My Moving Moving 2010 in Moving Pictures

ภาพเคลื่อนไหวจาก 2553 ปีแห่งการ เคลื่อนที่ ของผม

ปีที่ผ่านมา ถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ อัดเสียง ไว้เยอะมาก จากงานต่าง ๆ ที่โน่นนี่ รวมทั้งบนท้องถนน แต่ก็เป็นลักษณะถ่ายเก็บ ๆ เสียส่วนมาก คือเก็บเข้ากรุไปเลย ไม่ได้ดู ไม่ได้เอามาทำอะไรเท่าไหร่นัก เหมือนว่าในโลกแห่งสื่อดิจิทัล ที่การบันทึกมันทำได้ง่าย ได้เร็ว ได้ถูก เราก็เอาแต่บันทึก แต่ไม่ค่อยได้กลับมาย่อยของพวกนี้เข้าหัวเท่าไหร่

ช่วงสัปดาห์ท้ายปี คาบเกี่ยวปีใหม่ มีโอกาสถอดเทปของที่ค้างไว้ (จากงาน Open Data – ยังมีค้างอยู่สองคน) แล้วก็มาตัดต่อวีดิโอจากปาร์ตี้ จากงาน และจากเรียน วันนี้คิดว่าน่าจะโพสต์ ๆ รวมไว้เสียหน่อย รวมถึงวีดิโออื่น ๆ ในปีที่ผ่านมาด้วย (ยังมีของค้างจาก Mekong ICT Camp 2 ที่รอเพื่อนตัดอยู่ ชุดนั้นเยอะมาก)

วีดิโอคลิปส่วนมาก ถ่ายจาก Kodak PlaySport Zx3 (ใช้สนุกดี) และ Canon PowerShot G10 แล้วเอามาตัดต่อด้วยโปรแกรม iMovie ’09 เป็นโปรแกรมใช้ได้คล่องมือแล้วพอสมควร

เหล่านี้คือ ภาพ/ภาพ จาก สายตา/สายตา ของผม

กึ่ง/สาระ/รูป : พื้นที่ กลาง ๆ กับ ชุมชน มหาวิทยาลัย (เวิร์กช็อปการทำสารคดี มานุษยวิทยาสถาปัตยกรรม ศิลปากร; 2010.12.22) ↓↓↓

ปาร์ตี้ แบบพอเป็นพิธี – Happy New Year เบา เบา (เฮฮากับนักเรียนมานุษยวิทยา; 2010.12.21) ↓↓↓

ปัตย์ ศรีอรุณ : คน เมือง พื้นที่ออนไลน์ (ออนไลน์ศึกษา เน็ตติเซ่นมาราธอน 2553; 2010.11.23) ↓↓↓

I say something (ร้องเพลงบนถนน Ximending ไทเป; 2010.10.28) ↓↓↓

Sean Ang: Social Media, Democracy, and Asian Values (ผู้อำนวยการ Southeast Asian Centre for e-Media (SEACeM) @ Internet Governance Forum ครั้งที่ 10; 2010.09.xx) ↓↓↓

Internet Governance and Human Rights: Frank La Rue (ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก แห่งองค์การสหประชาชาติ @ IGF10; 2010.09.13) ↓↓↓

Internet Governance and Human Rights: Anriette Esterhuysen (ผู้อำนวยการบริหาร Association for Progressive Communications (APC) @ IGF10; 2010.09.13) ↓↓↓

ปอกมะม่วง แบบบันดุง Mango crafting – Bandung fruit cart (บันดุง อินโดนีเซีย; 2010.07.xx) ↓↓↓

@pruet โชว์น้ำจิ้ม ถก e-read #BarCampCM (บาร์แคมป์เชียงใหม่ 3; 2010.06.12) ↓↓↓

วิธีดูช่อง 11 NBT เพื่อความสมานฉันท์ (anti-propaganda; 2010.03.22) ↓↓↓

มีอีก ที่ arthittube

2553 เป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะเยอะแยะ ทั้งกับสังคมรอบตัวที่ผมต้องอยู่กับมันหรือผ่านไปเจอมัน โดยเฉพาะในมิติการเมือง ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับตัวผมเยอะแยะเช่นกัน แล้วก็ใช่ว่าจะรับมือกับทุกเรื่องได้ดี บางเรื่องที่มีโอกาสจะได้ทำ ก็ทำไม่ไหวซะอย่างนั้น คือมันเยอะจัด แทรกเข้ามา พุ่งเข้ามา

2554 นี่ หลัก ๆ ก็คงจะเน้นไปที่วิทยานิพนธ์ กับเรื่องเกี่ยวข้อง เช่น ข่าว การเปิดข้อมูลภาคสาธารณะ อะไรแบบนี้แหละ เอาให้มันจบ ๆ ซะที

สวัสดีปีใหม่ทุกคน (แฟนคลับด้วย :p)

technorati tags: , ,

ปิดสนามบิน ปิดสนามหลวง เปิดสาธารณะ Berlin-Tempelhof re-opens as the city’s largest public park

อยากไปเดินบ้าง~~~!

รัฐบาลท้องถิ่นเบอร์ลิน เปิดสวนสาธารณะแห่งใหม่เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา มันเคยเป็นสนามบิน ชื่อ Berlin Tempelhof

Tempelhof เป็นสนามบินที่ผมไม่เคยใช้ ไม่เคยไป ได้แต่ผ่านเฉียดไปเฉียดมา

เบอร์ลินสมัยที่ผมอยู่ มี 3 สนามบิน คือ Tempelhof (THF), Tegel (TXL), และ Schönefeld (SXF) — อันหลังนี่ จริง ๆ มันอยู่นอกเบอร์ลินไปหน่อย อยู่ในรัฐ Brandenburg

ตอนไปเบอร์ลินครั้งแรก ผมนั่ง EasyJet ไปลง Schönefeld (คิดว่าน่าจะมาจากสนามบิน Luton – ไม่ค่อยชัวร์) ส่วนตอนกลับเมืองไทย ผมกลับ Austrian Airlines จาก Tegel

Tegel เป็นสนามบินอันนึงที่ผมชอบ คือมันเล็กดี แล้วมันเป็นวงกลม (หกเหลี่ยม) = เดินง่ายและไม่เหนื่อย วิกิพีเดียบอกว่า ระยะทางจากเครื่องบินไปจนถึงประตูทางออกจากอาคารผู้โดยสาร แค่ 30 เมตร! โคตรแฮปปี้เลยครับ นึกถึงดอนเมืองในประเทศ ที่เดินได้ชิล ๆ ไม่ต้องรีบ แล้วเทียบกะสุวรรณภูมิ ที่นอกจากจะโคตรยาว ไม่มีขนส่งมวลชนภายใน แล้วยังดันมีแต่ซุ้ม King Power ให้เกะกะเล่นตลอดทาง

ในหนังสายลับยุคสงครามเย็น เราจะเห็น Tegel อยู่บ่อย ๆ มันเป็นสนามบินหลักสนามบินหนึ่งในช่วงนั้น

Tegel สร้างในช่วงปฏิบัติการ
Berliner Luftbrücke สะพานอากาศเบอร์ลิน หลังจากที่โซเวียตตัดการเดินทางทางบกเข้าสู่เขตปกครองของสัมพันธมิตรในเบอร์ลิน สัมพันธมิตรเลยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการนี้ ขนเสบียงอาหารและของใช้ต่าง ๆ เข้าเบอร์ลินทางอากาศ โดยสหราชอาณาจักรใช้สนามบิน Gatow สหรัฐอเมริกาใช้ Tempelhof ส่วนฝรั่งเศสใช้ Tegel แต่ละสนามบินที่ว่ามา อยู่ในเขตปกครองของแต่ละประเทศสัมพันธมิตร เบอร์ลินสมัยนั้นแยกเป็นสี่เขตปกครอง

Berlin Airlift Memorial
อนุสรณ์สถาน Luftbrückendenkmal ที่ Tempelhof เพื่อระลึกถึงภารกิจ Luftbrücke ที่ฐานจำรึกข้อความ — Sie gaben ihr Leben für die Freiheit Berlins im Dienste der Luftbrücke 1948/49พวกเขาสละชีวิตของพวกเขาเพื่ออิสรภาพของเบอร์ลิน ระหว่างภารกิจสะพานอากาศ 1948/49

การปิดกั้นเบอร์ลินของโซเวียตและปฏิบัติการสะพานอากาศนี้ นำไปสู่การแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน
เขตปกครองของโซเวียต กลายเป็นเบอร์ลินตะวันออก ใช้สนามบิน Schönefeld ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ซึ่งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก
ส่วนเขตปกครองของสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร-ฝร่ังเศส กลายเป็นเบอร์ลินตะวันตก ใช้ Tempelhof และ Tegel ส่วน Gatow นั้นเป็นสนามบินทางการทหารเพียงอย่างเดียว

Tempelhof สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นช่วงนาซี ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเบอร์ลินใหม่ ตามแผน เมืองหลวงโลก Welthauptstade Germania ที่ฮิตเลอร์และกลุ่มสถาปนิกของเขาได้วาดเอาไว้ (นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกอังกฤษ บอกไว้ประมาณว่า มันเป็น พ่อสนามบินทุกสถาบัน) หลังอเมริกาและสัมพันธมิตรเข้ายึดเบอร์ลินได้ บริเวณ Tempelhof ก็ตกอยู่ใต้ปกครองของอเมริกา

Gatow ปิดตัวลงไปไม่นานหลังการรวมเยอรมัน Tempelhof ปิดตัวลงในปี 2008 ส่วน Tegel จะปิดในปี 2012 หลังจากนั้นเบอร์ลินจะเหลือสนามบินพาณิชย์แห่งเดียว คือ Schönefeld ซึ่งจะใช้ชื่อเป็น Berlin-Brandenburg International Airport

ชื่อสนามบินแห่งใหม่นี้เต็ม ๆ ในภาษาเยอรมันคือ Flughafen Berlin Brandenburg „Willy Brandt“ เพื่อเป็นเกียรติแก่ วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก ที่ดำเนิน นโยบายตะวันออก Ostpolitik ปรับปรุงความสัมพันธ์กับเยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ และสหภาพโซเวียต
นโยบายของเขาก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างมากในเยอรมนีตะวันตก เขาได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1971

วันที่ 7 ธันวาคม 1970 วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์วีรชนชาวโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ขอโทษประชาชนชาวโปแลนด์ที่ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือนาซีไปถึง 6 ล้านคน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะที่ไปเยือนอนุสาวรีย์วีรชนโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี โดยไม่มีใครคาดคิด วิลลี บรันดท์ ได้คุกเข่าลงทั้งสองข้าง ภาพนี้เป็นข่าวไปทั่วโลก มีผู้ถามบรันดท์ในภายหลังว่า เขาได้วางแผนหรือทำไปด้วยความรู้สึกโดยอัตโนมัติ เขาตอบแต่เพียงว่า ขณะนั้น เวลานั้น ต้องมีผู้ทำอะไรสักอย่าง

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการขอโทษครั้งนี้ ก็คือการขอโทษในฐานะตัวแทนของชาวเยอรมันทั้งหมด วิลลี บรันดท์ มิใช่ผู้นำเยอรมันในการทำสงคราม ชาวเยอรมันรุ่นเขาแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามเลยก็ว่าได้ เขาเป็นเพียงลูกหลานของบรรพบุรุษผู้เคยกระทำผิด ในฐานะผู้นำของประเทศที่เคยกระทำผิดทางประวัติศาสตร์กับประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง และในภาวะที่คำพูดไร้ซึ่งความหมาย – เขาได้คุกเข่าลง

วิลลี บรันดท์เดินทางไปโปแลนด์เพื่อร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงวอร์ซอ ผลของสนธิสัญญา เยอรมันสูญเสียดินแดน 1 ใน 4 ของอาณาจักรไรซ์เดิมให้กับโปแลนด์ ชาวเยอรมันที่ตกค้างในโปแลนด์จำต้องอพยพกลับสู่เยอรมัน ชาวเยอรมันบางส่วนไม่เห็นด้วยกับสนธิสัญญานี้ แต่บรันดท์ชี้แจงว่า เยอรมันจำต้องจ่ายสิ่งเหล่านี้คืนให้กับความสูญเสียจากสงคราม เพื่อที่จะตัดห่วงโซ่แห่งความอยุติธรรมที่เป็นผู้ก่อขึ้น

— คำขอโทษที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์, ใน วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน. บทความวิชาการ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 497

นายกเทศมนตรีเบอร์ลินบอกกับพวกเราว่า เมืองเบอร์ลินจะไม่รื้อรันเวย์ออกจาก Tempelhof เพื่อให้ผู้คนที่มาใช้สวนสาธารณะ ได้เห็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์นี้

ต้นพฤศจิกานี้ ผมจะไปเบอร์ลิน ไม่พลาดแน่ ไม่เคยใช้สนามบิน ก็ขอไปเดินบนรันเวย์ละกัน …

ป.ล. กด ๆ วิกิพีเดียเล่น ไปเจอไอ้นี่ Staaken เขตเล็ก ๆ ด้านตะวันตกของเบอร์ลินตะวันตก ที่ยังไงไม่รู้ สลับไปเป็นเบอร์ลินตะวันออกเฉยเลย มี East/West Staaken ใน East/West Berlin ใน East/West Germany .. เพี้ยนดี

technorati tags:
,
,
,

bangspace – a Bangkok hackerspace

It’s already three months, since Bangkok’s hackerspace – “bangspace” opens its doors to hacker community in Bangkok. It’s a slow start, but we getting more and more people who show interest of joining the space. Everybody are welcome to join the space, membership is also welcome. The hackerspace is just on Ekamai 2, walking distant from skytrain (BTS Ekamai).

Some of the bangspace members now starts a project to build UAV RC Airplane together, using ardupilot hardware.

แบงสเปซ – แฮกเกอร์สเปซ กรุงเทพ เป็นพื้นที่สำหรับแฮกเกอร์ได้มาเล่นมาแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้กำลังเริ่มโปรเจกต์สร้างเครื่องบินบังคับด้วยบอร์ด Arduino ใครสนใจไปร่วมเล่นได้ ที่ เอกมัย ซอย 2 ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าบีทีเอส


View Bangkok Hackerspace in a larger map

For other hackerspaces in Thailand, there’s probably the upcoming Chiang Mai Commons.

technorati tags:
,
,
,
,
,

(เพื่อ "ภูมิซรอล") [review] ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).

(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก
Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)

ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจากการประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร ตามด้วยเรื่องกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ภูมิซรอล เพราะเป็นคำเขมร :

ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง ภาษาส่วย ด้วย

ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ :

ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา) โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Mekong Review) และ

ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)

วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ดาวน์โหลด PDF (196 KB), OpenDocument (27 KB)เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :

ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น นิรุกติศาสตร์ (philology) แทนที่จะเป็น ภาษาศาสตร์ (linguistics) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (phonology) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และ ศัพทมูลวิทยา (etymology) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.

ตามความเห็นของจิตร ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ 1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ 2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน. เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง (น. 282-291).

ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น นาค “คนแข็งแรง” (น. 257-258), ขมุ “คน”, มระบรี “คนอยู่ป่า”, กะยา “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).

เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.

จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).

ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).

… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.

โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้มหัพภาคเป็นเครื่องหมายจบ ประโยค และ ญ หญิง แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร (หนังสือ วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).

สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน Pantip Topic Stock) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (@theppitak): On Descenders of Yo Ying and Tho Than, Thai Script Origin, Phnom Penh Report.

technorati tags: 

[12 Sep] the 1st ccSalon in Bangkok — Music and Creative Commons

ซีซีซาลอน กรุงเทพ ครั้งที่หนึ่ง!
ถ้าคุณสนใจดนตรี สนใจครีเอทีฟคอมมอนส์ บ่ายวันที่ 12 กันยานี้ ไปคุยกันในงาน ccSalon (ซีซีซาลอน) ที่ TCDC ห้องออดิทอเรียม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้โลกใบเล็กของเรากำลังกลายเป็นโลกที่ไร้ขอบเขต ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลจากทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยอินเทอร์เน็ต ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งความรู้ไม่สิ้นสุด ชุมชนออนไลน์ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูลได้ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การนำผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นจากอีกมุมโลกมาใช้เป็นไปได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานเป็นไปได้ง่ายเช่นกัน

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons Licenses) เป็นสัญญาที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ สามารถเปิดให้สาธารณะนำงานของตนไปใช้ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น อ้างที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า หรือ คงต้นฉบับไม่ดัดแปลง ทำให้การแลกเปลี่ยนไหลเวียนของไอเดียเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

การใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ไม่ใช่การสละลิขสิทธิ์หรืออุทิศงานเป็นสาธารณสมบัติ เจ้าของงานยังคงเป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์เช่นเดิม หากมีการนำงานไปใช้โดยผิดเงื่อนไข เจ้าของงานสามารถฟ้องร้องและบังคับผู้ที่ทำผิดได้ตามที่กฎหมายลิขสิทธิ์ คุ้มครอง ซึ่งประเทศไทยได้รองรับกฎหมายนี้แล้ว

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้ “วัฒนธรรมการให้” ยังคงอยู่และเผยแพร่ไหลเวียนไปทั่วสังคมโดยเสรี ให้ไอเดียได้พัฒนาต่อยอด ขณะเดียวกันก็คุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ด้วย

งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการนี้จัดขึ้นตามแบบ ccSalon ที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อแนะนำวิธีการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะและพูดคุยกับศิลปิน นักออกแบบ และนักพัฒนา เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงาน แรงบันดาลใจ และการนำเอาครีเอทีฟคอมมอนส์ไปใช้ในธุรกิจดนตรี

ใครไปบ้าง

พบปะพูดคุยกับคนดนตรีหลายมุมมอง กิจ โมโนโทน (@kijjaz) กับการใช้ตัวอย่างเสียง เพลงต่าง ๆ มารีมิกซ์ ผสมผสานสร้างงานใหม่ เทคโนโลยีและการทำงานดนตรี อธิป จิตตฤกษ์ (FxxkNoEvil) จาก Underground Thrash Metal Project ชวนคุยเรื่องเงื่อนไขทางเทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมดนตรีที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกิดอะไรขึ้นกับวงดนตรี “จากทางบ้าน” และเศรษฐกิจของการดาวน์โหลด

พัชร เกิดศิริ (@iPattt) และ จักรกฤษณ์ ตาฬวัฒน์ (@iMenn) แชร์ความสนุกสนานครั้งอดีต เมื่อทำอัลบั้มแล้วเจ๊ง ทำไมถึงเจ๊ง และประสบการณ์ทำงานดนตรีในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจแบบไหนในไทยที่พอเป็นไปได้ ทั้งสำหรับคนเล็ก ๆ และค่ายใหญ่ สนทนากับ สฤณี อาชวานันทกุล (@Fringer คนชายขอบ) นักเศรษฐศาสตร์ชายขอบมองโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในต่างประเทศที่แจกฟรีแต่ทำเงินได้ และประสบการณ์สดของ คเณศ พักตระเกษตริน และ พรภัฏ ชีวีวัฒน์ (@Noterious) จากวงกาเนชา (Ganesha) ที่ปล่อยเพลงให้โหลดฟรีบน The Pirate Bay และล่าสุดเพลงติดอันดับ 11 ชาร์ต FAT40

ปิดท้าย มาสนุกด้วยกันกับ ดนตรีสดเล็กๆ จากการรีมิกซ์งานดนตรีต่างๆ ที่ใช้ครีเอทีฟคอมมอนส์

ไม่เสียค่าใช้จ่าย
สำรองที่นั่งได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ TCDC โทร. 02 664 8448 ต่อ 213, 214

ccSalon “ดนตรี+ซีซี”
12 ก.ย. 2552 13:30-16:30 น.
@ ห้องออดิทอเรียม ทีซีดีซี ชั้น 6 ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม สุขุมวิท
บีทีเอส พร้อมพงษ์

ครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย
cc.in.th
www.facebook.com/ccthailand
twitter.com/CCth

technorati tags:
,
,
,

Putting Pedestrian First

ปรับปรุง: 2009.08.22 @poakpong ได้ไปแจ้งที่ป้อมแล้ว (ซึ่งคราวนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่) และทางเจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการต่อแล้ว …แต่ก็ยังมีประเด็น

บ่ายวันพฤหัสที่ผ่านมา รอข้ามถนนตรงแยกบางลำพู และพบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะรอ

อดไม่ไหว ขอถ่ายเก็บมาดูหน่อย โกรธ

ระหว่างถ่าย ก็ได้โอกาสเก็บภาพรถราที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย วิ่งฝ่าทางม้าลายตลอดเวลา แม้ไฟคนข้ามจะเขียวอยู่ แม้จะมีคนกำลังข้ามอยู่

เมืองเป็นที่อยู่ของคน
คนก่อน รถทีหลัง
คืนถนนให้คนเดินเท้า!
Putting Pedestrians First

technorati tags: , ,

Bangkok Red Shirts gatherings map by Prachatai

fyi, to avoid/observe/join the Red Shirts.

แผนที่และข่าว แสดงความเคลื่อนไหวเสื้อแดงทั่วกรุงเทพ โดยทีมข่าวประชาไท บน Google Maps

(คลิกที่ หมุดสีแดง พื้นที่สีแดง หมุดสีฟ้า พื้นที่สีฟ้า หมุดสีชมพู เพื่อดูความเคลื่อนไหวล่าสุด)


ดู แผนที่และข่าว แสดงความเคลื่อนไหวเสื้อแดงทั่วกรุงเทพ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

url: http://maps.google.co.th/maps/ms?ie=UTF8&hl=th&msa=0&msid=107550157098327041781.000467042bca478ba991d&source=embed&ll=13.761562,100.554428&spn=0.086368,0.154495&z=13

short url: http://bit.ly/Kdz2L

screenshot (for historical reason, I like to captured and keep this. Map visualization of a mob.):
Bangkok Red Shirts gatherings map by Prachatai

[via Prachatai newspaper]

technorati tags:
,
,
,

[22-23 Dec] Conference on Nationalism and Multiculturalism

ประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม”
22-23 ธ.ค. 2551 @ เชียงใหม่
http://202.28.25.21/conf2008/

สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ แนวคิดชาตินิยมที่ก่อตัวขึ้นมาพร้อมๆ กับการกระบวนการสร้างรัฐชาติ ได้ส่งผลต่อการให้นิยามวัฒนธรรมประจำชาติและอัตลักษณ์ประจำชาติ ศาสนา ภาษา แนวคิดเรื่องการพัฒนาและระบบคุณค่าทางสังคมภายใต้รัฐชาติไทย เหล่านี้ ได้นำไปสู่การกดทับ และทำลายอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของกลุ่มคนที่ด้อยกว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนกลุ่มอารยธรรมย่อย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ ที่มองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปอย่างเป็น “คนอื่น” และการสร้างภาพแบบเหมารวม เช่น ชาวเขาทำลายป่าและค้ายาเสพติด ชาวมุสลิมชอบใช้ความรุนแรง ในบางครั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ นโยบายการพัฒนาภายใต้วาทกรรมความทันสมัย ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่เข้าไปดำเนินงานในชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มักมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความมั่นคงของชาติและการส่งเสริมให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร การปรับเปลี่ยนจากวิถีชีวิตแบบยังชีพเข้าสู่ระบบการตลาด โครงการพัฒนาต่างๆ นั้น ยังละเลยการให้ความสำคัญกับมิติทางวัฒนธรรม อันประกอบด้วยความหลากหลายและซับซ้อนของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ซึ่งมิไม่ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ ได้ตอบโต้หรือเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตน

การประชุมวิชาการ “ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ธันวาคม 2551 โดยศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งที่จะทบแนวความคิดในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในมิติทางวัฒนธรรม ในแง่มุมต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สุขภาพ การจัดการทรัพยากรฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายการทำงานด้านชาติพันธุ์ระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้สนใจทั่วไป

ใครไปก็อาจเจอกันครับ 🙂

technorati tags:
,
,
,