ตัวแบบอันน่าเกลียด: ทำไมเหล่าเสรีนิยม จึงประทับใจเหลือเกินกับระบบการศึกษาของจีนและสิงคโปร์?

แปลจาก The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau

ผู้นำอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งประทับใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และจีน มักกล่าวอย่างอิจฉาเสมอ ๆ เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาของประเทศเหล่านั้น. ประธานาธิบดีโอบามาอ้างถึงสิงคโปร์ในสุนทรพจน์เมื่อมีนาคม 2009 โดยกล่าวว่านักการศึกษาในสิงคโปร์นั้น ให้เวลาน้อยลงในการสอนสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และให้เวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่เป็นสาระ พวกเขาเตรียมนักเรียนของพวกเขาไม่เพียงสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังสำหรับอาชีพการงาน พวกเราไม่ได้ทำเช่นนั้น. นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ยกย่องจีนอยู่เสมอ เขาเขียน (ในช่วงก่อนโอลิมปิกที่ปักกิ่ง) ว่า “วันนี้ มันเป็นกีฬา ที่พุ่งทะยานขึ้นจนทำเราประหลาดใจ แต่จีนจะทำสิ่งมหึมาเดียวกันนี้ในศิลปะ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา” ซึ่งโดยนัยคือการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษาของจีน แม้กระทั่งในบทความที่เขาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง ถึงสิ่งที่จีนได้กระทำอย่างโหดร้ายกับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง. แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า โอมาบา คริสทอฟ และชาวอเมริกันอื่น ๆ ผู้สนับบสนุนระบบการศึกษาของสิงคโปร์และจีน นั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างเพียงพอต่อความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษาเหล่านั้น กับการแลกเปลี่ยนถกเถียงแบบประชาธิปไตย และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบประชาธิปไตย. อันที่จริงแล้ว พวกเขากำลังสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่องเลย.

a classroom in Beijing

อะไรคือสิ่งที่นักการศึกษาในสิงคโปร์และจีนทำ? โดยการประเมินของพวกเขาเองแล้ว พวกเขาทำได้ดีมากในการเรียนแบบท่องจำและการสอนเพื่อสอบ. ต่อให้เป้าหมายประการเดียวของเราคือการผลิตนักศึกษาที่จะทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ประกาศอย่างชัดเจนสำหรับการศึกษาในสิงคโปร์และจีน เราก็ยังสมควรปฏิเสธยุทธศาสตร์ของพวกเขา เหมือนกับที่พวกเขาเองได้ปฏิเสธมันแล้ว. ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศทั้งสองได้ทำการปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องสนับสนุนหล่อเลี้ยงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงรุก และความคิดจินตนาการซึ่งจำเป็นสำหรับนวัตกรรม. พูดอีกอย่างก็คือ แม้ทั้งสองประเทศดังกล่าวจะไม่มีประเทศไหนเลยที่รับเอาแนวคิดเป้าหมายการศึกษาอย่างกว้าง แต่ทั้งสองก็ได้ตระหนักว่า กระทั่งเป้าหมายอย่างแคบที่มุ่งเฉพาะความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ระบบที่เน้นการเรียนแบบท่องจำเองก็ยังไม่ดีพอ. เมื่อปี 2001 กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เสนอ หลักสูตรใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนการเน้นย้ำ … การท่องจำและการฝึกฝนอย่างเครื่องจักรอย่างเกินพอดี. สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงรุกของนักเรียน, ความปราถนาของนักเรียนที่จะค้นหาความจริง, และความกระตือรือร้น … ที่จะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ.

เช่นเดียวกันสิงคโปร์ ที่ได้ปฏิรูปนโยบายการศึกษาในปี 2003 และ 2004 ซึ่งถอยห่างจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่วิธีการแบบ เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเด็กถูกมองเป็น ผู้ควบคุมสถานการณ์. ด้วยการปฏิเสธ แบบฝึกหัดและการบ้านซ้ำ ๆ หลักสูตรที่ถูกปฏิรูปใหม่มองครูผู้สอนในฐานะ ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน แทนที่จะเป็นผู้มอบคำตอบ. หลักสูตรดังกล่าวเน้นทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสุนทรียะ, ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม, และความตระหนักถึงตัวเองและสังคม. ภาษาที่ใช้ในการปฏิรูปทั้งสองนี้ ชวนให้นึกถึงความคิดของนักการศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ จอห์น ดิวอี (John Dewey) และ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) ซึ่งทั้งคู่เคยไปประเทศจีน และเคยมีอิทธิพลไม่น้อยทั่วทั้งเอเชียตะวันออก. สิงคโปร์และจีนพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การศึกษาปลายเปิดที่ก้าวหน้า ซึ่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน-ในแบบเดียวกับที่เรากำลังจะตีจาก ด้วยการเน้นการสอนเพื่อสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย No Child Left Behind.

หลายผู้สังเกตการณ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ขณะนี้ และสรุปว่าการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จจริง ๆ. เงินเดือนครูยังคงอิงอยู่กับคะแนนทดสอบ และด้วยเหตุนี้ โครงสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จึงไม่มี. โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการง่ายกว่ามาก ที่จะวิ่งเข้าหาการเรียนแบบท่องจำ ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน เนื่องจากการสอนในแบบที่ดิวอีและฐากูรแนะนำนั้น ต้องการทรัพยากรที่เพียบพร้อมและความตระหนักเข้าใจ และแน่นอนว่าการทำตามสูตรสำเร็จนั้นย่อมง่ายกว่า.

มากไปกว่านั้น การปฏิรูปดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยความกลัวของชาติเผด็จการเหล่านี้ ความกลัวในเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแท้จริง. ในสิงคโปร์ ไม่มีใครพยายามใช้เทคนิคใหม่ดังกล่าวเวลาสอนเกี่ยวกับการเมืองและประเด็นปัญหาร่วมสมัย. การศึกษาพลเมือง นั้นโดยปกติจะมีรูปแบบของการวิเคราะห์ปัญหา, เสนอวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ต่าง ๆ, และจากนั้นก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมวิธีที่รัฐบาลเลือกนั้นจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับสิงคโปร์. ในมหาวิทยาลัย ผู้สอนบางคนพยายามใช้วิธีเปิดกว้างแบบใหม่ ๆ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีหนทางที่จะฟ้องร้องอาจารย์เหล่านั้นด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถ้าพวกเขาวิจารณ์รัฐบาลในชั้นเรียน, ยิ่งไปกว่านั้น คดีดัง ๆ จำนวนหนึ่ง จะถูกหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายถึง. อาจารย์นิเทศศาสตร์รายหนึ่ง (ซึ่งได้ออกจากสิงคโปร์ไปแล้วนับแต่ตอนนั้น) รายงานว่า ในขณะที่เธอพยายามจะนำการอภิปรายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวในห้อง … คุณเอามือไปจับมันได้เลยล่ะ. แม้ชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ วิทยาลัยการภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Tisch School of the Arts Asia) ได้รับการสนับสนุนให้เปิดสาขาในสิงคโปร์ แต่ได้รับการแจ้งว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในหลักสูตรนี้ จะไม่สามารถฉายนอกวิทยาลัยได้. ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประเทศจีน ที่การคิดอย่างสร้างสรรค์หรือวิเคราะห์วิพากษ์อย่างเจาะลึกนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมเมื่อพูดถึงระบบการเมือง.

มันถึงเวลาแล้ว ที่จะถอดแว่นฉาบสีกุหลาบออก. สิงคโปร์และจีนคือตัวแบบที่เลวร้ายของการศึกษา ไม่ว่าจะสำหรับชาติไหนที่ปราถนาจะรักษาประชาธิปไตยแบบพหุลักษณ์หลากหลายเอาไว้. พวกมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ และพวกมันกำราบจินตนาการและการวิเคราะห์ลงอย่างราบคาบ ในเวลาที่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติและทางเลือกอันยากลำบากต่าง ๆ ในหนทางข้างหน้า. หากเราต้องการมองเอเชียเพื่อหาตัวแบบ มันมีตัวแบบที่ดีกว่ามากมายให้ค้นหา เช่น ประเพณีการศึกษาเสรีนิยม-ศิลปศาสตร์แนวมนุษยนิยมของเกาหลี และวิสัยทัศน์ของฐากูรและนักศึกษาชาวอินเดียที่เห็นในแนวทางเดียวกับเขา. (ฉันจะเขียนถึงวิธีการอันกระจ่างสว่างไสวของพวกเขา ในคอลัมน์ต่อจากนี้).

Martha C. Nussbaum เป็นศาสตราจารย์กฎหมายและปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก. หนังสือล่าสุดของเธอคือ From Disgust to Humanity: Sexual Orientation and the Constitution.


ภาพประกอบโดย torres21 สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

แปลจากบทความ The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau. บทความนี้แนะนำโดย อ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ในโพสต์เพซบุ๊กชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย – ใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ต่อ คุยได้ที่กลุ่ม Philosophy@Chula.

ผมเริ่มแปลความนี้ เพื่อระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม และเพื่อขอบคุณการศึกษาทางเลือกที่เขาพยายามทำกับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.

ผู้เขียนบทความนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อเกี่ยวกับเกาหลีและอินเดีย ผมกะว่าจะแปลอีกชิ้นที่ต่อกันดังกล่าวด้วย [ออกมาแล้ว – 13 ส.ค. 2553] เพื่อรวมเป็นชิ้นแปลเดียวเดียวกัน และเผยแพร่ต่อไป. ที่เอาส่วนนี้มาลงตรงนี้ก่อน เผื่อใครจะช่วยปรับแก้ที่ผิด หรือปรับสำนวนให้มันอ่านง่ายหน่อย หรือเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมให้. ในส่วนที่อาจจะเป็นบริบทเฉพาะสหรัฐ หรือต้องการความรู้พื้นฐานนิดหน่อยเพื่อความเข้้าใจ ผมดูผ่าน ๆ แล้วก็โอเค น่าจะพออ่านรู้เรื่อง แต่ถ้าใครช่วยอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของดิวอีและฐากูร รวมถึงนโยบาย No Child Left Behind สั้นๆ ให้หน่อยได้ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ. (ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีบทความเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาของฐากูร – “วิศวภารตี-ศานตินิเกตัน : อุดมศึกษาที่ไร้กำแพง” โดย ประมวล เพ็งจันทร์)

สิ่งที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของเกาหลี ทำผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากเพิ่งจะได้ดูหนัง May 18 (ในลิงก์เป็นรายงานจากการฉายที่จุฬา ส่วนผมดูอีกรอบหนึ่งก่อนหน้านั้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).

รวมถึงมันพูดถึงการศึกษาเสรี/ศิลปศาสตร์ liberal education/liberal arts ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ และเคยตามอ่านเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ จากบล็อกคนชายขอบ และ @Fringer.

technorati tags: , ,

Dear the "University of Moral and Political Sciences"’s library,

ถึง หอสมุด,

เรื่องหนังสือหายาก เนื้อหาไหนที่เป็นสมบัติของสาธารณะ (public domain) แล้ว และหอสมุดได้ตัดสินใจจะเผยแพร่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ไม่ควรจะอาลัยอาวรณ์กับมัน ว่าใครจะนำไปเผยแพร่ต่อและคิดค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่นั้น วิตกเสียจนต้องพยายามหาทางป้องกัน

ด้วยเจตนาดี หอสมุดอาจกลัวว่าสาธารณะจะเสียหาย เพราะมีผู้นำไปค้ากำไรเกินควร เช่นนั้นหอสมุดก็ยิ่งควรจะเปิดให้สาธารณะสามารถเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้นได้มาก ๆ ให้สะดวกมาก ให้ถูกมาก มากเสียจนคนอื่นไม่สามารถทำกำไรเกินควรได้

ด้วยความเคารพนะ

…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา…

The Public Domain Manifesto

technorati tags: , ,

เข้านอก ออกใน วัฒนธรรมศึกษา หลังนวยุค งานหนังสือ

วันนี้ไปงานหนังสือ

ตอนไปตั้งใจว่าจะซื้อแค่เล่มเดียว คือ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 (ประชา สุวีรานนท์; สำนักพิมพ์อ่าน; 2552) (อ่านบทวิจารณ์เล่มแรก โดย สุภาพ พิมพ์ชน, @Duangruethai, @birdwithnolegs, ฯลฯ)

สุดท้ายตัดสินใจ ยังไม่ซื้อ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ด้วยเหตุอยากจำกัดงบไม่ให้บาน และคิดว่าไว้ซื้อวันหลังได้ วันนี้เลยขอเฉพาะหนังสือที่คิดว่า คงหาซื้อตามร้านที่ปกติจะไป-ไม่ได้ พวกหนังสือเก่า หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ (ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นความดีงามอย่างหนึ่ง[หรือหนึ่งอย่าง?]ของงานหนังสือ ผมได้รู้จัก สถาบันสถาปนา ก็จากงานหนังสือสมัยคุรุสภานี่แหละ เขาเอามาเลหลังลดราคา)

ได้สามเล่มนี้มา:
ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ปรัชญาหลังนวยุค

เข้านอก/ออกใน

ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ บรรณาธิการ; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; 2552)
เล่มที่ 3 ในชุด ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 เล่มนี้มีบทความของ ธีระ นุชเปี่ยม, ชาตรี ประกิตนนทการ, วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล, นิติ ภวัครพันธุ์ คิดว่าจะใช้ชิ้นของคนที่สองในงานที่กำลังเขียนอยู่ เลยหยิบ [280 บาท เหลือ 224 บาท. บูธสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โซน C ชั้นล่าง]

เข้านอก/ออกใน: รวมบทสัมภาษณ์และบทความศิลปะร่วมสมัย (พ.ศ. 2546-48) (กฤษณะพล วัฒนวันยู บรรณาธิการ; สำนักพิมพ์สเกล; 2548)
หยิบมาเพราะมันน่าอ่านด้วยก็หนึ่ง ขนาดกะทัดรัด และโดยเฉพาะว่ามันมีบทความของ นพพร ประชากุล อยู่ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เราก็พบอีกว่า นพพร เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาเล่มนี้ด้วย [195 บาท เหลือ 100 บาท. บูธวารสารหนังสือใต้ดิน โซน C ชั้นล่าง – เจอ เมธี โมเดิร์นด็อก ที่บูธนี้ด้วย]

ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่ (กีรติ บุญเจือ; สำนักพิมพ์ดวงกมล; 2545)
หลัก ๆ นี่เอามาดูศัพท์เลย มีศัพท์บัญญัติที่ไม่เคยเห็นเยอะมาก (หลังนวยุคภาพ = postmodernity !!) รวมทั้งการออกเสียง/สะกดไทยชื่อนักคิดนักเขียนชาวต่างประเทศด้วย เจอพี่ grappa บนรถไฟฟ้า เธอก็ว่าศัพท์เยอะดีนะ น่าสนใจ [250 บาท เหลือ 100 บาท. บูธร้านหนังสือเก่า โซน C ชั้นบน บนหัวผู้จัดการASTV พอดี]

พูดถึงหนังสือแล้ว เมื่อวาน ที่มหาลัย เจอเจ้านี่ บนตู้รับบริจาคหนังสือ:

บริจาคหนังสือ NetWare!

แนวทางการแก้ไขปัญหาในระบบ NetWare ครับ สุดยอด … ผมว่าน่าจะบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์นะ เอาไปเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดูที่ซ้อน ๆ กันอยู่ มี ไมโครโปรเซสเซอร์, ไมโครคอมพิวเตอร์, การอินเทอร์เฟส IBM PC ด้วย

อืม เมืองไทยมีไหมอ่ะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยากให้มีจัง

ตอนผมเรียนได้เรียน history of computing นิดเดียวเอง เป็นส่วนหนึ่งของวิชา intro to computer science ผมว่าวิชาพวกนี้สำคัญนะ ความเป็นมาในเรื่องของแนวคิดต่าง ๆ history of computing, philosophy of computer science เวลาทำอะไรมันจะได้รู้ที่มาที่ไป ทำไมปัญหาแบบนี้ถึงแก้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าก็ทำไปตาม handbook, cookbook มีแต่เทคโนโลยี ไม่มีวิทยาศาสตร์ รู้ตำรา แต่ออกนอกตำราไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตำรามันอยู่บนฐานไหน แล้วเราจะอยู่บนฐานไหน ในการโต้หรือฉีกออกไป

technorati tags: , , , ,

[review] Doing Ethnographies. (assignment)

ส่งการบ้านวิจารณ์หนังสืออีกแล้ว

Doing Ethnographies. โดย Mike Crang และ Ian Cook (Sage Publications, 2007)

ด้วยรูปร่างหน้าตาเผิน ๆ เหมือนหนังสือ “ฮาวทู” แต่เมื่ออ่านช่วงต้นก็รู้สึกแว่บว่า “ต่อต้านฮาวทู” จนอ่านต่อก็รู้สึกว่า “อาจจะฮาวทู”, Doing Ethnographies เป็นหนังสือที่ควรอ่านมากกว่าหนึ่งรอบ ในวาระ วิธี ลำดับ และทิศทางต่าง ๆ กัน. ด้วยการสะกิดผู้อ่านให้นึกถึงทางเลือกยุ่บยั่บย้อนแย้งอยู่ทุกระยะ แครงก์และคุกสองผู้เขียนไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวยุ่งเหยิงในการ(จะไป)ทำชาติพันธุ์วรรณนาที่ไม่ค่อยจะมีใครเล่านัก แต่ยังทำให้เรารู้สึกสับสน อย่างที่เราควรจะรู้ว่ามันจะสับสนอย่างไรในสนาม. ผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นก็คือตัว ความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั้นเอง. ไม่เพียงผู้ไขประตูสู่สนามเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ แต่รวมถึงผู้ที่ถูกศึกษาและผู้ศึกษาด้วย, เหล่านี้นำไปสู่ประเด็นจริยธรรมและความเป็นภววิสัยของการศึกษา และสิ่งที่ผู้เขียนย้ำคือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลดิบ” ทุกอย่างล้วนถูกประกอบสร้าง-โดยตัวผู้สังเกตก็มีส่วนกำหนด ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีอิทธิพลในการประกอบสร้างข้อมูลดังกล่าวเสมอ และความคิดต่าง ๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากความคิดก่อนหน้าอื่น ๆ. จงเป็นมนุษย์ที่ปรับตัวและรู้ตัวในทุกขณะ อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวของหนังสือ “อาจจะฮาวทู” เล่มนี้.

บทวิจารณ์ (PDF, 5+1 หน้า จัดหน้าใหม่ เพิ่มขนาดฟอนต์ กลายเป็น 7 หน้า) เป็น CC-by-3.0

ฉบับดั้งเดิมของหนังสือเล่มนี้ (1995 เขียนระหว่างที่ผู้เขียนทั้งสองกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่) สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ Durham e-Prints

technorati tags: , ,

foosci.com – Science News Worldwide in Thai

foosci.com ฟูซาย ข่าววิทยาศาสตร์สำหรับทุก ๆ คน

คุณ molecularck กำลังปลุกปล้ำปลุกปั้นเว็บใหม่อยู่ foosci.com (ฟูซาย) เป็นเว็บข่าววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และนวัตกรรม ที่ทุก ๆ คนสามารถส่งข่าวกันเข้าไปได้ครับ โดยทุกข่าวจะเป็นภาษาไทย เพื่อส่งเสริมการรับรู้ข่าววิทยาศาสตร์ของสังคมไทยครับ แหล่งข่าวก็จะมีจากทั้ง สวทช. ห้องวิจัยต่าง ๆ หรือแปลมาจากเว็บต่างประเทศ พวก Science, Nature, ScienceDaily, PhysOrg, Seed แนว ๆ นั้น

ใครสนใจ ก็ไปร่วมอ่านร่วมเขียนกันได้ครับ แล้วฝากบอกต่อเพื่อน ๆ ด้วย

http://foosci.com

technorati tags:
,
,
,
,

Science Film Festival 2007

เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ 2550
13-23 พ.ย. 2550

@ ท้องฟ้าจำลอง เอกมัย, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลองห้า, พิพิธภัณฑ์เด็ก สวนจตุจักร, TK Park

[ ลิงก์ goethe.de | ผ่าน biolawcom.de ]

technorati tags:
,
,

CUIR – Chulalongkorn University DSpace

CUIR – คลังปัญญาจุฬาเพื่อประเทศไทย

รวบรวม งานวิจัย (Technical Reports), วิทยานิพนธ์, บทความวิชาการ, ชุดการเรียนการสอน, การบรรยาย และ วารสารอิเล็กทรอนิกส์

ใช้ซอฟต์แวร์จัดการคลังข้อมูลดิจิทัล DSpace – เป็นโอเพนซอร์สด้วย (สัญญาอนุญาต BSD)

update: oakyman บอกว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในจุฬา จะดูได้แต่บทคัดย่อ (abstract) / thx 🙂 … แต่ก็ดีกว่าของธรรมศาสตร์อยู่ดีอ่ะ หน้าตาห่วย ๆ ค้นด้วยคำสำคัญก็ไม่ได้ 🙁

technorati tags: 

random zines

รวมนิตยสาร/วารสาร ที่เผอิญโผล่ขึ้นมาในชีวิตตอนนี้ – หรือแค่เพียงอยากจะพูดถึง

Dazed & Confused
art design culture ideas inspiration
Juxtapoz
Art & Culture
Mute
Culture and politics after the Net
Seed
Science is Culture (สั่งซื้อฉบับย้อนหลังไป 6 เล่ม เค้าส่งมาให้ 3 เล่ม ซ้ำกัน 2 !! ฮ่วย!!)
Wired
How technology affects culture, the economy, and politics
Make:
Technology on your time
Monocle
Global affairs, business, culture and design (โดยผู้ก่อตั้ง Wallpaper*, คอลัมน์ ‘ดีไซน์คัลเจอร์’ ในมติชนสุดฯ เพิ่งจะแนะนำไป)
Foreign Policy
Global politics, economics, and ideas (หนึ่งในสองผู้ก่อตั้ง คือ Samuel P. Huntington ผู้เขียน Clash of Civilizations)
ฟ้าเดียวกัน
ความเคลื่อนไหวทางสังคม ราย 3 เดือน (‘ฉบับโค้ก’ ถูกแบน)
วิภาษา
สังคมศาสตร์, มนุษย์ศาสตร์ และวัฒนธรรม รายเดือนครึ่ง (เออ มีงี้ด้วย) (ออกมาสามฉบับแล้ว ได้อ่านสองฉบับแรก ชอบ ชอบ เล่มสองมีเรื่องสถาปัตยกรรมถนนราชดำเนินกับอุดมการณ์คณะราษฎร อ่านแล้วนึกถึง ‘วารสารหนังสือใต้ดิน’ ฉบับ ‘บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา’ ที่มีเรื่องทำนองนี้อยู่คับคั่ง)
หนังสือใต้ดิน
สังคมและวรรณกรรม ราย 3 เดือน (ขนาดมันเหมือนหนังสือกว่าจริง ๆ เรื่องแต่ละเล่มจะมีประเด็นหลักร่วมกัน)
e-Lang
ภาษาและวรรณคดีอังกฤษ (ในเครือวิภาษา)
ปาจารยสาร
โยงหัวใจและความคิด เพื่อชีวิตแสวงหา ท้าทายบริโภคนิยม
way
Better life, better world
Ad&Art
ศิลปะและโฆษณา (พบเจออย่างบังเอิญวันนี้ ในร้านหนังสือซอยวิภาวดี 64 – เป็นนิตยสารเก่าแก่ที่กลับมาใหม่ – ในฉบับที่ซื้อมาเขียนว่า ฉบับนี้อาจจะเป็นฉบับสุดท้าย…)
art|4|d
สถาปัตยกรรม ออกแบบ (โฆษณาสุขภัณฑ์เยอะดี)
COLORS
world issues in colors, Benetton

อื่น ๆ: Summer, OPEN, สารคดี, เมืองโบราณ, Bioscope, ศิลปวัฒนธรรม, ฅ.ฅน, Harmagazine (ขำดี แนว ๆ กราฟีตี กลอนเปล่า), Questionmark, CMYK, สาละวินโพสต์, Natnalin

(บางเล่ม anpanpon บอกว่า “เพิ่งจะเห็นเหรอแก”)

ถ้าเปิดร้านหนังสือพิมพ์ แล้วเน้นขายแต่แนวนี้ ท่าทางจะเจ๊ง 😛

เล่มภาษาไทยเกือบทุกเล่มที่ว่ามา หาซื้อได้ที่ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ แถวสะพานผ่านฟ้า เจ้าของร้านอัธยาศัยดี

update: ดูรายชื่อนิตยสารน่าสนใจ(จากนานาชาติ)เพิ่มเติม ได้ที่ DOCUMENTA MAGAZINE

technorati tags: 

DigiCULT Technology Watch Report

DigiCULT Technology Watch Report is a major annual volume, covering six technologies expected to have a substantial impact on the future of cultural heritage projects, professionals working in the sector, and approaches to cultural materials.

DigiCULT TWR 3, December 2004 — Open PDFOpen Source Software and Standards; Natural Language Processing; Information Retrieval; Location-Based Systems; Visualisation of Data; Telepresence, Haptics, Robotics; — Download PDF

technorati tags:
,

TreeHugger

ได้มาจากบล็อก อ.ธวัชชัย UsableLabs ครับ

TreeHugger

TreeHugger เป็น blog ที่รวบรวมข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ข่าวหลายต่อหลายข่าวก็เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้สิ่งแวด ล้อมของโลกเรานั้นดีขึ้นครับ

TreeHugger เป็นหนึ่งใน blog ที่ผมอ่านประจำ และผมอยากแนะนำให้นักศึกษาอ่านประจำด้วย ผมเชื่อว่า TreeHugger น่าจะให้ “แรงบันดาลใจ” ให้นักศึกษาได้คิดโครงงานดีๆ ที่จะทำในเทอมนี้แน่นอนครับ

ทำสิ่งที่เท่ ทำสิ่งที่ดี

[ลิงก์ TreeHugger | ผ่าน No Magic Here]

technorati tags: ,