ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี (และการควบคุมที่ดีและการควบคุมไม่ดี)

ภาพโดย ชัย ราชวัตรภาพโดย ชัย ราชวัตร สำเนาจากเพจ เรารักในหลวง

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(พิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, 11 ธันวาคม 2512)

 

เวลาคนอ้างโควตนี้ แชร์ภาพนี้ ผมคิดว่าจำนวนมาก โฟกัสไปที่ “คน” (คนดี, คนไม่ดี)

แต่ในคำพูดนี้ ยังมีอีกเรื่องสำคัญ คือ “กระบวนการ” (ส่งเสริม, ควบคุม) ที่ไม่ค่อยถูกมอง

ถ้าเราเอาแต่มองที่คน วันนี้เราก็อาจจะได้คนดีไปปกครอง แต่ลืมคิดถึงกระบวนการว่า ถ้าวันนึงคนเหล่านี้เลิกดีขึ้นมา แล้วจะทำไง จะเอาเขาออกจากตำแหน่งปกครองได้ยังไง หรือถ้าคนดีเลิกเป็นคนแล้ว (คือตายห่าไปแล้ว) แล้วเราจะหาคนต่อไปมาปกครองต่อยังไง หรือใช้กระบวนการหรือกลไกอะไรในการจะบอกว่าคนนี้ ดีพอ กับตำแหน่งหน้าที่หนึ่งๆ

แล้วมนุษย์เรามันก็ดีๆ ชั่วๆ ตามเวลาและโอกาส ระบบมันจึงสำคัญ เราจะได้สิ่งที่ดีมากที่สุดและเลวมากที่สุดจากคน แต่จะได้สิ่งที่ดีน้อยที่สุดและเลวน้อยที่สุดจากระบบ การคิดถึงทั้งสองอย่างจะทำให้เรายังมีโอกาสได้สิ่งที่ดีที่สุดและการันตีว่าอย่างไรเสียก็จะไม่ได้อะไรเลวไปกว่าที่เราพอรับได้

ยังไม่ต้องพูดถึงการ “ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ” ว่าทำได้ในขอบเขตแค่ไหน ที่จะป้องกันไม่ให้ absolute คนดี มี absolute power ที่จะ absolutely corrupts

แต่เราจะคิดอะไรกับคำพูดนี้ได้มากน้อยแค่ไหนกัน เพราะถ้าลองกดไปดูคอมเมนต์ของรูป ก็มีแต่ “ทรงพระเจริญ” เราไม่ได้อนุญาตตัวเองให้อยู่ในโหมดที่จะคิดอะไรกับคำพูดนี้ได้นัก

 

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 18 ส.ค. 2556

Destroy political party system … for democracy !? This is Thailand.

ชู-พิดคิดตามวัน: บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา ตอนใหม่มาแล้ว
ยุบพรรค.. เพื่อประชาธิปไตย ?

ถ้านับว่า พรรคการเมือง คือที่รวมของบุคคลที่มีอุดมการณ์ความคิดความเชื่อในทางเดียวกันแล้ว แม้ถึงที่สุดเราจะยุบพรรคการเมืองได้ แต่เราไม่สามารถยุบอุดมการณ์ความคิดความเชื่อเหล่านั้นได้ และกลุ่มบุคคลเหล่านั้นก็มีสิทธิในการรวมกลุ่มกันอีก-ในชื่อใหม่

คำถามคือ แล้วเราจะต้องตาม (จองล้างจองผลาญ) ยุบพรรคการเมือง (ชื่อใหม่-อุดมการณ์เดิม) นั้นไปอีกกี่ครั้ง ? ทำราวกับว่าต้องการทำลาย/จำกัดอุดมการณ์ความคิดความเชื่อบางอย่าง (ที่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้มีอำนาจ) ออกไปจากสังคม

หรือในรธน.ฉบับนี้ ไม่ได้มองว่าพรรคการเมืองเป็นที่รวมกลุ่มอุดมการณ์อย่างว่า ?

ถ้าอย่างนั้นรธน.ฉบับนี้ มองพรรคการเมืองเป็นอะไร ?

พรรคการเมืองเป็นอะไร-อยู่ตรงไหน-มีหน้าที่อะไรใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในสายตาของรธน.50 ?

5 อาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ค้านการยุบพรรค
แถลงการณ์ เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

๒. พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้ว ยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย การตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองจึงไม่สามารถทำได้โดยการอ่านกฎหมายแบบยึดติดกับถ้อยคำเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตลอดสิทธิทางการเมืองของปัจเจกบุคคลประกอบด้วยเสมอ

สมาคมหัวไม้ ตอนใหม่ก็มาแล้ว

ข่าวเก่า: ใครบอกว่าประชาธิปไตยพม่ากับไทยเทียบกันไม่ได้
(ร่างรธน.พม่า ที่กำหนดจะลงประชามติกันเร็ว ๆ นี้ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 75% มาจากการเลือกตั้ง อีก 25% นั้นแต่งตั้ง — รธน.50 ของไทย สมาชิกวุฒิสภา 50% มาจากการเลือกตั้ง .. น้อยกว่าพม่า —
พลจัตวาจ่อซาน รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารพม่า เลยขออวดเสียหน่อย ว่าประเทศของเขาน่ะ จะประชาธิปไคยกว่าไทยเสียอีก! เจ๋งมั๊ย…)

technorati tags:
,
,

your feet, also very count

ประภาส ปิ่นตบแต่ง แนะ

บางทีการโหวตด้วย ‘มือ’ อย่างเดียวคงไม่พอ
คงต้องโหวตด้วย ‘ตีน’ กันบ้าง 😛

(ส่วนทหารและอภิทหาร เขาโหวตด้วย ‘ปืน’ กันอยู่แล้ว .. แต่หลัง ๆ เริ่มซับซ้อน มีโหวตด้วย ‘ตุลาการ’ และ ‘การร่างรัฐธรรมนูญ/กฎหมาย’ ด้วยนะ .. เนียน เนียน)

โซ่มนุษยปิดสนช. พุธ 19 ธ.ค. 8.00 – 19.00 น.

หากไม่สะดวกร่วม ยังไงก็ไปลงชื่อปิดสภากันได้ออนไลน์

[ ลิงก์ ประชาไท | ผ่าน พลวัต (ยุคใหม่) ]

technorati tags:
,

10th Anniversary – Right to Know

หนึ่งทศวรรษ สิทธิที่จะรู้

คอลัมน์ “ข้าราษฎร” โดย “สายสะพาย”
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10861 (หน้า 26)

ดร.นคร เสรีรักษ์ เขียนบทความ ในโอกาสที่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีอายุครบ 1 ทศวรรษ เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2540 จึงมีอายุครบ 10 ปี ในวันที่ 10 ธันวาคม 2550

กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ “หน่วยงานของรัฐ” มีหน้าที่ “เปิดเผย” ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น เพราะเอกสารต่าง ๆ อาจถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา

แม้จะเป็นกฎหมายที่มีอายุเพียง 10 ปี แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน และส่งผลให้สะเทือนอย่างมากในกระบวนการพัฒนาธรรมาภิบาล ในฐานะกลไกขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้

แม้หน่วยงานของรัฐจะมีคำสั่งไม่ให้เปิดเผยข้อมูล ประชาชนยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เพื่อให้มีการทบทวนคำสั่งได้

กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ มีหน้าที่ที่ต้องให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะ โดยมีวิธีการ “เปิดเผย” ข้อมูล 3 วิธี คือ การนำข้อมูลลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา การจัดข้อมูลไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดู และการจัดหาข้อมูลให้ประชาชนเป็นการเฉพาะราย

แต่จนถึงวันนี้หน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ยังคงไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีความพยายามที่จะผลักดันและกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐมีการปฏิบัติตาม กฎหมายอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้นตลอดมา

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) ได้ผลักดันกิจกรรมเป็นการสนับสนุนการใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารเป็นกลไกเสริมสร้างความโปร่งใสองค์กรภาครัฐ เช่น สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดตัวชี้วัดระดับความสำเร็จในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการทุกแห่ง ในปี 2550-2551

นอกจากนั้นมีการเสนอปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน เช่น ให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางใหม่สำหรับให้บริการข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

การเสนอออกกฎหมายใหม่ เพื่อขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของเอกชน โดยการจัดทำกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะ

ในปี 2550 ยังมีการพัฒนาหลักเกณฑ์มาตรฐานความโปร่งใส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานและดัชนีชี้วัดที่เป็นรูปธรรม ซึ่ง กขร.ได้เสนอขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้ กขร. และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นองค์กรหลักในการติดตามประเมินความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ


แถม: Nakorn Serirak, 2001. Challenges of Thailand’s Freedom of Information

technorati tags:
,
,

pronounce it /Kha-na Rat-sa-don/

เมื่อวันอาทิตย์ งาน YouFest ทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง (ในหลายอย่าง) คือ ออกเสียง คณะราษฎร ไปว่า /คะ-นะ-ราด/

ที่ถูกคือ /คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน/

โดย ราษฎร /ราด-สะ-ดอน/ ในที่นี้ ก็คือ “ไม่ใช่เจ้า” นั่นเอง
ดังจะเห็นได้จากในวงเล็บที่เน้นย้ำในตอนท้ายของหลักข้อที่ 4 ใน หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ว่า:

“จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)”

ขอบคุณ อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ที่ได้กรุณาเตือน โดยอาจารย์ได้กล่าวเตือนอีกด้วยว่า นี่คือการทำให้ความหมายมันเลือนหายไป เมื่อ /คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน/ (ราษฎร) กลายเป็น /คะ-นะ-ราด/ (ราข?) ความหมายมันก็เสียไปแล้ว — จะระมัดระวังยิ่งขึ้นครับ

อาจารย์ย่ายังได้ให้ความต่ออีกด้วยว่า ในหลายประเทศนั้น แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญยิ่งกว่าและเป็นที่มาของ “รัฐธรรมนูญ” ก็คือ “คำประกาศสิทธิ” ต่าง ๆ (bill of rights [เช่น Magna Carta, US Bill of Rights]) ซึ่งจำกัดสิทธิของผู้ปกครอง และคุ้มครองปกป้องสิทธิของพลเมือง — และสำหรับประเทศไทย สิ่งที่เทียบเคียงได้กับคำประกาศสิทธิก็คือ “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ดังกล่าวนั่นเอง

บรรยากาศจากงานส่วนหนึ่ง อ่านได้ที่ YouMedia 2 live blogging
(อ.ธวัชชัย, คนชายขอบ, James Gomez, Keiko Sei, สุนิตย์, และดาราคับคั่ง!)

เผอิญคิด 1: เกมโชว์ใหม่จากเวิร์กพอยท์ ที่จะมาแทน “เกมทศกัณฐ์” ชื่อว่า “ยกสยาม” — ในสมัยที่คณะราษฎรยังอยู่ในอำนาจการเมือง มีรูปปูนปั้นชิ้นหนึ่งชนะการประกวดประณีตศิลปกรรม ซึ่งจัดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2480 ใช้ชื่องานว่า “หลักหกยกสยาม” … ไม่รู้ว่าเกมโชว์ที่ว่า จะออกมาแนวไหน 🙂

เผอิญคิด 2: อนุเสาวรีย์กลางแยกหลักสี่ แถวเกษตร ชื่อของมันคือ “อนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” หรือ “อนุเสาวรีย์ปราบกบฏ” — โดยกบฏนี้หมายถึง กบฎบวรเดช ซึ่งนำโดยกลุ่มเจ้าที่ขัดแย้งกับคณะราษฎร
ในเรื่องเกียรติยศและอำนาจของกษัตริย์ในระบอบใหม่ (ประชาธิปไตย) — เมื่อคณะราษฏรปราบกบฏบวรเดชลงได้แล้ว
ก็ได้สร้างอนุเสาวรีย์นี้เอาไว้เป็นอนุสรณ์ — ชื่อ “หลักสี่” อาจมีที่มาจาก “หลักข้อสี่” ของหลัก 6 ประการฯ ก็เป็นได้ เพื่อเน้นว่า เจ้าจะต้องไม่มีสิทธิเหนือราษฎรอีกต่อไป — “จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)”

ทุกวันนี้คนทั่วไป น้อยคนที่จะเรียกอนุเสาวรีย์นี้ว่าอนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามชื่อเดิม (ผมก็ไม่เคยเรียก – จะมีก็แค่เคยสงสัยว่า นี่มันอนุเสาวรีย์อะไรวะ ทำไมมีพานรัฐธรรมนูญแปะอยู่ข้างบนด้วย) คงเรียกแต่เพียง “อนุเสาวรีย์หลักสี่” แม้แต่ที่มาและความหมายของอนุเสาวรีย์ ก็ยังถูกบิดเบือนไป ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเขตบางเขน ที่ระบุว่า: “… เป็นอนุสาวรีย์สถานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การสู้รบทำนองสงครามกลางเมือง ซึ่งแฝงไว้ด้วยสื่อสัญลักษณ์ที่เป็นศิลปกรรมสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลในขณะนั้น ด้านการชูประเด็นสำคัญที่ยึดเป็นหลักความชอบทางการเมืองของรัฐบาล 5 ประการ คือ กองทัพ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ …” — คือไม่ได้ระบุที่มาที่ชัดเจน (กบฏบวรเดช) และในส่วนของความหมายนั้นก็…คิดได้ยังไง แถมใน 5 ประการนั้นยังมี กองทัพ อีกซะด้วยนะ สงสัยคงเพราะเป็นเขตทหาร!

ทุกครั้งที่ผ่านไปแถว “หลักสี่” ผมจะนึกถึง “หลักสี่” ที่ว่านี้ — หลักข้อที่สี่ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร

คิดต่อ: จะเห็นได้ว่า ทั้งกรณี การออกเสียง “คณะราษฎร” ที่เพี้ยนไป หรือชื่ออนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่กลายไปเป็น “อนุเสาวรีย์หลักสี่” นั้น ทำให้พลังในความหมายเดิม (ประชาชน/รัฐธรรมนูญ) นั้นหายไป ซึ่งก็ตอกย้ำที่ว่า การเมืองคือเรื่องของการแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งก็รวมถึงการแย่งชิงความหมายด้วย (เช่น สีเหลืองหมายถึงอะไร คนดีคืออะไร คุณธรรมคืออะไร)


หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
  6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร


เกี่ยวข้อง: ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แถม: ธงชัย วินิจจะกูล : ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา

technorati tags:
,
,

"Civil and Political Rights" – we have it, well, at least on the paper!

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติหลักด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งแปรข้อบทใน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR) ให้มีพันธะผูกพันทางกฎหมายแก่ประเทศภาคี สหประชาชาติรับรองสนธิสัญญานี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2519

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540

technorati tags:
,
,