ประวัติกฎหมายลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ (2548 – ยุคก่อนประกาศกสทช.)

Micro SIM card

ความรู้ใหม่ มีกฎหมาย “พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495” และมีทางจะเอามาใช้ในเรื่องข้อมูลข่าวสารแบบนี้ได้ด้วย

ค้นเร็วๆ เรื่องการลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ก่อนยุคกสทช.บังคับลงทะเบียนทั้งประเทศ) ได้ข้อมูลดังนี้

เมื่อปี 2548 ตอนที่รัฐบาลทักษิณเสนอจะให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ป้องกันการจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ) มีข้อเสนอมาตรการหลายแบบอยู่ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่กฎหมายก็ดูแลโดยกระทรวงต่างกัน

เม.ย. 2548

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมจัดระเบียบซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินเพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นตัวก่อเหตุจุดฉนวนระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ข้อสรุปว่า

1) ขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ในการออกกฎหมายควบคุม

หาก กทช.เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะใช้แนวทางที่สอง คือ

2) ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดให้รัฐสามารถควบคุมโภคภัณฑ์เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

ตอนนั้นตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงและการข่าวที่ร่วมประชุมมีอาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และพล.ต.ท.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามเรื่องการดักฟัง พล.ต.อ.ชิดชัย ตอบว่า การจัดระเบียบซิมไม่ใช่ทำเพื่อดักฟัง จะดักฟังได้ต้องใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงกฎหมายยาเสพติด

ต่อมาได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปดำเนินการ

พ.ย. 2548

กระทรวงไอซีที ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่องการลงทะเบียนบัตรประจำตัวของผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 11 ของพ.ร.ก.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ข้อ 6

มาตรา 11 ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อมีปรกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
[…]
(6) ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

ส.ค. 2549

มติคณะรัฐมนตรี 2 ส.ค. 2549

  • กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ลงทะเบียน ณ จุดขาย ผู้ที่ไม่ได้แสดงตนในวันที่กำหนดจะถูกระงับสัญญาณ
  • ภายใต้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (มาตรา 11) ได้ประกาศให้การซื้อขายซิมต้องมีการระบุหลักฐานแสดงตนตามประกาศกระทรวงไอซีที
  • กระทรวงไอซีทีแจ้งผู้ประกอบการทุกรายให้เข้มงวดในการตรวจสอบหลักฐานการแสดงตนของผู้ใช้บริการ
  • ประสานงานกับประเทศมาเลเซีย ที่จะให้มีข้อตกลงร่วมกันในการลดกำลังส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามชายแดน ขอความร่วมมือ กอ.สสส.จชต. ให้กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการจุดชนวนระเบิดตามแนวชายแดนด้วยซิมที่ใช้สัญญาณจากมาเลเซีย
  • ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการซื้อขายซิม ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายย่อยตรวจสอบหลักฐานและมีแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลของผู้ซื้อทุกราย
  • กระทรวงไอซีทีรายงานต่อที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคง ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ได้ผลไหม?

ส่วนความได้ผลของมาตรการนั้น เรียกว่าได้ผลอยู่ เพราะผู้ก่อการเลิกใช้โทรศัพท์มือถือจุดระเบิด หันไปใช้วิทยุสื่อสารจุดระเบิดแทน (ข้อมูลจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ ช่วงปี 2552-2554)

 

ภาพประกอบ: Micro SIM card โดย Tsahi Levent-Levi. สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 2.0

#มาตรา37 #กสทช. สื่อ กับสังคมโคตรอ่อนไหว อยากจะร้องไห้

ศุกร์ 26 ก.ค. ไปฟังเสนองานวิจัยเรื่อง “เฮตสปีช” (hate speech) หรือ “คำชัง” ของศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬา (พร้อมกินฟรีอาหารกลางวัน)

ช่วงวิทยุโทรทัศน์ มีคนมาวิจารณ์สองคน คนแรก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คนสอง สมชัย สุวรรณบรรณ

คนแรกตอนท้ายๆ มีพูดถึงอารมณ์ขัน ถ้าพื้นที่คำชังมันกว้างขวาง มันก็จะไปกินพื้นที่ฟรีสปีชจนเหลือนิดเดียว พูดอะไรก็ไม่ได้ละ อารมณ์ขันก็จะหายไปด้วย

คนสองพูดถึงสื่อเลือกข้าง การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อ ฯลฯ

ก็เลยนึกถึงจุดที่มันตัดกัน คือแคมเปญ Reform Section 5 ในสหราชอาณาจักร

แคมเปญ Reform Section 5 หรือ “Feel Free to Insult Me” (เชิญดูถูกฉันตามสบายเลย) นี้เริ่มเมื่อปี 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็ตามชื่อ คือให้ปฏิรูปมาตรา 5 ใน Public Order Act (พ.ร.บ.ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1986 — ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในมากาเร็ต แธตเชอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอกำลังพุ่งสูง

มาตรา 5 เดิม เขียนไว้ว่า

A person is guilty of an offence if he–

(a) uses threatening, abusive or insulting words or behaviour, or disorderly behaviour, or
(b) displays any writing, sign or other visible representation which is threatening, abusive or insulting,

within the hearing or sight of a person likely to be caused harassment, alarm or distress thereby.

ข้อเสนอในการปฏิรูปก็คือ ให้เอาคำว่า “insulting” (ดูถูกเหยียดหยาม) ออกจากมาตรานี้ซะ เพราะถือว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก และกฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อจับคนที่ไม่ควรจะถูกจับ เช่นเด็กนักเรียนถือป้ายบอกว่า ลัทธิซายโทโลจี้เป็นลัทธิหลอกหลวง ก็ถูกฟ้องด้วยกฎหมายนี้ ทั้งๆ นี้มันควรจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ

ในเว็บไซต์รณรงค์ยังบอกด้วยว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายอาญาอีกด้วย เราแน่ใจจริงๆ หรือเปล่า ที่จะมอบหมายให้รัฐมาคุ้มครองให้เราพ้นจากการถูกดูถูก?” (คือมันก็มีกฎหมายแพ่งให้ไปฟ้องเอาได้ ถ้ารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ)

ในสุนทรพจน์สนับสนุนแคมเปญดังกล่าว โรแวน แอตคินสัน นักแสดงนำละครตลก “มิสเตอร์บีน” กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายนี้คือ การตีความคำว่า “ดูหมิ่น” ที่กว้างเกินไป

“คำวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียน และการเสียดสี ที่เป็นเพียงการพูดจากมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งดั้งเดิม กลับถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น”

“การยกเลิกมาตรานี้ จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นก้าวที่สำคัญของโครงการระยะยาวในการยุติและเพิกถอนวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์”

ในที่สุด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ การแก้ไขถูกรวมเข้าไปในมาตรา 57 ของ Crime and Courts Act 2013

มีความเปลี่ยนแปลงในสังคมบริเตน และมันสะท้อนลงไปยังกฎหมาย

ปรเมศวร์ มินศิริ และนักวิจัยอีกคนที่ทำเรื่องหนังสือพิมพ์ พูดบนเวทีว่า ของบางอย่างเมื่อก่อนพูดไม่ได้ เดี๋ยวนี้พูดได้แล้ว เมื่อก่อน “เจ๊ก” มีความหมายเหยียด เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหรือเปล่า?

จากกรณี ‪#‎HormonesTheSeries‬ ‪#‎กสทช‬. และ #มาตรา37 ผมโพสต์ไปเมื่อวันก่อนว่า

“กสทช.กำลังเอาความคิดของ 20 ปีที่แล้ว มาออกกฎที่จะใช้ไปอีก 20 ปีจากนี้ – เราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่รับประกันความล้าหลังล่วงหน้า 40 ปี”

คนในวงวิชาชีพและวิชาการสื่อก็เช่นกัน ที่เคยทำงานเคยเรียนกันมาแล้วเห็นว่าดีว่าเหมาะ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 หรือ 1990 คำถามคือมันยังเหมาะกับวันนี้ไหม? สังคมไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

หรือสื่อไทยในยุค 2010 จะทำงานด้วยนโยบายจากโลกทัศน์ยุค 1980 หรือโลกทัศน์แบบสหราชอาณาจักรยุคแธตเชอร์นิยม?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับเดียวกับสหราชอาณาจักรสมัยใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยโลกที่วิ่งด้วยอัตราเร่งในทุกสังคม เราอยู่ห่างกับคนอื่นถึง 30 ปีจริงๆ หรือ?

ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะเป็นอนุรักษ์นิยม แต่ถ้ามาอยู่ในสาขาเหล่านี้ ช่วยเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 2030 หน่อย อย่าเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 1980 เลย

เพราะนโยบายเทคโนโลยีและสื่อ ต้องไม่เพียงกำกับดูแลปัญหาในวันพรุ่งนี้ ทุกกฎหมายและนโยบายนั้นออกมาเพื่อใช้ในอนาคต ดังนั้นมันต้องเปิดทางไว้เผื่อความเปลี่ยนแปลงในอีก 10-20 ปีจากนี้ด้วย (ผมไม่คิดว่าเราคาดการณ์อะไรไปไกลกว่านั้นได้)

ถ้าไม่อยากให้กระถางถูกดันแตกหรือไม่อยากเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ก็ต้องเผื่อขนาดไว้ให้ต้นไม้มันโตหน่อย — ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องปลูกในกระถาง ไม่ปลูกลงพื้นดิน

จบเท่านี้ล่ะครับ

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วันนี้ดูทีวี ก็ไม่ได้เลือกช่องอะไร ที่บ้านเปิดไรไว้ก็ดู ระหว่างกินข้าว
ก่อนเที่ยงนิดนึง ช่อง 5 มีรายการ Z-TV
โผล่มาจอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ครึ่งซ้ายไว้ให้พิธีกรยืน ครึ่งขวาเป็นโลโก้ผู้สนับสนุน 9 อัน เรียงในตาราง 3×3

เนื้อหารายการก็เทพมาก มีสองช่วงใหญ่ ZStreet ดูแลรักษารถ กะ Z(something) ดูแลความงาม

ช่วงดูแลรักษารถ พิธีกรก็พาไปคุยกับช่างที่ศูนย์อีซูซุ พูดถึงวิธีการเลือกซื้อรถ ตบว่าซื้อรถต้องดูว่าตอนขายขายได้ราคาไหมด้วย แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. แหงฮะ เป็นโฆษณาอีซูซุ

เข้าช่วงสอง พิธีกรอีกชุด พาไปคุยกับหมอของนิติพลคลีนิก พูดถึงเทคนิคการลดเซลลูไลต์ด้วยแก๊สอะไรสักอย่าง แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. ฮะ โฆษณานิติพลคลีนิก ตามด้วยโฆษณา CSR โครงการน้ำสะอาดของอีซูซุ

จากนั้นก็เป็นช่วงข่าวอัปเดต เป็นข่าวเจนี่ร้องเพลงให้กับเครื่องสำอางค์ยี่ห้อจำไม่ได้ และข่าวกิจกรรมของเชฟโรเลต

จบแล้ว หมดแค่นี้ ขึ้นเครดิตตอนท้าย ที่ปรึกษารายการเป็นพลโทนายแพทย์มงคล ดูนามสกุลไม่ทัน

สาระประโยชน์เพียบครับ “ทีวีบริการสาธารณะ” ของไทย เราจะได้ดูแบบนี้นี่แหละในทีวีดิจิทัล ดูกันไปอีก 15 ปีครับ แหม่ กว่าเขาจะจัดสรรใบอนุญาตกันใหม่

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

พ.ร.บ.คอม คณะกรรมการ และอย่าปล่อยให้ไอติมละลาย

วันนี้ไปคุย “โต๊ะกลม” ที่สำนักงานเนชั่น มีคนจากทีมร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ (ซึ่งรวมถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักกฎหมายของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) และตัวแทนจากบริษัทกฎหมายและที่ปรึกษาธุรกิจแห่งหนึ่ง ในฐานะเสียงจากภาคผู้ประกอบการ บนโต๊ะเดียวกันมีนักข่าวเนชั่นอยู่ด้วยสองสามคน รวมถึง @lekasina และ @prartana พร้อมผู้สนใจนั่งฟังอีกจำนวนหนึ่ง

ผมไปถึงห้องช้าเป็นอันดับรองสุดท้าย เพราะไม่รู้ห้องและติดต่อผู้จัดไม่ได้ (เลยถือโอกาสกินไส้กรอกอยู่ข้างล่าง-และโดนจับได้พร้อมของกลาง ระหว่างกำลังจะงับ เสียฟอร์มเป็นอันมาก) บรรยากาศท่ัว ๆ ไปโดยรวมดีทีเดียว ทางนักข่าวก็ดูติดตามเรื่องนี้ ทุกคนที่มาร่วมก็แลกเปลี่ยนซักถามได้น่าสนใจ รวมถึงทีมร่างกฎหมายก็รับว่าจะนำเอาความเห็นต่าง ๆ ไปพิจารณา และหลังจากนี้จะเปิดให้มีประชาพิจารณ์ (ยังไม่ได้กำหนด ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร)

มีประเด็นน่าสนใจเรื่อง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” อยากแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมดังนี้

ทีมร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ บอกถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อจะได้คุ้มครองสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงคนที่จะใช้บริการอีคอมเมิร์ซ จะได้มีความมั่นใจในความปลอดภัย

คำถามก็เลยมีอยู่ว่า ความตั้งใจที่ดีอันนี้ มันสะท้อนออกมาในร่างกฎหมายมากน้อยแค่ไหน

(1)

ถ้าเราดูที่มาและสัดส่วนของคณะกรรมการฯ ที่จะตั้งขึ้นตามพรบ.ใหม่นี้ (ตามร่างฉบับล่าสุด 20 เม.ย. 2554) จะเห็นว่า จำนวนกรรมการที่มาจาก “ตำรวจ” และ “ทหาร” เกินครึ่ง (ใส่ “เครื่องหมายคำพูด” เพราะตั้งใจให้หมายถึงหน้าที่ ไม่ใช่สังกัดหน่วยงาน เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ เราก็จะเห็นว่า เขาก็เหมือนเป็น “ตำรวจ” นั่นแหละ)

  • “ทหาร” 3 คน : ผบ.ทหารสูงสุด, เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ
  • “ตำรวจ” 7 คน : ผบ.ตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อัยการสูงสุด, ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, ผอ.สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ก.ไอซีที), ผู้กำกับกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี (สนง.ตำรวจแห่งชาติ), ผู้แทนสำนักคดีเทคโนโลยี (กรมสอบสวนคดีพิเศษ)
  • อื่น ๆ จากรัฐ 6 คน : นายกรัฐมนตรี, รมว.ไอซีที, รมว.ยุติธรรม, รมว.คลัง, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ผอ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิ 0-3 คน : ผู้ทรงคุณวุฒินี้ มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี “โดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์ จำนวนไม่เกินสามคน” — โปรดสังเกตว่า ไล่มา 5 หมวดก็จริง แต่สุดท้ายก็ให้ไม่เกิน 3 คนนะ (อาจจะมีคนเดียวก็ได้ หรือจะเป็นนักกฎหมายทั้งสามคน หรือวิศวกรทั้งสามคน ก็ได้เหมือนกัน)

“ทหาร”+”ตำรวจ” 10 คน, บวกอื่น ๆ จากรัฐอีก 6 เป็น 16, บวกผู้ทรงคุณวุฒิอีก 0 ถึง 3 คน, ขนาดของคณะกรรมการก็จะอยู่ที่ 16-19 คน … “ทหาร”+”ตำรวจ” เกินครึ่งในทุกกรณี

ก่อนจะมาถึงตรงนี้ เราพูดถึงว่า เจตนารมณ์ของการแก้ไขนี้ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต — คำถามคือ แล้วเราเอา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, องค์กรสิทธิต่าง ๆ หรือตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่จะได้รับผลกระทบไปอยู่ตรงไหน และจะให้มีบทบาทหน้าที่อย่างไรกับกฎหมายอินเทอร์เน็ตและคณะกรรมการที่พรบ.คอมฉบับใหม่จะตั้งนี้ ?

จะทำยังไงให้สัดส่วนของคณะกรรมการ มันสะท้อนให้เราเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ในรัฐตำรวจหรือรัฐทหารนะ คือไม่ได้คิดกันในกรอบของการปราบปรามอาชญากร แต่ให้คิดในกรอบของการคุ้มครองสิทธิพลเมือง สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย สิทธิในการติดต่อค้าขาย อะไรก็ว่าไป

iLaw เคยวิเคราะห์สัดส่วนของคณะกรรมการนี้ตามร่างฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2554 ไปแล้วทีหนึ่ง … ตอนนั้นว่าน่าห่วงแล้ว แต่สัดส่วนตามร่างฉบับวันที่ 20 เม.ย. นี้ ต้องถือว่าน่าเป็นห่วงกว่ามาก

(2)

อีกประเด็นต่อเนื่อง เกี่ยวกับคณะกรรมการฯ ก็คือ ทางทีมร่างได้อธิบายว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่อะไรมากมาย โดยหลักมีไว้เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านนโยบายเท่านั้น

คำถามก็คือว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มีความจำเป็นแค่ไหน ที่จะต้องให้คณะกรรมการและอนุกรรมการทั้งหมด ได้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาโดยอัตโนมัติ ? (มาตรา 7 ของร่างฉบับวันที่ 20 เม.ย. 2554)

(3)

เราสามารถแบ่งฐานความผิดในพ.ร.บ.คอม (ทั้งฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันและร่างใหม่ของไอซีที) ได้เป็น 2 หมวดกว้าง ๆ คือ 1) ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ 2) ความผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงเรื่องเนื้อหา, หมิ่นประมาท

ถ้า ร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ ยังยืนยัน จะให้มีส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาอยู่ ก็มีอีกคำถามคือ คณะกรรมการนี้ จะมีบทบาทสัมพันธ์อย่างไร กับ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลเนื้อหาเช่นกัน

หรือตัวพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงคณะกรรมการตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ควรจะกำหนดขอบเขตให้ไม่รวมถึงเนื้อหา โดยไปเน้นความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก (และอาจจะรวมถึงความผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเนื้อหา เช่น สแปม ?)

แล้วปล่อยให้การกำกับดูแลเนื้อหาเป็นเรื่อง กสทช. ไปเสีย เพื่อความชัดเจน (พูดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ตัดมาตรา 14, 15, 16 และ 20 ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ฉบับปัจจุบัน หรือมาตราอย่างมาตรา 24 ในร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ ออกไปเสีย) แบ่งอำนาจหน้าที่กันทำ อย่างประสานกัน

ซึ่งก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เพราะถ้าจะให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่มาดูแลเรื่องเนื้อหา (ข่าวสาร ความคิดเห็น ฯลฯ) ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องและกระทบกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองและได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่มา สัดส่วน และกระบวนการสรรหาของหน่วยงานหรือคณะกรรมการดังกล่าว ก็ควรจะมีความหลากหลาย และเป็นตัวแทนของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง กล่าวคือมีความยึดโยงบางอย่างกับประชาชน และไม่มีผลประโยชน์ที่อาจขัดกันกับการปฏิบัติหน้าที่ (เช่นเป็นนายกหรืออยู่ในคณะรัฐบาล แต่ก็มีอำนาจในการควบคุมเนื้อหาในสื่อด้วย)

ถ้าเราพิจารณาสัดส่วนที่มาของกสทช. ก็จะเห็นว่าหลากหลายกว่าตัวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามฯ ของร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่อยู่มาก — คือมีทั้งตัวแทนด้านความมั่นคง ด้านวิชาชีพและความรู้เทคนิคที่เกี่ยวข้อง ด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย วัฒนธรรม การศึกษา ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน — พูดอีกอย่างคือสามารถพูดได้ถนัดปากกว่า ว่าเป็นตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกกลุ่ม(กว่า)

ให้กสทช. กำกับดูแลเนื้อหา, ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับต่อระบบคอมพิวเตอร์ ดูแลเรื่องความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์, ให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ดูแลเรื่องสแปม กำกับหลักเกณฑ์การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัยอะไรพวกนี้ไป อาจจะทำให้อะไร ๆ มันชัดเจนขึ้น ไม่ปะปนกัน ก็เป็นข้อเสนอที่น่าพิจารณา

คือจัดโครงสร้างให้มันชัดเจน กฎหมายตรงไหนอาจจะมีปัญหาได้ก็ทบทวน อะไรไม่จำเป็นก็อย่าใส่ไว้ อะไรจำเป็นต้องมีก็ทำให้รัดกุม จะได้ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เจ้าพนักงานไม่มีความรู้ความเข้าใจ” กันอีก

เพราะข้ออ้างครอบจักรวาลลักษณะนั้น สามารถอ้างกันไปได้เป็นอีกร้อยปี โดยที่ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ

(4)

ณ ตอนนี้ เรามีคนที่ติดคุกเพราะ “เจ้าพนักงานไม่มีความรู้ความเข้าใจ” กันแล้วจริง ๆ และคำเสียใจอะไรทำนองนั้น ไม่ได้ทำให้เขาออกมาจากคุกได้

“ถ้าไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร ?” เป็นข้ออ้างที่ไม่มีความรับผิดชอบที่สุดเท่าที่คณะร่างกฎหมายจะกล่าวอ้างได้

โดยเฉพาะในระบบยุติธรรมที่ประเทศไทยใช้ ซึ่งเป็นระบบกล่าวโทษ ภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตกเป็นของจำเลย กล่าวคือ จำเลยเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ใช่ว่า โจทก์เป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ผิด (เช่นคำพิพากษาของคดีหนึ่งเร็ว ๆ นี้ ที่ระบุว่า จำเลยไม่ได้พิสูจน์ว่าไอพีที่มีปัญหาไม่ได้เป็นของตัวเอง โดยที่โจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์แต่อย่างใดว่าไอพีนั้นเป็นของจำเลยจริง แค่กล่าวโทษก็พอแล้ว)

แม้ในวันโชคดี สุดท้ายแล้ว จำเลยจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทุกอย่างได้ ศาลตัดสินว่าไม่ผิด แต่แรง เวลา เงินทอง ชื่อเสียง และโอกาสต่าง ๆ ที่เสียไประหว่างกระบวนการยุติธรรม นั้นเป็นจำนวนเท่าใด แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ฟ้องกลับ แต่ก็นั่นล่ะ แรง เวลา ฯลฯ ที่ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกรอบ

ไอติมที่มาถึงมือเราช้า ก็คือไม่มีไอติม — มันละลายไปหมดแล้ว

ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือไม่มีความยุติธรรมJustice delayed is justice denied

ถ้ารู้ทั้งรู้อยู่แล้ว ว่าระบบยุติธรรมของเรามันเป็นลักษณะนี้ ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำกฎหมายและกระบวนการให้มันรัดกุม อย่าผลักให้คนจำนวนมากตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่มีเหตุอันควร อย่าให้พวกเขาต้องตกไปรับภาระของกระบวนการ “ยุติธรรม” ที่ต้องอาศัยทรัพยากรและเวลาอันยาวนาน เพราะนั่นคือความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้ว

หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์