นความเรียงอย่างที่เขาตั้งใจจะให้เขียน
มันดูเป็นหัวข้อ ๆ แยก ๆ กัน เหมือนประมาณ bullet point ในสไลด์ซะมากกว่า

(ขอบคุณคนรอบ ๆ ตัวที่เป็นห่วงเป็นใย เห็นผมเหมือนเครียด ๆ จริง ๆ ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่มันแนว ๆ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังเสียมากกว่า รู้สึกงานมันเยอะ แล้วก็อยากให้ทุก ๆ อันมันออกมาดี ๆ กันหมด แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นนะ)

technorati tags: 

Two Bits (book)

หนังสือ Two Bits: The Cultural Significance of Free Software โดย Christopher M. Kelty อาจารย์มานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยไรซ์

อ่านฟรี (PDF – ครีเอทีฟคอมมอนส์ by-nc-sa)

คำบรรยายสรรพคุณ จากใบปลิว:

Drawing on ethnographic research that took him from an
Internet healthcare start-up company in Boston to media
labs in Berlin to young entrepreneurs in Bangalore, Kelty
describes the technologies and the moral vision that bind
together hackers, geeks, lawyers, and other Free Software
advocates. In each case, he shows how their practices and
way of life include not only the sharing of software source
code but also ways of conceptualizing openness, writing
copyright licenses, coordinating collaboration, and proselytizing. By exploring in detail how these practices came
together as the Free Software movement from the 1970s to
the 1990s, Kelty also considers how it is possible to understand the new movements emerging from Free Software:
projects such as Creative Commons, a nonprofit organization that creates copyright licenses, and Connexions, a
project to create an online scholarly textbook commons.

[ ผ่าน anthropologi.info ]

technorati tags: 

Rethinking Cultural Studies

The 7th Annual Conference of Anthropology:
“Rethinking Cultural Studies”
26-28 March 2008 at Sirindhorn Anthopology Centre, Bangkok, Thailand

การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7
“ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา”
26-28 มีนาคม 2551 ณ หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพ

การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 7 จะเน้นที่การศึกษาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก เนื่องจากคำว่า วัฒนธรรม เป็นคำและมโนทัศน์ที่ใช้กันทั้งในวงการวิชาการ ทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในวงราชการ สื่อ และในชีวิตประจำวัน ทำให้มีปริมณฑลของความหมายที่หลากหลาย ซ้อนทับกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

ในการประชุมครั้งนี้ เราจะเริ่มด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมศึกษา” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหลักสูตรที่เปิดกันอย่างครึกโครมในสถาบันการศึกษาในประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็น สาขาใหม่ ที่ “ดึงดูดลูกค้า” ได้อย่างกว้างขวาง

ดูกำหนดการแล้ว ที่เล็ง ๆ ไว้ก็มี: ความเข้าใจ “วัฒนธรรม” ในงานวิจัยสังคมไทย (อานันท์ กาญจนพันธุ์), วัฒนธรรมศึกษาฉบับไทย ๆ เป็นวัฒนธรรมศึกษา หรือการศึกษาวัฒนธรรม (ฐิรวุฒิ เสนาคำ), เมื่อมานุษยวิทยาพบกับวัฒนธรรมศึกษา : สัมพันธภาพที่น่ากระวนกระวาย (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี), สถานภาพองค์ความรู้สถาปัตยกรรมไทย การสำรวจเชิงวิพากษ์ (ชาตรี ประกิตนนทการ — คนนี้ผมชอบ), มองประวัติศาสตร์ไทยในเชิงวัฒนธรรม (ธีระ นุชเปี่ยม), วัฒนธรรมข้ามพรมแดน (รัตนา โตสกุล), วัฒนธรรมศึกษาในประเทศอังกฤษ : จากซ้ายใหม่ถึงสจ๊วต ฮอลล์ (วสันต์ ปัญญาแก้ว), ความโกลาหลของวัฒนธรรมศึกษา (เกษม เพ็ญภินันท์), ได้อะไรบ้างจากเนื้อหาการประชุม (สายพิณ ศุพุทธมงคล, ยุกติ มุกดาวิจิตร) — ดาวน์โหลดบทคัดย่อ

เล็งไว้เยอะ ไม่รู้จะได้ฟังจริงแค่ไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะปั่นเปเปอร์ที่ต้องส่ง 30 นี้ ได้เร็วแค่ไหนด้วยอ่ะนะ อยากส่งอ่ะ – -“

หมายเหตุ – แจ้งข่าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ผมจะกลับไปเป็นนักเรียน (ในระบบ) อีกครั้ง สาขาที่เรียนก็คือ มานุษยวิทยา นี่แหละ ความตั้งใจก็คือ อยากจะศึกษาวัฒนธรรมออนไลน์ อะไรทำนองนี้ — ตอนสัมภาษณ์ เขาให้เล่าสิ่งที่ตัวเองสนใจ แล้วกรรมการคนหนึ่งก็บอกว่า เอ แล้วทำไมไม่ไปเรียนนิเทศ/วารสาร น่าจะตรงกว่า ผมก็ตอบไม่ถูก 😛 ได้แต่รู้สึกว่า นอกเหนือจากการสื่อสารแล้ว มันยังมีสิ่งที่อยู่รอบ ๆ อีกสิ ก็บอกเขาไปตามนั้น ประมาณว่า ยังไม่รู้ ก็เลยอยากมาเรียนน่ะครับ — สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ ด้วยคะแนนในระดับที่พี่เลขาหลักสูตรบอกว่า “คอนเซปท์คุณไม่ได้เรื่องเลยนะ” แงว.. ซึ่งก็ทำนองเดียวกับที่กรรมการอีกคนหนึ่งบอกไว้ตอนสัมภาษณ์ว่า “ถ้าคุณจะเรียน คุณต้องปรับวิธีคิดใหม่ ปรับวิธีพูดใหม่” เหะ ๆ – พี่เลขาทิ้งท้ายไว้ว่า “สงสัยอาจารย์เค้าคงอยากสู้กับคุณ” อ่ะจ๊าก~ – -” — สุดท้ายแล้ววันที่ไปรายงานตัว พี่เขาก็แนะนำให้นักศึกษาใหม่ทุกคน ไปงานประชุมที่ว่าข้างบน ดังนี้เอง (ซึ่งผมก็อยากไปอยู่แล้วแหละ แต่นี่ก็เหมือนเป็นอีกแรงถีบกระตุ้น)

หลายคนรู้ข่าวนี้ (ตั้งแต่ตอนสมัครจนถึงประกาศผลแล้ว) ก็ถามผมว่า เอ๊ะ ทำไมไปเรียนโทอีกใบ ก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงน่ะ น่าจะเอาอะไรมาใช้ได้บ้างสิ ไอที + มานุษยวิทยา เนี่ย… ไมเคิล โบเวนส์ เป็นนักมานุษยวิทยาคนแรก ๆ ที่ผมรู้จัก เขาคนเดียวกันนี้เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านสารสนเทศ เป็นผู้จัดการศูนย์สารสนเทศ สอนวิชามานุษยาวิทยาสังคมดิจิทัล และก่อตั้งกลุ่มศึกษาทฤษฎี peer-to-peer เมื่อตอนผมกลับมาบ้านเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ไปเชียงใหม่ครั้งแรก ก็ได้ไปเจอเขา นั่งคุยกัน (และทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องที่ไปเจอเขาครั้งแรกนี้ ผมก็จะนึกถึงโดยอัตโนมัติว่า มีคนข้าง ๆ เหยียบเท้าผม เพื่อเร่งให้จบการสนทนาซะที) ไปครั้งล่าสุดเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว ก็ได้ไปอาศัยบ้านเขานอน แถมมอเตอร์ไซด์ให้ขี่ด้วย และได้รู้เรื่อง KaosPilot ก็ครั้งนี้แหละ …เห็นแบบนี้แล้ว ผมเลยมั่นใจว่า มันต้องเกี่ยวได้ดี๊ (ง่ายมั๊ย) 😛

แถม: วันนี้ (26 มี.ค.) เป็น “วันเสรีภาพเอกสาร” Document Freedom Day ครับ

technorati tags:
,
,