อินเทอร์เน็ตสีขาว

อินเทอร์เน็ตใสสะอาดคงเหมือนกับห้องปลอดเชื้อคนไม่ต้องมีภูมิคุ้มกันอะไรเลยก็อยู่ได้ปลอดภัย

ถามว่าทำไมต้องเป็น “ห้อง”

ก็เพราะเราทำทั้งโลกให้ปลอดเชื้อไม่ได้ (แต่ปลอดมนุษย์นี่ไม่แน่)

ได้อย่างมากก็ทั้งห้องหรือทั้งส่วนหนึ่งของอาคาร

แต่ชีวิตที่อยู่แต่ในห้องปลอดเชื้อ ไปเดินเล่น ตากฝน เก็บหอย ดูหนัง กินชาบู เต้นในคอนเสิร์ตไม่ได้ นี่เป็นชีวิตที่น่าพิสมัยไหม ก็ลองตอบดูเอง

การจะมีชีวิตที่ปลอดภัยนี่มันไม่ใช่เรื่องการพยายามโดยไม่มีวันสำเร็จที่จะทำให้โลกทั้งใบปลอดเชื้อ หรือขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

แต่เป็นเรื่องทำให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกัน

ส่วนไอ้พื้นที่ต่างๆ ในโลก ก็เลือกมาว่าเชื้อไหนมันกระทบคนเยอะ ร้ายแรง ตัวท็อปๆ กำจัดมันไม่ได้ อย่างน้อยลดโอกาสในการแพร่ ตัดพาหะ ตัดวงจรมัน

ไม่ต้องไปต้านทานหรือจัดการได้ทุกโรค เอาแค่พอมีชีวิตปกติได้ในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตประจำวัน

จะไปไหนไกลๆ ไม่คุ้นเคย ก็ค่อยฉีดวัคซีน

มนุษย์แบบนี้จะเดินไปไหนในโลกก็ได้ ไม่ต้องอยู่แค่ในห้องปลอดเชื้อ ที่มีคนคอยคุม ไม่ต้องใช้แต่เน็ตที่มีคนคอยทำให้ใสสะอาด

Putting Pedestrian First

ปรับปรุง: 2009.08.22 @poakpong ได้ไปแจ้งที่ป้อมแล้ว (ซึ่งคราวนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่) และทางเจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการต่อแล้ว …แต่ก็ยังมีประเด็น

บ่ายวันพฤหัสที่ผ่านมา รอข้ามถนนตรงแยกบางลำพู และพบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะรอ

อดไม่ไหว ขอถ่ายเก็บมาดูหน่อย โกรธ

ระหว่างถ่าย ก็ได้โอกาสเก็บภาพรถราที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย วิ่งฝ่าทางม้าลายตลอดเวลา แม้ไฟคนข้ามจะเขียวอยู่ แม้จะมีคนกำลังข้ามอยู่

เมืองเป็นที่อยู่ของคน
คนก่อน รถทีหลัง
คืนถนนให้คนเดินเท้า!
Putting Pedestrians First

technorati tags: , ,

pedestrians, go left please

Pedestrians 行人

Taken from my recent family holiday in Hong Kong, this photo has been cropped and used as my twitter avatar. It is a sign on a small market street, telling pedestrians to go left, as there’s a construction ahead. 行人 is a Chinese word means pedestrians คนเดินถนน Fußgänger 歩行者 piéton Пішохід.

I’m a pedestrian, ordinary people walking on the streets.

something wrong w/ Thai society. normal people can't be a 'father/mother' of anything.

technorati tags:
,
,

Stories from somebody else’s sidewalk

กลับมากรุงเทพใหม่ ๆ เดินเยอะมาก, มาพักหลัง ๆ นี้ เริ่มน้อยลง

ควรจะกลับมาเดินใหม่ได้อีกแล้ว คิดถึง

เดินไปเรื่อย
บล็อกเรื่องเล่าจากริมทาง เดิน กิน คุย คิด เขียน

ไป(อ่าน)เป็นเพื่อนร่วมทางกันได้ 🙂

…อยากจะร่วมเดินที่ฝั่งตะวันตก

technorati tags:

Travis walks

วันนี้วันอาทิตย์ ทราวิสเดินไปในแสงอาทิตย์


Walking in the sun [mv]


Writing to reach you [mv]


Sing [mv]


Flowers in the window [mv]


Side [mv]

อาจจะไม่ปลอดภัยบางที แต่ที่ดี ก็คือยังอยู่ในโลก

tags:
|
|
|

walk for a better city life

เดินเพื่อเมืองดี

“Given enough eyeballs, all bugs are shallow”
The Cathedral and the Bazaar, Eric S. Raymond

จาก ผมเดิน, พี่ป๊อกเดิน, และได้อ่านความเห็นหลาย ๆ คน ที่ก็ชอบเดิน “ชม” เมืองเช่นกัน

ผมมีความคิดว่า
ถ้าคนกรุงเทพ (เชียงใหม่ หรือจังหวัดใด ๆ)
เดินกันมากขึ้น
เมืองมันจะน่าอยู่กว่านี้

ทำไม ?

ผมคิดว่า ยิ่งคนเดินเยอะ เมืองก็ยิ่งมีัชีวิต

ลองเทียบชีวิตของถนนคนเดินอย่างข้าวสาร กับชีวิตของถนนรถวิ่งอย่างวิภาวดี
รถวิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป นอกจากสิ่งห่อหุ้มและเครื่องปรับอากาศ ที่กันเราจากสภาพภาพนอกแล้ว รถมันยังวิ่งเร็วเกินกว่าที่เราจะมีเวลา สังเกต ซึบซับ อะไรได้
(ช่วงเวลารถติด ในบางครั้ง สำหรับบางคน จึงเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ ที่จะได้ดูความเป็นไปของ “ชุมชนห้านาที” ณ สี่แยก ก่อตัวขึ้นมาด้วยไฟแดง และสลายลงไปด้วยไฟเขียว ดูคันนั้นป้อนข้าวลูก ดูคันโน้นทำการบ้าน ดูคันข้าง ๆ แต่งหน้า)

เมื่อเราจะได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ มากขึ้น ทั้งด้านปริมาณ (เวลามากขึ้น) และคุณภาพ (สัมผัสโดยตรงขึ้น)
เราก็จะได้ ซึบซับสิ่งดี ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มความรื่นรมย์ให้ชีวิตเมือง
ในขณะเดียวกัน ก็รับรู้สิ่งมี่ไม่ดี รู้ว่าปัญหามันอยู่ที่ไหนยังไง อันจะเป็นก้าวแรกไปสู่้การแก้ปัญหาได้

“ให้มีดวงตามากพอ ข้อผิดพลาดทั้งหลายจะปรากฎ”
ผู้เขียน “คัมภีร์” โอเพนซอร์ส ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด เค้าว่าไว้อย่างนั้น
… คนเดินตลาดเยอะกว่า คนเยอะ ตาก็เยอะ (เพราะทุกคนมียาย… ตึ๊ง!!)

และการได้เดิน ได้สัมผัสกับชีวิตภายนอกบ้าน ที่ทำงาน ที่ซื้อของบ้าง
ก็น่าจะทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมากขึ้น
มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และน่าจะทำให้รักและหวงแหนเมืองของตัวมากขึ้น
อยากที่จะมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจความเป็นไป
และพร้อมทำตัวให้กลมกลืน เป็นเนื้อเดียวกับเมืองมากขึ้น
ผมคิดว่าอย่างนั้น

เหล่านี้ ทั้งหมดแล้ว น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตในเมืองมันดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยลำดับได้

พูดไปพูดมา ถ้า พล-เมือง (citizen, ไม่ใช่ subject หรือ commoner) ทำตัวเหมือนกับผู้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ที่เป็นทั้งผู้ใช้ ผู้พัฒนา ผู้ทดสอบ ผู้รายงานข้อผิดพลาด ฯลฯ หลายหน้าที่ในคนเดียวกัน … เมืองจะเป็นยังไง ? (รุ่ง หรือ เละ ?)

เอาแค่คนออกแบบ/สั่งให้สร้างสถานี/ทางเชื่อมบีทีเอส เค้าได้มาเดินเท้าข้างล่างหน่อย
เราคงได้เห็นอะไรที่มันทุเรศน้อยกว่านี้

tags:
|
|
|
|
|

passers

ในเมืองมีคนเหงา

หัวค่ำ หลังเลิกงาน
เธอเดินไปตามร้านเสื้อผ้า ไล่มือไปตามราวเสื้อ เพียงต้องการสัมผัสบางอย่าง
เขาอ่านปกซีดี ฆ่าเวลา

มือขวาเธอเคาะราวบันได ทิ้งอยู่ข้างตัว อีกมือของเธอ
กุมมือซ้ายของเขา นั้นคือมือขวาของเขา
รถไฟวิ่งไป อากาศในรถชื้น เหมือนปกติ ราวกับแอบร้องไห้อยู่ตลอดเวลา

ช่วงเวลาที่พบ คือช่วงเวลาที่ผ่าน
เราหันหน้าเข้าหากัน ไม่นาน หรือเพียงเพื่อจะหันหลังให้กัน

ประตูเปิด ปิด
รถแล่น เลื่อน
คนเคลื่อน คลาด

บนรถไฟ ในหอศิลป์
ที่ร้านหนังสือ หรือที่ไหน

หา และ มี ช่วงเวลาที่ดี


เพลง A day (ช่วงเวลา) โดย Monotone (mv)

ช่วงเวลาดี ๆ ที่มีกับเธอคนนี้
ช่วงเวลาดี ๆ ที่จะไม่ยอมให้ผ่านไป
ใครเล่าเลยจะรู้ว่าสักวันคุณจะพบใคร
สักคนที่ไม่ต้องเดินผ่าน
หากคุณนั้นได้ลองหยุดดู เพื่อพบกัน

tags: | | | | |

Free Bangkok Bus Route Info

สืบเนื่องจาก เดินวัฒนธรรมกรุงเทพ กับ กรุงเทพด้วยรถเมล์ ที่ผมพูดถึงหนังสือเล่มนึง: “สะพายเป้ขึ้นรถเมล์ทัวร์กรุง”

คุณ ezybzy (รุ่นน้องคณะ) แจ้งมาว่า ข้อมูลในหนังสืิอเล่มข้างบน เอามาจากเอกสารเผยแพร่ฟรี ที่เขาเป็นผู้จัดทำขึ้น:
หนังสือคู่มือเส้นทางรถประจำทาง และรายละเอียด ฉบับปี 2548-2549 (e-book, PDF) โดย วิโรจน์ โอศิริพันธุ์, UBMTA.net
โดยดูเหมือนทางผู้เขียนหนังสือ “สะพายเป้ขึ้นรถเมล์ทัวร์กรุง” จะไม่ได้แจ้งให้ทราบ และไม่ได้ให้เครดิต

ezybzy เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์ UBMTA – “กลุ่มอิสระ ผู้รักการโดยสารรถประจำทาง เว็บไซต์เอกชน ร่วมให้บริการ” ซึ่งเป็นชุมชนของผู้รักการโดยสารรถเมล์ ในเว็บจะมีข้อมูลเส้นทางรถเมล์ ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงการเดินรถ เว็บบอร์ดพูดคุย มีทั้งเรื่องปัญหาการใช้บริการ สอบถามเส้นทาง บันทึกการเดินทาง ฯลฯ — น่าสนใจมาก หากคิดจะลองเที่ยวกรุงเทพด้วยบริการขนส่งมวลชน

เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับ UBMTA.net

และสำหรับคนที่อยากได้ข้อมูลสายรถเมล์ ลองค้นคำว่า “รถเมล์” ที่เว็บ Thaiware
จะพบทั้งเอกสารเผยแพร่ และโปรแกรม (เข้าไปดูวันนี้ ฟรีทุกตัว) ใช้ตัวไหนแล้วดี บอกด้วย 🙂

tags:
|
|
|
|

Bhirasri Institute of Modern Art

(เริ่มเขียน 31 ต.ค. และค้าง/ดองไว้)

เสาร์ที่ 28 ต.ค. นั่งรถเมล์สาย 47 จากบ้าน จะไปเรียน แต่เลยป้ายไปหนึ่งป้าย มัวแต่ใจลอย … เลยได้เห็นของดี

ตั้งใจจะลงป้ายสวนลุม ตรงข้ามตึกอื้อจื่อเหลียง แต่เลยข้ามสะพานไปอีกฝั่งแล้ว

ไม่อยากเดินย้อน เลยลองเดินเข้าซอยงามดูพลี เพราะจำได้ว่ามันทะลุไปออกสาทรได้นี่นา

เดินมั่วไปมั่วมา ก็ได้เจออาคารเก่า ๆ อยู่หลังนึง … เอ๊ะ นี่มันหอศิลป์เก่านี่นา ตรงนี้มีด้วยเหรอเนี่ย แล้วทำไมมันโทรมจัง .. เลยถ่ายรูปมาหน่อย

ตอนถ่ายนี่ ก็กะว่า เดี๋ยวกลับบ้านมาค้นข้อมูลต่อ ว่ามันคืออะไร .. ตามเคย ลืม

จนกระทั่งคืนวันจันทร์ Girl Friday ก็บอกขึ้นมา ประมาณว่า นี่ แถวสาทรมันมีหอศิลป์เก่าอยู่อันนะ (ผมเพิ่งบล็อกเรื่อง HOF ART ไป) ในซอยสาทร 1
เราก็ เฮ้ย อันนี้ป่าว ส่งรูปไปให้ดู .. เออใช่ว่ะ

รายละเอียดต่าง ๆ นี่ ลองไปตามอ่านในบล็อกของ Girl Friday ละกัน ยาวเชียว:
ปัจจุบันกาลที่สมบูรณ์ … หอศิลป พีระศรี

ชื่อของมันคือ หอศิลป พีระศรี
ตั้งชื่อตาม ศ. ศิลป พีระศรี
ดูจากป้ายที่จะหลุดมิหลุดแหล่ ชื่อภาษาอังกฤษคือ Bhirasri Institute of Modern Art
(พอดูจากชื่ออังกฤษ เลยไม่แน่ใจว่า มันเป็น — หอศิลป์ “พีระศรี” — หรือ หอ “ศิลป พีระศรี” — ใครทราบ วานบอก)

ตั้งอยู่ใน ซอยอรรถการประสิทธิ์ (เข้าทางซอยสาทร 1 ก็ได้ หรือทางซอยงามดูพลี พระราม 4 ก็ได้)

ในบทความ ปลุกตำนาน หอ “ศิลป์ พีระศรี” นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2546
สามปีก่อน บอกไว้ว่า จะมีการบูรณะ

ปัจจุบัน ร้าง ต้นไม้ขึ้นรก ยังไม่ได้มีการปรับปรุงบูรณะแต่อย่างใด
Girl Friday คนเดิม บอกว่างานนิทรรศการล่าสุดที่จัดขึ้น ในชื่อว่า “Present Perfect ปัจจุบันกาลที่สมบูรณ์”

นอกจากเพื่อสร้างแรงกระตุ้นเรื่องพื้นที่แสดงงานศิลปะในขณะนั้นแล้ว ยังเป็นการ “เช็คกระแส” ด้วย ว่าถ้าจะบูรณะขึ้นมาใหม่ จะประสบความสำเร็จไหม
… สงสัยว่ากระแสคราวนั้น จะแรงไม่พอ

เห็นพื้นที่ตรงนั้นแล้วก็เสียดายนิดหน่อย ตัวตึกน่าจะยังใช้การได้ เพียงแต่ไม่มีคนดูแล ที่ตั้งนั้นก็ใจกลางเมืองเลย ร่มรื่น น่าจะเอามาทำประโยชน์อะไรได้อีก ในเรื่องวัฒนธรรม … ถ้ามีคนสนับสนุนน่ะนะ เพราะท่าทางคงจะต้องใช้เงินบูรณะและดูแลเยอะ … แต่พูดถึงมันก็อาจจะอยู่ลึกไปหน่อย … ยังไงก็เสียดายอยู่ดีน่ะ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

[ผ่าน Girl Friday]

tags: 

Thonglor night walk photos

รูป เดินเล่นทองหล่อตอนดึก มาแล้ว

การเดินทางในคืนนั้น เริ่มจาก … งานแต่งงาน เอ๊ะ

ไปงานแต่งงานลูกคนแถวบ้านเป็นเพื่อนแม่น่ะ ที่โรงแรมแถวโบ๊เบ๊
กลับมาบ้านประมาณสามทุ่มน่าจะได้
อารมณ์ช่วงนั้นมันคง อืม อยากออกไปข้างนอกหน่อย
ทำธุระกับที่บ้านมาทั้งวันแล้ว แนว ๆ นั้นมั้ง
พักนี้เป็นบ่อย .. สงสัยจะอยู่คนเดียวมานานเกินไป

อยากอยู่กับตัวเองบ้าง อยากออกไป ‘หา’ อะไรบ้าง

ก็เลย ขอออกไปเดินหน่อยเถิด

ตั้งใจตอนแรกว่าจะออกตอนสี่ทุ่ม
มัวแต่ดูบล็อก ล่วงเลยไปถึงห้าทุ่มกว่าโน่น กว่าจะได้ออก

พี่สาวก็งง ๆ เออ จะออกไปไหนเนี่ย ดึกป่านนี้
พอบอกว่าไปเดินเล่น เค้าก็ว่า เมืองไทนมันไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้นนะเว้ย
เราก็ อืม ก็ใช่แหละ แต่มันก็เลือกเดินได้น่ะ น่าจะโอเค

พูดถึงความปลอดภัย กับการเดินตอนกลางคืนในกรุงเทพ ผมเคยเดินจากแถวหน้าโปเซดอน รัชดา ประมาณเที่ยงคืนได้มั้ง
ไปถึงแถวหลักสี่ตอนน่าจะตีสี่ได้ ก่อนจะขึ้นรถเมล์กลับหอที่มธ.รังสิต
อารมณ์ตอนนั้นมันคือ เออ มาลองดูหน่อยซิ ว่าจะเดินได้ถึงแค่ไหน
เส้นทางที่เดินคือถนนรัชดา จากหน้าโปเซดอน ก็เดินมาเรื่อย ๆ ถึงศาลฎีกา ก่อนจะหาทางลอดใต้ทางยกระดับ (ที่มันตัดกับวิภาวดีน่ะ) ไปออกอีกทางได้ก็เหนื่อยเหมือนกัน มันไม่มีสะพานลอย เราก็เดินเลาะ ๆ ลอด ๆ เอา ไปตาม
ทางยกระดับ ไปออกตรงที่มันเป็นที่จอดรถขยะเยอะ ๆ อีกฝั่งน่ะ

ถามว่าปลอดภัยมั๊ย มันก็ไม่ค่อยหรอก แต่อารมณ์ตอนนั้นมันอยากเอาชนะน่ะ บ้า
แต่ถามว่ากลัวอะไรเหรอ คนก็ไม่ใช่ รถก็ไม่ใช่ (แทบจะไม่มีรถเลยตอนนั้น) แต่กลัวผี กะกลัวหมา
โดยเฉพาะหมานี่น่ากลัวมาก มันอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ใต้ทางยกระดับนั่น ไม่น้อยกว่าห้าสิบตัวล่ะ
กลัวว่าถ้าเกิดมีตัวไหนมันเริ่มกัด ก็คงไม่รอดแน่ ดีว่าเคยมีประสบการณ์ถูกหมากัดมาก่อน เพราะดันวิ่งหนี เลยพอจะรู้ว่าควรจะวางตัวยังไง แต่ทุกวันนี้นึกถึง ก็ยังกลัวอยู่ มันเยอะจริง ๆ

แต่นี่มันก็คงเฉพาะเขตเมืองที่พอจะรู้จักล่ะนะ ถ้าเป็นนอก ๆ ไปอีก ผมก็คงไม่เอาหรอก เป็นอะไรไปก็ไม่มีใครรู้แน่

นึก ๆ แล้วก็ เออ อันตรายนี่หว่า

บ้าบอจริง ๆ
มีลูกแบบนี้ก็คงกลุ้มใจเป็นธรรมดา

กลับมาที่คืนนั้น ทองหล่อ ต่อ

ก็ออกจากบ้านมา มันจะเที่ยงคืนแล้ว เราเลยขอแวะไปซื้อเบียร์ที่เซเว่นแถวบ้านก่อน
กระป๋องนึงน่า ตุนไว้ก่อน ในใจคิด ขอเดินกินชิล ๆ หน่อย
จะไปซื้อเอาดาบหน้าก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้หลังเที่ยงคืนเค้าห้ามขายแล้ว
ซื้อได้อีกที โน่น สิบเอ็ดโมง 😛
(แต่สุดท้าย เบียร์หนึ่งกระป๋องที่ซื้อไป ก็ไม่ได้กิน เอากลับมาแช่ต่อที่บ้าน .. พาเบียร์ไปเดินเล่น :P)

ได้เบียร์ปุ๊บ เราก็เดินมาอีกฝั่ง ดูนั่นดูนี่แถวบ้าน เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน
มีตึกแถวสร้างใหม่ มีตึกสำนักงานสร้างใหม่ เซเว่นอีกสาขาก็กำลังทำร้านใหม่ ขยายไปอีกห้อง (รูปแรก)
ดูจนพอใจแล้ว ก็เรียกแท็กซี่ จะไปละ

บอกคนขับแท็กซี่ไปตอนแรกว่า นานา
กะจะเดินจากแถวนั้น แล้วค่อยเลยไปถึงทองหล่อ

แต่นั่งไปซักพัก รถวิ่งไปจะถึงเส้นเพชรบุรีตัดใหม่แล้ว ก็เปลี่ยนใจ ขอเปลี่ยนเป็นทองหล่อก่อนละกัน
ให้พี่เค้าไปส่งตรงตีนสะพานด้านถนนเพชรบุรี ที่จะข้ามไปทองหล่อ

แล้วก็เริ่มเดิน

ผมเลือกที่จะข้ามสะพานด้วยการเดินบนพื้นถนน ส่วนเดียวกับที่รถวิ่ง ไม่เดินไปด้านข้างสะพาน คิดว่ามันคงมี
บันไดแหละ แต่มันมืดไปหน่อย เดินด้านนี้ดีกว่า สบายใจ รถมันไม่เยอะ นาน ๆ มาที เดินได้

ข้ามมาอีกฝั่ง ก็เห็นคนเดินอยู่สองกลุ่ม เพิ่งลงจากรถ คงจะมาเที่ยวผับแถวนั้น เออ ผมเพิ่งรู้แฮะ ว่าไอ้ตึกตรงนี้มันคือตึกลิเบอร์ตี้ เคยมานะ เมื่อก่อนมีร้านเพื่อนของเพื่อนตั้งอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไรไง
อ้อ แจ่มบาร์มันก็อยู่ตรงนี้แฮะ … พูดไปก็เขิน ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักผับใหม่ ๆ เลย ไม่รู้ไปอยู่ไหนมา 😛

เดินมาได้หน่อย มันก็เป็น H1 ที่หมายมั่นปั้นมือไว้สักพักละ ว่าจะขอมาเยือนหน่อย
ปรากฎว่ามันปิดแล้ว 😛 แหงล่ะ ก็มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนี่
แต่ก็โอเค เห็นร้านหนังสือที่อยากเข้าไปดูละ ใหญ่เหมือนกันนะ ไว้วันหลังมาใหม่

เดินไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปโน่นนี่เป็นระยะ
ทองหล่อตอนไม่มีคนเที่ยวนี่ มันเงียบจริง ๆ นะ
ไม่น่าเชื่อเลย เปลี่ยวกว่าแถวบ้านผมตอนดึก ๆ อีกเอ้า
อย่างน้อยในซอยแถวบ้านผม ไฟมันก็สว่างกว่าแถวนี้ล่ะ 😛

ถนนเส้นต่าง ๆ บางทีก็คงเหมือนคน มีช่วงเวลาของมัน ตื่น นอนหลับ
บางเส้นก็ตื่นตอนกลางคืน นอนตอนกลางวัน บางเส้นก็กลับกัน
และบางคืนบางคน ก็นอนไม่หลับ ออกมาเดินให้ถนนเป็นเพื่อน

ประชากรส่วนใหญ่ที่พบเจอในช่วงเวลานั้น
คือเจ้าหน้าที่ รปภ. … พี่ยามทั้งหลายนั่นเอง
หรือไม่ก็จะเป็นพนักงานร้านอาหารต่าง ๆ ที่เพิ่งเลิกงาน
ออกมาจับกลุ่มคุยกัน หรือหาอะไรกินตามรถเข็นข้างทาง ซึ่งก็มีเหลือเปิดอยู่ไม่มากนัก

บนถนนทองหล่อวันนี้ มีพื้นที่ประมาณ “เวิ้ง” เปิดกันให้พรึ่บ
คือเป็นลักษณะเป็นตึกสองสามชั้น เว้าเข้าไปเป็นที่จอดรถ แล้วก็มีร้านรวงหลาย ๆ ประเภทเปิดอยู่ข้างใน
ก่อนหน้าที่ผมจะไปเรียน เห็นมีอยู่แค่อันเดียว ที่มันมี สตาร์บั๊กส์ด้านหน้า กะ ท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตด้านใน น่ะ
แต่ตอนนี้ น่าจะมีซักสามสี่อันได้มั้ง ช่วงหัวค่ำก่อนเที่ยงคืน คงจะคึกคักทีเดียว
เอาไว้จะมาใหม่ 🙂

ใกล้จะถึงปากซอยทองหล่อด้านสุขุมวิท ช่วงนี้ก็จะเป็นดงเล็ก ๆ ของร้านอาหารญี่ปุ่น แม้จะเยอะสู้แถวเอ็มโพเรียม
และละแวกนั้นไม่ได้ แต่ก็มีพอสมควรทีเดียว
เคยมากินหมูกะทะเกาหลีร้านแถวนี้ อร่อยดี

กับเพื่อน ๆ ที่ถูกใจ กินไปคุยไป บรรยากาศสนุก ถ้าของที่กินจัดเป็นอาหารคนหน่อย อะไรก็คงอร่อยไปหมด

ออกมาถึงหน้าปากซอยแล้ว ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะเป็น 55 โภชนา ร้านประจำของใครหลายคน
ผมเลี้ยวขวา ขึ้นสะพานบีทีเอส

มองลงไปในซอยตรงข้าม รถเข็นขายอาหารเก็บไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่เจ้า
เหล้าจะอร่อยยังไง (อืมม .. จริง ๆ มันไม่อร่อยนะ) สุดท้ายถ้าหิวก็ต้องกินข้าว
ร้านอาหารรอบดึกใกล้ที่เที่ยวจึงขายดีเสมอ … ไม่ใช่สักแต่ว่ามากินให้อิ่ม ๆ ไป หลายเจ้านั้นก็อร่อยทีเดียว … แต่ไม่รู้เป็นเพราะว่าเมารึเปล่าน่ะสิ 😛

เดินไปเรื่อยทางทิศเข้าเมือง ตามเส้นทางบีทีเอส
มืดกว่าที่คิดนะ ถนนแถวนี้
หรือเพราะว่ารางรถไฟมันบังแสงจันทร์เสียหมด ?
ไฟถนนก็ดูจะไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่
ตึกแถวนี้ไม่เปิดไฟหน้าร้านแฮะ นาน ๆ จะมีบางร้านที่เปิด

ต่างจากในซอยทองหล่อ ที่ผู้คนที่ผมพบเห็นส่วนใหญ่เป็นพนักงานร้าน กำลังจะกลับบ้าน
ผู้คนแถวนี้ที่เจอ ส่วนใหญ่น่าจะไม่มีบ้านให้กลับ
หลายคนนอนอยู่ใต้สะพานลอย ที่ป้ายรถเมล์ หรือหน้าร้านค้าที่ปิดอยู่
เป็นอย่างนี้ไปตลอดแนว จนถึงแถวนานา

นอกจากจะมีหลับมีตื่นแล้ว ถนนแต่ละเส้น ก็ยังมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันในแต่ละช่วงของวันด้วย

เจอฝรั่งออสซี่คนนึงระหว่างทาง
เราเจอกันตรงใต้สถานีบีทีเอสอโศก
เขากำลังมองดูคนไม่มีบ้านคนนึงนอนอยู่หน้าลิฟต์บีทีเอส
ผมมองดูเขา เขาหันมา ผมยิ้มให้สั้น ๆ หันมองไปที่คนที่นอนอยู่ แล้วหันกลับมายิ้มให้เขาอีกที
บทสนทนาจึงเริ่มต้น เขาเริ่มถามก่อน “คิดยังไงกับภาพนี้ ?”
ผมไม่รู้จะตอบอะไร นิ่งไปซักพัก คิด ก่อนจะตอบไปว่า “ไม่รู้” อยู่สองสามครั้ง
เหมือนจะย้ำว่าไม่รู้จริง ๆ แต่ก็นั่นล่ะ ผมไม่รู้จริง ๆ

เราเดินออกมาไปทางนานา “ด้วยกัน”
ที่พักเค้าอยู่แถวนั้น ผมเองก็จะเดินไปทางนั้นอยู่แล้ว
จะเรียกว่าเดินไปด้วยกันดีไหม่ .. “เดินร่วมทางกัน” ก็แล้วกัน

ผมบอกเขาว่า ผมคิดว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากนอกกรุงเทพ
เข้ามาหางาน มาหาชีวิตที่ดีกว่าในกรุงเทพ
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ

ถนนสุขุมวิทตอนเที่ยงวัน ที่เป็นที่รวมของคนประสบความสำเร็จ มีห้างหรู มีสำนักงานมากมาย
พอหลังเที่ยงคืน เลยกลายเป็นที่รวมของคนอีกด้าน

ข้อสรุปในความคิด ที่ผมพยายามบอกเขาไป มันดูเหมารวมไปหน่อย
แต่บางส่วนก็น่าจะเป็นความจริงบ้าง

ตอนที่เขาถามว่า ผมมาจากไหน แล้วได้รู้ว่า “มาจากกรุงเทพ”
เขาทำท่าแปลกใจ ถามผมว่าแล้วมาทำอะไรแถวนี้ เวลานี้

ผมบอก รู้สึกอยากเดิน นอนไม่หลับด้วย หลาย ๆ อย่าง

ฝรั่งออสซี่คนนี้ดูท่าเขาจะชอบเดินดูอะไรตามถนนเหมือนกัน
เขาว่ามันเห็นอะไรเยอะดี กลางวันก็อย่าง กลางคืนก็อย่าง ถนนเดียวกันนี่แหละ
นี่พอไปถึงที่พักแล้วเขาจะไปหยิบกล้อง แล้วจะกลับไปถ่ายรูปคนไร้บ้านตรงบีทีเอสนั้น

จะอยู่ใกล้บ้านหรือไกลบ้าน เราต่างก็กำลังเดินทาง

จบตรงนี้ดีกว่า 🙂

tags:
|
|
|
|
|
|