Netizen Unite!

ศิริพร สุวรรณพิทักษ์ (ปุ๊ก) เว็บมาสเตอร์ 212cafe.com ได้ประกันตัวแล้ว — หลังนอนในห้องขังหนึ่งคืน

อ่านบล็อกของปุ๊ก: 212cafe.com เป็นข่าว!

เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ มติชน ออนไลน์ และ ผู้จัดการ ออนไลน์ ลงข่าวชวนเข้าใจผิด และตัดสินปุ๊กไปแล้วในข่าว-โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ปรากฎ

มติชนพาดหัวว่า “จับเว็บมาสเตอร์เว็บโป๊ แพร่ภาพคลิปลับว่อนเน็ต” ถ้านักข่าวมติชนใช้เวลาสักหนึ่งนาทีดูเว็บไซต์ 212cafe.com เสียหน่อย ก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เว็บโป๊ (เว็บไซต์ที่มีแต่ภาพโป๊หรือเนื้อหายั่วยุทางเพศ)

ผู้จัดการพาดหัวว่า “ปดส.จับเจ้าของเว็บลามก แพร่ภาพเริงรักหนุ่มสาว” พร้อมลงรูปประกอบข่าว รูปหนึ่งเป็นภาพจับหน้าจอจากเว็บโป๊แห่งหนึ่ง-ซึ่งไม่ใช่ 212cafe.com ชวนให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่านั่นเป็นภาพที่จับหน้าจอมาจากเว็บ 212cafe.com (ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนรูปแล้ว-แต่ไม่ได้แจ้งว่ามีการเปลี่ยนเกิดขึ้น)

อันนั้นเป็นเรื่องของการนำเสนอในสื่อ-การตัดสินโดยพาดหัว

อีกเรื่องก็คือ มาตรฐานในการจับกุมดำเนินคดีหรือการ “ขอความร่วมมือ” เรื่องที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ที่ผ่านมาการ “ขอความร่วมมือ” มีในลักษณะด้วยจาวาทางโทรศัพท์บ่อย ๆ คำถามคือ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม กับการบอกกล่าวด้วยวาจา ทางโทรศัพท์ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า อีกฝากหนึ่งของโทรศัพท์ ที่ขอความมือมานั้น เป็นใคร มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ หรือไม่ ?

mormmam ในฐานะบล็อกเกอร์ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต และตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะถูก “ขอความร่วมมือ” ได้เช่นเดียวกับชาวเน็ตอื่น ๆ ก็ตั้งคำถามถึงมาตรฐานและขั้นตอนวิธีในการดำเนินคดีเช่นกัน ในบล็อกของเขา:
Cyber law, Process and Standard in Thailand

ที่ผ่าน ๆ มา เราก็จะเห็นเสมอ ๆ ว่า
ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายใหม่ ๆ อย่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทรัพย์สินทางปัญญา ที่คนจำนวนมากยังไม่ทราบกฎหมาย หรือยังสับสนกับกฎหมาย หรือขั้นตอนการดำเนินคดี และสิทธิของตน
ก็มักจะมีมิจฉาชีพ (ทั้งที่เป็นคนทั่วไปและที่เป็นเจ้าหน้าที่เสียเอง) ใช้ช่องว่างความสับสนลักลั่นตรงนี้ ไปหลอกลวงหากินกับประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการทำทีเป็นล่อซื้อ แล้วก็จับกุม จากนั้นก็บอกว่า ถ้ายอมจ่ายเงินจำนวนที่กำหนด ก็จะทำให้เรื่องเงียบปล่อยตัวได้ (ข่มขู่) เช่นกรณีร้านหนังสือที่ถูกจับเรื่องขายหนังสือแนะนำเกมที่แถมซีดีที่มีเกมละเมิดลิขสิทธิ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการกลั่นแกล้งอ้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องขอเข้าตรวจค้นบ่อย ๆ ให้รำคาญ จนทำมาหากินไม่สะดวก จนต้องยอมจ่ายค่าคุ้มครอง ให้ไม่มารบกวน เช่นกรณีร้านเน็ตร้านเกม ถูกกลุ่มคนที่อ้างว่าได้รับมอบหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์เข้ามาตรวจค้น เรียกค่าเสียหาย … ที่สุดท้ายอาจกลายเป็น “ค่าโง่”

พวกเราได้ยินได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้กันไม่รู้กี่ครั้งแล้วในสังคมนี้ ในบ้านเมืองของเรานี้

กลุ่มคนเหล่านั้นหลายกลุ่ม ที่ทนการกลั่นแกล้ง หรือการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ก็ได้มีการรวมตัวกันเพื่อปกป้องตัวเอง และช่วยเหลือเพื่อน ๆ ชะตากรรมเดียวกัน ต่อสู้

กลุ่มร้านเน็ต ร้านเกม (ปัญหาลิขสิทธิ์ ปิดดึก เด็กนักเรียนเล่นเกม) ก็มีการรวมตัวกัน
กลุ่มผู้ประกอบการคาราโอเกะ (ปัญหาลิขสิทธิ์ และการจัดเก็บซ้ำซ้อน) ก็มีการรวมตัวกัน
กลุ่มร้านหนังสือ (ปัญหาลิขสิทธิ์) ก็มีการรวมตัวกัน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนเล่นอินเทอร์เน็ต ชาวเน็ตทั้งหลาย จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองเช่นกัน

ตั้งแต่สิทธิในทางเศรษฐกิจ สิทธิในการทำมาหากินอย่างสุจริต ที่จะได้รับการคุ้มครองให้แข่งขันในกติกาที่เป็นธรรม ไม่มีตุกติก เช่น โกงจำนวนฮิตส์ สิทธิของผู้บริโภค ที่ควรจะได้รับบริการอย่างที่โฆษณา เช่น เว็บไซต์มีเนื้อหาที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ค้น หรือที่จ่ายเงินค่าอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ก็อยากจะได้บริการที่ดี ได้ความเร็วตามที่โฆษณาไว้ ไม่ถูก shape แบนด์วิธ โหลดบิทไม่ได้ เน็ตไม่ล่มบ่อย ๆ และเข้าเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายได้ทุกเว็บไซต์ – ไม่ใช่ว่าพอถูก “ขอความร่วมมือ” หน่อยเดียว ก็เข้าเว็บนั้นเว็บนี้ไม่ได้เสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีคำสั่งศาลเลย

ในฐานะผู้บริโภคอินเทอร์เน็ต ที่จ่ายเงินรายชั่วโมง รายเดือน พวกเราก็ต้องคาดหวังกับบริการที่ดีเช่นที่ว่า ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องเรียกร้องบริการที่ดีกว่า หรือหากตกลงกันไม่ได้ ก็เคลื่อนไหว หรือพึ่ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อะไรก็ว่าไป — ทำไมเพื่อนเราจ่ายเงินค่าบริการเท่ากันกับเรา แล้วเขาได้อินเทอร์เน็ตคุณภาพน้อยกว่าเรา ? (หรือเราไม่ได้เดือดร้อน ไม่ต้องสนก็ได้ ?)

ในฐานะที่ชาวเน็ต ก็เป็นพลเมืองเช่นกัน พวกเราก็ต้องปกป้องสิทธิในความเป็นพลเมืองของพวกเรา ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ

สิทธิเสรีภาพที่จะคิด พูด อ่าน เขียน ในทุกสิ่งที่ต้องการ ตราบเท่าที่ไม่ไปรบกวนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ไม่ใช่ให้ใครมาปิดเว็บไซต์เอาตามอำเภอใจ — คนจะเขียนก็ถูกละเมิด คนจะอ่านก็ถูกละเมิด

ไม่ใช่ให้ใครมากล่าวหาว่าเป็นเว็บไซต์ผิดกฎหมายกันได้ชุ่ย ๆ — อย่างที่นักการเมืองของพรรคเก่าแก่เพิ่งทำ

ไม่ใช่ให้ใครมาใช้กฎหมายข่มขู่หาประโยชน์ได้ง่าย ๆ — กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่มีปัญหา แต่ต้องอธิบายได้ และพยายามเข้าใจปัญหา และถือหลักที่ว่า จนกว่าจะพิสูจน์ได้หรือมีพยานหลักฐานชัดเจนซึ่งหน้าว่ากระทำผิด ผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน (ไม่ว่าจะโดยสื่อ โดยเจ้าหน้าที่ หรือใครก็ตาม) หรือที่แย่หนักคือ จับไปซะเฉย ๆ ก่อนแล้วค่อยแจ้งข้อหาแบบ 2 บล็อกเกอร์ พระยาพิชัย กับ ท่อนจัน

พวกเรา ชาวเน็ต บล็อกเกอร์ ผู้สื่อข่าวพลเมือง และพลเมืองทุกคน มาร่วมมือร่วมใจกัน รวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเรา บนพื้นที่ออนไลน์แห่งนี้ และทุก ๆ ที่

(ไม่ว่าคุณจะเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คิดเหมือน คิดต่าง เราอยากได้ยินเสียงของคุณ เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบล็อกของคุณ ตามความคิดของคุณ 😉 )


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

technorati tags: , , , , ,

unsocial network

จากข่าวทุเรศ ๆ เกี่ยวกะคนในวงการการศึกษา:
เครือข่ายชาติพันธุ์ออกโรงจี้อธิการบดี มรภ.ชร.รับผิดชอบกรณีผอ.ชาติพันธุ์หลอกนศ.

ด้านนายวิวัฒน์ ตามี่ ผู้ประสานงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาบุคคลบนพื้นที่สูง(ศปส.) กล่าว ว่าจากพฤติกรรมดังกล่าวของ นายสมบัติ บุญคำเยือง ผอ.สถาบันชาติพันธุ์ฯ คนนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ามีความพยายามจะใช้กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเครื่องมือหลอกเข้ามา เรียนเพื่อหวังตัวเองจะสร้างสถาบันชาติพันธุ์ศึกษาและสันติศึกษา มรภ.เชียงราย ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์นั้นถูกหลอกมาครั้งแล้ว แม้กระทั่งมีการอ้างตั้งเครือข่ายผู้รู้ ดึงปราชญ์ผู้รู้แต่ละชนเผ่าเข้ามามีส่วนร่วม แต่จริงๆ แล้วชาวบ้านและเครือข่ายผู้รู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องทิศทางหรือการพัฒนา หลักสูตร แต่กลับสร้างชื่อเสียงให้กับตัว ผอ.สถาบันชาติพันธุ์ฯ คนเดียว โดยดูได้จากการไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศบ่อยครั้ง

… “ตั้งเครือข่าย” … เครือข่ายนี่มันมี “ใคร” มา “ตั้ง” ได้ด้วยเหรอ ?

มันไม่ได้ต้องตั้งด้วยตัวของมันเองเหรอ ?
ล่างขึ้นบน ไม่ใช่ บนลงล่าง

คือถึงจะมีใคร องค์กรอะไร มาตั้งได้ .. แต่สิ่งที่ตั้งขึ้นมา มันจะเรียกว่าเครือข่ายรึเปล่า ?

อย่างมากก็เป็นคนประสานงาน สนับสนุน เร่งให้เกิด .. แต่จะให้ตั้งมันเลยเนี่ย สงสัยจะไม่ไหวมั้ง

technorati tags:
,

In Quotes

“The job of a citizen is to keep his mouth open.”
“หน้าที่ของพลเมือง คือการเปิดปากของเขาอยู่ตลอด”
Günter Grass

“I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it”
“ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ฉันจะรักษาสิทธิ์ในการพูดของคุณด้วยชีวิต”
— Evelyn Beatrice Hall’s The Friends of Voltaire

“Think for yourselves and let others enjoy the privilege to do so too.”
“คิดเพื่อตัวคุณเอง และปล่อยให้คนอื่นได้รับอภิสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นบ้าง”
— Voltaire’s Essay on Tolerance

“Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.”
“อำนาจมักจะทุจริต และอำนาจสมบูรณ์ทุจริตอย่างเต็มที่”
Lord Acton

“Good government is no substitute for self-government.”
“การปกครองที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่แทน การปกครองตัวเอง ได้”
Mahatama Gandhi

tags: , ,

Safe is Unsafe

“We reject every form of legislation”
“เราปฏิเสธการออกกฎหมายทุกรูปแบบ”
Mikhail Bakunin บิดาแห่งลัทธิอนาธิปไตยสมัยใหม่

ไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณไฟ ไม่มีถนน ไม่มีทางเท้า และไม่มีกฎ — ผู้ใช้เส้นทางเคารพซึ่งกันและกัน
เมือง 7 เมืองในยุโรป ปลดป้ายจราจรทิ้ง

“กฎหลายอย่างได้ฉวยเอาสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไปจากเรา: ความสามารถในการ คิดถึงความคิดของผู้อื่น.
เราได้สูญเสียความสมรรถภาพในการมี พฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม”
ฮานส์ มอนเดอร์มาน ผู้เชี่ยวชาญการจราจรชาวดัตช์, หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ, กล่าว
“จำนวนคำสั่งที่ยิ่งมาก ความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวเองของผู้คนยิ่งหดลง”

ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ขับขี่พบว่าตัวพวกเขานั้นถูกล้อมรอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ที่บีบรัด,
ดังนั้นพวกเขาจึงได้พัฒนา “สายตาแบบท่อ” [tunnel vision – อาการพิการทางสายตา มองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง]:
พวกเขาจะค้นหาช่องทางที่จะได้เปรียบอยู่เสมอ และความประพฤติที่ดีก็จะไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขา


แนวคิดเรื่องไม่มีป้ายจราจรนี้ เคยอ่านเจอเมื่อสองสามปีก่อน ในหนังสือชื่อ
Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software โดย Steven Johnson
เค้าพูดอยู่ตอนหนึ่ง เท่าที่จำได้นะ ถ้าไม่ผิด เขาพูดถึงเมือง ชีวิตของเมือง ข้อเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีผู้คนเดินไปมา กับเมืองที่มีถนนใหญ่วิ่งผ่าน (และไม่ค่อยมีคนเดิน) แล้วก็มีพูดถึงเมืองเล็ก ๆ (ในเนเธอร์แลนด์?) ที่ไม่มีทางเท้าไม่มีถนน คนและรถใช้ทางร่วมกัน ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ที่สี่แยกก็เป็นวงเวียนแทน ตรงไหนจะให้ขับช้า ก็ทำผิวถนนเป็นอีกแบบ ฯลฯ คือใช้ลักษณะทางกายภาพมาบังคับ/เตือนแทนที่จะเป็นคำสั่ง — แล้วมันก็ทำงานของมันได้ — คุณไม่ต้องไปสร้างกฎอะไรให้ฝูงชนหรอก ขอให้ฝูงชนเหล่านั้นสามารถสื่อสารกันเองได้ ที่สุดฝูงชนก็จะสร้างข้อตกลงเฉพาะหน้า ที่จะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขไปได้ทีละเปลาะเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นไปแบบพลวัติ (dynamic)

อ่านเรื่อง “กฎเยอะ ๆ” แล้วนึกถึงบทสัมภาษณ์ อ. เกษม เพ็ญภินันท์ นักวิชาการด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประชาไท: คุยกับนักปรัชญา: เมื่อ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลัง:

“ผมคิดว่าปัญหาศีลธรรมในสังคมไทยคือ การมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่คนไทยสอนศีลธรรมหรือสอนเนื้อหาทางศาสนา คุณเน้นศีลมากกว่าธรรม เวลาที่คุณห้าม นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่ถูกห้าม คุณก็ทำไป คุณทำได้ ในขณะที่ธรรม ในความหมายของแนวทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ถูกสอน ไม่ได้บ่มเพาะให้กับสังคม”

ผมเห็นด้วย


เกี่ยวข้อง: ทาสของกฎ โดย wonam

[ ผ่าน slashdot ]

updated 2007.05.28: Thai Friend Forum เปลือยถนน จนน่าเดิน (มีรูปถนนเปลือยในลอนดอน)

tags:
,
,
,

Future Search

new blog: ตามหาอนาคต

Cells บัญชาการ ม็อบ 26 ก.พ. : กำเนิดโครงสร้างเครือข่าย |
หมากนอกกระดานและการแฮกค์เกมส์ |
ความแตกต่าง และพัฒนาการสู่ก้าวใหม่ |
แตกต่างหลากหลาย คือความงาม |
ประกายไฟ |
ความซับซ้อนแห่งยุคสมัยกับพาราไดม์เดิม |
มองหาอนาคต

ของแถม: วิทยาลัยวันศุกร์ | FTA Watch

อัตคม = Self-organisation

ที่บทความนี้ การก่ออัตคม คือการทอนความซับซ้อน ที่นอกกรอบ.คอม
เค้าใช้คำว่า “ อัตคม ” สำหรับคำว่า self-organisation แหละ สั้นดี เดี๋ยวต่อไปจะใช้คำนี้ละกัน
(คงใช้ในลักษณะ “อัตคม (ระบบที่จัดการตนเอง – self-organising system)” อะไรทำนองนี้ ในครั้งแรกที่พูดถึง แล้วหลังจากนั้นก็ใช้แต่คำว่า “อัตคม”)

ใครสนใจเรื่องทำนองนั้น รวมทั้งเรื่องความซับซ้อน (complexity), ปัญญาประดิษฐ์, เซลลูล่าร์ออโตมาตา, มีม, ทฤษฎีความอลวน และเรื่องที่เกี่ยวข้อง แนะนำให้ไปด้อม ๆ มอง ๆ ที่เว็บนั้นบ่อย ๆ มีบทความน่าสนใจมาให้อ่านเรื่อย ๆ

แถม: (ได้จากนอกกรอบ.คอม) วิกิระบบซับซ้อน (Distributed and Complex Systems Wiki)

decentralised, again

เสน่ห์ของระบบไร้ตัวแทน ที่สวนลุมฯ
ทฤษฎีเกม + เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมสังคม
สองบทความจาก Thai Friend Forum

“ตัวนำ” หรือ “ตัวแทน” ?

“ปกครอง” หรือ “คุ้มครอง” ?

“เปลี่ยนแปลง” หรือแค่ “เปลี่ยนอำนาจ” ?

บทความเกี่ยวกับ ระบบที่จัดการตัวเอง (self-organizing system) โดยไม่ต้องมีผู้นำหรือศูนย์กลาง
แม้ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาใด ๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (optimal)
แต่ด้วยความเป็นระบบที่มีพลวัตรสูง เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย
จึงมีความทนทาน สามารถรับมือกับปัญหาได้หลากหลาย รวมทั้งปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อน
และมีความเป็นไปได้สูงที่จะแก้ปัญหาใดใด ได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้จุดสูงสุด (near-optimal) เมื่อระบบสามารถปรับตัวได้แล้ว

ถ้าวันนี้เราทำได้แค่ “เปลี่ยนอำนาจ” จากคนนึง ไปอยู่ที่มืออีกคนนึง
อีกไม่นาน เราก็คงต้องทำแบบนี้อีก ซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้จักจบจักสิ้น
จนกว่าเราจะสามารถ “เปลี่ยนแปลง” ให้อำนาจนั้นกลับมาอยู่กับทุกทุกคนอย่างแท้จริง

“การกระจายอำนาจ” ไม่ใช่การที่ ผู้ปกครองยอมแบ่งอำนาจการตัดสินใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้กับทุก ๆ คน
แต่คือการที่ ยอมรับว่า ผู้คนต่าง ๆ กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม สามารถที่จะตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในสังคมของเขาได้ด้วยตนเอง โดยผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเห็นชอบ หรือกระทั่งรับรู้
นั่นคือ ผู้ปกครองเปลี่ยนบทบาทจากผู้กระทำการต่าง ๆ ทุกอย่างด้วยตนเอง มาเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนแทน

สุดท้ายนี้ ขอยกคำพูดจากบทความที่สอง:

ประวัติศาสตร์ของการโค่นล้มผู้นำที่คดโกงเอารัดเอาเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ตราบเท่าที่สัญชาติญาณในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมที่จะร่วมมือกันลงโทษผู้นำอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
คำถามที่สำคัญคือ เมื่อใดพวกเขาจะรำลึกได้ว่า ในเมื่อร่วมมือกันเองได้ แล้วทำไมต้องให้คนอื่นมาปกครอง


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา
ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2548 โดย ธงชัย วินิจจะกูล

SOCIAL decentralised distributed network clusters

social decentralised distributed network clusters

สี่คำหลัง ไม่รวมศูนย์ กระจาย เครือข่าย กลุ่มก้อน เหมือนเป็นศัพท์คอมพิวเตอร์ หรือคณิตศาสตร์ กราฟ ระบบอะไรสักอย่าง

เพิ่มคำหน้าเข้าไป สังคม คราวนี้มันก็เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ละ เอ้อ ง่ายดี 😛

การศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในปัจจุบัน มีการอธิบายสังคมสัตว์และสังคมมนุษย์ รวมถึงพฤติกรรมในสังคมหลายอย่าง เช่น การขึ้นลงของราคาสินค้าในตลาด การเลือกเส้นทางไปหาน้ำหวานของผึ้ง การบินของฝูงนก เหล่านี้อธิบายได้ด้วยสี่คำหลังข้างบน bottom-up, self-organized system อะไรทำนองนั้น ในความเหมือนจะไร้ระเบียบ มีระเบียบซ่อนอยู่

อ่านเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเก็ทหรอก 😛 มีหนังสือแนวนี้กองอยู่บ้านสองสามเล่ม อ่านข้ามไปข้ามมา ไม่จบซักกะเล่ม — เป็นเรื่องปกติ