ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วันนี้ดูทีวี ก็ไม่ได้เลือกช่องอะไร ที่บ้านเปิดไรไว้ก็ดู ระหว่างกินข้าว
ก่อนเที่ยงนิดนึง ช่อง 5 มีรายการ Z-TV
โผล่มาจอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ครึ่งซ้ายไว้ให้พิธีกรยืน ครึ่งขวาเป็นโลโก้ผู้สนับสนุน 9 อัน เรียงในตาราง 3×3

เนื้อหารายการก็เทพมาก มีสองช่วงใหญ่ ZStreet ดูแลรักษารถ กะ Z(something) ดูแลความงาม

ช่วงดูแลรักษารถ พิธีกรก็พาไปคุยกับช่างที่ศูนย์อีซูซุ พูดถึงวิธีการเลือกซื้อรถ ตบว่าซื้อรถต้องดูว่าตอนขายขายได้ราคาไหมด้วย แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. แหงฮะ เป็นโฆษณาอีซูซุ

เข้าช่วงสอง พิธีกรอีกชุด พาไปคุยกับหมอของนิติพลคลีนิก พูดถึงเทคนิคการลดเซลลูไลต์ด้วยแก๊สอะไรสักอย่าง แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. ฮะ โฆษณานิติพลคลีนิก ตามด้วยโฆษณา CSR โครงการน้ำสะอาดของอีซูซุ

จากนั้นก็เป็นช่วงข่าวอัปเดต เป็นข่าวเจนี่ร้องเพลงให้กับเครื่องสำอางค์ยี่ห้อจำไม่ได้ และข่าวกิจกรรมของเชฟโรเลต

จบแล้ว หมดแค่นี้ ขึ้นเครดิตตอนท้าย ที่ปรึกษารายการเป็นพลโทนายแพทย์มงคล ดูนามสกุลไม่ทัน

สาระประโยชน์เพียบครับ “ทีวีบริการสาธารณะ” ของไทย เราจะได้ดูแบบนี้นี่แหละในทีวีดิจิทัล ดูกันไปอีก 15 ปีครับ แหม่ กว่าเขาจะจัดสรรใบอนุญาตกันใหม่

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วิธีดูช่อง 11 NBT เพื่อความสมานฉันท์

การอนุญาตให้ตัววิ่งด้านล่างจอปรากฏ เหมือนชักสารพัดโฆษกรัฐบาลเข้าบ้าน
เสี้ยมรุนแรงในเสื้อคลุมสอนศีลธรรม

เพื่อสุขภาวะสังคม อย่าไปยอมมันสิจ๊ะ – เรามีหลายวิธี…

นี่คือ media literacy ที่รัฐจะไม่สนับสนุน

การปฏิเสธที่จะรับสื่ออย่างทื่อ ๆ

การไม่ยอมที่จะเป็นเพียง ผู้อ่าน แต่เรียกร้องต้องการจะเป็น ผู้เขียน ด้วย

ความหมายของ media literacy ที่มากไปกว่า การรู้เท่าทันสื่อ
ไปสู่ การอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้

technorati tags: 

Can you hear me?

คุณได้ยินฉันไหม ?

ในเวลาเช่นขณะนี้…
…เราจำเป็นต้องถามตัวพวกเราเองถึงคำถามสำคัญสองสามข้อ

ทำอย่างไร คุณ ฉัน เพื่อนของเรา และลูกหลาน จะสามารถเชื่อได้สนิทใจ
ว่าสิ่งที่เราเห็นในทีวี และได้ยินในวิทยุ นั้นเป็นเรื่องจริง?

ทำอย่างไร เราถึงจะรู้ว้า ความคิดเห็นของพวกเรานั้น…
…เป็นของพวกเราจริง ๆ ?

ทำอย่างไร เราจึงจะมั่นใจได้ว่า เสียงที่แผ่วค่อยนั้น…
…จะเป็นที่ได้ยิน และไม่หวาดกลัวจนเงียบงัน ?

(สปอตโฆษณาค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ของสวีเดน)

technorati tags:
,
,
,

‘อ่าน’ อีกรอบ: ตอบ @Oakyman เรื่องโชว์ของ @suthichai และ @PM_Abhisit

ต่อเนื่องจากบล็อกเรื่อง สิทธิชัย หยุ่น สัมภาษณ์ นายกอภิสิทธิ์ ผ่านทวิตเตอร์, มีคำถามมา ผมตอบ :

@Oakyman: @nopparat @bact คนเพิ่งหัดใช้ twitter จะใช้ @ เพื่อ reply เป็นเหรอ? บนหน้าเว็บมันมีปุ่ม update อยู่ปุ่มเดียวนิ เห็นใจ @PM_Abhisit หน่อยเถอะ

@bact: @Oakyman ถ้าพูดแบบนั้น คือ @suthichai นี่ไม่น่าเห็นใจใช่ป่ะ

@Oakyman: @bact เห็นด่าแต่ทั่นนายกฯ หนะ อย่างน้อยคุณ @suthichai เค้ายัง rt เป็นนะ

@bact: @Oakyman ไม่ได้ด่าใครนะ เรายกคำพูดต่างๆ ที่เห็นว่า mode สื่อสารของ @PM_Abhisit และ @suthichai ยังเป็น mode “คุยกันแค่สองคน” มาน่ะ

@bact: @Oakyman แม้แต่การ rt ของ @suthichai ในวันสัมภาษณ์ ก็เป็นการ rt ให้ @PM_Abhisit อ่าน ในฐานะคำถามต่อ @PM_Abhisit

@bact: @Oakyman ใช้ @reply หรือไม่ ไม่ใช่สาระสำหรับเรา / สาระคือ mode สื่อสารของ2คนนั้น มีแค่2คนคุยกัน ไม่สนใจคนอื่น (ดังนั้น @ จึงไม่จำเป็น)

@bact:: @Oakyman ยิ่งถ้าอ่านจาก กลุ่มคนดูเป้าหมาย คือ TV ซึ่งเข้ามาร่วมวงโต้ตอบอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยิ่งยืนยันสมมติฐาน mode สื่อสารที่มีแค่2คน

@bact: @Oakyman คำถาม: ถ้า mode สื่อสารเป็นแบบนั้น ไม่ต้องการการมีส่วนร่วม จะใช้twitterทำไม – คำตอบที่นึกออก: PR ความเป็น new media ของท้ัง2คน

@bact: @Oakyman ซึ่งมันก็โอเคนะ จะใช้ยังไงก็ใช้ไปเถอะ มันเป็นพื้นที่เปิด เราก็แค่พยายามอธิบายว่า เขาใช้แบบนี้ เท่านั้นเองน่ะ

technorati tags:
,
,

The most terrifying thing is what people do want

“Television is the first truly democratic culture – the first culture available to everybody and entirely governed by what the people want. The most terrifying thing is what people do want.”

“โทรทัศน์เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างแรก – วัฒนธรรมอย่างแรกที่ทุกคนเข้าถึงได้และทั้งหมดดำเนินไปโดยสิ่งที่ผู้คนต้องการ. สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่ผู้คนต้องการจริง ๆ.”

Clive Barnes on Television (New York Times, December 30, 1969)

สิ่งน่ากลัวที่ว่านั้น ไปได้ทุกที่ รวมถึงในสื่อนฤมิตและอินเทอร์เน็ตด้วย

ที่ตายกันบนถนน ก็ไม่ได้เป็นผลมาจาก “สิ่งที่ผู้คนต้องการ” หรือไง ?

แล้วเราจะโทษใครคนอื่น-โดยตัวเองหนีความรับผิดชอบหรือ ?

technorati tags:
,
,

On various little and BIG things

ปรับปรุง 2008.03.31: แก้สะกดผิด (สระเกิน ที่มองไม่เห็นบนวินโดวส์) เพิ่มลิงก์พี่ไตร แสงศตวรรษ และ technorati แปะคลิป / และตกลง network interface ไม่ได้เจ๊งครับ ปรากฎว่าสงสัยจะ update package อะไรไปแล้วมันเจ๊ง พอลงโอเอสใหม่ มันก็ใช้ได้เหมือนเดิมครับ เน็ตเวิร์ก (ตอนนี้ใช้ Ubuntu 8.04 Beta อยู่)

คลิป Kapook ชวนคุย วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2550 ที่บ้านไร่กาแฟ ขึ้นแล้วนะครับ (ตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง ๆ ได้ ผมเพิ่งจะต่อเน็ตได้ network interface โน๊ตบุ๊คเจ๊ง)

ที่ Duocore http://duocore.tv/ (ตอนพิเศษ xxx.kapook.com)
ที่ FukDuk http://fukduk.tv/ (รอ 1 เม.ย. รายการ “กำไข่ ใส่ข่าว”)

เชิญดูและพิจารณานะครับ ความเห็นของผู้คนต่าง ๆ น่าจะพอเห็นใน blogosphere บ้างแล้ว

ความเห็นของผมสั้น ๆ ตอนนี้ ก็คือ งานนี้ คุณปรเมศวร์ แฟร์ ตอบทุกคำถาม แม้จะยืดยาวกินเวลาไปหน่อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และออกนอกเรื่องไปไกลหลายทีในช่วงถัด ๆ มา แต่ยังไงคุณปรเมศวร์ก็พยายามตอบทุกข้อ และทุกข้อก็พอฟังได้ – เป็นข้อ ๆ ไป – แต่อย่าเอาคำตอบทั้งหมดมาร้อยกัน เพราะมันจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก บางข้อมันขัดกันเอง – แต่โดยรวมไม่น่าเกลียดครับ ฟังได้ (เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คนนะครับ ก็พิจารณาเป็นข้อ ๆ ไป)

แต่ที่(ผม)ฟังไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะเป็นทีมงานของ Kapook คนหนึ่ง (เสื้อดำในวิดีโอ) และบางคำที่พี่ไตร-ชีพธรรม (เสื้อ eBay) พูด ลองดูในวิดีโอเองนะครับว่าเป็นอย่างไร (ผมไม่ได้รู้จักพี่ไตรเป็นการส่วนตัว แต่ก็ติดตามผลงานมาตลอด ตั้งแต่สมัยผมทำงานใหม่ ๆ และต้องไปเกี่ยวข้องเรื่องจัดอบรมที่ซอฟต์แวร์ปาร์ค และก็ชอบลีลาการอบรมของพี่เขามาก รู้สึกว่าคนนี้เกิดมาเพื่อสื่อสารเพื่อเป็นโค้ชจริง ๆ ผมเลยรู้สึกผิดหวังในทัศนคติของพี่เขาเรื่อง “ขี้อิจฉา อวดดี อยากเด่น” ฯลฯ – แต่นั่นก็เป็นเรื่องของตัวผมเอง ไม่ได้เป็นความผิดของพี่เขา)

อยากให้ดูคลิปที่ว่าจนจบนะครับ จะได้ฟังความเห็นของทุก ๆ คนอย่างรอบด้าน (เพิ่งดูคลิปของ Duocore จบ พบว่ามีตัดไปบ้างบางส่วน แต่เหมือนเป็นการตัดต่อให้ภาพมันต่อเนื่องมากกว่า เท่าที่ดู ไม่น่าจะมีประเด็นสำคัญอะไรถูกตัดออกไป ยกเว้นช่วงสุดท้ายที่ อดัม FukDuk ซักถามคำถามหลายคำถาม พร้อมข้อมูลประกอบที่ปริ๊นท์ออกมาหลายหน้า — คุณออย Duocore แจ้งว่า ตอนท้ายนี้ไม่ได้เป็นการตัด แต่ที่หายไปน่าจะเป็นเพราะแบตหมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ยังไงดูได้ที่เว็บ fukduk.tv ครับ 1 เม.ย. นี้)


(ข้างล่างนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง Kapook น้อยมาก ๆ)

เมื่อคืนได้แลกเปลี่ยนกับ MacroArt, jittat และ sugree ผ่าน twitter (บนรถเมล์ ผ่านมือถือ) ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าควรจะต้องย้ำตรงนี้ก็คือ ไม่ใช่เรื่องทุกเรื่องที่เราจะจัดการกับมันแบบ ‘ ส่วนตัว’ ได้ (และหลายครั้งถึงทำได้ ก็ไม่ควรทำ) — ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว ความเสียหายส่วนตัว แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าจัดการกันแบบส่วนตัวได้ แต่เมื่อไรที่มันเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ ความเสียหายสาธารณะ ผมไม่คิดว่าการจัดการแบบส่วนตัวจะสามารถทำได้ (และถึงทำได้ ก็ต้องไม่ทำ)

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ถ้าเห็นว่ามีปัญหาอะไร ก็รายงานไปที่ผู้ต้องหาสิ (เอาจริงสิ ? รายงานไปที่ ผู้ต้องหา นะ) — ผมเห็นเหมือน sugree ว่าเราควรจะมีที่กลางที่เราสามารถเชื่อใจเชื่อถือได้ เพื่อที่เราจะได้รายงานไปที่ดังกล่าวได้ และกระบวนการทุกอย่างต้อง มีส่วนร่วมได้-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ (ทำนองเดียวกับการแจ้งไปที่ Bugzilla หรือส่ง support ticket หรือติดตามพัสดุผ่านเว็บ FedEx) —
ซึ่งตอนนี้ผมเห็นว่าไม่มี — จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะวิ่งไปแจ้งสื่อมากกว่าแจ้งตำรวจ หรือถนนพังก็แจ้งทีวี เพราะแจ้งทางการมาแล้วห้าปีไม่เห็นมีใครมาทำอะไร แจ้งแล้วก็เงียบหาย แจ้งทีวีสิเร็วดี ออกอากาศปุ๊บ รุ่งขึ้นมาเลย หรือในกรณีทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่ง ที่เราสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ มาได้มากกว่า กว้างกว่าเดิม อย่างง่าย ๆ — ซึ่งก็มีทั้งเรื่องบอกเล่า ชื่นชม เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยนั้น คนเขียนก็อาจจะไม่ได้หวังให้ไปเอาผิดอะไรกับใครด้วยซ้ำ เพราะหลายทีที่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย (และเพราะไม่ผิดกฎหมายจึงไปแจ้งตำรวจไม่ได้ อย่างเรื่อง SEO ตำรวจเขาคงงง ๆ มันไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว) แต่เขียนไปเพื่อแจ้งให้คนอื่นได้ทราบสิ่งที่เกิด และบอกเล่าความคิดเห็นของเขากับสิ่งเหล่านั้น ว่าเขาไม่เห็นด้วยนะ เพราะอะไร ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน และแต่ละคนก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

อินเทอร์เน็ตมีคุณค่า เพราะมันไม่ได้บรรจุแต่เพียง “ความจริง” แต่มันยังมี “บทสนทนาเพื่อแสวงหาความจริง” บรรจุรวมอยู่ด้วย (เราเรียกมันสั้น ๆ ว่า “ความคิดเห็น”)

ไม่ว่าเราจะมีระบบแจ้งเหตุที่น่าเชื่อถือแล้วหรือไม่ อินเทอร์เน็ต/มณฑลสาธารณะจะต้องเป็นที่ที่เราสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมต่อเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ถ้าสิ่งที่เราพูดนั้นมีมูล มีเหตุที่เชื่อถือได้อันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น และเราพูดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เราก็ควรจะได้รับการปกป้องทางกฎหมายด้วย (ดูกรณี ชินคอร์ป vs สุภิญญา ที่ชินคอร์ปฟ้องสุภิญญา หลังเธอให้สัมภาษณ์ถึงการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัวของอดีตนายก ซึ่งสุดท้ายศาลอาญามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง “เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นวิสัยของบุคคลและประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ได้เป็นการมุ่งประสงค์ใส่ความบริษัทให้ต้องเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น เกลียดชังแต่อย่างใด” [ผมหวังให้พี่ไตรได้อ่านตรงนี้])

เมื่อคืนตอนที่ผมแลกเปลี่ยนกับทุก ๆ คน (อย่างทุลักทุเล จิ้ม ๆ บนมือถือ) ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือกระทั่งเป็นเรื่องเจาะจงเฉพาะอินเทอร์เน็ต แต่ผมคิดถึงกรณีทั่วไปทั้งหมดเลย (คิดว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะประมาณนี้) เป็นเรื่องของสิทธิในการ(ไม่)สื่อสาร สิทธิที่จะ(ไม่)รู้ และสิทธิที่จะ(ไม่)พูด แน่นอนว่าในกรอบที่จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่(ต้องพูดแต่ไม่)พูดด้วย – แต่ย้ำว่านี่เป็นการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สิทธิในการสื่อสารเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ เราทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิอันนี้ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องถูกรับรองโดยกฎหมาย
เราทุกคนนั้นเมื่อเกิดมาก็ดู ก็ฟัง ก็พูดได้เหมือนกันหมด การกระทำใด ๆ ที่จะทำให้เราดูไม่ได้ ฟังไม่ได้ พูดไม่ได้ (เช่น ดูไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเราโง่เกินไปที่จะดูพระเล่นกีต้าร์ หรือพูดไม่ได้เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือกลัวว่าจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท) ย่อมเป็นการริดรอนสิทธิโดยธรรมชาติของเราอันนี้ทั้งสิ้น

คุณ MacroArt สนใจประเด็น code of conduct จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์/สื่อพลเมือง จึงขอเสนอลิงก์ด้านล่างอีกรอบครับ

(เมื่อวาน tweet หลายเรื่องมาก เช่น เรื่องหลักฐาน การทำลายหลักฐาน ความเสียหายที่เกิดต่อสาธารณะแล้ว ฯลฯ ยังไงไปกดหาใน twitter นะครับ ปวดฉี่ ไปแล้ว อยู่ร้านเน็ต หวัดดีครับ)

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

ChuPitchTV #7 – road to the coup ?

ชู-พิด ตอน 7: “เดินหน้าสู่รัฐประหาร”

หรือดูบน Google Video (น่าจะเร็วกว่า ถ้าอยู่เมืองนอก)

เดี๋ยวนี้มี embed tag ให้เอามาแปะบล็อกได้แล้ว

technorati tags:
,
,

Prachatai TV

เพิ่งเปิดตัวสัปดาห์นี้ เซคชั่นใหม่ของ นสพ.ประชาไท ต่อเนื่องจากรายการทีวีออนไลน์ “สมาคมหัวไม้”

“หัวไม้ story” จะเป็นการนำประเด็นที่คุยกันไปแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ในสมาคมหัวไม้ มาสรุปกันในตอนท้ายสัปดาห์ ว่าประเด็นเหล่านั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอะไรบ้าง ซึ่งนับว่าน่าสนใจ เพราะทำให้การเสพข่าวไม่ได้เป็นเรื่อง “ประเด็นรายวัน” อ่านจบก็จบกัน แล้วก็ไม่ได้ตามต่อว่ามันมีพัฒนาการอะไรบ้าง

นอกเหนือจาก “สมาคมหัวไม้” แล้ว ประชาไททีวีตอนนี้ยังมีอีกช่อง ก็คือ
“บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา” หรือชื่อเล่นว่า “ชู-พิด คิดตามวัน”
เป็นลักษณะรายการคุยข่าว โดยบรรณาธิการนสพ.ออนไลน์และนักวิชาการรัฐศาสตร์ขวัญใจเด็กแนว ดูเอาทั้งมุมมอง และดูเอาขำ ๆ ก็ได้ทั้งสองแบบ 🙂
update: สำหรับคนอยู่เมืองนอก ดูผ่าน Google Video จะเร็วกว่า (เสิร์ชหาคำว่า “chupitchtv”)

เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดตามข่าวสารบ้านเมือง เสริมกับช่องทางอื่น ๆ

technorati tags:
,
,
,

Holy TPBS

หม่อม(ไม่)ปลื้ม ‘ทีวีสาธารณะ’ (ของรัฐบาลไทย โดยทีมคุณหมอและพ่อแม่ เพื่อมาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ):

“ โดยรวมแล้ว ผมมีปัญหากับทิศทางการบริหารประเทศใน 3 ปี ที่ผ่านมา ผมคิดว่าการที่ทักษิณเข้ามาตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีก็คือการคอรัปชั่น ซึ่งมันเกิดขึ้นในรัฐบาลเขา แต่สิ่งที่ดีคือ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ คือเขาเป็นคนเดียวที่มีศักยภาพพอที่จะดึงอำนาจจากขั้วอำนาจเดิมในประเทศ คือทหาร, เทคโนแครต, องคมนตรี…อะไรพวกนี้ ทักษิณเป็นคนเดียวที่ ‘กล้า’ หรือ ‘บ้า’ พอที่จะดึงอำนาจมาเพื่อ balance หรือ มาถ่วงดุลกับอำนาจที่มีอยู่ ซึ่งโอเค…อำนาจนั่นมันก็ได้มาจากการที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้เขาเยอะ การที่เขามีเสน่ห์ การที่เขามีเงินเยอะ มันก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เมื่อเขามาอยู่ในอำนาจ แล้วไปลุแก่อำนาจนี่ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ คือที่มันมีหลาย ๆ โครงการโกงกันในช่วงรัฐบาลเขา ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ว่าโดยรวมแล้วมันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ ‘ต้องมี’ ในเมืองไทย เพราะเมืองไทยมันล้าหลัง ดูอย่างการบริหารงานในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์สิ มันชัดเลยว่ามันหมดยุคไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น อย่างที่เกิดกับทีไอทีวี มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างทุนกับอำนาจเดิม ๆ ซึ่งต้องดึงอำนาจรัฐมาช่วย เพราะว่าไม่มีทุน ”

“ คือไม่ใช่ว่าทีวีสาธารณะเลวร้าย ทีวีสาธารณะสำหรับผมน่ะดี มันต้องมีสักช่อง แต่จุดที่มันเลวร้ายของ พ.ร.บ.นี้คือดันไปเขียนไว้ในกฎหมายว่า ต้องเอาคลื่นนี้ [คลื่นที่ไอทีวีใช้] เท่านั้น ซึ่งมันไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ต้องรีบทำขนาดนี้ คุณก็ไม่ต้องไปแย่งคลื่นนี้มา แต่ด้วยความที่ไปเขียนในกฎหมายเลย … คือมันมีคลื่นอีกเยอะไง ไม่ต้องรีบ แต่เขาจะเอาแต่ ‘คลื่นนี้’ ให้ได้ มันก็เลยกลายเป็นสงครามเกิดขึ้นตอนนี้ ซัดกันเละเลย ”

“ สิ่งที่เกิดขึ้น อย่างที่เกิดกับทีไอทีวี มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างทุนกับอำนาจเดิม ๆ ซึ่งต้องดึงอำนาจรัฐมาช่วย เพราะว่าไม่มีทุน ”

ถ้าผมผลิตรายการห่วย ๆ ออกช่อง 3 เรตติ้งไม่ดี เรตติ้งตก รายการอยู่ได้แค่ 3 เดือนก็หลุด แต่ถ้าผมผลิตรายการห่วยออกช่อง 11 หลุดไหม? ไม่หลุด เพราะคุณไม่ต้อง accountable [พร้อมรับผิด และอธิบายสิ่งที่ได้ทำลงไป] ซึ่งก็คือคุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

“ สิ่งที่คุณจะทำ..คือการไปคัดหา ‘สภาประชาชน’ มาประเมินคุณภาพรายการ เสร็จแล้วคุณจะให้คณะกรรมการที่เป็นนักวิชาการ 9 คนของคุณมาพิจารณาอีกที ถามว่ามันได้ตามที่ประชาชนต้องการจริง ๆ หรือ? มันอาจจะได้ แต่คงคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต ”

ตอนนี้เราเหลืออย่างเดียวที่ยังไม่เกิดคือ ‘สงครามกลางกรุง’ คือสื่อก็ยังซัดกันเองหมดเลย ประชาชนไม่มีสิทธิ์ ประชาชนจงไปเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการเคารพ

ตติกานต์ เดชชพงศ, สัมภาษณ์ ม.ล.ปลื้ม (ณัฏฐกรณ์ เทวกุล) ‘เกมอำนาจ’ ช่วงชิง ‘ทีวีสาธารณะ’ ประชาชนอยู่ตรงไหน?, ประชาไท, 18 ม.ค. 2551

technorati tags:
,
,
,
,

when love flourish

ดูละครช่องสาม “เมื่อดอกรักบาน” แล้วพาลจะร้องไห้ T-T

ตอนจบจันทร์หน้าครับ

(เพิ่งเคยดูจริง ๆ ตอนแรกวันนี้ ก่อนหน้านี้เคยเปิดผ่านหนึ่งครั้ง)

technorati tags:
,