ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

วันนี้ดูทีวี ก็ไม่ได้เลือกช่องอะไร ที่บ้านเปิดไรไว้ก็ดู ระหว่างกินข้าว
ก่อนเที่ยงนิดนึง ช่อง 5 มีรายการ Z-TV
โผล่มาจอแบ่งเป็นสองส่วนครับ ครึ่งซ้ายไว้ให้พิธีกรยืน ครึ่งขวาเป็นโลโก้ผู้สนับสนุน 9 อัน เรียงในตาราง 3×3

เนื้อหารายการก็เทพมาก มีสองช่วงใหญ่ ZStreet ดูแลรักษารถ กะ Z(something) ดูแลความงาม

ช่วงดูแลรักษารถ พิธีกรก็พาไปคุยกับช่างที่ศูนย์อีซูซุ พูดถึงวิธีการเลือกซื้อรถ ตบว่าซื้อรถต้องดูว่าตอนขายขายได้ราคาไหมด้วย แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. แหงฮะ เป็นโฆษณาอีซูซุ

เข้าช่วงสอง พิธีกรอีกชุด พาไปคุยกับหมอของนิติพลคลีนิก พูดถึงเทคนิคการลดเซลลูไลต์ด้วยแก๊สอะไรสักอย่าง แล้วก็จบช่วง ตัดเข้าโฆษณา .. ฮะ โฆษณานิติพลคลีนิก ตามด้วยโฆษณา CSR โครงการน้ำสะอาดของอีซูซุ

จากนั้นก็เป็นช่วงข่าวอัปเดต เป็นข่าวเจนี่ร้องเพลงให้กับเครื่องสำอางค์ยี่ห้อจำไม่ได้ และข่าวกิจกรรมของเชฟโรเลต

จบแล้ว หมดแค่นี้ ขึ้นเครดิตตอนท้าย ที่ปรึกษารายการเป็นพลโทนายแพทย์มงคล ดูนามสกุลไม่ทัน

สาระประโยชน์เพียบครับ “ทีวีบริการสาธารณะ” ของไทย เราจะได้ดูแบบนี้นี่แหละในทีวีดิจิทัล ดูกันไปอีก 15 ปีครับ แหม่ กว่าเขาจะจัดสรรใบอนุญาตกันใหม่

ททบ.5 นี่มันททบ.5 จริงๆ ครับ

Man of His Words สรรเสริญ แก้วกำเนิด

Man of His Words สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก

“ผมอยากขยายความหลักการทำงานนิดหนึ่ง สสารทุกอย่างในโลกมนุษย์ จะมีสนามแม่เหล็กของมัน ซึ่งจะแตกต่างกัน หลักการของการใช้เครื่อง GT200 ก็คือ เราจะตรวจหาอะไร เราก็เอาสารชนิดนั้นมาทำเป็นเซ็นเซอร์การ์ดแล้วใส่เข้าไปในนี้ ซึ่งก็จะมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้น สมมติว่าเราใส่เรื่องของยาเสพติด ยาไอซ์เข้าไป เมื่อเครื่องทำงานก็จะไปตรงกับยาไอซ์ ซึ่งอยู่ในภูมิประเทศที่เรากำลังหา เนื่องจากมีสนามแม่เหล็กที่ตรงกัน ตัวเสาสัญญาณจะเบนไปหา”

— พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก
ให้สัมภาษณ์เรื่อง GT200 ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อปี 2553

24 เม.ย. 2556: ศาลอังกฤษตัดสินให้นักธุรกิจขาย GT200 มีความผิดฐานต้มตุ๋น

ปฏิรูปกองทัพ ขยายงานบริการ สร้างรายได้ เพิ่มดาวน์ไลน์ คุณเองก็ทำได้

(บันทึกจากการไปนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ลำปาง เมื่อหลายเดือนก่อน)

ที่พักที่อยู่นี่ มีพลทหารสองนายดูแลด้วย ประมาณว่าเจ้าของเป็นทหาร (ขับรถมีสติกเกอร์ กอ.รมน.) เลยมาเรียกมา “ปฏิบัติราชการ” ช่วยนายเสียหน่อย ปัดกวาดเช็ดถู ยกเก้าอี้ และเสิร์ฟเบียร์ลูกค้า :p

คนนึงบอกว่าช่วงเมษาปีที่แล้ว ถูกเรียกไปอยู่ในราบ 11 ด้วย คือถูกเรียกหมด ไม่รู้ว่าจากไหนจากไหนมั่ง ไม่รู้จักเลย แล้วก็เฮลิคอปเตอร์ รถถัง ฯลฯ เพียบ แต่ปกติเขาอยู่ภาคใต้

Democracy Monument, days after the 2006 Coup

กำลังคิดว่า ไอ้ที่กองทัพบอกว่าลดกำลังพลไม่ได้นู่นนี่นั่น เวลามีคนไปกระทุ้งว่าต้องปฏิรูปกองทัพ ลดกำลังพล (และลดตำแหน่งนายพลกินเงินตำแหน่ง) ชะรอยจะเป็นเพราะว่าเดี๋ยวจะขาดแคลน “แรงงานนอกระบบ” เหล่านี้ — เจ๋งกว่าแรงงานพม่าอีกอ่ะ ค่าจ้างก็ถูกกว่า (i.e. ประชาชนจ่ายให้) ไม่บ่นไม่งอน (อย่าหือกะผู้บังคับบัญชานะฮะ ) ไม่ต้องปวดหัวเรื่องใบอนุญาต แถมเป็นบุญเป็นคุณกันอีกอ่ะ อุตส่าห์ดึงตัวมานะเนี่ย จะได้ไม่ต้องไปทำงานหนักฝึกหนักในกองทัพ มาอยู่สบาย ๆ กะนาย :p

นึกถึงธุรกิจห้องจัดเลี้ยงของกองทัพนะ เคยไปงานแต่งงานเพื่อนที่ลพบุรี คนเสิร์ฟนี่พลทหารทั้งนั้น เออ ดีฮะ นี่ถ้าลดกำลังพลลงไป สงสัยจะต้องเดินไปผัดเอง เสิร์ฟเอง ล้างเอง ดี ๆ ๆ อย่าลดครับ เดี๋ยวผมเมื่อย (นี่ไง “กองทัพรับใช้ประชาชน”!)

อูรา นอกจากจะถือครองทรัพยากร ที่ดิน และ คลื่นความถี่ มหาศาลแล้ว กองทัพยังถือครองทรัพยากรแรงงานอีกโคตรเยอะเลยนะเนี่ย รวย รวย รวย (แต่ไม่พอไง พวกนี้มันรวยท่ายาก ไปรวยท่าง่ายแบบงบลับ งบซื้ออาวุธไรงี้ดีก่า ไม่ปวดหัว)

ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (ชื่ออย่างเป็นทางการนี่ยาวเกิน พิมพ์ไปก็คงจะผิดเปล่า ๆ) และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลังรัฐประหาร) รปภ.ทั้งหมด ก็เป็นทหาร หรือไม่ก็ดูแลโดยองค์การทหารผ่านศึก ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว

แบบนี้ยังไงก็คงลดไม่ได้ มีแต่ต้องเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม ให้กองทัพเขามีรายได้ เลี้ยงตัวเองได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาหรือเชื่อฟังรัฐบาลน่ะ

แฮปปี้ไทยแลนด์

งบประมาณทหารต่อจีดีพีของไทย หลังรัฐประหาร ถีบตัวขึ้นไปสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (ซึ่งมีแนวชายแดน/ชายฝั่งและจำนวนประชากรมากกว่าเรา) และขยับเข้าใกล้เวียดนาม (ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์)

Thailand's military spending 1978-2010

งบประมาณกองทัพไทย ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP, หลังรัฐประหารขึ้นมาที่ประมาณ 2% (และมีแนวโน้มสูงขึ้น). คิดเป็นตัวเงิน ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ, หลังรัฐประหารขึ้นมากกว่าเท่าตัว เป็นประมาณ 4.5 พันล้าน.

ต้นปี 2554 สภากลาโหม อนุมัติจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 งบประมาณผูกพัน 10 ปี 7 หมื่นล้านบาท เป็นของขวัญให้ พล.อ.เปรม

หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงกลาโหมเปิดแผนพัฒนากองทัพ 2554-2563 เสนอโครงการในฝัน ว่ากองทัพจะต้องได้งบประมาณ 1,307,731 ล้านบาทใน 10 ปีนี้ และในจำนวนนี้ 1,292,977 ล้าน (เกือบ 99%) จะใช้ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

20 เม.ย. 2554 ในช่วงสุดท้ายก่อนยุบสภา คณะรัฐมนตรีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 4,318 ล้านบาทให้กับกองทัพเพื่อจัดซื้ออาวุธ “ทิ้งทวน”

ชิล


* ภาพประกอบโดย @pittaya สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by

รักทหาร รัฐทหาร

ข่าวร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ….

คปส. รายงาน วุฒิฯผ่านกม.คลื่น-เปิดทหารคุม กสทช.

วุฒิสภาไม่ถึงครึ่งผ่านร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพิ่มกสทช.ฝ่ายความมั่นคง ศาสนา จาก 11 เป็น 15 คน เปิดให้องค์กรรัฐ-เอกชนด้านความมั่นคงและบริหารราชการคัดเลือกกันเอง และต้องจัดคลื่นเพื่อความมั่นคงอย่างพอเพียง

ความเห็นจาก สุภิญญา กลางรณงค์ นอกเหนือจากความเป็นห่วงอย่างมากเรื่องการครอบงำของกองทัพ ยังมีเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการขนาด 15 คน ที่พบจากประสบการณ์ว่า นอกจากจะไม่คล่องตัวและสิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มแล้ว คณะกรรมการขนาดใหญ่ ยังนำไปสู่การจับขั้วแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย ล็อบบี้กันภายในคณะกรรมการเอง เกิดการลงคะแนนต่างตอบแทน ทำให้กรรมการแต่ละคนตัดสินใจได้เป็นอิสระน้อยลง เมื่อเทียบกับคณะกรรมการขนาดเล็ก

technorati tags: ,

A Coup for the Rich, Creative Thailand, #GT200

ตอนนี้ในเน็ตมี ใบปลิวตั้งคำถามหลายข้อถึงความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างงานต่าง ๆ ในห้วงระยะเวลาที่คมช.ครองอำนาจสูงสุด (จาก ไทยอีนิวส์)

หนึ่งในคำถามเหล่านั้น ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของ
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รักษาการประธาน คมช. / รองหัวหน้าคปค.คนที่ 1 กับ
พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ / สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 และ
นายอนุวัฒน์ วัฒนกิจ เจ้าของบริษัท เอ วิ เอ แซทคอม จำกัด (ผู้แทนจำหน่าย เครื่องตรวจจับระเบิด GT200)

ในใบปลิวระบุว่า นอกจาก บริษัท เอ วิ เอ แซทคอม (AVIA SATCOM – www.groupavia.com) จะเป็นผู้จัดหาเครื่อง GT200 แล้ว ยังเป็นผู้จัดหาเครื่องบินขับไล่ GRIPEN, โครงการ RTADS Phase II, และโครงการอื่นๆ ในกองทัพอากาศ เช่น การจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท และอุปกรณ์สื่อสาร

ข่าว 3 มิติ ก็พูดถึงเรื่องนี้

technorati tags: , , ,

Thailand’s Corruption Perceptions Index 2002-2009: Thaksin, Coup, Military, Abhisit

อัปเดต: คำอธิบายกราฟงบประมาณกองทัพ: แก้ไขหน่วยเงินเป็นเหรียญสหรัฐ (USD), เดิมใส่ผิดเป็นบาท (THB). เพิ่มลิงก์ เอแบคโพลล์, นายกตอบคำถามเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน (วิดีโอ)

จากข้อมูลของ Transparency International นี่คือกราฟแสดงดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) จากปี 2545-2552:

Thailand's Corruption Perception Index 2002-2009

เครดิต: กราฟพล็อตโดย คุณหนูเอง โดยใช้ข้อมูลจาก Corruption Perceptions Index 2009

อ่านทื่อ ๆ ตามกราฟได้ว่า:

ดัชนี CPI ชี้ว่า ช่วงปี 2545-2548 ระหว่างสมัยรัฐบาลทักษิณ ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันลดลงตามลำดับ.

กระทั่งปี 2549 ปีที่รัฐประหาร ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันกลับมาขยายตัวอีกอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องถึงปี 2550.

พอปี 2551 สมัยรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันลดลงอีกครั้ง (อภิสิทธ์เป็นนายก 17 ธ.ค. 2551, หลังการประกาศ CPI 2008/2551).

ปี 2552 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดัชนี CPI ชี้ว่า ภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นใหม่.

** ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกว่า รัฐบาลทักษิณ, สมัคร, สมชาย ไม่ได้คอรัปชันเลย. แต่บอกว่า ถ้าใช้ เกณฑ์เดียวกัน รัฐบาลสุรยุทธ์จากการรัฐประหาร และ รัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้น แย่กว่า ในเรื่องดังกล่าว.

(นี่เป็นการอ่านแบบทื่อ ๆ ตามกราฟ โปรดอ่านต่อด้านล่าง ถึงข้อวิพากษ์ดัชนี CPI และการอ่านที่น่าจะแฟร์กว่า-มั๊ง)

เกี่ยวกับ CPI: Corruption Perception Index หรือ ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน เป็นการสำรวจระดับความรู้สึก/การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศนั้น ๆ. นิยามคำว่าคอร์รัปชัน หมายถึง การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน. ค่า CPI เริ่มตั้งแต่ 0 คะแนน ถึง 10 คะแนน. ค่า CPI ยิ่งสูง หมายถึงภาพลักษณ์คอร์รัปชันยิ่งต่ำ.

หมายเหตุตัวใหญ่ ๆ: เนื่องจากดัชนี CPI นี้มาจากการสำรวจสอบถาม ผลลัพธ์โดยตัวมันเองจึงเป็นอัตวิสัย (subjective) ตามแหล่งข้อมูล และจะยิ่งน่าเชื่อถือน้อยลง สำหรับประเทศที่มีแหล่งข้อมูลน้อย. เนื่องจากแหล่งข้อมูลของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน และ การจัดทำดัชนีนั้นใช้ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี การเปลี่ยนแปลงในภาพลักษณ์ของการคอร์รัปชันจึงอาศัยเวลา, ผู้จัดทำจึงไม่แนะนำให้เปรียบเทียบดัชนีปีต่อปีชิดกัน หรือเปรียบเทียบดัชนีข้ามประเทศ (=ใช้จัดอันดับไม่ได้). ดูข้อวิพากษ์เพิ่มเติมต่อดัชนีนี้.

ตามข้อวิพากษ์นี้ คะแนนของปี 2549, 2550, 2551 ก็อาจเป็นผลพวงต่อเนื่องจากสมัยรัฐบาลทักษิณด้วย. การบอกว่ามีการคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง โดยใช้กรอบเวลาน้อยกว่า 3 ปี จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ (เช่นบอกว่า สมัยรัฐบาลสมัคร, สมชาย, หรืออภิสิทธิ์ มีการคอร์รัปชันมากขึ้นหรือน้อยลง – ทุกช่วงไม่ถึง 3 ปี). แต่หากจะดูเป็นในกรอบเวลาที่กว้างกว่านั้น ก็น่าจะพอทำได้. เช่น ใช้ปี 2549 ปีที่มีรัฐประหารเป็นหมุดหมาย แล้วเปรียบเทียบช่วงก่อนรัฐประหารกับหลังรัฐประหาร โดยเว้นช่วงไป 3+ ปี, เช่นเทียบปี 2548 กับ 2552.

ตามนี้แล้ว ดัชนี CPI ก็พอจะช่วยให้เราเห็นได้ว่า เหตุผลหนึ่งที่ คมช. (ด้วยการสนับสนุนของคณะยอดมนุษย์ผู้ทรงศีล และให้เสียงโดยพันธมิตร) ได้ใช้อ้างเพื่อทำรัฐประหาร ที่ว่า รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชัน นั้น แม้จะเป็นความจริง (ซึ่งต้องจริงแน่ ๆ ล่ะ คอร์รัปชันมีทุกที่) แต่การรัฐประหารของพวกท่าน ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นเลย หนำซ้ำภาพลักษณ์ยังเลวลงได้อีก. มีความชอบธรรมในการรัฐประหารจริง ๆ. เสียสละ.

follow-ups: เอแบคโพลล์: ประเมินสถานการณ์ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐและประสบการณ์ในการถูกเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ (prachatai.com),
นายกตอบคำถามเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน (pm.go.th),
ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน (art4d.com)

เรื่องใกล้ ๆ กัน: กราฟ งบประมาณกองทัพไทย เทียบกับ จีดีพี ของประเทศ หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 (ข้อมูลจาก Paul Chambers, University of Heidelberg อ้างตาม The Economist):

Thailand's military spending 1978-2010

งบประมาณกองทัพไทย ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP, หลังรัฐประหารขึ้นมาที่ประมาณ 2% (และมีแนวโน้มสูงขึ้น).

คิดเป็นตัวเงิน ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ, หลังรัฐประหารขึ้นมากกว่าเท่าตัว เป็นประมาณ 4.5 พันล้าน.

เห็นแบบนี้ ใครอาจจะบอกว่า แหม ถ้ารัฐบาลทักษิณ คอร์รัปชันเชิงนโยบาย … ดูท่าทางกองทัพไทยและผู้สนับสนุน(และผู้ที่กองทัพสนับสนุน)ก็อาจจะ คอร์รัปชันเชิงรัฐประหาร อยู่ คือกัน.

อย่าไปว่าเขาแบบนั้นสิ ไม่น่ารักเลย (กอ.รมน. เขาเป็นสปอนเซอร์งาน Fat Fest ดี ๆ ให้เรานะ อย่าลืมสิ moso moso) … ผมคิดว่า การเพิ่มงบกองทัพไทยมันสมเหตุสมผลนะ.

ซื้อปืน ซื้อรถถังไว้เถอะ ดีแล้ว … เพราะเราจะไม่เหลือเพื่อนบ้านแล้วน่ะ :p

technorati tags: , ,

Burmese Anti-Blogging Measures

Niknayman (ต้องลงฟอนต์พม่าก่อน ถึงจะอ่านได้) บล็อกพม่าที่รายงานเหตุการณ์ลุกฮือในพม่าเมื่อกันยาปีที่แล้ว รายงานว่า:
รัฐบาลทหารพม่า ใช้เทคนิควิธีหลายอย่าง เพื่อสกัดกั้นบล็อกเกอร์/ผู้สื่อข่าวพลเมืองในอินเทอร์เน็ต
วิธีมีตั้งแต่การปิดกั้นให้เข้าบล็อกไม่ได้
การแทรกคำต่าง ๆ เข้าไปในบล็อก
การเปลี่ยนทางลิงก์ในบล็อก (ไปโผล่เว็บโป๊แทน)
ไปจนถึงการพยายามทำให้อินเทอร์เน็ตช้าลง เพื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้เข้าถึงบล็อกและเว็บไซต์เหล่านั้นไม่ได้

Committee to Protect Bloggers: Report on Anti-Blogging Measures from Burmese Blogger

Irrawaddy: Burmese Regime Attacks Bloggers

(รายงานเข้า iReport)

เพิ่มเติม (2008.01.26): จากที่เพื่อนชาวพม่าเล่าให้ฟัง รัฐบาลทหารได้ควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพม่าอย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเหตุการณ์ลุกฮือดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรายงานสถานการณ์ใด ๆ ไปยังนอกประเทศ

เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของพม่ายังไม่ทั่วถึง การใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จึงทำที่ร้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งรัฐบาลทหารก็มีคำสั่งให้ร้านอินเทอร์เน็ตทุกร้าน ห้ามไม่ให้ผู้ใช้นำอุปกรณ์ใด ๆ มาใช้กับคอมพิวเตอร์ของร้าน เพื่อป้องกันการส่งไฟล์ภาพหรือข้อมูลใด ๆ (จากกล้องหรือแฟลชไดรว์)
และบังคับให้ร้านอินเทอร์เน็ตจะต้องจับภาพหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทุก ๆ 15 นาที เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ ร้านใดที่ไม่ปฏิบัติตามนี้ จะถูกปิด

นอกจากนี้ยังพบว่า อีเมลที่มีไฟล์แนบจะถูกกรองทิ้ง (เมื่อพิจารณาข้อนี้ ร่วมกับข่าวข้างต้น ที่ว่ามีการบล็อคและการแทรกข้อความ ทำให้เดาได้ว่า การจราจรอินเทอร์เน็ตที่วิ่งเข้าออกพม่า จะถูกจับตามองตลอด)

technorati tags:
,
,

On National Security Act (1)

ถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะมีรัฐซ้อนรัฐในประเทศ รัฐธรรมนูญก็หมดความหมาย

— นายพิภพ ธงไชย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

“ ขณะนี้รัฐบาลมีกฎหมายความมั่นคงอยู่แล้ว 2 ฉบับ คือ กฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ที่แก้ไขเมื่อปี 2546 เพิ่มเติมเรื่องภัยคุกคาม และพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การออกพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ถ้าพูดตรงไปตรงมาคือการเปิดบทบาทให้กองทัพเข้ามาจัดการบ้านเมืองได้หลายเรื่อง เช่น มาตรา 9 ให้จัดตั้งกอ.รมน. มาตรา 10 ให้กอ.รมน.จัดการเรื่องความมั่นคงทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติอย่างเต็มที่ ทั้งที่มีกฎหมายที่จะประกาศใช้ตรงไหนก็ได้ ห้ามการชุมนุมได้อยู่แล้ว

ขอบเขตความมั่นคงในราชอาณาจักรหรือภัยคุกคามกว้างมาก เป็นความมั่นคงในทรรศนะที่แปลก ให้มีอำนาจจัดการทั้งในยามปกติและไม่ปกติ ซึ่งพ.ร.บ.นี้สร้างบทบาทให้กองทัพมีอำนาจล้น และตรวจสอบไม่ได้ ถือว่าท้าทายหลักนิติธรรมของประเทศอย่างมาก ขัดต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน หากโครงการของรัฐที่ประชาชนได้รับความเสียหายมาเรียกร้องจะถือว่ากระทบต่อความมั่นคงหรือไม่

พ.ร.บ.นี้ยังขัดกับการกระจายอำนาจ เป็นสิ่งย้อนยุค ผบ.ทบ.เป็นผู้มีอำนาจและใช้ดุลยพินิจสูงมาก แม้นายกฯจะเป็นประธานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายใน แต่ไม่มีอำนาจ จึงไม่ควรออกกฎหมายในยุคนี้ ควรประเมินการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าใช้ได้หรือไม่ ไม่ใช่รวบอำนาจให้กอ.รมน. กองทัพบก เพราะเป็นการสร้างอำนาจซ้อนรัฐ

ยิ่งรัฐบาลชุดใหม่อ่อนแอเพราะเป็นรัฐบาลผสม กอ.รมน.จะมีบทบาทสูงเรื่องความมั่นคง ผมไม่เห็นด้วยที่จะออกกฎหมายนี้ ”

— นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ชำแหละร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ‘อำนาจ ผบ.ทบ. เหนืออธิปไตยไทยทั่วประเทศชั่วชีวิต’
รวบรวมความคิดเห็นจาก
ไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิและเสรีภาพเพื่อประชาชน
นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สมชาย หอมลออ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
พิภพ ธงไชย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย

สิทธิเสรีภาพที่กล่าวอ้างว่ามีเพิ่มขึ้นใน ร่างรธน. 2550 เป็นเรื่องเหลวไหล เพราะเอาเข้าจริง ก็จะถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.ความมั่นคงอยู่ดี
นี่บอกถึงเจตนาของกลุ่มผู้ผลักดันร่างรธน.นี้ได้เป็นอย่างดี ว่าหมกเม็ดสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ บอกความจริงเพียงครึ่งเดียว

technorati tags:

National Security – Nation of Who ?

พ.ร.บ. ความมั่นคง (ยังเป็นร่างอยู่ กำลังจะผ่าน) จะสร้าง ‘ความถูกต้องและชอบธรรมทางกฎหมาย’ ให้กับกองทัพ ในการใช้อำนาจกดขี่ประชาชน ซึ่งรวมถึง:

  • อำนาจในการโยกย้ายข้าราชการ
  • อำนาจในการจับใครคุมขังก็ได้โดยไม่ต้องพึ่งหมายศาล — โดยสามารถควบคุมตัวได้ 7 วัน รวมถึงขยายเวลาควบคุมต่อได้อย่างไม่สิ้นสุด
  • อำนาจในการห้ามมิให้มีการชุมนุม
  • อำนาจในการกักกันบริเวณ

“ สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นฝันที่เป็นจริง หากประชาชนไม่สามารถต้านทานพลังทหารและพวกเชลียร์ทหารได้ในอนาคตอันใกล้ ใครก็ตามหากถูกทหารจับไปซ้อมสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็อาจสามารถพูดอะไรก็ตาม ที่ทหารอยากให้ ‘สารภาพ’ ก็ได้ ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องแปลกและคาดไม่ถึง และคงจะเกิดขึ้นหาก พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้ ”
— ประวิตร โรจนพฤกษ์

กลุ่มผู้ที่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นี้ อ้างว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็มีกฎหมายลักษณะนี้ และประเทศทั้งสองก็ดู ‘สงบเรียบร้อย’ ดี
(หากรู้ไหมว่า ความสงบเรียบร้อย(ราบคาบ) ของสองประเทศนี้ อยู่บนพื้นฐานของการกดขี่ ละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง)

และข้อแตกต่างสำคัญ ระหว่างร่างของเรา กับกฎหมายของเขาที่อ้างมานั้น ก็คือ
อำนาจตามกฎหมายของเขานั้น อยู่กับ นายกรัฐมนตรี (พลเรือน, ฝ่ายบริหาร, มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน)
แต่ในร่างของเรา อำนาจอยู่กับ ผู้บัญชาการทหารบก (ทหาร, กองทัพ, มาจาก..??..โดย..??..)
ซ้ำร้าย ยังเป็นอำนาจที่ตรวจสอบการใช้ไม่ได้เสียอีกด้วย (ไม่ว่าศาลหรือใคร ก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบ … อภิสิทธิ์ชนเต็มขั้น! … อีกหน่อยเราคงต้องมี wristband เรารักผบ.ทบ.! ทำเป็นเล่น)

พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน ประเทศของเราก็จะเหมือนอยู่ในภาวะฉุกเฉินใต้กฎอัยการศึกอยู่ตลอดเวลา ทั้งปีทั้งชาติ 24 ชั่วโมง คือทหารเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

การให้อำนาจกับทหารมากอย่างนี้ (เช่น โยกย้ายข้าราชการได้!) และเป็นอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดชอบ (เพราะไม่มีการตรวจสอบ) จะทำให้ประเทศไทย ไม่ต่างอะไรจากรัฐทหาร อย่าง พม่า ต่างหาก
(ปัจจุบันนี้ก็ใกล้เคียงอยู่แล้ว เพราะประธาน คมช. ส่งปลดนายกฯ ได้! … ช่างเป็นการรัฐประหารเพื่อความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเสียนี่กระไร)

กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจเลย คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ของกอ.รมน.หรือผบ.ทบ.เห็นว่ามีภัยคุกคาม จะใช้กฎหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

ซึ่งตรงจุดนี้ ต่างกับภาวะปัจจุบันซึ่ง การประกาศภาวะฉุกเฉินต้องผ่านมติ ครม.ซึ่งอาจจะมีการท้วงติงว่าไม่จำเป็นก็จะประกาศไม่ได้ และหากครม.เห็นชอบให้ประกาศก็จะต้องมีการพิจารณาทบทวนสถานการณ์ความจำเป็น ทุก 3 เดือน หากมีการท้วงติงว่าหมดภาวะความจำเป็นแล้วก็จะต้องยกเลิกไป

แต่ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ให้อำนาจผบ.ทบ.เหนือครม.ที่จะสั่งการในภาวะ ฉุกเฉินได้ทันที เท่ากับเป็นการรวบอำนาจตามกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินมาไว้กับผบ.ทบ.ในตำแหน่งผอ.รมน .

หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้าผ่านสนช.จะให้อำนาจผบ.ทบ.สูงสุด เสมือนอยู่ในภาวะเผด็จการทหารเลยทีเดียว ครม.รัฐสภา หรือศาลหมดความหมายอย่างสิ้นเชิง

— ผาสุก พงษ์ไพจิตร

นี่ไม่ใช่เรื่องกลัวเกินกว่าเหตุ หากดูประวัติของทหารในประเทศนี้ในอดีต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เช่น การจับ/ควบคุมตัวผู้ต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับทหาร (อาทิตย์ที่แล้ว) และ การจับสมาชิกกลุ่มสมัชชาผู้ใช้แรงงาน (เมื่อวานนี้)

ประธาน คมช. คนปัจจุบัน (ทหาร) กำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แค่ พ.ร.บ.นี้ผ่านตัวเดียว ก็จะแย่อยู่แล้ว … แต่อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเขาคนนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย ?

ผบ.ทบ. (ทหาร) + นายก (ทหาร)

เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด คู่หู คู่ฮา

สงบเรียบร้อยอย่างที่หวังแน่ ๆ 🙂

คุณอยากให้เป็นอย่างนั้นไหม ?


เรียบเรียงจาก ประวิตร โรจนพฤกษ์ : พ.ร.บ. ความมั่นคง: เมื่อพล.อ.สนธิกำลังทำให้ฝันของทักษิณเป็นจริง, 18 ก.ค. 2550, ประชาไท (อ่านบทความโดยละเอียดที่ประชาไท)

เพิ่มเติม:

technorati tags:

Democracy under Martial Law ?

“….ใน ภาวะของการประกาศกฎอัยการศึก จะมีประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้าประชาชนไม่มีโอกาสได้คุยกันและทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ และปล่อยให้ สสร. ได้รณรงค์ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 อยู่แต่ฝ่ายเดียว…มิพักต้องกล่าวถึง ร่างพ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ล้มไปได้เลย….”

“ภายใต้กฎอัยการศึก เราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยได้” – สมบัติ บุญงามอนงค์
ฐิตินบ โกมลนิมิ, สำนักข่าวชาวบ้าน

อัยการทหารที่ “รวบและกักตัว” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์
อ้างว่าใช้อำนาจตาม พ.ร.บ กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457

(โปรดสังเกตว่า ประเทศของเราเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 !)

ประชาธิปไตย … อธิปไตยจะเป็นของประชาได้อย่างไร หาก(เรายังยอมให้)ทหารหรือใครมีอำนาจเหนือประชา

เพียงเห็นต่าง ก็ถูกจับกุม และเราจะคุยกันยังไง ?
และเมื่อคุยกันไม่ได้ แล้วจะหาข้อตกลงร่วมกันตามวิถีประชาธิปไตยกันยังไง ?

[ ลิงก์ สำนักข่าวชาวบ้าน | ผ่าน ประชาไท ]

technorati tags:
,